GDP และ GNP

Gross Domestic Product

Espresso




                 GDP ย่อมาจากคำว่า Gross Domestic Product ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งคือ มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นภายในประเทศในระยะเวลาหนึ่ง ตามแต่ต้องการจะวัดเช่น ภายใน 1 ไตรมาส ครึ่งปี หรือ 1 ปี เป็นต้น โดยไม่แยกว่าจะทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการจะเป็นทรัพยากรของคนในประเทศหรือเป็นของชาวต่างชาติ แต่ดูแค่ว่าหากเกิดขึ้นภายในประเทศ ก็จะนับเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

ส่วน GNP ย่อมาจากคำว่า Gross National Product แปลเป็นไทยได้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ซึ่งก็คล้ายกับ GDP แต่จะต่างกันตรงที่นับมูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายเฉพาะที่ใช้ทรัพยากรของคนในประเทศนั้น ๆ ในการผลิต โดยไม่สนใจว่าคนของประเทศนั้น ๆ จะอยู่ที่ใดในโลก เช่น คนไทยไปลงทุนผลิตสินค้าในต่างแดน แล้วสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย ก็จะนับอยู่ใน GNP แต่จะไม่นับอยู่ใน GDP ส่วนชาวต่างชาติที่มาผลิตสินค้าหรือบริการในไทย เมื่อมีรายได้ ก็จะไม่นับอยู่ใน GNP แต่จะนับอยู่ใน GDP เป็นต้น

หลักการจำง่าย ๆ ที่ใช้จำเพื่อแยกแยะความแตกต่างของ GDP และ GNP ก็คือ ให้จำตัวย่อตัวกลาง คือ “Domestic” และ “National” ซึ่งหากพูดถึงคำว่า Domestic (ซึ่งแปลว่า ในประเทศ) ก็ให้คิดว่าเป็นมูลค่าของสินค้าและบริการเฉพาะที่อยู่ในประเทศ ไม่ต้องคิดว่าชาติใดเป็นผู้ผลิต แต่ถ้าพูดถึงคำว่า National ก็คือนับเฉพาะชาติของเรา ไม่ว่าจะไปผลิตอยู่ที่ใดในโลกก็ตาม

ดังนั้น ความสัมพันธ์ของ GDP กับ GNP อาจเขียนได้ดังนี้
GNP = GDP + ผลผลิตของปัจจัยการผลิตในประเทศสุทธิ


                  ปัจจุบัน ผู้รับผิดชอบในการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ GDP และ GNP คือ สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยเผยแพร่ข้อมูลทั้งเป็นรายไตรมาสและรายปี โดยจัดทำทั้งตามราคาปัจจุบัน (Current Prices) และราคาคงที่ โดยแบบราคาคงที่นี้ จะทำโดยกำหนดให้ปีใดปีหนึ่งเป็นปีฐาน (Constant Prices) เพื่อขจัดผลของราคาออก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะดูการเปลี่ยนแปลงของ GDP หรือ GNP เฉพาะด้านปริมาณ หรือการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง โดยไม่ถูกลวงตาด้วยการเพิ่มขึ้นของราคา ซึ่ง GDP ที่พูดถึงกันในข่าวสารปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็คือ GDP ณ ราคาคงที่


ในการจัดทำ GDP สามารถวัดมูลค่าของสินค้าและบริการได้ 3 ด้าน ซึ่งผลที่ได้จากการวัดมูลค่าในทั้ง 3 ทางนี้ต้องมีค่าเท่ากัน ได้แก่

1. ด้านผลผลิต (Production Approach) : วัดจากด้านการผลิตสินค้าและบริการของแต่ละสาขาการผลิต เช่น การผลิตในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ เช่น สาขาภัตตาคารและโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น โดยเป็นการวัดเฉพาะมูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตเท่านั้น หรือเลือกนับเฉพาะมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการนับซ้ำ ตัวอย่างที่ค่อนข้างใช้กันอยู่ทั่วไป คือ
กระบวนการผลิต มูลค่า (บาท) มูลค่าเพิ่ม (บาท)
(1) ชาวนาขายข้าวให้โรงสี 10,000 10,000
(2) โรงสีขายข้าวที่สีให้โรงงานทำแป้ง 13,000 13,000-10,000=3,000
(3) โรงงานทำแป้งขายแป้งให้โรงงานทำขนมปัง 20,000 7,000
(4) โรงงานทำขนมปังผลิตขนมปัง 25,000 5,000
         รวม 58,000 25,000



จากตัวอย่างในตาราง จะเห็นได้ว่า หากนับมูลค่าของสินค้าทุกขั้นตอนการผลิตจะได้ว่า GDP คือ 58,000 บาท แต่จะเห็นได้ว่า แต่ละขั้นตอน ผู้ผลิตจะมีต้นทุนในการผลิตเกิดขึ้นด้วย เพราะต้องซื้อสินค้าจากผู้ผลิตคนก่อนหน้ามาผลิต ดังนั้น สิ่งที่ผู้ผลิตแต่ละขั้นตอนการผลิตสามารถทำได้จริง ๆ ก็คือส่วนที่เป็นมูลค่าเพิ่มของสินค้าเท่านั้น ซึ่งเมื่อรวมเฉพาะมูลค่าเพิ่มที่แต่ละคนผลิตได้จริง ๆ จะคิดเป็น GDP ที่มีมูลค่าเพียง 25,000 บาท เป็นต้น


ดังนั้น ทางเลือกในการวัดมูลค่าของ GDP จึงอาจเลือกวัดเฉพาะมูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตได้ ซึ่งในตัวอย่างนี้คือ ข้อ (4) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 25,000 บาท เท่านั้น หรือเลือกนับเฉพาะส่วนของมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนการผลิต ซึ่งผลรวมเท่ากับ 25,000 บาทเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการนับซ้ำ ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะนับแบบมูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้าย หรือแบบนับเฉพาะส่วนของมูลค่าเพิ่ม ก็จะได้ค่าที่เท่ากันเสมอ

2. ด้านรายจ่าย (Expenditure Approach): เป็นการวัด GDP โดยใช้วิธีการนับรายจ่ายของคนในระบบเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ รายจ่ายเพื่อการบริโภคสินค้าและบริการทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน (Consumption) รายจ่ายเพื่อการลงทุนของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน (Investment) รายได้จากการส่งออก และรายจ่ายจากการนำเข้า โดยเขียนเป็นสมการได้ดังนี้



GDP=C + I + G + X – M


ในที่นี้ C และ I คือการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน (Private Consumption และ Private Investment) ตามลำดับ ส่วน G เป็นรายจ่ายของรัฐบาลที่รวมทั้งการบริโภคและการลงทุน (Government Expenditure) ขณะที่ X คือ การส่งออก (Exports) และ M คือ การนำเข้า (Imports) โดยที่ต้องลบการนำเข้า (M) ออก เพราะว่าหากนับการใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการในส่วนของ C, I G และ X จะพบว่าการใช้จ่ายดังกล่าว ได้รวมเอาส่วนของสินค้าและบริการที่ไม่ได้ผลิตในประเทศเข้าไปด้วย ซึ่งคือการนำเข้า ซึ่งจะมีผลทำให้มูลค่าการใช้จ่ายสูงกว่ามูลค่าของสินค้าและบริการที่ผลิตได้ในประเทศจริงๆ

3. ด้านรายได้ (Income Approach): เป็นการวัด GDP จากผลตอบแทนหรือรายได้ของคนในระบบเศรษฐกิจ ได้แก่ ค่าจ้าง ค่าเช่า ดอกเบี้ยและกำไร โดยวัดจากผลตอบแทนของแรงงาน ก็คือ ค่าจ้างแรงงาน เงินเดือนและเงินช่วยเหลืออื่นๆ ส่วนผลตอบแทนของที่ดิน คือ ค่าเช่า ผลตอบแทนของเงินทุนก็คือ ดอกเบี้ย และสุดท้ายคือผลตอบแทนของผู้ผลิตก็คือ กำไร




GDP เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อย่างไร?
                  การเปลี่ยนแปลงใน GDP จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ต่อเมื่อองค์ประกอบในการวัด GDP ในแต่ละด้านเปลี่ยนแปลง เช่น GDP จะเพิ่มขึ้นได้จากการที่มีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้การวัดมูลค่าของ GDP ด้านผลผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อมีการผลิตเพิ่มขึ้น ก็มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น GDP ด้านรายได้ก็เพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน ซึ่งเมื่อคนมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็บริโภคเพิ่มขึ้น GDP ด้านค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นสอดคล้องกันไปเช่นกัน
แต่หากการบริโภคของคนที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้นำไปบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศ แต่หันไปบริโภคสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งต้องนำเข้ามาแทน ในกรณีนี้ GDP จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะรายจ่ายการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ถูกหักลบด้วยการนำเข้า ซึ่งเป็นรายการที่หักออกในการวัด GDP ด้านรายจ่าย เป็นต้น หรือในกรณีที่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการลงทุนเพิ่ม ในที่นี้ องค์ประกอบของ GDP ด้านรายจ่ายก็เพิ่มขึ้นผ่านตัว G ในสมการข้อ 2. ข้างต้น ก็ทำให้ GDP เพิ่มขึ้นได้ เป็นต้น  
 

  ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

                 ทั้งนี้ การวัดมูลค่าผลผลิตของสินค้าและบริการ หรือ GDP นั้น มีข้อจำกัดอยู่ตรงที่จะไม่ได้รวมการซื้อขายที่ไม่มีการซื้อขายผ่านตลาด รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผิดกฎหมาย เช่น การค้ายาเสพติด หรือการพนัน เป็นต้น นอกจากนี้ GDP อาจจะไม่ใช่ตัวที่จะใช้วัดความกินดีอยู่ดีของประชาชนได้อย่างชัดเจน เนื่องจากอาจมีการกระจุกตัวของรายได้อยู่กับคนบางกลุ่มในเศรษฐกิจ  ดังนั้น แม้จะเห็นว่าตัวเลข GDP สูงขึ้น แต่หากการกระจายรายได้ของคนในประเทศไม่เท่าเทียมกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะกินดีอยู่ดีขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน เป็นต้น


Related link:

www.nesdb.go.th
www.bot.or.th


อ่านเพิ่มเติม:
หลักเศรษฐศาสตร์มหภาค (วันรักษ์ มิ่งมณีนาคิน)

tags :

บทความอื่นๆ