 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/36063" type="text/javascript"></script> |
|
|
การประกันชีวิตแนวพุทธ
ประกันชีวิตโดยไม่เสียทรัพย์ แล้วยังรับคุณธรรมอีกต่างหาก
ผู้เขียน: สร้างโดย: เจมส์ มหาจุฬาฯ - อนุญาติให้: แก้ไขได้โดยสมาชิกทุกคน ชมแล้ว: 2,420 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 1 April 2008, 11:28 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 2 April 2008, 12:27 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
|
หน้าที่ 1 - พระพุทธศาสนากับการประกันชีวิต
สิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด เมื่อได้กำเนิดขึ้นมาแล้ว จะต้องประสบกับความตายเป็นที่สุด แม้แต่พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ก็ไม่สามารถหลีกหนีความตายไปได้ เพราะความตายเป็นกฎธรรมชาติ ที่มีผลจากการเกิด หากว่ามีการเกิดก็ต้องมีการตาย
เป็นของคู่กัน ซึ่งการเกิดและการตายนี้ขึ้นอยู่กับกฎแห่งกรรมที่สัตว์ได้กระทำไว้ เมื่อพูดถึงความตายในทัศนะ ของบุคคล
ธรรมดานั้นเห็นว่าความตายคือ การหยุดทำหน้าที่ของอวัยวะในร่างกาย แต่ในทัศนะพระพุทธศาสนา ได้แบ่งความตายออก เป็น ๓ ชนิด คือ
๑. ตายทุกขณะจิต (ขณิกมรณะ) มีเกิดและตายอยู่ตลอดเวลา ทุกขณะจิต
๒. ตายโดยสมมติ (สมมติมรณะ) คือการตายอย่างธรรมดา จิตหรือวิญญาณยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏต่อไปอีก
๓. ตายโดยเด็ดขาด (เข้าสู่พระนิพพาน) เป็นการตายของผู้สำเร็จขั้นอรหันต์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก
พระพุทธศาสนา ถือว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา และความตายของสัตว์ในภพต่าง ๆ เป็นการตายโดยสมมติ ไม่ใช่ความตายโดยเด็ดขาด เพราะชีวิตและความตายไม่ได้สิ้นสุดเฉพาะภพนี้เท่านั้น ทุกชีวิตยังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดใน
สังสารวัฏต่อไปตามกฎแห่งกรรม จนกว่าจะหมดกิเลสและทุกข์ทั้งปวง หรือที่เรียกว่านิพพาน
จากการศึกษาการสิ้นสุดของชีวิตมนุษย์ มีการกล่าวว่า “การมีชีวิตของมนุษย์ มีเวลามาตรฐาน ๗๕ ปี หรือ ๒๗,๓๗๕ วัน ถ้าบุคคลมีอายุ ๖๐ ปี ได้ใช้ชีวิตไปแล้ว ๒๑,๙๐๐ วัน เหลือวันมีชีวิตอีก ๕,๔๗๕ วัน หรือประมาณ ๑๕ ปี
การสิ้นสุดของชีวิตคือความตายนั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์เข้าใจยาก ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าความตายนั้นเป็นเรื่องสุดวิสัย เป็น
กฎธรรมชาติ ซึ่งพระพุทธศาสนาสอนให้เรารู้เท่าทันความเป็นจริง โดยกล่าวว่าคนเราเมื่อเกิดมาแล้วชีวิตก็บ่ายหน้าไปหา
ความสิ้นสุด แม้ที่รู้กันเช่นนี้แล้ว มนุษย์ก็ยังหวาดกลัวความตาย ซึ่งสิ่งนั้นทำให้บุคคลที่ยังมีภาระหน้าที่ เกิดความทุกข์์และ
ความเดือดร้อน จึงพยายามหาหลักประกันของชีวิต โดยการเข้าสู่วงจรธุรกิจการประกันชีวิต ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก (จำนวน ๒๕ บริษัท) เนื่องจากการทำประกันชีวิตเป็นการสร้างหลักประกัน และความมั่นคงให้แก่ผู้เอาประกันและครอบครัว เช่น หากผู้นำครอบครัวทำประกันชีวิตไว้แล้ว เกิดเสียชีวิตในช่วงเวลาที่กรมธรรม์มีผลคุ้มครอง บริษัทประกันชีวิตจะต้องจ่าย
สินไหมทดแทน ให้แก่บุคคลตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ครอบครัวหรือหากผู้เอาประกันทำ
ประกันชีวิตไว้ในวงเงินจำนวนมาก ก็จะทำให้ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มีชีวิตที่มั่นคง สามารถนำเงินไปลงทุนประกอบกิจการ หรือเป็นทุนการศึกษาแก่บุตร – ธิดาต่อไป นอกจากนี้ หากผู้เอาประกันยังไม่เสียชีวิต และการประกันชีวิตนั้นครบกำหนด
ระยะเวลา ก็จะได้รับเงินคืนตามจำนวนและเงื่อนไขของกรมธรรม์ การได้รับเงินคืนนี้คล้ายกับการฝากเงินแบบสะสมทรัพย์ นอกจากนี้ การประกันชีวิตยังให้ความคุ้มครอง การประสบอุบัติเหตุ การทุพพลภาพ การรักษาพยาบาล หรือยังเป็น
ประโยชน์ คือ สามารถกู้ยืมเงินจากบริษัทประกันชีวิต เพื่อนำไปลงทุนหรือขยายกิจการได้อีกด้วย
การทำประกันชีวิตกับบริษัทประกันชีวิตต่าง ๆ เป็นการวางแผนชีวิตที่ดี มีประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัว หากผู้ใดมีความสามารถที่จะส่งเบี้ยประกันได้ตามเงื่อนไข และตามระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่เดือดร้อน ก็สมควร
ที่จะทำประกันชีวิต เพราะเป็นการกระทำที่ไม่ประมาทในทางโลก กล่าวได้ว่า เป็นการปฏิบัติตามหลักคำสอนของ
พระพุทธเจ้า ที่ตรัสไว้เป็นปัจฉิมโอวาท ณ สาลวโนทยานเมืองกุสินาราก่อนจะเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า
“...ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ของตนและผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด นี้เป็นพระวาจาครั้งสุดท้าย ของเราตถาคต”
จะอย่างไรก็ตาม การทำประกันชีวิตกับบริษัทต่าง ๆ เป็นการประกันชีวิตแต่เฉพาะในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้เท่านั้น ไม่สามารถส่งผลไปยังปรโลกได้ กล่าวคือ เมื่อบุคคลทำประกันชีวิตในโลก เมื่อถึงแก่ชีวิต ไม่สามารถประกันได้เลยว่า ชีวิตจะไม่ดำเนินไปสู่ทุคติ แต่หากบุคคล
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทำประกันชีวิตไว้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ประพฤติปฏิบัติตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดย บำเพ็ญ ทาน ศีล ภาวนา นั่นคือการดำเนินชีวิตตามแนวทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นหลักประกันได้ประการหนึ่งว่า เมื่อชีวิตละจากโลกนี้ไป ย่อมมีสุคติเป็นที่หมาย แต่หากบุคคลสร้างแต่อกุศลกรรม ชีวิตเบื้องหน้าย่อมไปสู่ทุคติเป็นที่หมาย ดังมีพระพุทธพจน์ที่ปรากฏในพระสูตรกล่าวว่า
อิธตปฺปติเปจฺจตปฺปติ ปาปการีอุภยตฺถตปฺปติ
ปาปํเมกตนฺติตปฺปติ ภิยฺโยตปฺปติทุคฺคตึคโต...
ผู้ทำบาปเดือดร้อนในโลกนี้ ละชีพไปก็เดือดร้อน เดือดร้อนในโลกทั้งสอง เดือดร้อนว่า เราได้ทำบาปแล้วไปสู่ทุคติ ย่อมเดือดร้อนยิ่ง มนุษย์มีความเห็นต่อชีวิตต่าง ๆ กัน ขณะที่ชีวิตประสบกับความสุข ความรุ่งเรือง บางคนก็รื่นเริงยินดีอยู่ แต่เมื่อต้องประสบกับปัญหาและความทุกข์ ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหา หรือแก้ไขปัญหาไปในทางที่ผิดบุคคลในสังคมปัจจุบัน
ต่างดำเนินชีวิตอย่างไร้จุดหมายที่ถูกต้อง ขาดหลักประกันในการดำเนินชีวิต คนที่มีฐานะร่ำรวยบางกลุ่ม ก็ ประมาท และไม่รู้จัก ความพอเพียง ในสิ่งที่มี คนที่มีอำนาจยังไม่พอในความเป็นใหญ่ที่มีอยู่ ปรารถนาความยิ่งใหญ่ ความมีอำนาจ
ยิ่ง ๆ ขึ้นไป คนที่ยากจนบางกลุ่มก็มืดบอด คือ ขาดทั้งทรัพย์สิน และปัญญา ที่จะบำเพ็ญบารมี โดยเฉพาะทานบารมี ไม่เหมือนกับคนมีฐานะ มีอำนาจ ซึ่งมีโอกาสสร้างทานบารมีมาก แต่การสร้างบารมีนั้น อาจกระทำด้วยความศรัทธา จริงใจ หรือกระทำเพราะต้องการการยอมรับจากสังคม เพื่อปรารถนาชื่อเสียง เกียรติยศ และแสวงประโยชน์ในโอกาสต่อไป คนที่มีฐานะยากจนบางกลุ่ม นอกจากจะไม่มีโอกาสสร้างบุญและบารมีแล้ว หากหาทางออกด้วยการแสวงหาทรัพย์
์มาบำรุงตนและครอบครัวในทางมิชอบแล้ว ก็เป็นการสร้างปัญหาแก่สังคมต่อไปด้วยการที่บุคคลจะมีชีวิตที่ดีงามนั้น
จะต้องดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องและมีจุดหมาย เพราะชีวิตของสัตว์โลกต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์ หากบุคคลที่มีชีวิตอยู่ทำประกันชีวิตทางโลกไว้เพื่อหวังเพียงแค่สินไหมทดแทนนั้น ย่อมไม่เพียงพอต่อชีวิตในโลกนี้ ้และโลกหน้า
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม