<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35882" type="text/javascript"></script> |
|
วัสดุฉลาด
วัสดุทั่วไปมันจะไม่มีการตอบสนอง เราทุบเราทำอะไรมัน มันก็ไม่ได้ตอบสนองเรา วัสดุฉลาดเวลาเรากระทบมันก็จะมีการตอบสนองเรากลับมา ว่าเราทุบมัน มันอาจจะมีกระแสไฟฟ้าออกมา ยกตัวอย่างเช่นที่จุดเตาแก๊ส เรากดมัน มันก็มีประกายไฟออกมา
post ครั้งแรก: Tue 25 March 2008, 12:31 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 1 April 2008, 4:17 pm
อยู่ในส่วน: เทคโนโลยี
|
วัสดุฉลาด

วัสดุฉลาดคืออะไรครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : ถ้าเราเทียบ ก็คือวัสดุที่เราเห็นทั่วไป ก็คือ วัสดุ แต่วัสดุฉลาด มีความพิเศษขึ้นมาคือมีการตอบสนองได้ อย่างวัสดุทั่วไปมันจะไม่มีการตอบสนอง เราทุบเราทำอะไรมัน มันก็ไม่ได้ตอบสนองเรา วัสดุฉลาดเวลาเรากระทบมันก็จะมีการตอบสนองเรากลับมา ว่าเราทุบมัน มันอาจจะมีกระแสไฟฟ้าออกมา ยกตัวอย่างเช่นที่จุดเตาแก๊ส เรากดมัน มันก็มีประกายไฟออกมา อย่างอุปกรณ์เซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิ ดังนั้นกล่าวโดยรวม วัสดุฉลาดคือวัสดุที่มีการตอบสนองเมื่อเขาได้รับสิ่งกระตุ้น มันก็เหมือนคนเรา เขาถึงได้เรียกว่าฉลาดไง ใครมาทำอะไรเรา เราก็มีการตอบสนอง เช่นใครมาชกเรา เราก็จะป้องกัน หรือ ชกกลับทันที ในขณะที่อยู่ทั่วไปเราก็ไม่ได้ทำอะไรใคร
อะไรคือความพิเศษของวัสดุที่อาจารย์ทำครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : ความพิเศษของเขาคือ หนึ่งมันเป็นวัสดุที่ใช้ในอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ ในคอมพิวเตอร์ ในโทรศัพท์มือถือ แม้แต่ในเทป พวกนี้ถือว่าข้างในมีส่วนประกอบของวัสดุฉลาดทั้งนั้น เพียงแต่ว่ามันจะอยู่ในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง คือหลายๆอย่าง ผมยกตัวอย่างเช่นปุ่มพวกนี้ ถ้าเรากดมันก็มีการส่งสัญญาณไป ถือว่ามันเป็นวัสดุฉลาดอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่ในรูปแบบแตกกัน ความพิเศษของมันก็คือว่า มันสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน และ อยู่ในวัสดุเชิงการค้าทั่วไปมากมาย คือถ้าจะให้ยกตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือ ปรินเตอร์ เวลาที่เราพิมพ์ ทำไมหมึกมันถึงออกมาได้ มันใช้วัสดุฉลาดเป็นตัวบังคับทำให้หมึกมันออกมา ถ้าถามผมความพิเศษของมัน ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไง มันก็คงเป็นลักษณะว่านำมาใช้งานได้ไม่ใช่การตอบสนองไปโดยสิ้นเปลืองหรือไม่มีประโยชน์ มีการนำมาใช้ประโยชน์ได้ในเชิงพานิชย์

งานวิจัยงานนี้ มีตัวจุดประกายมาจากไหนครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : ถ้านับย้อนหลังไปก็ไกลนะ เฉพาะงานนี้เฉยๆนะ จริงๆมันงานต่อเนื่อง ไอ้จุดประกายคงต้องย้อนหลังไปเมื่อ สิบกว่าปีที่แล้ว ที่ผมกับอาจารย์สุพลเริ่มต้นทำงานด้วยกันมาตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาโท เขาเรียนปริญญาตรีที่นี่ ก็ทำงาน แต่ก่อนเราก็ไม่รู้เรื่องนี้ อันแรกก่อนสิ่งที่พวกผมทำคือ เซเรมิก โดยทั่วไปก็คือเครื่องปั้นดินเผา สมัยนู้นมีอาจารย์ท่านหนึ่งคืออาจารย์ทวี ที่อยู่ที่นี่นะครับ ท่านทำงานทางด้านเซรามิก เราก็ไปดูว่าเซรามิกมันคืออะไร เราก็เข้าใจว่าเซรามิกมันคือถ้วยชาม แต่จริงๆแล้วมันมีเซรามิกอีกจำพวกหนึ่ง ซึ่งในอุปกรณ์ที่เราเห็นในคอมพิวเตอร์มันจะมีส่วนหนึ่งที่ดูเหมือนเป็นเซรามิกมากเลย มันเป็นเซรามิกเหมือนกันแต่เป็นเซรามิกรูปแบบหนึ่ง เขาเรียกว่า เซรามิกที่สูง ก็คือเซรามิกที่มีสมบัติทางไฟฟ้า ไม่ใช่เซรามิกทั่วไปที่เราใช้ พวกชามไห มันก็คือเซรามิกธรรมดาที่มีแค่ความแข็งแรง มันไม่ได้มีความฉลาด พวกนั้นคือทน ทน อึดอย่างเดียว แต่เซรามิกพวกนี้ เขาใช้ในวงจรไฟฟ้า ในคอมพิวเตอร์ ในมือถือ ผมเคยแกะเครื่องวีซีดีเก่าเปิดออกมาให้เห็นว่าข้างในมีวัสดุเซรามิก
ดังนั้นจุดประกาย ก็คือว่าได้เข้ามาทำงาน ตอนนั้นเขาเรียกว่าเป็นวัสดุเซรามิกไฟฟ้า ก็เลยได้เริ่มมาทำงาน เออ มันมีพวกนี้ด้วย คือเราไม่รู้ เราเห็นแต่เครื่องปั้นดินเผาทั้งปี จากตอนนั้นก็เริ่มเข้ามาทำ จากนั้นก็ได้เริ่มรู้จักผู้ใหญ่ในวงการ แล้วจริงๆก็น่าสนใจนะ เมื่อวันพฤหัสฯที่แล้วนี่เองคนที่เมื่อสิบสี่สิบห้าปีที่แล้ว ที่เป็นคนจุดประกายให้จริงๆ คือเป็นอาจารย์ชาวต่างประเทศ ผมก็ได้มีโอกาสเจอหลังจากสิบสี่ปีเขากลับมาเยี่ยมเมืองไทยพอดี ผมก็ได้คุยกัน ผมก็คุยว่าจำได้ไหมเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว คุณเป็นคนมาทำให้ผมอยากทำงานทางด้านนี้ แล้วก็ทำต่อเนื่องมาทั้งสองคนนะ ทำต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น งานจริงๆถ้าถามว่าจุดประกายเราก็หวังว่า งานที่เราทำนี้ คือในนิคมอุตสาหกรรมลำพูน มีโรงงานที่ทำเรื่องพวกนี้อยู่บ้าง เราก็หวังว่าตัวงานที่เราทำอยู่นี่ จะเป็นตัวหนึ่งที่พัฒนาบุคลากร นักเรียน นักศึกษาที่อยู่ที่นี่สามารถจบไปแล้วทำงานที่นั่นได้ เพราะมีความรู้พื้นฐานทางด้านนี้ สิ่งที่ซ่อนอยู่ก็คือหวังให้บุคลากรมีความรู้ความสามารถ แล้วตัวพวกผมเองก็ทำในสิ่งที่อยากจะทำ หวังว่าจะทำให้พัฒนาวงการวัสดุทางด้านเซรามิกทางไฟฟ้าพวกนี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นนั้นคือที่มา
ทุ่มเทเวลาไปกับงานวิจัยนี้มากเท่าไรครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : งานนี้ ผมทำมาตั้งแต่ผมกลับมาทำงานก็หกปีกว่าๆ ผมก็ทำมาหกปีแล้วนะ อาจารย์สุพลก็แปดปีกว่าๆ ก็ทำต่อเนื่องมา ก็อย่างน้อยก็ เจ็ด แปดปี ที่ทำอยู่ตรงนี้มา ก็ผลิตคนมาเยอะ นักศึกษาปริญญาเอกก็จบกันไปสี่ห้าคนแล้ว ป.โท ป.ตรีก็มีเยอะ ก็ต่อเนื่อง ความสำคัญของงานนี้ก็ต้องทำต่อเนื่องทำแล้วเลิกไม่ได้ ทำอะไรต้องทำยาวๆ
ได้ยินมาว่าเซรามิกของอาจารย์มีวิธีการได้มา มากว่า ห้าสิบ สูตร
ผศ.ดร.รัตติกร : ก็คือมีสูตรต่างๆ เหมือนยา หรือ เหมือนกับข้าว เราบอกว่าเราจะทำกับข้าวอย่างหนึ่ง ง่ายๆ กะเพรา หลายๆที่มันก็ไม่เหมือนกัน เหมือนกันแต่ก็ไม่เหมือนกัน อย่างเซรามิกเอมีวิธีการที่ได้เซรามิกเอหลากหลายรูปแบบมากเลย แล้วก็มีวิธีการสูตรต่างๆ ที่จะได้มา ทำไมมันถึงมีสูตรแตกต่างกันก็เพราะว่า การนำไปใช้ประโยชน์มันไม่เหมือนกัน เช่นอย่างนี้จะเอาไปใช้เป็นส่วนประกอบของมือถือ มันก็ต้องแบบหนึ่ง ถ้านำไปใช้ในส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์มันก็เป็นแบบหนึ่ง ถ้านำไปใช้ในตัวจุดไฟแก๊สมันก็ต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นคือต้องมีสูตรแตกต่างกันมากมาย

ถ้าเช่นนั้นจุดมุ่งหมายก็ไม่เหมือนกันสิครับ
ผศ.ดร.รัตติกร : ไม่เหมือนครับ แต่ล่ะอย่างมันก็เป็นภาพรวมกันเฉยๆว่าเอาไปใช้ในอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ เราต้องบอกว่า เวลาเราเอาไปใช้จริงๆ เราจะเอาไปใช้อะไร พอทำปุ๊บเราก็มุ่งเป้าไปที่ตรงนั้น สูตรมันก็มีหลากหลาย สูตรในการทำ เหมือนกับเราทำเครื่องปั้นดินเผา แต่ล่ะที่ยังไม่เหมือนกันเลย ทำจานเหมือนกันแต่สูตรแต่ล่ะโรงงานไม่เหมือนกัน ฉันใดฉันนั้นนี่ก็เหมือนกันคล้ายๆกัน ความละเอียดในการทำงานก็ไม่เหมือนกัน กระบวนการทำงานก็แตกต่างกัน จะใช้ความละเอียดของผงที่ใช้เป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็ในกระบวนการเผา เผาที่อุณหภูมิต่างกัน เวลาที่ทำให้มันร้อนขึ้นก็ต้องทำที่อัตราความร้อนแตกต่างกัน แตกต่างกันเยอะครับ ในเชิงลายละเอียดแตกต่างกันเยอะ ดังนั้นสูตรที่ว่าคือหลากหลายมากๆ
ผลงานของอาจารย์จะเอาไปใช้ทำอะไร?
ผศ.ดร.รัตติกร : ในเบื้องต้น จริงๆแล้วผลสุดท้าย แน่นอนอย่างที่ผมบอก คือ เราหวังจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ในอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ แต่ถ้าจะพูดอย่างนั้นมันก็เหมือนเราพูดไปไกล เพราะจริงๆแล้ว เขามีขายมาแล้ว ถ้าเราไปทำแข่งกับเขานะ ยาก วิธีการก็คือ สิ่งแรกที่เราทำเป้าหมายอยู่ตรงนี้แต่ว่าระหว่างทาง สิ่งที่เราได้จริงๆมันไม่ใช่ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร ระหว่างทางเราได้ผลิตคน นั้นคือผลผลิตโดยตรงของเราคือคนมากกว่า ก่อนที่ได้เข้ามาในกระบวนการตรงนี้ ถามว่าเอาไปใช้อะไร ผลสุดท้ายเราก็เอาไปทำ ยกตัวอย่างเช่น ที่เราพยายามทำมาก่อนหน้านี้ คือ หม้อแปลงไฟฟ้า ที่เขาทำจากสารในกลุ่มพวกนี้ เป็นหม้อแปลงตัวเล็กๆ ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก นักวิจัยที่ MTEC กรุงเทพ เขาก็เอาสูตรของเราไปใช้บ้างเหมือนกัน อันนั้นคงไปไกลที่สุดที่เราจะทำได้ เพราะเราไม่ใช่วิศวกร ส่วนมากเราแค่พัฒนา เหมือนพัฒนาสูตรออกมาแต่เราบอก เออสูตรนี้มีข้อดีอย่างนี้นะ ถ้าจะมีคนเอาไปใช้ก็เอา แต่ถามว่าพวกผมจะเอาไปทำอะไร ผมคงไม่ไปไกลขนาดนั้น ว่าจะเอาไปผลิตเป็นอะไร เพราะว่า หนึ่งคือพวกผมไม่ใช่วิศวกร ไปได้ไม่ไกลขนาดนั้น ความรู้ความสามารถที่จะทำถึงขั้นเอาไปใช้นิคงยาก เพราะไม่มีความรู้ขนาดนั้น แต่ก็คือใช้ในอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ต่างๆได้
ก็คือตัวงานวิจัยของอาจารย์ เป็นเรื่องของสูตรใหม่ๆมากกว่า
ผศ.ดร.รัตติกร : ใช่ครับ ค้นว่ามีสูตรอะไร เตรียมสารขนาดใหม่ๆ ขึ้นมา ทดลอง แล้วถ้ามีใครอยากนำไปใช้ ก็เอาไปใช้ได้ แต่อย่างที่ผมบอก ผลผลิตโดยตรงของพวกผม ก็คือได้สูตรพวกนั้นแตกต่างกัน พอเราได้สูตรปุ๊บเราเหมือนเราทำกับข้าวนะ ได้กับข้าว เอ บี ซี ออกมา อาจารย์สุพลเขาเป็นคนทำนะ ผมน่ะจะเป็นคนที่มาทดสอบชิมดูว่ามันเป็นอย่างไร ก็คือผมจะศึกษาว่าแต่ล่ะอย่างที่เขาทำออกมา เซรามิกที่มันออกมาแล้วนะ มีคุณสมบัติดีอย่างไร ผมก็ทำตรงนั้น พอเราทำออกมาได้คุณสมบัติดีอย่างไร เราก็ลิสต์ไว้ ในอนาคตจะมีใครนำไปใช้เราก็ยินดีที่จะไปร่วมมือกับคนอื่นต่อไป แต่ของเราเป็นการพัฒนาแล้วก็ศึกษาว่าไอ้สารชนิดใหม่ๆ มันดีอย่างไร

บทบาทของงานวิจัยนี้ในอนาคต อาจารย์มองว่ามันจะไปทางไหนครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : ผมจะบอกอย่างนี้ หลายๆ อันที่เราทำมา ถึงมันจะไม่ได้ออกไปสู่การค้านะ หรือว่าขายไม่ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พอเราทำเสร็จเราสามารถเอาไปต่อยอดงานวิจัยอื่นๆ ตัวอย่างเช่นกลุ่มวิจัยอื่นๆที่เป็นเครือข่ายที่ทำงานด้วยกัน เขาก็มานำไปใช้ประโยชน์ คือเขาไม่ต้องซื้อไง อันแรกคือมันลดการนำเข้า เขาไม่ต้องซื้อ สมัยก่อนถ้าจะทำคือต้องซื้อจากเมืองนอก ตอนนี้เราทำได้แล้วก็เอาไปใช้ ก็มีหลายคนที่เอาไปใช้ก็อยู่ในคณะวิทย์ฯ เรานี่เอง แล้วก็มีกลุ่มในประเทศกลุ่มอื่นๆ ก็เอาผลผลิตของพวกเราไปใช้ ดังนั้นในเชิงพานิชย์คือการลดการนำเข้า แต่ถามว่าในอนาคตเอาไปใช้อะไร ในความฝันของผม คืออยากเอาไปทำอุปกรณ์สักชิ้นหนึ่ง อุปกรณ์ที่ผมอยากทำที่สุดคือเครื่อง อัลตร้าซาวด์ เครื่องที่เอาไว้ใช้ดูเด็ก หลักการของเครื่องอัลตร้าซาวด์ มันเหมือนเราง่ายๆ เวลาเราไปที่สระน้ำ เราตีน้ำ หรือ เอาหินโยนลงไปในน้ำ เราจะเห็นเป็นคลื่น อัลตร้าซาวด์ก็เหมือนกัน เครื่องนี้ความสามารถก็อย่างที่ผมบอก พอเราให้อะไรมันไปปุ๊บมันก็จะเกิดการตอบสนอง เครื่องตัวนี้พอเราให้กระแสไฟฟ้าไปมันก็จะเกิดการยืดหด มันยืดหดแล้วก็ส่งคลื่นออกมา มันเหมือนเราไปตีกลอง มันจะส่งคลื่นออกไป คลื่นตัวนี้วิ่งเข้าไปในตัวเรา แล้วก็สะท้อนกลับมา ตรงที่มีเด็กอยู่ตรงนั้น พอสะท้อนกลับมาไอ้เครื่องนี้ก็ทำหน้าที่รับ แล้วก็สะท้อนสัญญาณออกมาเป็นรูปภาพ ให้เราดูว่าเด็กเป็นอย่างไร นั้นคือความฝันของผมที่จะนำสารที่พวกผมทำขึ้นมาไปใช้ในตรงนั้น หนึ่งเพื่อทำให้ได้ตรงนี้ สองคือลงการนำเข้า เพราะเครื่องพวกนี้แพงมาก หัววัดตัวนี้เป็นล้าน แต่ผมรู้ว่าความจริงมันไม่ได้แพงขนาดนั้น คือเขาขายความรู้ให้เราเฉยๆ ผมเคยไปดูในโรงงานที่เขาทำจริง นั้นคือตัวอย่าง ถามว่าเราควรจะทำอะไรเลอเลิศไหม? คงไม่ขนาดนั้น แต่มองว่าเราจะทำอะไร ประยุกต์ความรู้ที่เกิดขึ้นไปสู่การลดการทำเข้า เราทำเองเหมือน เมดอินไทยแลนด์ เราทำได้เอง
บทบาทของมันในอนาคต คือการลดการนำเข้า
ผศ.ดร.รัตติกร : ใช่ อย่างที่ผมบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะแข่งกับเขา พวกตัวเก็บประจุ ตัวต้านทานไฟฟ้า บริษัทในนิคมที่เขาทำนะ ขายกันตัวล่ะ ห้าสตางค์ ถามว่าเราจะไปแข่งกับเขามันคงไม่ได้แล้ว คือเขาผลิตวันล่ะเป็นพันล้านชิ้นนะ เราแข่งกับเขาในแง่ปริมาณไม่ได้ โอกาสของเราคือ เราต้องทำอะไรที่มันแพง คือหนึ่งชิ้นราคาแพงมาก เช่นหัววัด อัลตร้าซาวด์ หนึ่งหัวนี่ราคาสามแสน แต่เราทำได้สามหมื่น เขาเรียกว่าการแข่งขันสูงกว่า มูลค่าสูงกว่า ตลาดพวกนี้มันเอาปริมาณเข้าว่า คือขายปีหนึ่งเป็นล้านล้านชิ้น เขาเอากำไรตัวล่ะ หนึ่งสตางค์ สองสตางค์ เขาก็ได้เยอะแล้ว แต่ของเราทำแบบนี้ไม่ได้ ดังนั้นตลาดอิเลคทรอนิคส์ขั้นสูงที่เราจะเข้าไปแข่งขันได้ คือ ต้องเป็นตลาดที่ หนึ่งคือแต่ล่ะชิ้นมีราคาแพง และ มีคนทำได้ไม่เยอะอันนั้นคือสิ่งที่เราจะสู้ได้ อย่างเข่น หม้อแปลงไฟฟ้า ที่อยู่ในโน้ตบุ๊ก ทำอย่างไร พวกนี้มันถึงแบนลงได้ เพราะว่า เขาทำหม้อแปลงไฟฟ้าให้มีขนาดเล็กเท่าเหรียญบาทเท่านั้น นี่คือใช้ความรู้ของวัสดุที่พวกผมทำ ต้องลดขนาดลงมา เลนกล้องถ่ายรูปที่เราใส่กระแสไฟฟ้าเข้าไปแล้วมันยืดหด พวกนี้คือตลาดที่เดี๋ยวนี้คนเล่นกันเต็มไปหมด พวกกล้องมือถือ
แสดงว่างานที่อาจารย์ทำก็เป็นญาติๆกับนาโนฯด้วยสิครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : แน่นอนครับ งานที่เราทำส่วนหนึ่ง อาจารย์สุพล เกี่ยวข้องกับเรื่องนาโนมากกว่า วัสดุที่เราใช้หลายๆอย่าง มันลงไปถึงระดับนาโน ขนาดผงที่ทำ มันเป็นระดับนาโน สมัยก่อนนี่ผงมันใหญ่กว่านาโนคือเป็นหนึ่งพันนาโน ที่เขาเรียกว่าไมโคร ตอนนี้ผงมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เหลือแค่สิบนาโน ยี่สิบนาโน แล้วคุณสมบัติมันก็ดีขึ้น ยิ่งเราทำผงยิ่งเล็ก มันก็จะให้คุณสมบัติได้ดีขึ้นเช่นกัน ก็เป็นหนึ่งในงานวิจัยที่พวกผมก็ทำอยู่เหมือนกัน หมายถึงว่า ใช้สารที่อยู่ในระดับนาโนเพื่อพัฒนาคุณภาพของเซรามิกที่เราทำ
งานวิจัยนี้ อาจารย์คิดว่ามันยังมีข้อเสีย หรือสิ่งที่เห็นว่ายังไม่สมบรูณ์แบบ อย่างไรครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : ข้อเสียผมเห็นชัดมากที่สุด คือการนำไปใช้ประโยชน์จริงๆ มันยังขาด ที่จริงคือเรากำลังขาดนักเทคโนโลยี เรานักวิทยาศาสตร์เราไปถึงแค่นี้ เราทำได้แล้ว แต่ว่าจะเอาออกไปใช้เรายังทำไม่เป็น เรายังทำตัวเราเองไม่มีความถนัดเรื่องเทคโนโลยี คือการนำเอาสิ่งที่ค้นคว้าได้ไปประยุกต์ใช้ต่อยอดจนไปถึงสิ่งที่มันใช้ได้จริงๆ ยังขาด สิ่งที่เราต้องการคือคนที่จะมาทำตรงนี้แหล่ะ คือบุคลากรนักเทคโนโลยี ที่จะทำให้มันได้ใช้ประโยชน์จริง
แล้วตัวชิ้นงานมีข้อเสียหรือไม่ครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : ตอนนี้ ข้อเสียใหญ่คือเรื่องของ ตะกั่ว เพราะองค์ประกอบหลักๆ คือตะกั่ว เราก็รู้อยู่ เดี๋ยวนี้ในสมาคมยุโรป หรือ ญี่ปุ่น เขาเริ่มยกเลิกการทำสารที่มีตะกั่วเป็นส่วนประกอบ สารที่พวกผมทำส่วนหนึ่งยังเป็นสารที่มาจากตะกั่วเป็นหลัก ถามว่าในเชิงสิงแวดล้อมในอนาคต อันนี้อาจจะเป็นปัญหา อาจเป็นปัญหาช่วงกระบวนการการผลิต แต่ก็ไม่ได้มีปัญหากับการเอาไปใช้อะไร เพราะเราก็ไม่ได้เอาไปกินอยู่แล้ว คือตอนนี้เรื่องสิ่งแวดล้อมเขาพยายามลดการใช้ตะกั่ว
จะมีอะไรที่สามารถใช้แทนตะกั่วได้ครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : นั้นคือแนวทางวิจัยที่ผมเริ่มทำอยู่ จริงๆ ทั่วโลกเขาทำมาด้วยเหมือนกัน คือพยายามหาสารทดแทนตะกั่ว แต่ปัญหาคือมันยังไม่ดีพอ ไม่เท่าตะกั่ว ตัวทดแทนมันยังสู้ตะกั่วไม่ได้ งานวิจัยตอนนี้คือทำอย่างไรที่จะพัฒนาสารบางอย่างให้ดีเท่าตะกั่วได้ ก็มีงานวิจัยในส่วนหนึ่ง ที่พวกผมพยายามจะเบนไปทางนั้นอยู่ หาสารตัวที่มันไม่ใช่ตะกั่วแล้วดูสิว่ามันจะมีคุณสมบัติดีเท่ากันไหม คือเราก็ไม่ตกเทรนด์
ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ในระหว่างที่อาจารย์กำลังทำวิจัยนี้ มีอะไรบ้างครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : ส่วนมากคือความไม่พร้อมของการสนับสนุน เห็นเราทำงานเยอะอย่างนี้ จริงๆแล้วเราไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีเท่าที่ควร
ภาครัฐหรือว่าเอกชนครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : ภาครัฐไม่มีปัญหา หน่วยงานเอกชนคือ เราจะไปเสนอหน่วยงาน เราต้องมีผลิตภัณฑ์ให้เขามันคงยาก ทีนี้ภาครัฐคือความจริงพวกผมได้เงินทุนวิจัยมาพอสมควรเพื่อมาทำตรงนี้ แต่ปัญหาที่ว่าคือ เรื่องของความพร้อมเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงานวิจัย เรายังไม่มีความพร้อม มันอาจจะเป็นเรื่องของภายในที่นี่ คือเราไม่มีเงินพอที่จะซื้ออุปกรณ์อันนู้นอันนี้ ก็มีบ้างถามว่าเป็นปัญหาไหม คือ ผมสองคนก็ได้เรียนรู้ที่จะหลบเลี่ยง จนเรารู้วิธีการแล้วว่า โอเค เรามีเท่านี้เราก็ทำเท่านี้ ดูสิว่าเราจะทำได้ขนาดไหน เป็นข้อเสียหรือเปล่า ตอนแรกผมก็คิดว่าเป็น แต่ตอนหลังผมคิดว่าดี เราอยู่กับความพอเพียงนะ หมายถึงว่าเรามีแค่นี้ เราต้องหาดูว่าเราจะทำอย่างไรถึงจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรามีให้ได้มากที่สุด คือคนเรามัวแต่ไปวิ่งหาว่าอยากจะมีแต่อันนู้นอันนี้ กลายเป็นว่าเราไปเสียเวลาคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไป เป็นว่าตอนนี้ผมสองคน โอเคมีแค่นี้ คือได้ความคิดมาว่า ใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรที่เรามี
อาจารย์กำลังจะบอกว่า ถ้าได้รับการสนับสนุนที่ดี ผลงานจะออกมาดีกว่านี้?
ผศ.ดร.รัตติกร : คือ มันคงไม่ดีไปกว่านี่มากนัก ก็คงดีขึ้นนิดหน่อย เพราะเมื่อเรามีงบมาตรงนี้ เรื่องที่ตามมาของงบประมาณ ก็คือบางสิ่งที่เราต้องดูแลมากขึ้น สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดคือเวลา เวลาที่ผมจะได้มานั่งคิด เพราะเรื่องพวกนี้มันใช้ในเรื่องความคิดมากกว่า ความพร้อมบ้างเล็กน้อย เรื่องอุปกรณ์ เรื่องเงิน เรื่องคน บุคลากร หลักๆผมคิดว่าผมเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ได้พอสมควรแล้ว คือทำได้ในสิ่งที่ตัวเองมี แล้วก็ใช้ประโยชน์ดูสิว่า เฮ้ย อันนี้เราขาด ไม่เป็นไร เราก็อย่าสนใจ เราก็มีดูสิ่งที่เรามีสิ มันก็มีความสุขนะ เหมือนเรารู้จักพอ เราก็สบายใจ

งั้นมีอะไรที่ขัดขวางงานของอาจารย์
ผศ.ดร.รัตติกร : งานประจำมั้ง! (หัวเราะ) งานอื่นๆที่ไม่ใช่งานทำประจำ การสอนนี่ผมไม่ถือว่าเป็น พวกผมมีความสุขในการสอน สอนในสิ่งที่ตัวเองชอบ ถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียน มันจะมีงานอื่น งานอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง งานจุกจิกเล็กน้อยแต่ก็มาถึงวันนี้ก็ไม่ได้มีอะไรมาขัดขวางผมมากนัก ตัวขัดขวางเราคือตัวเราเองมากกว่า คือสมองเรา ความจริงอุปสรรค์มันก็ลดไปเยอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันหายไป แต่คือเราเลือกที่จะเลี่ยงมัน ถ้ามันอยู่ทางนั้นเราก็ไปอีกทางหนึ่ง สมัยก่อนตอนที่ผมกลับมาใหม่ๆ สี่ห้าปีที่แล้วผมคิดว่าเราอยากมีนู้นมีนี่ แต่การคิดอย่างนั้นมันทำให้เราเป็นทุกข์ เรามาคิดใหม่ว่าเราเอาประสิทธิภาพจากสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ดีกว่า นั้นคือผมมองว่าผลงานที่พวกผมทำออกมานั้นพวกผมสามารถตีพิมพ์เปเปอร์ได้เป็นร้อยเปเปอร์ โดยที่ใช้งบอาจจะเท่ากับคนที่ตีพิมพ์ได้หนึ่งเปเปอร์ แต่ทำไมพวกผมทำได้ เพราะว่าพวกผมบริหาร เวลา และ ทรัพยากรให้ได้สูงสุดเท่านั้นเอง ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรื่องการบริหารจัดการของพวกผมถือว่าโอเค ใช้ได้แล้ว
เบื้องหลังความสำเร็จก็มาจากการบริหาร?
ผศ.ดร.รัตติกร : ใช่ การบริหารทรัพยากร และ การบริหารเวลาที่ดี ถามว่าในเชิงความรู้ ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ใหม่มาก คือเหมือนเวลาเราทำอะไรสักอย่างเราก็จะหาวิธีที่จะแสดงให้คนอื่นรู้ว่าอันนี้มันดีอย่างไร ไม่ใช่เราไปวิ่งหาข้อดี สมมุติว่าเรามีกระดาษ ถ้าผมต้องการจะขาย ผมก็จะต้องหาข้อดีให้ได้ ให้คนอื่นยอมที่จะซื้อสิ่งนี้ แทนที่ผมจะวิ่งหาหรือทาสีให้มันสวย ผมมีแค่นี้แหล่ะ แต่ผมก็จะพยายามขายให้เราให้ได้ นั้นคือวิธีที่ผมคิด ผมไม่ต้องใช้เงินเพิ่มแต่ผมจะขายให้ได้ นั้นคือข้อแตกต่าง ผมคิดว่าผมกับอาจารย์สุพลมีข้อแตกต่างอยู่ที่พวกผมสามารถขายของที่ดูธรรมดาได้ มันคือสิ่งสำคัญนะ เรื่องเงินที่ลงมาในการทำอะไรสักอย่าง พวกผมจะภูมิใจมากในเรื่องที่เราใช้งบประมาณน้อยมากแล้วพวกผมสามารถผลิตคนได้เยอะ สามารถผลิตนักศึกษาปริญญาเอกได้จำนวนมาก โดยที่ไม่ได้ใช้งบประมาณอะไรมากมาย ถ้ามองกันเรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผล Input Output มาเปรียบเทียบ ผมภูมิใจมากตรงที่เราใช้งบน้อยแต่เราผลิตผลงานได้เยอะ เหมาะกับยุคเศรษฐกิจพอเพียง (หัวเราะ)
งานวิจัยนี้กวาดรางวัลอะไรมาบ้างครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : อาจารย์สุพล เขาได้มาเยอะนะ ผมไม่ค่อยได้อะไรหรอก ผมได้อันนี้ แล้วก่อนหน้านี้เคยได้รางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่นของสถาบันเดียวกัน ของ สคว. คือรางวัลของ สคว.เขาจะมีหลายระดับ เริ่มตั้งแต่นักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่น ก็คือผมก็เคยได้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 แล้วก็ต่อเนื่องมา อันนี้คือผลงานที่เราเรียกว่าผลงานวิจัยเด่น เทียบแล้วอันนี้คือสูงสุดที่มีให้ได้ในฐานะที่เป็นผลงาน แต่คราวนี้ไม่ได้ให้ที่ตัวบุคคลแต่ให้ที่ตัวผลงาน คือผมและอาจารย์สุพลที่ทำงาน ส่วนอาจารย์สุพลเขาได้มาทุกรูปแบบ(หัวเราะ) คือตั้งแต่รางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ของประเทศ แล้วก็มารางวัลนี้ แล้วก็มาเพิ่งได้รางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่นช้างทองคำของที่นี่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เป็นผลมาจากผลงานนี้ด้วย
ยังจะกวาดอะไรอีกไหมครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : คงเป็นงานชิ้นอื่นมากกว่า เพราะอันนี้คงมาถึงจุดปลายของมันแล้ว แค่นี้ถือว่าสูงสุดแล้ว แต่มันก็มีรางวัลที่สูงกว่านี้นะเช่นรางวัลการวิจัยแห่งชาติ แต่พวกผมสองคนไม่ได้เป็นคนที่คิดเรื่องนี้มาก อย่างอันนี้เขาก็เป็นคนติดต่อมาว่าผลงานพวกคุณดีเขาจะให้ ถ้าให้พวกผมไปสมัคร พวกผมไม่ไปสมัคร ชอบอยู่แบบนี้มากกว่าอยู่กับนักเรียน คุยเรื่องงาน เรื่องอะไรแบบนี้มากกว่า เพราะว่าถ้าเราไปทำอะไรอย่างอื่น ไปเป็นนักล่ารางวัล สิ่งที่จะตามมาคือเราต้องไปนู้นไปนี่ตลอด ผมชอบอยู่กับครอบครัว ผมอยากให้เวลากับภรรยากับลูกผม เสาร์อาทิตย์ผมก็เที่ยวกับลูก นั้นคือรางวัลที่แท้จริง คือมีคนที่เขารักเราและเราใช้ชีวิตอยู่กับเขา ผมให้ความสำคัญกับแบบนี้มากกว่า รางวัลถือว่าเป็นเกียรติให้กับ ตระกูล สถาบัน แล้วก็เป็นสิ่งที่พึ่งจะได้ถ้าใครเห็นความสำคัญเขาก็ให้ เออ คุณอุตส่าห์ทำมา แต่ถึงไม่มีใครให้ผมก็ไม่ได้เดือดร้อน ผมมีรางวัลชีวิตแล้ว
ในต่างประเทศมีโอกาสได้เห็นงานของเรารึเปล่าครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : ก็เยอะนะ เพราะผมก็ไปเสนองานที่ต่างประเทศบ่อย แล้วก็ผมก็มีงานวิจัยร่วมกับต่างประเทศอยู่ค่อนข้างเยอะ งานชิ้นนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง นักศึกษาของผมบางคนก็ไปทำงานที่ต่างประเทศด้วย เขาเรียนปริญญาเอก ก็เลยส่งไปทำงานต่างประเทศ ในเปเปอร์ที่เราตีพิมพ์ ก็มีสิบ ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่เป็นผลงานที่ทำงานร่วมกับต่างประเทศ คือทำงานร่วมกัน

เขาวิจัยแบบเดียวกับเราด้วยหรือเปล่าครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : ความจริงเขาก็ทำคู่ขนานกันไป เขาก็ทำเราก็ทำ ความจริงคือทำร่วมกัน จริงๆก็พูดได้เลยว่าเราไม่ได้แพ้ บางอย่างเขาก็เอาไอเดียเราไป บางอย่างเราก็เอาไอเดียเขามา แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการขโมยไอเดียกัน คืองานวิจัยนี้ผมพูดได้เลยว่ามันเป็นการยกระดับเราขึ้นไปให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ ก็คือเราเป็นทีมเดียวกับเขา ทำงานไปด้วยกัน นักศึกษาของเราก็ไปทำงานที่นู้นไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยที่นู้น ตัวผมเองก็ปีหนึ่งครั้งสองครั้ง อาจารย์สุพลเองก็บ่อย เราก็จะถูกเชิญไปพูดที่ต่างประเทศทุกปี ปีล่ะสองครั้งอย่างน้อย
ขออนุญาตครับ ถ้างานนี้เสร็จขึ้นมามันจะเป็นของใครครับ?
ผศ.ดร.รัตติกร : ไม่มีปัญหาครับ เราก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องลิขสิทธิ์ เขาก็มีส่วนของเขาเราก็มีส่วนของเรา เราไม่ได้ก้าวก่ายกัน แต่ออกมาในแนวร่วมมือกัน บางอย่างผมก็ไม่มี ผมก็ต้องอาศัยเขา ช่วยวัดตัวนี้ให้หน่อย หรือ บางครั้งเราก็ส่งเด็กเราไป เด็กเรามีความชำนาญถึงขนาดว่าเราส่งไปทำงานกับเขาที่นู้นซึ่งเขาทำไม่ได้ แต่เด็กเราทำได้ นั้นคือความภูมิใจ แสดงว่าคนของเรามีคุณภาพดีพอที่จะไปทำงานให้ที่นู้นได้
อาจารย์มองทิศทางของงานนี้จะไปทางไหน?
ผศ.ดร.รัตติกร : เรื่องของวัสดุฉลาดนี้ เราก็ยังคงต้องพัฒนาต่อในวิธีการทำคุณสมบัติของมันให้ดีขึ้น อย่างที่บอกเช่นในแง่ของการใช้นาโนเทคโนโลยี เราทำได้แล้วถามว่าให้มันดีขึ้นกว่านี้อีกได้ไหม มีสูตรอย่างอื่นอีกไหมที่ได้สมบัติที่ดีกว่านี้ คงเป็นเรื่องของการพัฒนาสูตรที่มากขึ้น หรือพัฒนาคุณสมบัติให้ดีขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั้งพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีนาโน หรือแม้กระทั้งการลดตะกั่วหาสารที่ไม่ใช่ตะกั่วเข้ามาทดแทน เอานักศึกษาสองสามคนเข้ามาทำต่อยอดไปเรื่อยๆ คือพวกนี้เขาก็เป็นอาจารย์อยู่ที่อื่นนะ สิ่งที่แฝงไว้ ผมเน้นว่าไอ้โครงการไอ้โปรเจ็คอะไรพวกนี้มันเป็นแค่ภาพเฉยๆ ที่สร้างขึ้นมา สิ่งสำคัญเราต้องเน้นเรื่องการฝึกคน เหมือนเราฝึกคนที่เข้ามาเรียนให้เป็นวิศวกร เอ้า คุณไปสร้างบ้านสักหลังหนึ่งสิ กระบวนการคิด ออกแบบการสร้างบ้านหลังนั้นเพื่อให้เขาจบไปเป็นวิศวกร
จงมองว่าไอ้โครงการเป็นแค่บ้านจำลองที่ถูกกำหนดมาให้สร้างเฉยๆ ประเด็นใหญ่คือการสร้างคน พวกผมต้องการที่จะมีอะไรสักอย่างหนึ่งแล้วให้คนที่มาเรียนกับผมทั้ง ตรี โท เอก ที่เข้ามาเรียนตรงนี้เนี้ยเขาจะได้ฝึกฝนทำวิจัยเมื่อเขาจบไปแล้วเขาจะได้เป็นกำลังสำคัญ เป็นจุดก่อกำเนิดที่จะได้สอนคนอื่นต่อไป ผมเน้นเรื่องของการสร้างคนมาก ผมเคยคุยกับอาจารย์สมัยที่ผมเรียนอยู่ต่างประเทศ ตอนที่ผมจะกลับ ตอนนั้นจะกลับมาผมก็คิดมาก กลับมาจะทำอะไรดีวะเนี้ย ก็พอคุยกับอาจารย์ผมที่อายุเจ็ดสิบกว่า ท่านก็บอกว่า รัตติกร ยูไม่ต้องกังวลอะไร
ถ้าทำวิจัยได้ก็ทำ แต่สิ่งสำคัญก็คืออย่าลืมความเป็นครู สิ่งสำคัญคือคนหนึ่งคนที่คุณสอนเขาให้ดีขึ้นได้ คนคนนั้นก็จะมีแรงกลับไปสอนคนต่อไป มันเหมือนเราสร้างจากคนหนึ่งคนเป็นสองคนสองเป็นสี่ไปเรื่อยๆ สิ่งสำคัญนั้นคือการสร้างที่ทรัพยากรมนุษย์ ถ้าถามผมเรื่องโครงการมันก็เป็นเพียงสิ่งที่เราอุปโลกน์ ผมก็ไม่ยึดติด แต่ทำยังไงก็ได้ ที่จะสร้างมาสักหนึ่งโครงการแล้วก็มาฝึกกระบวนการคิด กระบวนการวิจัย เพราะฉนั้นผมเน้นมากเรื่องการสร้างทรัพยากรมนุษย์ มีประโยชน์มีค่ามากกว่าการสร้างสิ่งอื่นๆ มูลค่าเพิ่มก็มีมากกว่า
อยากบอกว่า อาจารย์ สปริต แรงกล้าจริงๆครับ
สุดยอดค่า
เก่งมากๆเลยค่า
^^


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |