<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35898" type="text/javascript"></script> |
|
ความรู้.........ฤๅ.........ปัญญา
ความคิดเห็นหลังจากอัตวินิบาตกรรมของใครคนหนึ่ง
post ครั้งแรก: Tue 25 March 2008, 7:07 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 25 March 2008, 7:17 pm
อยู่ในส่วน: v Blog
|
หากมีการศึกษาขั้นสูง จบปริญญาโท ได้เกียรตินิยม ก็มักจะได้ชื่อว่า เป็นคนทรงภูมิ เป็นผู้มีความรู้ เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาแขนงวิชาของตน ได้รับการยกย่องเชิดชูและนับถือจากผู้คนในสังคม แต่ความรู้เหล่านั้นเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตหรือเปล่า? การมีชีวิตอยู่ได้ในโลกที่เต็มไปด้วยความสับสน.....ความรู้เหล่านั้นมีประโยชน์จริงหรือ?.....ผู้เขียนอาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งการดำรงชีวิต แต่ก็มีชีวิต มีประสบการณ์ชีวิต ที่เคยผ่านมาทั้งความรุ่งโรจน์ , ความล้มเหลว , ความสมหวัง , ความผิดหวัง , ความอิ่มเอม , ความท้อแท้ มาบ้าง ที่สามารถยอมรับ และผ่านมันมาได้ ถึงแม้จะไม่งดงาม แต่ก็ยังมีชีวิต มีลมหายใจอยู่จนทุกวันนี้ จึงน่าจะพอให้ความเห็นได้บ้างว่า การมีการศึกษาสูงหรือมีความรู้สูงนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมีประโยชน์ ไม่ใช่แค่ตัวองค์ความรู้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกระบวนการกว่าที่จะได้องค์ความรู้เหล่านั้นมาด้วย ประสบการณ์ชีวิตในวัยเรียน วัยศึกษาหาความรู้ต่างหาก ที่สำคัญและจำเป็นมากกว่าการมีความรู้สูง เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้สร้างให้เรามีความรู้อย่างเดียว แต่ยังเสริมสร้างให้เรามีปัญญาด้วย ปัญญาที่หมายถึงความรู้แจ้ง ความรอบรู้ รู้จักความจริงที่เป็นสัจธรรมของชีวิต ทั้งความสุข , ความทุกข์ , ความรวย , ความจน , การได้ครอบครอง , การพลัดพราก เป็นต้น รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน เมื่อทั้งรู้และเข้าใจ จะได้ไม่ยึดติด ไม่ถือมั่น ไม่แบก... แต่ในบางครั้ง คนที่มีความรู้มาก มีการศึกษาสูง จำนวนไม่น้อย เมื่อเจอปัญหา เจออุปสรรค หรือแม้แต่ข้อผิดพลาดในชีวิต ก็กลับตาพร่ามัว มองอะไรไม่เห็น หาทางออกไม่ได้ เพราะโลภะ ความอยากได้ , โทสะ ความโกรธเคือง และโดยเฉพาะ โมหะ ความหลงงมงาย ความไม่รู้ ที่เป็นเหมือนเมฆหมอกมาบดบังนัยน์ตา ความยึดมั่นถือมั่น ความคิดจะครอบครอง ความต้องการเอาชนะของตนเอง ที่เป็นเหมือนกำแพงสูงมาขวางกั้น ทำให้มาสามารถยังตัวเองให้หลุดพ้นจากปัญหาไปได้ จนบางครั้ง อาจแก้ปัญหาด้วยวิธีฉาบฉวย เช่น คิดสั้นกระทำอัตวินิบาตกรรม หรือทำร้ายตนเองเป็นต้น โดยไม่รูว่า สิ่งนั้น กลับยิ่งเป็นการเพิ่มปัญหาให้กับบุคคลผู้เป็นที่รักของตนไปเสียอีก พ่อหรือแม่กี่คนแล้ว ที่ต้องมาเสียน้ำตา เสียใจ กับวิธีการแก้ปัญหาปบบผิดๆของคนเหล่านี้ กี่ร้อยกี่หมื่นความรัก ความทุ่มเทที่มอบให้ กลับไม่เหลืออะไรเป็นยาชูใจให้พวกเขาเลย ผู้มีความรู้เหล่านี้มีสมองเปรื่องปราด แต่ใจกลับไม่เป็นนักปราชญ์ ขาดปัญญา เหมือนคนที่ถือเทียนเดินในที่มืด มีเทียนในมือ แต่จุดให้เทียนสว่างไม่ได้ต้องคลำทางในความมืดต่อไปเพราะไม่รู้จะเริ่มจุดยังไง การจะเริ่มจุดเทียนให้สว่าง ต้องเริ่มจากการอบรมตนเองเสียก่อน ให้เป็นคนรักษ์ศีล คือทำกายและวาจาของตนให้ปกติเย็นเสียก่อน ต้องไม่เบียดเบียนตนเองไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม เมื่อกายและวาจาเป็นปกติเย็นดีแล้ว จึงเริ่มอบรมจิตใจด้วยการฝึกเจริญสมาธิ จิตใจที่สงบไม่ฟุ้งซ่าน ก็เหมือนการจุดเทียนในเวลาลมสงบ หากใจฟุ้งซ่านไปด้วยอารมณ์โลภ โกรธ หลง ก็ไม่ต่างกับการจุดเทียนท่ามกลางกระแสลม ที่ไม่อาจจะจุดติดได้ แต่เมื่อจิตใจสงบดีแล้ว ปัญญาอันแจ่มชัดจึงจะเกิด ก็เหมือนกับการที่เราสามารถจุดเทียนให้สว่างได้ท่ามกลางความมืด และเมื่อใจไม่มืดบอด ก็ย่อมพบทางสว่างที่จะสามารถทำให้แก้ไขปัญหาแก้ข้อผิดพลาดได้ เพราะชีวิตมีโอกาสให้เริ่มต้นใหม่เสมอ หลังจากที่ได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดนั้นแล้ว
นิรมิตร


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |