คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/36145" type="text/javascript"></script>
*** ลำนำหกพิภพ : คีตาวารี ***
เรื่องนี้เป็นแฟนตาซีไทยแนวผจญภัย ลึกลับ (ฯลฯ) ฝากเล่มที่พิมพ์ไปแล้วด้วยนะครับ
ผู้เขียน: เชษฐา ชมแล้ว: 7,211 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 7 April 2008, 3:35 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 12 May 2008, 1:37 am
สารบัญ
หน้า : 1 เด็กเผือก
หน้า : 2 ห้องของพันธุรัต
หน้า : 3 พระอาทิตย์เลี้ยงลิง
หน้า : 6 พิชัยลงกา
หน้า : 7 “O”
หน้า : 8 ลมกรด-สะกดงู (just update)

หน้าที่ 1 - เด็กเผือก
บทที่ ๑ เด็กเผือก

"เออ เอาเป็นลิงก็ดีนะ"

พระฤๅษีกัศยปกล่าว


... ... ...

วันนี้อ้อออกไปหาดอกไม้ที่ชายป่าใกล้หมู่บ้าน
นางเป็นเด็กสาวหน้าตาน่ารัก เดือนก่อนเพิ่งอายุครบสิบหก ดวงตาของนางกลมโต แก้มสีชมพูเรื่อ ผิวขาวผ่องผุดผาด ผมยาวสลวยถึงกลางหลัง ใครๆในหมู่บ้านก็ชอบนาง พวกหนุ่มๆพากันหมายตาเกี้ยวพาราสี

แม่ของอ้อหวงแหนลูกคนนี้เป็นหนักหนา หลังจากอ้อโตเป็นสาวแล้วก็ไม่ยอมให้ออกจากบ้านไปไหนเลย หากช่วงนี้วาดกำลังตั้งครรภ์แก่ ออกเดินทางไม่ไหว จึงจำยอมอนุญาตให้อ้อออกไปเก็บดอกไม้มาร้อยมาลัยไหว้พระ

อ้อออกมาเที่ยวชายป่าครั้งแรกในรอบหลายปีก็รู้สึกเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ที่นางคิดถึงมานาน นางเที่ยวคัดเลือกดอกไม้สวยงามใส่ตะกร้า คำนึงว่าดอกไม้ชนิดไหนจึงร้อยมาลัยสวย

ขณะนั้นนางเห็นเงาสีขาวแล่นผ่านหน้า และหายวูบเข้าในโพรงไม้ทึบ

"เอ๊ะ" อ้ออุทาน "หรือเราตาฝาดไป?" นางจึงกวาดสายตามองหาดอกไม้ต่อ

หากคราวนี้คล้ายมีเสียงสวบสาบดังขึ้นทางด้านหลังของนางอีก อ้อตกใจหันมองก็ไม่พบสิ่งใด

นางเริ่มกังวล ดอกไม้เก็บได้สามส่วนสี่ของที่ควรจะได้แล้ว กลับไปตอนนี้แม่คงไม่ว่าอย่างไรนัก "หรือจะกลับเลยดี" นางคิด

ตอนนั้นกลับมีเงาสีขาวพุ่งผ่านหน้านางไปเป็นคำรบสอง!

"เอ๊ะ!" อ้อร้อง นางเริ่มคิดว่านางจะมิได้ตาฝาด ...หรือว่ามันจะเป็นสัตว์ร้าย ...หรือว่ามันจะเป็นผี
นางเคยได้ยินคนเล่าให้ฟังว่าระยะนี้มีผีกองกอยขาเดียวเที่ยวอาละวาดในป่า แต่ที่ฟังมาผีกองกอยจะร้องดังก๋อยๆ ตัวสีขาว ตาสีแดง ปากเหมือนปากยุงไว้ดูดเลือดคน ปกติเรื่องพิสดารเช่นนี้อ้อเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่พอมาอยู่ตัวคนเดียวในป่าเปลี่ยวก็พลอยให้คิดฟุ้งซ่านขึ้นมา

เด็กสาวใจคอไม่ดีจึงตัดสินใจออกเดินทางกลับ แต่พอเริ่มเดินกลับก็มีเสียงสวบสาบดังไล่หลังนางมาให้ใจสั่น อ้อจึงเปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มเหนื่อยกระหืดกระหอบ

และในชั่วระยะที่จะพ้นจากชายป่านั้นเองนางก็สะดุดหกล้มไปชนกับต้นไม้ต้นหนึ่งดังโครมใหญ่ กิ่งไม้ผุเบื้องบนนั้นง่อนแง่นอยู่ก่อน พอถูกกระทบก็แตกปลิวลงมา

อ้อตกใจด้วยเห็นชัดว่ากิ่งไม้ดังกล่าวจะตกมาทิ่มนางแน่ นางทำสิ่งใดไม่ถูก ได้แต่ปิดตาแน่นยกมือป้องตนเองพลางกรีดร้อง

หากขณะนั้นเองเด็กสาวรู้สึกเหมือนมีลมหอบเอาตนลอยขึ้นในอากาศ และค่อยผ่อนลงมากระทบพื้นดินอย่างปลอดภัย

ครั้นนางลืมตาขึ้นก็เห็นตะกร้าของตนตกอยู่ มีดอกไม้กระจายเกลื่อนกลาด ที่ใกล้ๆนั้นมีกิ่งไม้หักปักคาพื้น นางจึงทราบว่าสามารถหลบรอดมันได้อย่างหวุดหวิด
เด็กสาวยังสงสัยว่าตนหลบพ้นอย่างไรทั้งที่มิได้ขยับตัวเลย

ตอนนั้นเองนางรู้สึกถึงมือมนุษย์เล็กๆคู่หนึ่งอุ้มนางอยู่ ยังมีสัมผัสนุ่มปุยคล้ายขนสัตว์ อ้อแปลกใจจึงเหลียวดู...

คนที่อุ้มนางเป็นเด็กคนหนึ่ง ...เด็กที่ตากลมโตเป็นทรงเรียวเหมือนตาแมว แก้วตาสีแดงเหมือนผลทับทิมสุก มีขนสีขาวยาวทั้งกาย หูกางพองมีขนอุยเหมือนหูลิง มีหางม้วนเหมือนหางลิง นอกจากนั้นปากยังยื่นยาวออกมาเป็นรูปกลมเหมือนปากลิงมีเขี้ยวสเน่ห์เล็กๆสองซี่อีกด้วย

"กรี๊ด ลิง!" อ้อร้องพลางดิ้นรนลงมายืนที่พื้น ครั้นนางได้สติพิจารณาฝ่ายตรงข้ามอีกทีก็เห็นเป็นลูกลิงตัวน้อย หัวโตแก้มยุ้ยนุ่งโจงกระเบนสีแดงยืนมองนางอยู่
"ลิง!" อ้อร้องอีก แต่คิดแล้วก็สงสัยตัวเองว่าแค่ลิงจะไปร้องทำไม ไม่ใช่ผีกองกอยสักหน่อย

ขณะนางจ้องลิงประหลาดตาค้าง ลิงนั้นก็มองนางกลับอย่างไม่สบอารมณ์นัก กล่าวเรียบๆว่า "ร้องอยู่นั่นแหละ"

"กรี๊ด ลิงพูดได้!" อ้อร้องดังกว่าเดิม

ลิงประหลาดถอนหายใจ "บอกว่าลิงอยู่นั่นแหละ ข้าเหมือนลิงนักหรือ?"

เด็กสาวฟังดังนั้นก็ค่อยพิจารณาว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นยืนตัวตรง กิริยาท่าทางเหมือนเด็กอายุสักสิบปีเศษ นอกจากนั้นยังนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย พูดจาใจเย็น รวมๆแล้วเหมือนเด็กมีขนฟู มีหูมีหางเหมือนลิง
นางตัวสั่นสักครู่จึงค่อยๆว่า "เมื่อครู่เจ้าช่วยข้าหรือ..."

"อืม" ลิงประหลาดผงกศีรษะ "เพราะแม่บอกว่าเจอคนเดือดร้อนต้องช่วย"

"แม่?"

"แม่ข้าบอกว่าให้เดินทางขึ้นเหนือไปเรื่อยๆเมื่อถึงภูเขาอัสกรรณ ถามหาก็จะพบกับพ่อ" ลิงประหลาดกล่าวเสียงใส

อ้อไม่เคยได้ยินชื่อภูเขาอัสกรรณมาก่อน อย่างไรก็ตามเมื่อนางจ้องฝ่ายตรงข้ามนานขึ้นก็เริ่มรู้สึกหายหวาดกลัว คิดว่าอันที่จริงลิงแก้มยุ้ยนี้น่ารักกว่าที่คิด ขนพองฟูที่หูและตัวนั้นก็ดูน่ากอดน่าลูบ นางประหวัดถึงกระต่ายสีขาวตาแดงที่ตอนเด็กๆพ่อค้าเร่เคยเอามาขาย นางยังไปลูบเอ็นดูมันอยู่หลายเพลา

"ถ้าเจ้าไม่ใช่ลิง... เจ้าเป็นอะไร?" อ้อถามด้วยเสียงอ่อนโยนขึ้น

"ข้าก็ไม่รู้ ...แต่แม่เรียกข้าว่า 'เผือกผ่อง' เป็นชื่อที่ข้าไม่ค่อยชอบเท่าใดหรอกนะ" เด็กลิงส่ายศีรษะ "แม่ข้าเป็นคนหน้าตาเหมือนเจ้า แม่บอกว่าพ่อข้าก็เป็นคน แต่ข้ากลับเกิดมาประหลาดกว่าเขา ข้าเคยคิดว่าตัวเองเป็นลิงแต่เมื่อไปดูพวกฝูงลิงในป่าก็ไม่มีชนิดไหนที่หน้าตาคล้ายข้าเลย ...สำหรับพวกมันข้าคงคล้ายคนมากกว่า"

"แล้วเจ้าไม่ได้ถามแม่เจ้าหรือว่าเหตุใดถึงเกิดมามีหน้าตาเช่นนี้"

"ข้าถามหลายครั้ง แต่แม่บอกว่าเมื่อข้าพบพ่อ พ่อก็จะบอกเองว่าข้าเป็นอะไร" ลิงประหลาดว่า "ข้าไม่ทราบว่าตัวเป็นลิงหรือคนกันแน่ ถ้าเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งก็คงจะดีเพราะคงมีเพื่อนฝูง มีคนยอมรับเล่นด้วย"

เด็กสาวจับได้ถึงความน้อยใจในคำพูดนั้น นางนึกสงสารจึงกล่าวว่า "แต่เจ้าก็ช่วยข้าไว้จากท่อนไม่เมื่อกี้... เจ้าเคลื่อนไหวเร็วเหมือนลมเลยรู้ไหมจ๊ะ"

เผือกผ่องถูกชมก็ก้มหน้าลงเขินบ้าง "เอ่อ ก็อย่างนั้นๆแหละ" จากนั้นท้องของเขาก็เกิดเสียงโครกขึ้น

อ้อเลิกคิ้ว "เจ้าหิวหรือจ๊ะ?"

"แค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอก" เผือกผ่องกล่าว แต่ท้องเขาก็ร้องอีกครา ทำให้เขาต้องกุมท้องไว้ด้วยความอาย

อ้อนึกขำจึงหยิบห่อใบตองที่ติดตัวนางยื่นให้ "ข้านำอาหารมาบ้าง ถ้าไม่รังเกียจ... เจ้าก็กินเถิด"

เผือกผ่องรับห่อใบตองนั้นออกมาเปิดดูพบว่าเป็นกล้วยตาก มีกลิ่นหอมหวานน่ารับประทาน ก็กลืนน้ำลายดังเอื้อก แต่ยังกล่าวอย่างไม่วางใจว่า "นี่คืออะไร กินได้หรือเปล่า?"

"ไม่รู้จักกล้วยตากหรือ มันเป็นขนมที่ทำจากกล้วยน่ะ" อ้อว่า

"กล้วยคืออะไร?" เด็กลิงถามอีก

"กล้วยก็ไม่รู้จัก? เจ้าโตมาจากที่ใดกันแน่จ๊ะ"

"ป่าหิมพานต์" เผือกผ่องตอบ

อ้อเคยได้ยินชื่อป่าหิมพานต์เป็นป่าในนิทานที่มีแต่พวกตัวประหลาดหรืออมนุษย์ เรื่องนี้ถ้าฟังจากปากคนอื่นก็เหมือนล้อเล่น แต่เมื่อนางมาเจอกับเด็กครึ่งลิงครึ่งคนกับตาก็ให้คิดคล้อยตามว่าป่าดังกล่าวอาจจะมีจริง

ตอนแรกนางแปลกใจมาก แต่ยิ่งดูเด็กลิงนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่าน่ารัก
เด็กสาวจึงกล่าวว่า "ลองกินดูก่อนเถิด อร่อยนะ" ว่าแล้วนางก็หยิบกล้วยตากมากินให้ดูชิ้นหนึ่ง ค่อยๆเคิ้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ทั้งพริ้มตาปลาบปลื้มดังมันมีรสชาติวิเศษมาก

เผือกผ่องจ้องฝ่ายตรงข้ามน้ำลายสอ จึงหยิบกล้วยตากมากินบ้างอย่างกล้าๆกลัวๆ
พอกัดไปคำแรกเด็กลิงก็พบว่ากล้วยนี้รสชาติหอมหวานนัก ไม่เคยกินของอร่อยเช่นนี้มาก่อน จากที่กินช้าๆก็เปลี่ยนไปกินเร็วขึ้นด้วยความหิว

"อร่อยๆ" เผือกผ่องยิ้มแย้ม "กล้วยอร่อยจริงๆ" เขาหัวเราะดีใจ

อ้อมองฝ่ายตรงข้ามด้วยความเอ็นดูพลางห้ามปรามมิให้รับประทานเร็วเกินไป พอเผือกผ่องรับประทานหมดก็จ้องอ้อตาใสแป๋ว ถามว่า "มีกล้วยอีกไหม!?"

อ้อหัวเราะพลางลูบศีรษะเด็กลิง "เจ้าเป็นลิงจริงๆด้วยนี่เนาะ"

"หนอย ข้าไม่ใช่ลิงนะ!" เผือกผ่องฮึดฮัด

"รู้แล้วจ้าๆ" เด็กสาวหัวเราะคิก จึงกล่าวด้วยความเมตตา "เจ้าช่วยข้าไว้ ให้ข้าตอบแทนเจ้าบ้างเถิด ที่บ้านข้ายังมีกล้วยอีกเยอะแยะสนใจไปกินไหม"

"เหรอๆ" เผือกผ่องตาโต "ไปสิๆ" เขาร้องอย่างตื่นเต้น

อ้อยิ้มแย้มผงกศีรษะ จากนั้นนางเริ่มรู้สึกว่าขนของเผือกผ่องนี้ออกจะเหนียวอยู่บ้าง แสดงว่าไม่ได้อาบน้ำมานาน นางคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า "แต่ก่อนอื่น... ข้าขอเอาเจ้าไปซักหน่อยดีกว่านะ"

พอได้ยินคำว่า "ซัก" เผือกผ่องก็ทำหน้างอ แต่ถูกอ้อคะยั้นคะยอปนบังคับบอกว่าถ้าไม่อาบน้ำก่อนจะไม่ให้กินกล้วย ลิงน้อยจึงจำต้องยอม

ทั้งสองช่วยกันเก็บดอกไม้จนครบตามต้องการแล้วมุ่งหน้ากลับที่อยู่ของอ้อในหมู่บ้านใกล้ๆ บ้านของอ้อนั้นเป็นเรือนเครื่องสับยกใต้ถุนสูงตั้งอยู่ใกล้ชายหาด เมื่อสองลิงคนเดินทางไปถึงแล้ว อ้อจึงพาเผือกผ่องไปยังตุ่มน้ำใต้ถุนเรือน นางจับลิงน้อยถอดโจงกระเบนไปพับไว้ทางหนึ่ง ราดน้ำรดเขาหลายขัน แล้วหยิบก้อนบวบมาถูหลังเขาด้วยความเพลิดเพลิน

จริงๆเผือกผ่องก็รู้สึกสบายเหมือนกัน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้ามาใกล้ชิดกับหมู่บ้านคนขนาดนี้ จึงเกิดเขินอาย กล่าวแก้เก้อว่า "ที่เมืองมนุษย์เขาอาบน้ำกันบ่อยๆหรือ?"

"อื้ม" อ้อผงกศีรษะ "ไม่อาบก็เหม็นแย่ซีจ๊ะ"

"จริงๆ ข้าก็เห็นแม่ข้าอาบน้ำหลายครั้งนะ แต่ข้ารู้สึกว่ามันไม่จำเป็น" เผือกผ่องกล่าว

"ถ้าอยากเหมือนคนก็ต้องอาบน้ำ" เด็กสาวหัวเราะพลางตักน้ำราดฝ่ายตรงข้ามอีกขันหนึ่งอย่างรวดเร็ว
เผือกผ่องตกใจกระโดดผลอยไปข้างๆ รีบหมุนกายสะบัดน้ำออกจากตัวอย่างแรงจนโดนอ้อเปียกด้วย เด็กสาวต้องปิดป้องพลางร้องดุ

แต่พอเผือกผ่องสะบัดน้ำออกหมดแล้วขนเขากลับพองฟูขึ้นทั้งตัวเหมือนตุ๊กตา อ้อรู้สึกว่าลิงน้อยนี้น่ารักมากจึงหัวเราะคิกแล้วเข้ากอดฝ่ายตรงข้าม "ว้าย ตุ๊กตาลิง น่ารักจังเลย"

เผือกผ่องโดนเด็กสาวรัดแน่นก็เขินทำอะไรไม่ถูก จึงร้องอย่างเคืองๆว่า "นี่ข้าไม่ใช่ตุ๊กตาของเจ้านา แล้วข้าก็ไม่ใช่ลิงด้วย"

"รู้แล้วจ้ะๆ" อ้อเอามือปิดปากยิ้ม "เจ้าบอกว่ามาจากป่าหิมพานต์ ป่าหิมพานต์นี่เป็นอย่างไรบ้างหรือจ๊ะ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยซี"

"มันก็เป็นป่าธรรมดาอยู่ทางใต้ มีสัตว์ มีผลไม้ เพียงแต่อุดมสมบูรณ์กว่าป่าเมืองมนุษย์มาก นี่ถ้าเป็นไปได้ข้าก็ยังอยากกลับไปอีกนะ" เผือกผ่องเชิดอกอย่างภูมิใจ

"ใต้หรือ?" อ้อทวนคำ "เท่าที่ข้าทราบหมู่บ้านของเราก็อยู่ใต้สุดของทวีปนี้แล้วนะ"

เผือกผ่องฟังดังนั้นก็เอะใจ "เอ๊ะ หมายความว่าอย่างไร?"

"หมู่บ้านนี้เป็นตรงใต้สุดแล้ว พ้นจากนี้ก็เป็นมหาสมุทร..." อ้อบอก "ถ้าป่าหิมพานต์อยู่ทางใต้ แปลว่าเจ้าพายเรือมาที่นี่หรือจ๊ะ"

"เหอ?" เผือกผ่องคราง "เดี๋ยวก่อนนะ" เขาเดินไปที่โจงกระเบนของเขาแล้วหยิบแท่งเหล็กเล็กๆปลายข้างหนึ่งแดงข้างหนึ่งดำออกมา แล้วชูให้อ้อดูเป็นเชิงโอ้อวด
"นี่คือเครื่องนำทางของข้าเรียกว่า 'แม่เหล็ก' แม่บอกว่าถ้าเอามันวางลงในน้ำนิ่งแล้วมันจะหันปลายไปทางเหนือเอง ไหนลองเอาขันใส่น้ำมาซี"

อ้องุนงงก็ทำตาม เผือกผ่องได้ขันน้ำมาแล้วระบายลมหายใจคราหนึ่งจึงวางแม่เหล็กลงในขันนั้น สักครู่เหล็กด้านที่มีปลายสีแดงก็หันไปทางทิศเดียวกับชายหาดใกล้บ้านอ้อ
"นี่อย่างไร แม่บอกว่าให้เดินทางไปตามทิศเหนือที่แม่เหล็กนี้ชี้"

อ้อดูเหล็กนั้นแล้ว จึงขมวดคิ้วว่า "...แต่มันชี้ไปทางใต้นะจ๊ะ"

"หืม ทางเหนือไม่ใช่หรือ?" เผือกผ่องพูด

"ไม่สิ ชี้ไปทางชายหาดคือทางใต้" อ้อหันหน้าทางชายหาด "ทางขวานี้เป็นทิศตะวันตก ทางซ้ายทิศตะวันออก ข้างหลังข้าคือทิศเหนือ แม่ได้ไม่ได้สอนให้เจ้าดูพระอาทิตย์หรือจ๊ะ?"

ลิงน้อยฟังเหตุผลของฝ่ายตรงข้ามก็รู้สึกกระสับกระส่าย "อันที่จริงแม่ก็ไม่ได้บอกว่าทางด้านแดงหรือด้านดำที่ชี้ไปทางเหนือซะด้วยสิ ...แต่ ...แต่ ข้างที่แดงมันก็ควรเป็นข้างที่ถูกไม่ใช่เหรอ เพราะมันเด่นกว่า" เขากล่าวตะกุกตะกัก

เด็กสาวจ้องฝ่ายตรงข้ามนิ่ง สักพักนางจึงกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยนว่า "เจ้าลองคิดง่ายๆดูแล้วกัน แม่เจ้าบอกให้เดินทางไปหาภูเขาอัสกรรณ แต่ถ้าเจ้ามุ่งหน้าไปทางสีแดง ต่อจากนี้ก็จะเป็นทะเลแล้ว แม่เจ้าบอกหรือเปล่าว่าให้เดินทางโดยเรือต่อด้วย"

เผือกผ่องคิดตามก็เห็นจริง เขาตะลึงค้าง เพราะแทนที่จะเดินทางขึ้นเหนือไปทางเขาอัสกรรณซึ่งน่าจะใกล้นิดเดียว เขากลับหลงเดินทางลงมาทางใต้ไกลแสนไกล ใช้เวลาหลายเดือน ผ่านดินแดนของพวกมนุษย์ทั้งทวีปจนมาบรรจบชายหาดจึงได้รู้ตัว

คิดดังนั้นลิงน้อยก็จะแทบเป็นลม "ข้ามาผิดทาง... แย่แล้ว... ต้องเดินย้อนกลับไปอีกหรือ โธ่... แม่น่าจะบอกข้าก่อนว่าให้ไปตามทางสีแดงหรือสีดำ"

อ้อคิดสงสารจึงกล่าวว่า "แม่เจ้าอาจจะลืมบอกไป เจ้าก็ไม่ได้ถามนางให้แน่ชัดเช่นกัน แต่เจ้าอยู่พักเหนื่อยที่บ้านข้าก่อนก็ได้นะจ๊ะ ข้ามีกล้วยให้กินหลายหวีเลย"

เผือกผ่องที่กำลังเสียใจพอได้ยินคำว่า "กล้วย" ก็หูผึ่งขึ้นมา เขาหันไปทางเด็กสาวด้วยสายตาคาดหวัง "เจ้าพูดจริงๆนะ"

"จริงจ้ะ ข้าสัญญา" อ้อยิ้มยื่นนิ้วก้อยให้ "เกี่ยวก้อยสัญญาเลยก็ได้"

เผือกผ่องลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงยอมเกี่ยวก้อยด้วยแล้วยิ้มเจื่อนๆ ทั้งสองหัวเราะแก่กัน อ้อนึกบางอย่างได้จึงกอดอกกล่าวว่า "แต่มันยังมีปัญหาอยู่นา... คือข้าจะอธิบายเรื่องเจ้ากับพ่อแม่อย่างไรดี"

"เอ่อ..." เผือกผ่องครางเพราะที่ผ่านมาเขาหลีกเลี่ยงการพบปะกับมนุษย์มาตลอดเพราะเคยปรากฏตัวไปพบกับมนุษย์แล้วมีคนตกใจกลัว

ทั้งสองนิ่งคิดอยู่เนิ่นนาน ในที่สุดอ้อก็ร้องว่า "นึกออกแล้ว!" นางตบมือดีใจ "ข้าจะบอกพ่อกับแม่ว่าเจ้าเป็นลูกลิงที่ข้าเก็บมาเลี้ยงแล้วกัน เจ้าแค่พยายามทำตัวให้เหมือนลิงหน่อย แล้วจะมีคนให้กล้วยเจ้าเยอะแยะ"

เผือกผ่องฟังดังนั้นก็เกาหัวหนักใจ "ทำตัวเหมือนลิงหรือ ...เอ่อ"

"อีกอย่างชื่อ 'เผือกผ่อง' มันเรียกยาก และเจ้าก็ไม่ชอบชื่อนี้ใช่ไหมจ๊ะ ข้าจะตั้งชื่อใหม่ให้เจ้าดีกว่า" นางกอดอกคิดอีกครู่ จึงดีดนิ้วเปาะ "เอาเป็นชื่อ 'ปุย' ดีกว่า ฮิฮิ เพราะว่าเจ้าขนปุยดี"

เผือกผ่องฟังดังนั้นก็รู้สึกดีใจ ยิ้มเขินๆ "ชื่อปุยหรือ อืม ก็ดีเหมือนกันนะ แหะๆ" เขาทวนคำไปมาพลางผงกศีรษะ "ชื่อปุย ชื่อปุย" ท่าทางชอบกับชื่อใหม่พอสมควร
ลิงน้อยจึงกล่าวแก่เด็กสาวว่า "ตกลง ข้าอนุญาตให้เจ้าเรียกข้าว่า 'ปุย' ได้ ว่าแต่เจ้านี่เก่งนะ คิดชื่อออกมาได้เพราะทีเดียว"

"จริงๆมันเป็นชื่อหมาของข้าที่ตายไปเมื่อปีก่อนน่ะ" อ้อยิ้มรื่น ส่วนเผือกผ่องหรือปุยอ้าปากค้าง

ก่อนที่ลิงน้อยจะทันร้องถามว่าอ้อเห็นเขาเป็นอะไรกันแน่ เขาก็ถูกนางจับเช็ดตัวแล้วเอาเสื้อผ้าที่เตรียมไว้มาสวมให้ เสื้อดังกล่าวคือผ้าถุงของอ้อเอง เด็กสาวเอามาประยุกต์เป็นชุดห่มให้ปุยเหมือนห่มนักบวช ในสายตานางดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูมาก แต่ในสายตาปุยว่าอย่างไรนั้นยังเป็นปัญหาอยู่

เมื่อซักปุยเสร็จ อ้อจึงเดินไปเรียกพ่อกับแม่บนเรือน
"พ่อจ๋า แม่จ๋า ฉันกลับมาแล้วจ๊ะ" นางร้องขณะปุยกำลังพยายามแก้ผ้าถุงนั้นให้หลุดจากกาย

เวลานั้นมีเสียงร้องรับดัง "อืม!" ดังมาจากบนเรือน เป็นเสียงที่ห้วนและทรงพลังมากจนปุยตกใจต้องหยุดชะงัก

"นะ... นั่นเสียงใครน่ะ" ปุยคราง

"พ่อข้าเองจ๊ะ" อ้อยิ้มรื่นให้ลิงน้อยเหมือนเป็นเรื่องปกติ

ปุยรู้สึกสังหรณ์ไม่ดี สักครู่ก็มีเสียงก้าวเท้าหนักๆอย่างช้าๆที่บนเรือน ประตูบ้านเปิดออกจากข้างใน ผู้ปรากฏกายกลับเป็นชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่เหลือประมาณ เทียบขนาดแล้วตัวใหญ่หนากว่าเด็กสาวอย่างอ้อสักสี่เท่า ใหญ่กว่าปุยสักแปดเท่า

ชายฉกรรจ์นั้นหนวดเครารุงรัง หน้าตาดุร้ายเอาเรื่อง ผิวดำเข้มปานหมึก ตลอดทั้งกายสักลวดลายคงกระพัน มีปุ่มปมฝังของขลังอยู่ที่ท้ายทอย คอหอย และตำแหน่งที่น่าหวาดเสียวอื่นๆอีกมาก

ปุยเห็นคนๆนี้ก็หวาดกลัวจนตัวสั่นโดยสัญชาตญาณ รีบหลุบหัวหางไปแอบข้างหลังอ้อ กระซิบเบาๆว่า "นั่นพ่อเจ้าหรือ?"

"จ๊ะ นั่นพ่อหมึก พ่อข้าเอง" อ้อกล่าวเหมือนเรื่องธรรมดา

"ทำไมตัวใหญ่น่ากลัวอย่างกับยักษ์ ไม่เห็นเหมือนเจ้าสักนิด" ลิงน้อยบ่นอุบ
อ้อกลับหันไปบอกบิดาว่า "พ่อจ๋า วันนี้ฉันเข้าป่าเจอลูกลิงตัวหนึ่ง มันน่ารักมาก เลยขอเอามาเลี้ยงตั้ง จะชื่อว่าปุยได้ไหมจ๊ะ?"

"บอกแล้วว่าข้าไม่ใช่ลิง!" ปุยร้อง (กระซิบ) เบาๆ (ดังๆ) จนเผลอออกมาจากข้างหลังอ้อ
ครั้นพอทราบว่านายหมึกกำลังจ้องเขาด้วยสายตาคมกริบ ปุยก็ตกใจหลุบหางกลับไปหลังเด็กสาวอีกครั้ง

"เอ็งหมายถึงเจ้าตัวสีขาวนั่นหรือ" หมึกกล่าวช้าๆด้วยเสียงน่าเกรงขาม

"ใช่จ๊ะ" อ้อยิ้มแย้มพลางเอาศอกกระทุ้งปุยกระซิบว่า "รีบทำตัวให้เหมือนลิงหน่อยซี"

"เอ่อ..." ปุยเหงื่อแตกพลั่กๆ
ในที่สุดเขาก็ร้องออกมาว่า "เจี๊ยก" คำหนึ่ง

"...ฟังดูแปลกๆ" หมึกแค่นเสียง

"เจี๊ยกๆ" ปุยพยายามทำเสียงให้คล้ายกว่าเดิม

ชายฉกรรจ์ฟังดังนั้นก็ตบราวบันไดโดยแรงจนไม้ยุบลงหน่อยหนึ่ง "นี่มันไม่ใช่ลิงนี่ ...นี่มันเด็กติดหางชัดๆ!"

ปุยอึ้งไปพักหนึ่งจึงยกตีนเกาหูพลางทำตาใสแป๋ว "เจี๊ยกๆ อุกๆๆ เจี๊ยก" เขาร้องและพยายามเลียนแบบลิงสุดชีวิต

ปุยกับหมึกจ้องหน้ากันเนิ่นนาน ลิงน้อยเหงื่อไหลโทรมกาย พยายามลุ้นให้หมึกเข้าใจว่าเขาเป็นลิงเสียที ขณะที่หมึกยังคงหน้าดำคร่ำเครียด
ในที่สุดชายฉกรรจ์ก็คล้ายตัดสินใจบางอย่างได้ จึงเดินกลับเข้าบ้าน ทำให้ปุยโล่งอกเปราะหนึ่ง

"เอ พ่อเจ้าจะคิดว่าข้าเป็นลิงหรือเปล่านะ" ปุยหันไปถามอ้อ

อ้อกรอกตารอบหนึ่ง "ข้าว่าไม่นะ อาจจะคิดว่าเป็นน้องหมามากกว่า ลิงที่ไหนเอาตีนเกาหู"

"อ้าว" ปุยกระวนกระวาย แต่อ้อลูบศีรษะเขากล่าวว่า "อย่ากังวลเลย เจ้าเป็นน้องหมาก็ดีแล้วจะได้เข้ากับชื่อปุยไงจ๊ะ"

"เดี๋ยวก่อนนะ ทำไมข้าต้องมาเล่นอะไรอย่างนี้ด้วย!" ปุยร้องแบบเริ่มงงตัวเอง "พวกมนุษย์นิสัยไม่ดี ชอบมองข้าเป็นลิงเป็นหมาอยู่นั่นแหละ ข้าไม่อยู่ด้วยแล้ว" เขาทำท่าจะถอดผ้าถุงออกจากตัวอีกครั้งโดยไม่ยอมฟังเสียงปลอบโยนของอ้อ

หากขณะนั้นหมึกออกมาจากบ้านพอดีทำให้ปุยต้องหยุดชะงัก
ชายฉกรรจ์ก้าวสวบๆลงบันไดอย่างรวดเร็วมาหยุดอยู่ตรงหน้าลิงน้อย ปุยตกใจกลัวไม่กล้าขยับเขยื้อน

ทั้งสองจ้องหน้ากันอีกสักพัก ปุยก็ค่อยๆทำตาแป๋ว ครางออกมาว่า "เจี๊ยก..."

หมึกกลับยังทำหน้าถมึงทึงมากขึ้นจนปุยขนลุก
หากหลังจากนั้นชายร่างใหญ่กลับยื่นของที่ซ่อนอยู่ด้านหลังออกมาให้ลิงน้อย

ปุยพบว่าของนั้นคือกล้วยน้ำว้าถึงสามหวี ได้กลิ่นหอมโชยมารู้สึกว่าเป็นของที่น่ากินมาก
"ลิงน้อยน่ารัก ...เอาไปสิ" หมึกกล่าวด้วยความปราณี รอยยิ้มทำให้หน้าของเขาดูอ่อนโยนลงถนัด

อ้อเห็นปุยอ้ำอึ้งจึงหัวเราะคิกกล่าวว่า "นี่คือผลกล้วยก่อนที่เราจะเอาไปตากน่ะจ้ะ" นางบิกล้วยออกมาลูกหนึ่งแล้วปอกกินให้ปุยดู "เวลากินต้องปอกเปลือกก่อนอย่างนี้นะ"

เด็กสาวยื่นกล้วยอีกลูกหนึ่งให้แก่ฝ่ายตรงข้าม ปุยลังเลสักครูก็รับมาปอกอย่างทุลักทุเล เขาใช้แรงมากเกินไปจนเสียเนื้อกล้วยไปครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตามในที่สุดลิงน้อยก็ปอกเปลือกกล้วยสำเร็จ และลองชิมเนื้อภายในดู

ปุยเคี้ยวหยับๆสักครู่ก็รู้สึกว่ากล้วยนี้ช่างมีรสชาติอร่อยประดุจอาหารทิพย์ จึงแย้มยิ้มพริ้มตาร้องดังๆว่า "อร่อยจังเลย!" อ้อกับหมึกก็หัวเราะ

ทั้งสองจึงพากันเลี้ยงกล้วยปุยจนอิ่มหมีพีมัน ลิงน้อยรับประทานกล้วยเข้าไปหลายหวี รู้สึกปลาบปลื้มเป็นสุขแล้วจึงกล่าวแก่หมึกโดยซื่อว่า "ขอบคุณมาก ท่านใจดีจังเลย ตอนแรกข้ายังหลงกลัวท่านเพราะท่านตัวใหญ่เสียอีก"

"มีรูปร่างอย่างนี้ใครก็กลัว" หมึกยิ้มพลางลูบศีรษะตนเอง "...สมัยก่อนข้าคง ...ทำเรื่องร้ายๆไว้เยอะ"

"เรื่องร้ายๆ?" ปุยทวนคำ

อ้อเข้ากอดแขนพ่อแล้วกล่าวว่า "แม่เล่าว่าเมื่อก่อนพ่อเป็นนักเลงใหญ่ ต่อมาถูกคนทำร้ายจนความจำเสื่อม จำเหตุการณ์ก่อนข้าเกิดไม่ได้เลย ...แต่เพราะอย่างนี้พ่อถึงเป็นคนใจดีมากๆ ข้ารักพ่อข้าตอนนี้ที่สุด"

หมึกลูบศีรษะบุตรสาวพลางหัวเราะร่วน จึงหยิบผ้าสะอาดออกเช็ดเศษกล้วยออกจากปากของปุย กล่าวอย่างเมตตาว่า "กินเลอะแล้วนะ"

ลิงน้อยฟังดังนั้นก็ซาบซึ้ง "มนุษย์คนอื่นพอเห็นข้าก็มักตกใจกลัว แต่ท่านกลับไม่มีอาการอย่างนั้นเลย ท่านยังเลี้ยงกล้วยข้าเสียอีก"

"ข้า... ข้าคิดว่าเคยเห็นพวกแบบเจ้ามาก่อน" หมึกกล่าวช้าๆ คำพูดของขำให้ปุยและอ้อพากันแตกตื่นเพราะนึกไม่ถึงว่าหมึกจะรู้จักเผ่าพันธุ์ของปุย

"จริงหรือ มีพวกแบบข้าจริงๆหรือ" ปุยร้องด้วยความตกใจระคนดีใจ "แปลว่าข้ามิได้ตัวคนเดียวแล้วละซี ท่านเห็นพวกเขาที่ใดกันแน่"

หมึกเห็นปุยร่าเริงก็หัวเราะ จากนั้นกล่าวอย่างเชื่องช้าว่า "ข้านึกไม่ออก..."

"ข้าอยู่ป่าหิมพานต์ แต่ข้าสังเกตว่านอกจากแม่ของข้าแล้วไม่มีมนุษย์คนใดอยู่ในป่านี้อีก ท่านเคยไปป่าหิมพานต์หรือไม่?" ปุยยิงคำตามอย่างรวดเร็ว

หมึกพยายามนึก แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วปวดศีรษะ "...ข้านึกไม่ออก ข้าพยายามนึกแต่นึกไม่ออกเลย" ปุยพึ่งสังเกตว่าหมึกเป็นคนพูดช้า กิริยาอาการต่างๆก็ช้ากว่าคนอื่นอยู่บ้าง ชะรอยเป็นด้วยความกระทบกระเทือนทางสมองจริง

ลิงน้อยดูของฝ่ายตรงข้าม พบว่าแม้ร่างกายของหมึกจะฉกาจฉกรรจ์อย่างไร แต่แววตาของนั้นกลับกระจ่างใสเหมือนตาเด็กทารก และยังมีความเศร้าศร้อยแฝงอยู่บ้าง เขาเกิดสงสารชายร่างใหญ่ขึ้นมาจับใจ จึงกล่าวว่า "ท่านอย่านึกเลย ข้าไม่ต้องการทราบแล้ว"

อ้อเห็นบรรยากาศเริ่มอึมครึม นางไม่ทราบว่าความหลังของพ่อเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะแม่ก็ไม่ยอมบอก แต่นางคิดว่าควรปล่อยมันไว้ถ้าหากทำให้พ่อสบายใจได้ เด็กสาวจึงกลบเกลื่อนโดยการกล่าวออดอ้อนบิดา "พ่อจ๊ะ ปุยบอกว่าเขาเดินทางมาตามหาพ่อของเขาแต่หลงทาง เมื่อกี้ตอนอยู่ในป่าเขาเคยช่วยฉันให้พ้นจากกิ่งไม้แหลมร่วงใส่ เราจะให้เขาพักอยู่ที่บ้านเพื่อตอบแทนได้ไหมจ๊ะ"

"เจ้าช่วยลูกข้าหรือ... ขอบใจมาก..." หมึกกล่าวกับปุยด้วยความเอ็นดู "ข้าอยากให้เจ้ามาพักที่บ้านเช่นกัน ...เพียงแต่แม้ข้าไม่รู้สึกแปลกกับเจ้า ...แต่คนในหมู่บ้านนี้ ...ไม่แน่ว่าจะรู้สึกแปลก"

ลิงน้อยฟังดังนั้นก็คอตก "อย่างนั้นหรือ" เขาคราง

"ก็อยู่อย่างแอบๆแล้วกัน..." หมึกกล่าว "ถ้า... ถ้ามีใครมาเห็น... ก็ปลอมตัวเป็นลิงเหมือนเมื่อกี้" ชายฉกรรจ์หัวเราะเสียงดังทำให้ปุยรู้สึกดีขึ้นมาก

อ้อดีใจกับปุย นางจึงตบมือร้องว่า "เรายังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับแม่เลย ฉันขอไปบอกแม่ก่อนนะจ๊ะ อาจจะต้องอธิบายเรื่องของปุยนานหน่อย" เด็กแลบลิ้นน้อยๆจึงเดินไปหยิบตะกร้าดอกไม้จะขึ้นเรือน

ขณะนั้นบนเรือนกลับมีเสียงผู้หญิงร้องว่า "เสียงเอะอะอะไรน่ะ อ้อ ทำไมกลับมาแล้วไม่รีบขึ้นมา" และสักครู่หญิงท้องแก่คนหนึ่งก็ก้าวออกมาจากประตูเรือน

นางเป็นหญิงสวย ผิวขาวละเอียด ผมดำนวลน่ามอง กิริยาแช่มช้อย แววตาเชิดนิ่งอยู่เสมอ ปุยพอคาดเดาออกว่าหญิงนี้ต้องเป็นแม่ของอ้อ เพราะดูไปใบหน้าคล้ายกับอ้อมาก แต่มิใช่อ้อที่น่ารักอ่อนหวาน เป็นอ้อที่สูงสง่าและทรนงในความเป็นตนเอง

ที่น่าแปลกคือมารดาผู้ควรมีอายุล่วงวัยกลางคนแล้ว กลับยังดูสาวคล้ายอายุไม่ถึงยี่สิบปี แต่หากจะมีสิ่งที่ดูสมวัยอยู่นั่นก็คือดวงตา
ดวงตาของมารดาอ้อเป็นลักษณะของคนกร้านโลกที่ผ่านสิ่งต่างๆมามากมายจนเต็มไปด้วยรอยหยาบ เมื่อเทียบกับหมึกแล้วนับว่าเป็นคู่สามีภรรยาที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

อ้อกระซิบบอกปุยว่า "นั่นคือแม่ข้าเอง ชื่อแม่วาด เจ้าอยู่เฉยๆก่อนนะ เดี๋ยวข้าจะอธิบายกับแม่..." นางกล่าวไม่ทันจบวาดก็ร้องแทรกด้วยเสียงเฉียบขาดว่า "อ้อ ทำไมไปเก็บดอกไม้ตั้งนาน แล้วนั่นเจ้ายืนบังตัวอะไรอยู่!"

เด็กสาวหลับตาปี๋ จึงหันไปกล่าวว่า "แหะๆ แม่จ๋า นี่คือ... เอ่อ..."

นางมิทันจะกล่าวประการใด พอวาดเห็นปุยถนัดตาก็ถึงแก่ผงะไปหน่อยหนึ่ง
"นะ... นั่นคือ... มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรน่ะ" หญิงกลางคนคราง

อ้อกับปุยเห็นดังนั้นก็พากันตกใจหันหน้ามองกัน อ้อจึงถามแม่ว่า "แม่รู้สึกพวกของเขาหรือจ๊ะ"

"รู้จักหรือ... หึ" วาดแค่นเสียง จึงหันไปกล่าวแก่หมึกว่า "นี่มันเรื่องอะไรกัน มีตัวอย่างนี้มาถึงบ้านเราได้อย่างไร?"

"เขา... เขาชื่อปุย... เขาช่วยอ้อจากกิ่งไม้แหลมร่วงใส่... เขาอยากพักที่นี่" หมึกครางตะกุกตะกัก

"ใช่จ้ะ เขาบอกว่าเขาหลงทางมาจากป่าหิมพานต์ แม่รู้จักเผ่าพันธุ์ของเขาหรือจ๊ะ" อ้อเสริม นางนิ่งสักพักจึงกล่าวอีกว่า "เขาช่วยฉันไว้ตอนไปเก็บดอกไม้ ฉันเลยเสนอให้เขาพักที่บ้านของเราได้"

"ไม่ได้" วาดกล่าวห้วนๆ "ถ้าชาวบ้านมาเห็นตัวอย่างนี้เข้าจะพากันแตกตื่นหมด" นางกอดอกเชิดหน้า อ้อได้ฟังก็คอตกเพราะไม่ทราบจะทัดทานอย่างไร ส่วนหมึกตั้งแต่ความจำเสื่อมก็อยู่ในความดูแลของภรรยามาตลอดจึงมิกล้าโตเถียงเช่นกัน

เวลานั้นปุยรู้สึกไม่พอใจจึงร้องแทรกขึ้น "นี่เจ้าคำหนึ่งก็เรียกข้าว่า 'ตัวอย่างนี้' สองคำก็เรียก 'ตัวอย่างนี้' ถ้าหากข้าเรียกพวกมนุษย์ว่าตัวอย่างนั้นอย่างนี้บ้างจะเป็นเช่นไร? บอกให้รู้นะว่าพ่อแม่ข้าก็เป็นคนเหมือนกัน"

วาดเลิกคิ้ว "คนหรือ? เจ้าชื่ออะไร"

"ข้าชื่อจริงชื่อ 'เผือกผ่อง' " ลิงน้อยยืดอกกล่าวอย่างชัดเจน

น่าแปลกที่พอได้ยินชื่อดังกล่าว วาดกลับคล้ายเอะใจบางอย่าง นางทำท่าจะก้าวเดินไปหาปุย แต่ก็กุมท้องไว้ไม่สะดวกเพราะท้องแก่เต็มที นางครุ่นคิดสักครู่จึงถอนหายใจ "เอาเถิด เจ้าจะพักอยู่ที่นี่ก็ได้ แต่อย่าให้ใครเห็นแล้วกัน" หญิงกลางคนกล่าวด้วยเสียงอ่อนลง

อ้อเห็นอาการของแม่ก็เกิดความสงสัย จึงถามว่า "แม่จ๊ะ แม่ทำเหมือนรู้จักชื่อของเผือกผ่องมาก่อนอย่างนั้น และทั้งพ่อทั้งแม่ต่างมองเห็นเผ่าพันธุ์เขาไม่ใช่เรื่องแปลก มันมีเรื่องใดเกิดขึ้นในอดีตก่อนฉันเกิดหรือจ๊ะ"

"เอ็งอย่ารู้ดีกว่า" แม่วาดกล่าวเรียบๆหากทรงพลัง ทำให้อ้อไม่กล้าซักไซ้ต่อ "เก็บดอกไม้มาแล้วใช่ไหม เอามาร้อยมาลัยให้ข้าดู"
เด็กสาวรับคำสั่งจึงเข้าไปหยิบตะกร้าดอกไม้ นางเหลียวมองปุยกับหมึกอย่างละล้าละลัง จึงเดินขึ้นบ้านไป

เหตุการณ์ต่างๆทำให้ปุยสงสัยว่าเขาเผอิญมาอยู่ในบ้านอะไรกันแน่ เหตุใดจึงมีคนที่ดูเหมือนชาวบ้านธรรมดาแต่คล้ายรู้จักกับเผ่าพันธุ์ของเขาถึงสองคน
อย่างน้อยเขาก็ใจชื้นขึ้นหน่อยหนึ่งว่าคงจะมีคนประเภทเดียวกับเขาอยู่ในโลกอีก แต่เหตุใดแม่ของเขาจึงเป็นคน? แล้วเหตุใดแม่จึงไม่บอกเขาเรื่องเผ่าพันธุ์ของเขา แต่ปัดให้ไปถามพ่อที่ไม่เคยเห็นหน้าแทน?

ครั้นจะถามหมึกโดยตรงปุยก็เกรงใจ ลิงน้อยจึงถามอ้อมๆว่าพอจำได้ไหมว่าเหตุใดถึงความจำเสื่อม หรือมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ได้อย่างไร

หมึกยิ้มจึงพาปุยไปยังใต้ถุนบ้านที่มิดชิดกว่าเดิม และค่อยๆเล่าให้ฟังว่าเขากับวาดย้ายมาอยู่หมู่บ้านชายทะเลแห่งนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน ช่วงนั้นเกิดโรคระบาดในหมู่บ้าน วาดประกอบอาชีพเป็นหมอได้มารักษา ช่วยชีวิตคนไว้มากมาย ชาวบ้านจึงให้การยอมรับ แต่เรื่องอดีตก่อนย้ายมาหมู่บ้านนี้นั้นเขาจำไม่ได้ วาดก็ไม่ยอมเล่าให้ใครฟังแม้แต่อ้อที่เป็นลูก นางบอกเพียงว่า เขาเป็นนักเลงที่ถูกคนทำร้ายจนสมองกระทบกระเทือนดังกล่าว

หมึกยังเล่าอย่างภาคภูมิใจว่าวาดนั้นนอกจะสะสวยแล้วยังมีฝีมือการร้อยมาลัยที่งดงามมาก ชาวบ้านยกย่องให้นางเป็นคนร้อยมาลัยไปบูชาเทวาลัยประจำหมู่บ้านทุกสัปดาห์ ตอนนี้วาดก็พยายามฝึกอ้อให้ร้อยมาลัยตามแบบตนอยู่

"อืม อย่างนี้นี่เอง" ปุยกอดอกคราง "แล้วท่านล่ะ ท่านอยู่ที่นี่ทำอะไรบ้างหรือ"

ชายร่างใหญ่ฟังคำถามนี้ก็หน้าเจื่อนลง "ข้า... สมองเป็นเช่นนี้... จึงทำงานอะไรไม่ได้... ก็อยู่ช่วยเรื่องเล็กน้อย"

ปุยรู้สึกเห็นใจฝ่ายตรงข้ามหนักหนา เขาก็ปลอบใจไม่เก่ง จึงเอื้อมมือไปตบแขนของหมึกกล่าวว่า "เอาน่า อย่าคิดมากเลย เดี๋ยวคงดีเองแหละ" ทั้งสองจึงยิ้มให้แก่กัน

จากนั้นหมึกได้ชี้ที่ทางในบริเวณรอบๆ และบอกวิธีที่ปุยจะหลบให้พ้นสายตาชาวบ้านอื่นๆในกรณีจำเป็น เขาพาลิงน้อยไปดูบนบ้านซึ่งมีเพียงสี่ห้อง คือห้องของหมึกกับวาด ห้องของอ้อ ห้องครัว และห้องเก็บยาของวาด ชายร่างใหญ่กล่าวว่า "เจ้าอยู่บ้านนี้นอนในครัวแล้วกัน... แล้วอย่าเข้าห้องไหนโดยพละการ... โดยเฉพาะอย่าเข้าห้องเก็บยาของวาด... วาดหวงมาก.... ห้ามแม้แต่ข้ากับอ้อ"

"ทำไมถึงต้องห้ามด้วยล่ะ?" ปุยถาม

"มันมีตัวยาที่อันตรายหลายอย่าง... คนไม่มีความรู้... อันตราย" หมึกค่อยๆพูดอย่างใจเย็น หากปุยฟังดังนั้นก็ยิ่งอยากรู้อยากเห็น

"อันตรายหรือ..." เขาทวนคำกับตัวเองเบาๆ พอหมึกทักว่ากล่าวอะไรก็รีบกลบเกลื่อน

อ้อกับวาดนั่งร้อยมาลัยอยู่บนชานเรือน พอตกบ่ายจึงเสร็จ วาดบอกว่าให้แช่มาลัยค้างคืนไว้ในสมุนไพรของตนจะทำให้ดอกไม้นั้นไม่เน่าในช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ ตกดึกคืนนั้นอ้อลงไปจุดไต้ใต้ถุนบ้านแล้วปูเสื่อนั่งสนทนาปราศรัยกับปุยทำให้ทั้งสองสนิทสนมกันมากขึ้น

ครั้งหนึ่งปุยถามว่า "นี่เจ้าไม่สงสัยอดีตของพ่อแม่เจ้าบ้างหรือ"

อ้อนิ่งสักพัก จึงถอนหายใจ "ข้าก็สงสัยหรอกจ้ะ วันนี้มีเรื่องประหลาดหลายเรื่องจริงๆ ทั้งได้เจอกับเจ้า ทั้งเรื่องที่แม่เหมือนรู้จักเจ้า ข้ารู้สึกว่าโลกนี้ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ข้าไม่รู้"

"แล้วเจ้าไม่อยากรู้ความจริงบ้างหรือไร" ปุยกล่าวอย่างกระตือรือร้น

"ข้าก็อยาก..." อ้อพูดเสียงอ่อย ปุยได้ทีจะสนับสนุนให้อ้อไปแอบดูห้องเก็บยาของวาด หากเด็กสาวกลับพูดขัดขึ้นก่อนว่า "แต่ข้าคิดว่าทุกคนต่างมีความลับของตนทั้งนั้น อย่างพ่อข้าน่ะ ข้าเดาว่าเมื่อก่อนเขาคงร้ายกาจเหมือนกัน แม่ถึงต้องปิดบังความหลังไว้"
นางยิ้มอย่างใจเย็น "แต่วันนี้พ่อของข้าเป็นคนที่อ่อนโยนน่ารัก ทั้งพ่อและแม่ต่างก็รักข้า แค่นี้ข้าก็มีความสุขแล้ว ดังนั้นเมื่อท่านทั้งสองอยากเก็บความลับใดเอาไว้ ข้าก็จะเคารพความต้องการของเขาน่ะจ๊ะ"

ปุยเห็นอ้อดูมีความสุขจริงๆก็หูตกกล่าวว่า "เจ้าช่างเป็นคนดีจังเลย ข้านะรบเร้าถามแม่ทั้งเช้าทั้งเย็นว่าตกลงข้าเป็นคนหรือเป็นลิง แม่ข้ารำคาญก็จับข้าตีก้น"

อ้อหัวเราะคิกจึงว่า "ไม่เห็นน่าสงสัยเลย ก็เป็นลิงไงจ๊ะ ฮิฮิ ลิงน้อย" นางกล่าวพลางลูบศีรษะปุยด้วยความเอ็นดู

ปุยโมโหแก้มแดง จึงผลักไสออกห่างจากอ้อ กล่าวว่า "ฮึ เจ้าชอบล้อข้าทุกที ข้าไม่เล่นด้วยแล้ว"

"โอ๋ๆ เอ้านี่กล้วยจ๊ะ" เด็กสาวทำตาซุกซนยื่นกล้วยให้ลิงน้อย

"กล้วยก็ไม่เอา!" ปุยร้องพลางพองแก้มตุ๊บป่อง

อ้อนิ่งไปนิดหนึ่งก็หันมานั่งปอกกล้วยกินทีละลูก "ไม่กินจริงๆเร้อ อร่อยนะ แหม อร้อย อร่อย" นางทำเสียงปลาบปลื้มเต็มที

ปุยแอบน้ำลายหก แต่พอเหลียวหลังเห็นอ้อยิ้มยื่นกล้วยให้ เขาก็หันหน้ากลับมางอนตุ๊บป่องอีก

"กล้วยนี่อร่อยจริงๆน้า" อ้อทำเสียงออดอ้อน

"ไม่สน กำลังงอน" ลิงน้อยกล่าวห้วนๆ

เด็กสาวหน้าเสียบ้าง จากนั้นนางกรอกตาครุ่นคิดจึงกล่าวว่า "งั้นเอาอย่างนี้ไหม ที่หมู่บ้านข้ามีประเพณีอย่างหนึ่งนะ" นางเดินไปข้างหน้าปุย ยื่นมือซ้ายให้เขาดู แล้วหยิบเข็มเล่มหนึ่งออกมาแทงที่นิ้วชี้ซ้ายจนเลือดออก

ปุยเห็นดังนั้นก็ตกใจกล่าวว่า "เฮ้ย นั่นเจ้าทำอะไรน่ะ"

อ้อเจ็บนิ้วบ้างแต่กล่าวอย่างใจเย็นว่า "ที่หมู่บ้านข้ามีประเพณีว่าถ้าคนสองคนกรีดเลือดจากข้อมือใส่ถ้วยเหล้าแล้วแบ่งกันดื่ม ก็จะถือว่าเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกัน อย่างนี้พวกผู้ชายเขาชอบทำ แต่สำหรับข้าไม่กล้าหาญอย่างนั้น เลยแค่เอาเข็มจิ้มนิ้วก็พอ"

"แล้วเจ้าหมายถึง..." ปุยคราง อ้อยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ กล่าวว่า "ข้าอยากเป็นพี่น้องกับเจ้าน่ะจ้ะ ถ้าเจ้าไม่รังเกียจ..."

ปุยอึ้งไปพักหนึ่ง จึงกล่าวว่า "เอ่อ เราเพิ่งรู้จักกัน เอ่อ ...แต่ถ้าข้าตอบตกลงจะต้องทำอย่างไร?"

"ยื่นนิ้วมาสิจ๊ะ" อ้อกล่าว ปุยก็ยื่นนิ้วชี้ขวาให้ อ้อจึงรับมือที่มีขนฟูๆของเขามาแล้วบอกว่า "ทนเจ็บนิดหนึ่งนะจ๊ะ" เด็กสาวจิ้มเข็มลงไปเบาๆ ปุยก็ปิดตาคิดในใจว่ายุงกัด

จากนั้นอ้อก็เอาแผลบนนิ้วของนางมาถูกับแผลของปุย กล่าวจริงจังว่า "นับจากวันนี้เลือดของข้าได้ไหลเวียนอยู่ในตัวของเจ้าแล้ว และเลือดของเจ้าก็ไหลเวียนอยู่ในตัวข้าเช่นกัน"

"หมายความว่า..." ปุยคราง

"หมายความว่าตอนนี้เราก็เป็นพี่น้องกันแล้วอย่างไรจ๊ะ" อ้อกล่าวอย่างอ่อนโยน "เจ้าอายุเท่าใดหรือจ๊ะ"

"ข้า... ปีนี้อายุ ๑๐ ขวบ"

"ข้าอายุสิบหก แปลว่าข้าเป็นพี่สาว เจ้าเป็นน้องชาย ไม่ว่าเจ้าเป็นสิ่งใดก็ดี ข้าเป็นสิ่งใดก็ดี เรายังคงเป็นพี่น้องกันเสมอ เราจะไม่ทิ้งกันไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น อย่างนี้ดีไหมจ๊ะ"

ปุยฟังดังนั้นก็รู้สึกอบอุ่นเพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครนับเขาเป็นพวกเดียวกันมาก่อน นี่อ้อยังถึงกับเรียกเขาเป็นพี่น้อง เขาย่อมซาบซึ้งนัก แต่เพื่อไว้ท่าจึงกล่าวว่า "มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่งนะ"

"อะไรหรือจ๊ะ"

"ต่อไปห้ามเรียกข้าว่าตุ๊กตาลิงนะ" ปุยพูดจริงจัง

อ้อหัวเราะกล่าวว่า "ได้จ้ะ ต่อไปข้าจะไม่เรียกเจ้าว่าลิงอีกแล้ว จะเรียกว่าคุณปุย หรือคุณเผือกผ่องดีไหมจ๊ะ"

ลิงน้อยฟังดังนั้นก็แอบยิ้มแก้มผลิ เขาโคลงหัวสองสามคราก็โผเข้าไปกอดอ้อร้องว่า "พี่จ๋า!"

อ้อลูบศีรษะฝ่ายตรงข้ามกล่าวด้วยความรักว่า "น้องจ๋า" แล้วทั้งสองก็หัวเราะพร้อมกัน ต่างเป็นลูกโทนและต่างอิ่มใจที่ได้มีพี่น้องเป็นครั้งแรก

หลังจากนั้นอ้อจัดแจงล้างแผลที่นิ้วของปุยและตนเอง และทายาให้ เนื่องจากแผลนี้ตั้งใจให้ไม่ลึกแต่ต้น ดังนั้นไม่นานเนื้อจึงสมานเอง

เด็กสาวกับลูกลิงสนทนากันอย่างสนุกอีกพักหนึ่งอ้อเห็นว่าดึกแล้วจึงพาปุยไปนอนในห้องครัวที่จัดเตรียมไว้

... ... ...

คืนนั้นถึงปุยดีใจที่ได้อ้อเป็นพี่สาว แต่ก็นอนไม่หลับ เพราะยังคงมีความสงสัยเรื่องห้องเก็บยาของวาด

เมื่อเก็บความสงสัยไว้มิได้เขาจึงแอบออกจากห้องครัวมายังห้องเก็บยาเพื่อดูว่าจะมีสิ่งใดเป็นเบาะแสที่บ่งว่าวาดเคยรู้จักเผ่าพันธุ์ของเขาหรือไม่

ลิงน้อยไปถึงห้องเป้าหมายพบว่าประตูลงกลอนอย่างดี จึงออกไปนอกบ้านแล้วตีลังกาขึ้นเข้ามาเกาะผนัง เขาเห็นหน้าต่างห้องอยู่สูงและมีขนาดเล็กจนคนปกติคงจะเข้าไม่ได้เด็ดขาด แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับปุยเพราะเขาตัวเล็ก จึงลอดเข้าอย่างสบาย

ในความมืดนั้นลิงน้อยมองดูหม้อยา ตู้สมุนไพร และเครื่องมือหมอซึ่งวางเรียงรายอยู่ในห้อง เขาพยายามดมกลิ่นก็มีแต่กลิ่นประหลาดปะปนกันไปหมดจนไม่มีกลิ่นใดพิเศษ ทำให้ปุยต้องหนักใจมิทราบจะสืบเสาะจากที่ใดก่อนดี

แต่ขณะก้าวเดินต่อ ปุยได้สะดุดเอากับท่อนไม้ท่อนหนึ่ง จริงๆควรจะหัวคะมำเป็นเสียงดัง ดีที่ปุยหางยาว เอาหางเกี่ยวผนังทันสามารถรักษาความเงียบไว้
ลิงน้อยค่อยมาพิจารณาท่อนไม้ที่ตัวเองสะดุด ก็เห็นว่ามันเป็นบันไดพับ เขามองตู้ยาต่างๆแล้วไม่มีตู้ไหนที่ผู้หญิงสูงขนาดวาดเอื้อมไม่ถึง ปุยกรอกตารอบหนึ่งก็คิดบางอย่างออกโดยไหวพริบ

ลิงน้อยเงยหน้ามองไม้คานข้างบน เห็นว่าไม่สะดุดตาอย่างใด แต่ความลับย่อมอยู่ในที่เช่นนี้เอง เขาไม่รอช้าตีลังขึ้นไปเอาหางเกี่ยวคานไว้ แล้วค่อยๆเคาะไม้คานไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบว่ามีส่วนหนึ่งกลวงใน เขาลูบๆคลำอยู่พักหนึ่งจึงพบว่าไม้ท่อนนั้นมีฝาให้เปิดได้แบบตลับ

ภายในไม้มีแผ่นใบลานพับแผ่นหนึ่ง และมีตลับเล็กๆอีกตลับหนึ่งซ่อนอยู่ ปุยอยากรู้อยากเห็นก็หยิบออกมาดู แต่ตอนนั้นมืดแล้ว เขาคิดว่ารอดูพรุ่งนี้คงจะเห็นชัดกว่า

คิดดังนั้นปุยจึงปิดท่อนไม้กลับไปให้มิดชิด แล้วกระโจนผลอยออกจากห้องพร้อมทั้งใบลานและตลับ เขาเอามันกลับไปซ่อนเอาไว้ใต้ไม้กระดานห้องครัว จากนั้นก็นอนทับไม้นั้นให้แน่นหนาแล้วงีบหลับไปอย่างมีความสุข


หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 13 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 11 เม.ย. 2551 (22:46)
สวัสดีครับ ใครมาอ่านแล้วชอบ ช่วยคอมเมนต์หน่อยนะครับ ^__^
เชษฐา เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 7 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 69 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 22 เม.ย. 2551 (10:12) คุณ ช่วยแจ้งลบความเห็นนี้แล้ว ขอบคุณค่ะ
รีบๆมาอัพเร็วๆนะคะติดตามอยู่เสมอค่ะ
87379

lบนซ์lOJค่ๅ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 13 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 22 เม.ย. 2551 (20:35)
ขอบคุณคุณ lบนซ์lOJค่ๅ ที่มาให้กำลังใจนะครับ ^___^
เชษฐา เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 7 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 69 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 6 พ.ค. 2551 (09:19)
90388

มาอัพต่อน๊าสู้ๆค่า


 


 


mooNak เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 29 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 90 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 6 พ.ค. 2551 (09:22)
90390

อัพต่อน๊าเปงกำลังจัยให้ค่าแล้วไปเม้นให้กันด้วยนะ


 


mooNak เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 29 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 90 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 6 พ.ค. 2551 (09:49)
90405

การดำเนินเรื่องเยอะและนานมากเลยคนอ่านเข้าจัยอยากน๊า


น๊าจะทำให้สั้นลงหน่อยตัวก็ตัวใหญ่ขึ้นหน่อยนะคะ


ว่าเขาอิเหนาเป็นเอง(ระวังตัวไว้น๊าmoonak)



 


mooNak เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 29 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 90 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 6 พ.ค. 2551 (19:25)
ขอบคุณครับคุณ mooNak
เชษฐา เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 7 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 69 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 7 พ.ค. 2551 (22:37)
90821

ไปเม้นให้กานบ้างก็ดีน๊าค่า


จะเปงพระคุณอย่างสูง


เรียกแน็กเฉยๆก็ด้ายน๊าค่า


mooNak เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 29 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 90 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 8 พ.ค. 2551 (03:10)
นิยายรักมันไม่ใช่แนวผมอ่าครับ แน็ก ไม่รู้จะเมนท์ยังไง
ขอโทษทีนะครับ
^^>
เชษฐา เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 7 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 69 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 11 พ.ค. 2551 (10:20) คุณ ช่วยแจ้งลบความเห็นนี้แล้ว ขอบคุณค่ะ
นายอ้ะอัพช้าจังเยยเพิ่งกับมาจากกรุงเทพนะนายอัพเพิ่มแค่ตอนเดียวเองง่ะ

lบนซ์lOJค่ๅ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 13 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 11 พ.ค. 2551 (17:35)
สปีดคือประมาณอาทิตย์ละตอนครับ เร็วกว่านั้นข้าพเจ้าไม่ไหว T__T

อ่านแล้วคิดอย่างไรบ้างมาบอกกันบ้างนะครับ ^__^
เชษฐา เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 7 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 69 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 12 พ.ค. 2551 (11:18)

สนุกดีค่ะ


เราชอบนะ นิยายแนวเนี่ย


ชอบๆ จะติดตามอ่านนะค่ะ


jennylo เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 105 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 12 พ.ค. 2551 (13:25)
ขอบคุณมากจ้าคุณ jennylo
ดีใจจังมีคนอ่านเพิ่ม

^____________^
เชษฐา เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 7 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 69 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


เชษฐา
(เชษฐา)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 192 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 เดือน
แบ่งปันความรู้ 7 ครั้ง
ได้รับดาว 69 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

*** ลำนำหกพิภพ : คีตาวารี *** [7,212]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [519,770]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [370,884]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [274,774]
Global Warming { English } [112,974]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.