<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35781" type="text/javascript"></script> |
|
ผู้ป่วยโรคเรื้อรังกับการใช้ยา
โรคเรื้อรังเป็นโรคที่เมื่อเริ่มเป็นแล้วมักไม่หายขาดจะต้องให้การดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องตลอดไป เพื่อควบคุมอาการของโรคไม่ให้ลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือเป็นอันตรายรุนแรงได้ ตัวอย่างของโรคเรื้อรัง
post ครั้งแรก: Wed 19 March 2008, 6:02 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 30 June 2008, 1:44 pm
|
ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของนิตยสารหมอชาวบ้าน กับ วิชาการ.คอม และ
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 342 เดือน ตุลาคม 2550
คอลัมภ์ : โรคน่ารู้
URL : http://www.doctor.or.th
โรคเรื้อรังเป็นโรคที่เมื่อเริ่มเป็นแล้วมักไม่หายขาดจะต้องให้การดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องตลอดไป เพื่อควบคุมอาการของโรคไม่ให้ลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือเป็นอันตรายรุนแรงได้ ตัวอย่างของโรคเรื้อรัง เช่น โรคหืด โรคความดันเลือด โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคข้อเข่าเสื่อม โรคไทรอยด์ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นต้น
ผู้ป่วยโรคหือถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีก็อาจเกิดอาการจับหืด หายใจไม่ออกและตายได้ ผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูงถ้าไม่ควบคุมระดับความดันเลือดให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมก็จะมีโอกาสทำให้หลอดเลือดไปเลี้ยงที่สมองเกิดอันตรายจนแตก ทำให้เกิดเลือดออกในสมอง เป็นอัมพาต พิการ ทรมาน และเสียชีวิตได้เช่นกัน
โรคเรื้อรัง ....โรคแห่งการสะสม
เมื่อเป็นโรคเรื้อรังแล้วจึงต้องควบคุมอาการไม่ให้ลุกลามรุนแรงด้วยการปฎิบัติตนเองตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าไม่สนใจเอาใจใส่ดูแลรักษาตนเองให้ดี โรคเรื้อรังที่ตนเองประสบอยู่ชนิดใดชนิดหนึ่งก็จะลุกลามและรุนแรงมากขึ้น และอาจก่อให้เป็นโรคชนิดอื่นๆเพิ่มขึ้นอีกได้ ตัวอย่างของโรคเรื้อรังที่แสดงอาการให้สังเกตได้ เมื่อเป็นโรคเบาหวานแล้วไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี ก็จะส่งผลต่อหลอดเลือดทั่วร่างกายที่จะมีผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย ไต สายตา ทำให้เกิดอาการชาตามปลายมือปลายเท้า ไตวาย หรือสายตาฝ้าฟางได้ เป็นต้น เป็นเหมือนการเพิ่มเติมโรคหรือสั่งสมอันตรายให้แก่ตนเองมากขึ้นๆ จึงเกิดคำว่าโรคแห่งการสะสมทำให้เป็นหลายๆโรคโดยไม่จำเป็น และ สามารถทุเลาหรือป้องกันได้ ถ้ามีการรักษาดูแล ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
กินได้ นอนหลัง... สุขีกับโรคเรื้อรัง
โรคเรื้อรังส่วนใหญ่เกิดจาการทำงานผิดปกติของร่างกาย ความเสื่อมของอวัยวะและเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดพยาธิสภาพ และแสดงอาการผิดปกติของโรคออกมาได้
แนวทางการดูแลรักษาโรคเรื้อรังเหล่านี้จะต้องเริ่มด้วยการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ลักษณะการดำเนินชีวิตและพฤติกรรม ซึ่งครอบคลุมถึงอาหาร การออกกำลังและ อารมณ์ (ความเครียด) ตลอดจนการพักผ่อนที่เหมาะสมและพอเพียง เหมือนคำโบราณที่ได้กล่าวไว้ว่า “กินได้นอนหลับ” ก็นับว่า “สุขี” ซึ่งอาจจะไม่ได้กล่าวถึงการออกกำลังกายไว้ที่นี้ โดยอาจจะละไว้ เพราะอดีตการทำมาหารกินของคนไทยไม่ว่าจะทำไร่ ทำนา หรือทำสวน เรียกว่าได้ออกกำลังกายเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว บ้านเมืองเราจึงมีแต่ผู้คนที่เอื้ออาทร ยิ้มแย้มแจ่มใส จนช่วตะวันตกได้มาพบเห็น จึงขนานนามว่า “สยามเมืองยิ้ม”ถ้ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตและ/หรือสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม มักจะส่งผลช่วยบรรเทา อาการและความรุนแรงของโรคเรื้อรังไดอย่างดี เช่น กินได้ ด้วยการกินอาหารในปริมาณและชนิดของอาหารอย่างเหมาะสม
นอนหลับ หมายถึง การรักษาสภาพวะจิตใจให้สดชื่น แจ่มใส่ ไม่ขุ่นมัว หรือไม่เคร่งเครียด จนเป็นอันตรายต่อสุขภาพกาย และสภาวะจิตใจ ตลอดจนการทำงาน และ การดำเนินชีวิตประจำวันได้สุขี ด้วยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลต่อร่างกาย ลดความเครียด และช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ของโรคเรื้อรังได้เป็นอย่างดี
นอกจากเรื่องอาหาร อารมณ์ และการออกกำลังกาย ยาเป็น 1 ในปัจจัย 4 ก็มีส่วนสำคัญในการช่วยควบคุมอาการของโรคเรื้อรังไม่ให้ลุกลาม รุนแรง มากขึ้นๆ ซึ่งจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้การใช้ยารักษาโรคเรื้อรัง ควรใช้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอและถูกต้อง ยาที่ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาอาการหรือควบคุมความรุนแรงของโรคไม่ให้มีอาการมากขึ้นและ/หรือ ลุกลามจนเกิดอันตรายได้
ดังนั้น เพื่อให้การใช้ยารักษาโรคเรื้อรังมีประสิทธิภาพ อย่างดีที่สุด พร้อมๆกับเกิดความปลอดภัยจากการใช้ยานั้นๆ ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องใช้ติดต่อกันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอและถูกต้องตามคำสั่งของแพทย์
หลังการใช้ยารักษาโรคเรื้อรังให้ได้ผลดีและปลอดภัย
เพื่อให้การใช้ยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้ผลดีและปลอดภัย ซึ่งตัวผู้ป่วยหรือผู้ดูแลผู้ป่วยที่ทำหน้าที่รับยาและเป็นผู้ที่ให้ยาควรปฎิบัติ มี 4 ขั้นต้อนง่ายๆดังนี้
1 การตรวจรักษาจากแพทย์
2 การรับยาที่ห้องยา
3 การใช้ยา
4 หลังจากใช้ยา
การตรวจรักษาจากแพทย์
การที่จะใช้ยาให้ได้ผลดีและปลอดภัย เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการรับการตรวจรักษาจากแพทย์ ซึ่งระหว่างนี้แพทย์จะทำการซักประวัติความเจ็บป่วยพร้อมกับการตรวจร่างกายและอาจจะมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ ตรวจเลือด เป็นต้น เตรียมข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยเล่าให้แพทย์ฟัง
สิ่งหนึ่งที่สำคัญนอกจากข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บป่วยในปัจจุบันที่แพทย์ซักถามค้นหาด้วยแพทย์เองแล้ว ผู้ป่วยก็สามารถช่วยได้ด้วยการเตรียมข้อมูลสำคัญๆที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยของตนเอง ทั้งอดีตและปัจจุบันให้พร้อมและเล่าให้แพทย์ฟัง ซึ่งรวมถึงเรื่องยา สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผู้ป่วยใช้เป็นประจำ ตลอดจนอาการแพ้ยา หรืออาการอันไม่ถึงประสงค์ ผลข้างเคียงที่เกิดจากยา เพื่อแพทย์จะได้รับข้อมูลประกอบการเจ็บป่วยอย่างครบถ้วนส่งผลให้การวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องแม่ยำ และให้การรักษาด้วยยา และวิธีอื่นๆได้อย่างเหมาะสม แจ้งเรื่องยา สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอื่นๆที่ท่านใช้อยู่ด้วย
กรณีที่มีการใช้ยาจากโรคอื่นๆ สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นจำนวนมาก ผู้ป่วยอาจทำเป็นรายการหรือนำตัวอย่างพร้อมบรรจุภัณฑ์ทุกชนิดไปแสดงให้แพทย์ได้รับรู้ก่อนการวินิจฉัยโรคและให้การรักษา บรรดายา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิดอาจจะไปเสริมฤทธิ์ทำให้ผลของยาที่แพทย์จะจ่ายให้มีฤทธิ์มากขึ้น และอาจเกิดอันตรายได้ หรือตรงกันข้าม ยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิด ก็อาจจะไปต้านฤทธิ์ยาที่แพทย์จะจ่าย ทำให้ผลการรักษาได้น้อยลง ขอให้แพทย์อธิบายเรื่องยาและการรักษาด้วยวิธีอื่นๆอย่างละเอียด เมื่อแพทย์ให้การรักษา รวมถึงการสั่งจ่ายยาให้กับผู้ป่วย โดยทั่วไปแพทย์จะบันทึกไว้ในใบสั่งยา ระบุชนิด จำนวน และวิธีใช้ยา
ผู้ป่วยควรได้รับการอธิบายจากแพทย์ว่า มียาชนิดใดบ้างที่แพทย์สั่งจ่ายให้ ด้วยวัตถุประสงค์ใด มีวิธีการใช้อย่างไร และอาจจะเกิดผลต่อผู้ป่วยที่กินยาอย่างใดบ้าง คือทั้งผลดีและผลเสียของยาทั้งหมด
การรับยาที่ห้องยา
เมื่อได้รับยาจากห้องยาแล้วผู้ป่วยจะต้องตรวจเช็กยาทั้งหมดที่ตนได้รับ ดังนี้
“ถูกคน” หรือไม่ ด้วยการตรวจชื่อผู้ป่วยที่ปรากฏอยู่บนฉลากยาว่า ถูกต้องหรือไม่ เป็นชื่อผู้ป่วย ที่ปรากฏอยู่บนฉลากยาว่า ถูกต้องหรือไม่ เป็นของผู้ป่วยหรือไม่
“ถูกชนิด” หรือไม่ ตรวจชนิดของยา ชื่อยา ข้อบ่งใช้และจำนวนยาที่ได้รับว่า ถูกต้องตรงกับอาการความเจ็บป่วยของผู้ป่วยหรือไม่ และเป็นไปตามคำอธิบายของแพทย์หรือไม่ ถ้าเป็นยาที่ต้องใช้อย่างต่อเนื่อง และคำนวณดูว่าจำนวนเพียงพอถึงการนัดพบแพทย์ในครั้งต่อไปหรือไม่
“ถูกวิธีใช้” หรือไม่ อ่านและทำความเข้าใจวิธีการใช้ยาให้ชัดเจน ถ้ามียาใดที่ไม่เข้าใจหรือสงสัยวิธีใช้ยาให้ชัดเจน ถ้ามียาใดที่ไม่เข้าใจหรือสงสัยวิธีใช้ยาจะต้องปรึกษาเภสัชกร ผู้จ่ายยาจนเข้าใจดีก่อนกลับบ้าน มี “ยาใหม่” หรือไม่ กรณีที่พบยาใหม่ ต้องตรวจเช็กว่าเป็นยาใหม่ตามคำอธิบายของแพทย์หรือไม่ ถ้าได้รับยาใหม่ตามคำอธิบายของแพทย์หรือไม่ ถ้าได้รับยาใหม่โดยที่แพทย์ไม่เคยอธิบายให้ฟัง จะต้องปรึกษาเภสัชกรทันที เพราะอาจผิดพลาดและเกิดอันตรายได้ มี “ยาที่มีรูปแปลกใหม่ ไม่คุ้นเคย จะต้องปรึกษาเภสัชกรผู้จ่ายยา เพื่อขอคำแนะนำวิธีการใช้ยาและฝึกฝนให้ถูกต้อง
“ผลข้างเคียงของยา” จะต้องสอบถามถึงผลข้างเคียงของยาที่พบบ่อยและอันตราย จะได้สังเกตหลังการใช้ยา และติดตามอาการเหล่านี้ เพื่อปฎิบัติตัวหรือหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าวให้รบกวนการใช้ยาน้อยที่สุด หรือแจ้งต่อแพทย์ผู้สั่งจ่ายยาถ้าผลเสียนั้นเป็นอันตรายมาก
ขั้นตอนการรับยาจากห้องยาเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ดังนั้น จะต้องตรวจเช็กยาที่ได้รับว่า ถูกคน ถูกยาก ถูกวิธีใช้ มียาใหม่หรือไม่? ตลอดจนมีวิธีการใช้พิเศษหรือไม่? ผลข้างเคียงของยามีอะไรบ้าง หากสงสัยหรือไม่เข้าใจ จะต้องถามเภสัชกร เพื่อให้การใช้ยาได้ผลดีมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และคุ้มค่าต่อการใช้ยา นอกจากนี้ จะต้องถามเภสัชกรถึงระยะเวลาการใช้ยา
ระยะเวลาที่เหมาะสมการใช้ยา
ระยะเวลาการใช้ยาแบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ
1 การใช้ยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
ยาที่ใช้ควบคุมอาการหรือความรุนแรงของโรคเรื้อรัง มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ยาออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และสามารถควบคุมอาการและความรุนแรงของโรคดังกล่าวได้อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ระดับความรุนแรงของโรคลุกลามมากขึ้น อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ จึงเป็นการใช้ยาเพื่อป้องกันอันตรายจากโรคเรื้อรัง จะต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาด้วยตัวเองหรือหยุดยาเมื่ออาการทุเลาลงแล้ว หรือไม่มีอาการแล้วก็ตาม (ยกเว้นกรณีที่มีอาการอันไม่พึงประสงค์อย่างรุนแรง จะต้องปรึกษาแพทย์ทันที)
2 การใช้ยาเมื่อมีอาการเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น ยาแก้ปวด ยานอนหลับ ยาระบาย ฯลฯ ยาเหล่านี้เป็นยาที่รักษาตามอาการ
เพื่อนบรรเทาอาการใดอาการหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมโรคเรื้อรัง จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ติดต่อกับเป็นระยะเวลานานๆ เมื่อใดที่อาการดีขึ้นแล้ว ก็หยุดยาได้ เมือ่ใดมีอาการอีกจึงจะต้องใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเท่นั้น
3 การใช้ยาติดต่อกันจนหมด
ยาเหล่านี้มักจะมีฤทธิ์ต้านเชื้อโรค ใช้รักษาโรคติดเชื้อจากเชื้อแบททีเรีย เชื้อรา หรือไวรัส ฯลฯ ซึ่งควรใช้ติดต่อกันจนหมดตามจำนวนที่แพทย์สั่ง เมื่อครบแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ต่อไปอีก เพราะยาเหล่านี้จะมีฤทธิ์ต้านเชื้อโรค เมื่อเชื้อหมดแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยานี้อีก
การใช้ยา
เมื่อกลับไปบ้านและจะต้องเริ่มใช้ยา จะต้องอ่านฉลากและวิธีใช้ทุกครั้ง ว่าใช้ครั้งละเท่าใด วันละกี่ครั้งเวลาใด และใช้ให้ถูกต้อง ตรงตามคำสั่งแพทย์ หรือเภสัชกร และสังเกตลักษณะของยาว่ายังเหมือนเดิมหรือไม่ ก่อนการใช้ยา
หลังจากใช้ยา
ขั้นตอนหลังจากใช้ยา ผู้ป่วยจะต้องติดตามผลการรักษาและหมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้ยา ถ้ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ขอให้ติดต่อกับผู้สั่งจ่ายยาโดยทันที เพื่อแจ้งให้ผู้สั่งจ่ายทราบและให้คำปรึกษาเพื่อการดูและอาการผิดปกตินั้น จะเห็นได้ว่าโรคเรื้อรังเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาดควรดูแลรักษาแพทย์แนะนำ เพราะถ้าไม่ดูแลตนเองให้ดี อาจทำให้โรคลุกลามเป็นหนักยิ่งขึ้น และเกิดโรคแทรกซ้อนทำให้เป็นโรคอื่นเพิมเติม เกิด “โรคแห่งการสะสม”
หากมีข้อสงสัยในเรื่องยาและสุขภาพ อย่านิ่งนอนใจ ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือเภสัชกรชุมชนที่ประจำอยู่ที่ร้านยาได้ตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อให้การใช้ยาได้ผลดี และปลอดภัยจากการใช้ยา