| |
||
|
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)lเว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น
2549 (กระทรวงวิทย์)|เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด2549,2550,2551
(TrueHits) |
||
|
ธนาคารจุลินทรีย์
วันเชิญ โพธาเจริญ และ สุวนีย์ ชุณหเมธา (40,146 views) first post: Wed 26 March 2008 last update: Thu 24 April 2008
จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่เกิดขึ้นบนโลก เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วมันได้สร้างบรรยากาศและสภาพบนพื้นผิวโลกที่ทำให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ เกิดตามมาเช่น พืช สัตว์และคน
|
วันเชิญ โพธาเจริญ และ สุวนีย์ ชุณหเมธา จุลินทรีย์เป็นคำเรียกรวมๆ ของสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์เป็นเครื่องมือช่วยในการมองเห็น ซึ่งได้แก่ แบคทีเรีย
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของนิตยสาร
@ll Biotech และ วิชาการ.คอม
http://www.biotec.or.th/Guru/
ยีสต์ รา โปรโตซัว สาหร่าย และไวรัส จุลินทรีย์มีอยู่ทั่วไปทั้งในน้ำ ในดิน ในอากาศ ในอาหาร ในร่างกายของคน สัตว์ รวมถึงในส่วนต่าง ๆ ของพืชด้วยเมื่อเปรียบกับฝุ่นละอองหรือเม็ดทรายละเอียดที่ลอยอยู่ในอากาศเราจะมองไม่เห็นจนกว่ามันจะมากองรวมกันเป็นจำนวนมาก เราจึงบอกได้ว่านี่คือกองฝุ่น และนั่นคือกองทราย เช่นเดียวกัน เราอาจจะมองเห็นกลุ่มก้อนของจุลินทรีย์เมื่อมันอยู่รวมกัน เรามองเห็นราดำที่ขึ้นบนแผ่นขนมปังหรือราสีแสดบนซังข้าวโพด
หรือจุดสีดำที่กระจายอยู่บนเนื้อผ้าที่เปียกชื้นกองทับกันเป็นเวลานาน
กล่าวกันว่าจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่เกิดขึ้นบนโลก เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วมันได้สร้างบรรยากาศและสภาพบนพื้นผิวโลกที่ทำให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ เกิดตามมาเช่น พืช สัตว์ และคน
เรื่องราวเกี่ยวกับจุลินทรีย์มีทั้งให้ประโยชน์และเกิดโทษ ความสนใจศึกษาเกี่ยวกับจุลิน-ทรีย์นั้น อันดับแรกเกิดจากความต้องการที่จะควบคุมหรือกำจัดในกรณีที่มันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคและการเน่าเสียของอาหาร ต่อมาพบว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายทาง เช่น เป็นผู้ผลิตอาหารที่มีคุณค่า ช่วยในการถนอมรักษาอาหาร ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ช่วยทำลายเชื้อโรค นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดของเสีย ทำให้สิ่งแวดล้อมเกิดสมดุล
ทำให้โลกสะอาด จุลินทรีย์จำนวนมากถูกนำออกมาจากธรรมชาติเพื่อศึกษาในห้องทดลอง ผลจากการศึกษาทำให้ได้พบสิ่งใหม่ๆ ตัวอย่าง เช่น พบจุลินทรีย์พันธุ์ใหม่ พบจุลินทรีย์สร้างยารักษาโรค ผลิตสารช่วยย่อย เป็นปุ๋ยพืช สร้างสารฆ่าแมลง ผลิตสารเคมี กำจัดโลหะหนักในสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
จุลินทรีย์เหล่านี้จึงเป็นสิ่งมีค่าที่ควรเก็บรักษาไว้สำหรับใช้ประโยชน์ในอนาคต การรวบรวมและเก็บรักษาจุลินทรีย์ที่สำคัญเหล่านี้จึงเป็นที่มาของ ธนาคารจุลินทรีย์
ธนาคารจุลินทรีย์ คือ สถานที่หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการรับฝาก เก็บรักษาและดูแลจุลินทรีย์มีกิจกรรมและความรับผิดชอบเช่นเดียวกับธนาคารทั่วไปคือให้บริการในการรับฝากและดูแลรักษาสิ่งที่มีค่าของผู้ฝาก (เงิน/จุลินทรีย์)รวมทั้งให้บริการในการจัดหาจุลินทรีย์แก่ลูกค้า (นักศึกษา นักวิจัยและประชาชน) ความแตกต่างของธนาคารจุลินทรีย์กับธนาคารทั่วไปคือสิ่งที่รับฝากเก็บเป็นสิ่งที่มีชีวิตขนาดเล็กมากที่ต้องใช้เทคนิคเฉพาะด้านในการตรวจสอบ และให้การดูแลรักษาเป็นพิเศษเพื่อให้อยู่ในสภาพที่มีชีวิตเสมอ และมีคุณสมบัติเหมือนเดิมที่เคยอยู่ตามธรรมชาติอีกทั้งต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะหรือเกิดการปนเปื้อนระหว่างที่อยู่ในธนาคาร
เทคนิคเฉพาะด้านที่ใช้ในการเก็บรักษา
จุลินทรีย์ที่เป็นที่ยอมรับในสากลได้แก่ การเก็บรักษาในสภาพแช่เยือกแข็งที่อุณหภูมิระหว่าง 130 ถึง 170 องศาเซลเซียส (ในถังไนโตรเจนเหลว)หรือในหลอดสภาพแห้งแบบไร้อากาศ (freeze-dry) ที่อุณหภูมิ 4-10 องศาเซลเซียส
ทั้งนี้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการดูลักษณะจุลินทรีย์แต่ละชนิดจะเป็นผู้กำหนดวิธีการและขั้นตอนต่างๆโดยคำนึงถึงการรอดชีวิตของจุลินทรีย์เป็นหลัก 
ธนาคารจุลินทรีย์มีระบบการทำงานที่คล้ายคลึงกับระบบของธนาคารทั่วไปคือก่อนการรับฝากเก็บจุลินทรีย์ จะมีการตรวจสอบความถูกต้องไม่รับเก็บจุลินทรีย์ปลอม (มีลักษณะที่ไม่ตรงกับชื่อ) เช่นเดียวกับธนาคารที่ไม่รับฝากธนบัตรปลอมต้องมีหลักฐานแสดงความสำคัญของจุลินทรีย์ที่นำมาฝากเก็บที่สามารถพิสูจน์ได้
จากหลักฐานที่ปรากฏธนาคารจุลินทรีย์แห่งแรกถูกจัดตั้งขึ้นเมือปีพ.ศ.2433 ในกรุงปราก
ประเทศเชคโกสโลวาเกีย โดย ดร.คราล ผู้ที่มองเห็นการณ์ไกลที่จุลินทรีย์จะมีบทบาทและความสำคัญต่อเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศชาติในอนาคต หลังจากนั้นอีกไม่นานประเทศต่างๆในโลกเริ่มทยอยกันจัดตั้งธนาคารจุลินทรีย์ขึ้น เช่นประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2446 ตามด้วยอเมริกาเมื่อพ.ศ.2447 จนกระทั่งปัจจุบัน มีธนาคารจุลินทรีย์ทั้งหมดเกือบ 500 แห่ง จาก 58 ประเทศทั่วโลก
ส่วนใหญ่ประเทศที่มีความก้าวและทันสมัยในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะให้ความสำคัญต่องานเก็บรักษาจุลินทรีย์หรือธนาคารจุลินทรีย์ โดยการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและกำลังคนและเป็นการสนับสนุนแบบต่อเนื่อง เช่นในปีพ.ศ.2541 ประเทศอังกฤษจัดสรรงบประมาณ 80ล้านบาท สำหรับการพัฒนาธนาคารจุลินทรีย์แห่งชาติให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 3 ปี และที่อังกฤษอีกเช่นกัน จะมีห้องนิรภัยสำหรับเก็บจุลินทรีย์ที่สำคัญซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ขึ้น จุลินทรีย์เหล่านี้จะปลอดภัยจากการถูกไฟครอก ในประเทศไทย มีองค์กรหลายแห่งที่ศึกษาและรวบรวมจุลินทรีย์ไว้ ส่วนมากจะเก็บไว้ใช้ในงานสอนและงานวิจัยในองค์กรของตนเองมีเพียงไม่กี่แห่งที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นธนาคารจุลินทรีย์ให้บริการต่อสาธารณะ แต่ส่วนใหญ่ก็เพื่อการศึกษา หน่วยงานเหล่านี้ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และกรมวิชาการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ตั้งแต่ปีพ.ศ.2543 ไบโอเทคได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้โดยให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการจัดตั้งเครือข่ายศูนย์เก็บรักษาจุลินทรีย์ของประเทศ (ธนาคารจุลินทรีย์) ระหว่างหน่วยงานที่กล่าวถึงข้างต้น เพื่อทำหน้าที่ในการเก็บรักษาและดูแลจุลินทรีย์ของประเทศที่ต่างชนิดกัน โดยที่ศูนย์เก็บรักษาจุลินทรีย์ไบโอเทค (ธนาคารจุลินทรีย์) ทำหน้าที่เป็นสำนักเลขานุการของเครือข่าย ในปัจจุบันนี้มีจุลินทรีย์ที่เก็บรักษาในธนาคารจุลินทรีย์ของไบโอเทคมากกว่า20,000 ตัวอย่าง สามารถจำแนกได้แล้ว 1,100 ชนิด (species) และ 783 สกุล (Genera) ทั้งนี้ศูนย์เก็บรักษาจุลินทรีย์ไบโอเทคให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชน ในการนำจุลินทรีย์ไปใช้ประโยชน์ทั้งด้านการอุตสาหกรรมสาธารณสุข เกษตร และสิ่งแวดล้อม
ผู้สนใจสามารถสืบค้นข้อมูลได้ที่


