สารบัญ
หน้าที่ 7 - “O”
ตอนที่ ๕ “O”
“O”
พระพรหมกล่าวขณะกำลังสร้างโลก
... ... ...
ที่บนเรือสำเภานั้นท้าวลัสเตียนได้จัดนางกำนัลสองคนให้มาปรนนิบัติอ้อ แต่อ้อเคยชินกับชีวิตชนบทกลับเป็นฝ่ายนอบน้อมต่อพวกนางกำนัล พวกนางกำนัลเมตตาก็สอนวิชาต่างๆของผู้หญิงในวังให้ ซึ่งเด็กสาวเรียนรู้อย่างรวดเร็วเพราะมีพื้นฐานที่วาดเคยสอนมาบ้างแล้ว พวกนางกำนัลยังชมว่าวิชาบางอย่างเช่นการร้อยมาลัยนั้นอ้อยังทำได้วิเศษกว่ากุลสตรีชาวลงกาอีก
เมื่ออ้อถามพวกนางกำนัลว่าเมืองลงกามีความขัดแย้งกับพวกนาคอย่างไรหรือ ท้าวลัสเตียนจึงคล้ายมีความคิดปฏิปักษ์ต่อพวกนาค พวกนางกำนัลก็ตอบว่าที่จริงไม่เคยมีความขัดแย้ง แต่ลงกาเป็นเมืองเล็กและเป็นเมืองเกาะ เมื่อมีความประสงค์จะขยายอำนาจก็ต้องทำโดยทางทะเล แต่ติดขัดด้วยพวกนาคเป็นใหญ่ในทะเลอยู่ก่อนแล้ว
ท้าวลัสเตียนจึงตัดสินใจผูกมิตรกับอยุธยาซึ่งเป็นใหญ่ในพื้นแผ่นดิน และช่วงชิงอำนาจทางทะเลกับเหล่างู บัดนี้นาควารินกับพิชัยลงกาแม้มิได้สู้รบตรงๆ แต่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์แก่กัน แต่ในการสู้รบทางน้ำนาคมักชนะยักษ์เสมอ ปีที่ผ่านมาเรือสินค้าลงกาที่ส่งไปค้าขายกับบาดาลและอยุธยาล่มลงกลางน้ำอย่างลึกลับหลายลำ ทุกคนสงสัยว่าเป็นฝีมือของพวกนาค แต่มิอาจทำอย่างไรได้
เมื่อสำเภาของท้าวลัสเตียนแล่นเข้าใกล้ฝั่งลงกา อ้อสังเกตเห็นกะลาสีลดใบเรือลงทั้งหมด เรือกลับลอยเข้าหาฝั่งเองเป็นเส้นตรง
นางถามนางกำนัล นางกำนัลจึงชี้ให้ดูเงาสีดำทะมึนที่อยู่ใต้ท้องเรือนั้น กล่าวว่านางเสื้อเมืองซึ่งดูแลเขตสมุทรของกรุงลงกาได้จับท้องเรือไว้และกำลังว่ายเข้าฝั่งอย่างสงบ
นางกำนัลยังอธิบายต่อว่า นางเสื้อเมืองคือปีศาจที่ท้าวธาดาพรหมมอบให้ท้าวลัสเตียนไว้ใช้ป้องกันเกาะลงกา มีอยู่สองคน คือนางอากาศตะไลเป็นเสื้ออากาศคอยเหาะพิทักษ์น่านฟ้าของลงกา ส่วนที่ว่ายพาสำเภาอยู่นี้ คือนางผีเสื้อสมุทรผู้พิทักษ์น่านน้ำ
อ้อดูขนาดของเงานั้นก็ประมาณว่าใหญ่กว่าเรือสำเภาสักสี่ห้าเท่า แม้นางพึ่งผ่านเรื่องราวแปลกประหลาดมามากมาย แต่เมื่อเห็นนางปีศาจร่างใหญ่เช่นนี้ก็อดตกใจมิได้
ครั้นเรือเทียบท่าแล้ว ท้าวลัสเตียนก็พาบริวารลงจากเรือ และให้อ้อติดตามฤๅษีโคบุตรแยกไปทางหนึ่ง
พระฤๅษีจึงพาอ้อเดินไปยังอาศรมของตนที่ตั้งอยู่ชานเมือง ระหว่างทางเด็กสาวเห็นบ้านเรือนในลงกาแตกต่างจากหมู่บ้านของนางมาก คือไม่มีเรือนยกพื้นเลย แทบทั้งหมดเป็นตึกสูงใหญ่โบกด้วยปูนสีขาว หลังคามุงกระเบื้องสีฟ้าสีน้ำเงินกลืนกัน ลานบ้านมักปลูกไม้ชายหาดเช่นต้นมะพร้าว ดูแปลกตาและดูร่มรื่นสวยงาม ลวดลายซึ่งประดับประดาตามสถานที่ต่างๆนั้นมีลักษณะคล้ายน้ำไหล เป็นเอกลักษณ์อันพิเศษอยู่
ถนนสู่อาศรมนั้นเป็นถนนเลียบชายหาด มีท่าเรือและอู่ต่อเรือเรียงรายอยู่มากมาย อ้อเห็นชาวประมงอสูรใช้เรือใหญ่เกือบเท่าเรือสำเภาออกหาปลา มีวิทยาการแปลกๆเช่นหน้าไม้ยักษ์สำหรับยิงฉมวก และมีแหยักษ์ซึ่งควบคุมด้วยปั้นจั่น แสดงให้เห็นถึงความเจริญทางอุตสาหกรรมทางทะเลของกรุงลงกาอย่างดี
ข้างท่าเรือยังมีตลาดค้าปลาขนาดใหญ่ มีประชาชนมาเลือกซื้ออย่างคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าชาวอสูรต่างป่าวประกาศขายสัตว์น้ำที่จับได้มาสดๆ อ้อเห็นปลาแปลกๆมากมาย เช่นปักเป้าซึ่งมีหนามรอบตัว หรือม้าน้ำซึ่งเป็นปลาที่มีลักษณะคล้ายม้า โคบุตรยังได้ชี้ให้นางดูปลาตัวมหึมาที่นอนให้เหล่ามารชำแหละอยู่ อธิบายว่านั่นเรียกว่าปลาวาฬ จริงๆมิใช่ปลา แต่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งอาศัยอยู่ในทะเล เด็กสาวก็หลากใจอยู่
ชาวลงกาพื้นเมืองนั้นผิวคล้ำเพราะอากาศร้อน พวกเขานุ่งห่มผ้าน้อยชิ้น ผู้ชายสวมเพียงโจงกระเบน หรือผ้าโสร่ง ผู้หญิงอาจเปลือยถันโดยมิได้เห็นว่าเป็นของสงวน หรืออาจมีสไบสวมเพิ่มมาชิ้นหนึ่ง
เมื่อพระฤๅษีเดินไปที่ใดก็มักจะมีประชาชนออกมากราบไหว้ด้วยความเคารพอย่างสูง ทำให้คล้ายว่าอ้อพลอยถูกกราบไปด้วย นางต้องอึดอัดขัดเขินอยู่จนถึงอาศรม
อาศรมของโคบุตรก็เป็นเช่นเดียวกับสถาปัตยกรรมในลงกา คือเป็นตึกโบกปูน หลังคามุงกระเบื้องสีน้ำเงิน แต่โคบุตรนิยมความเรียบง่าย อาศรมของเขาจึงมีขนาดไม่ใหญ่นัก จุดเด่นเพียงสิ่งเดียวคือรูปปั้นรูปขั้นบันไดบิดเป็นเกลียวหน้าอาศรม ซึ่งโคบุตรอธิบายว่านี่คือลักษณะของ “เส้นชีวิต” อันบรรจุรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตในโลก
อ้อเห็นฐานของรูปปั้นนั้นเขียนคำว่า “พระกัศยปเทพบิดร” เอาไว้ จึงถามโคบุตรว่าพระกัศยปเทพบิดรนี้เป็นใคร
โคบุตรยิ้มและตอบว่าพระกัศยปเทพบิดรคือ “คำอธิบายของความพิลึกพิลั่นส่วนใหญ่ในโลกนี้”
“พระกัศยปเทพบิดรเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง เมื่อสองหมื่นปีก่อนเขาได้ค้นพบวิชาการตัดต่อรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ทำให้สามารถยืดอายุ คงความเยาว์วัย หรือสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆขึ้นมาได้ตามใจปรารถนา” โคบุตรอธิบาย “เขาเป็นคนสร้างเผ่าเทพที่หน้าตาสวยงาม มีอายุยืนยาว สร้างเผ่ามารที่รูปกายสูงใหญ่ นิสัยดุร้าย สร้างนาค สร้างครุฑ แม้แต่กบิลครึ่งคนครึ่งลิงซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ของน้องชายเจ้าก็เป็นผลงานซึ่งพระกัศยปร่วมทำกับลูกศิษย์ของเขาชื่อฤๅษีโคดม”
โคบุตรเอามือแตะอกอย่างภาคภูมิใจ “ข้าเองก็เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของพระกัศยป”
อ้อเบิกตามองด้วยความทึ่ง “แปลว่าท่านก็รู้วิชาสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆด้วยซีจ๊ะ”
“อ๋อ ข้าไม่ชอบงานที่ต้องยุ่งกับเลือดเนื้อสัตว์น่ะ ส่วนใหญ่ช่วยเขาเรื่องงานพัฒนาเวทมนต์มากกว่า” พระฤๅษีจับหลังศีรษะหัวเราะแหะๆ
เมื่อเห็นเด็กสาวยังมองเขาอย่างพิศวงระคนนับถืออยู่ พระฤๅษีก็แอบเขิน จึงหัวเราะกลบเกลื่อน บอกว่า “จริงๆข้าก็เป็นมนุษย์เหมือนเจ้านั่นแหละ ข้าเคยเป็นแค่นักเรียนจนๆในโรงเรียนแห่งหนึ่งน่ะ จนวันหนึ่งพระกัศยปไปพบอธิการของโรงเรียน แล้วบอกว่าขอนักเรียนเรียนเก่งสักคนมาเป็นลูกมือ” เขากอดอกทำท่าคิดหนัก “เออ นับจากวันนั้นข้าก็กลายเป็นอะไรที่ห่างจากมนุษย์ไปทุกที อายุพันกว่าปีแล้วก็ยังไม่ตายเลยคิดดูสิ”
อ้อเห็นฝ่ายตรงข้ามพูดวิจารณ์ตัวเองอย่างติดตลกก็นึกขำ จึงรู้สึกว่าพระฤๅษีนี้น่ารักกว่าที่เห็นภายนอก “แล้วเหตุใดท่านถึงมาอยู่กับท้าวลัสเตียนล่ะจ๊ะ” นางกล่าวเสียงใส
โคบุตรตอบว่า “ก็ท้าวลัสเตียนอยากได้คนมีความรู้มาเป็นที่ปรึกษาน่ะซี เขาเที่ยวไปทาบทามพระฤๅษีลูกศิษย์ของพระกัศยปมาแทบทุกราย ส่วนใหญ่พวกนั้นจะปฏิเสธเพราะบางคนอยากปลีกวิเวกมากกว่า บางคนรังเกียจว่าท้าวลัสเตียนเป็นยักษ์ แต่สำหรับข้าแล้วไม่มีปัญหาเพราะเป็นคนง่ายๆ”
เขายิ้มแย้มอย่างสบายอารมณ์ “คือถ้าข้าอยู่คนเดียวก็เป็นแค่ฤๅษีแก่ๆ ว่างงาน แต่พออยู่มาลงกาแล้วท้าวลัสเตียนให้ข้าเป็นปุโรหิต ไปไหนมาไหนมีคนเคารพกราบไหว้ อยากได้ตำราหายากอะไรท้าวลัสเตียนก็ให้คนหามาให้ อยากทดลองอะไรก็มีทุนไม่จำกัด มีลูกศิษย์ลูกหามาขอเรียนด้วยมากมาย มีนักวิชาการมาคอยจับผิดคอยเถียงด้วยทุกวัน ...ถึงทั้งหมดจะเป็นพวกยักษ์ที่ไม่ค่อยฉลาดนักก็เถอะ แต่ก็ทำให้ชีวิตข้าช่างมีความสุขเสียนี่กระไร โฮ่ โฮ่ โฮ่” พระฤๅษีกุมมือมองขึ้นฟ้าด้วยความปลาบปลื้ม
อ้อไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนักว่าเรื่องพวกนั้นเป็นความสุขอย่างไร แต่นางเห็นเขามีความสุขก็พลอยมียินดีตามไปด้วยจึงยืนยิ้มแย้มอยู่
พระฤๅษีเห็นเด็กสาวน่ารักเช่นนี้มายิ้มแก่ตนอย่างจริงใจก็รู้สึกเอ็นดูจึงว่า “แม้เมืองลงกาเป็นประเทศกำลังพัฒนาแต่อยู่กับท้าวลัสเตียนก็ไม่เลวนะ เขาเป็นกษัตริย์ที่มีวิสัยทัศน์ดีทีเดียว ไม่กี่ปีมานี้เขาเปิดรับคนเก่งๆเข้ามามากมาย บ้านเมืองก็เจริญขึ้นมาก เจ้าอยู่กับเขาไม่ลำบากหรอก ...มาเถอะ ข้าจะแนะนำที่ทางในอาศรมให้”
โคบุตรพาอ้อก็เข้าพักในอาศรมซึ่งมีบริวารและลูกศิษย์ของตนอาศัยอยู่ราวยี่สิบคน คนพวกนี้นุ่งขาวห่มขาว ลักษณะเรียบๆร้อยๆกว่าชาวบ้านข้างนอก โคบุตรบอกว่าเขารับลูกศิษย์โดยไม่แบ่งชั้นวรรณะ แต่คนส่วนใหญ่ที่มาขอเรียนก็เป็นลูกหลานของขุนนางนั่นเอง
ต่อมาท้าวลัสเตียนได้ส่งนางกำนัลสองคนที่เคยดูแลอ้อมาเป็นเพื่อน พวกนางและอ้อพากันดีใจเพราะได้สนิทสนมกันมาก่อนจนทำให้อ้อค่อยๆลืมความทุกข์ที่ประสบในหมู่บ้านเดิมของนางได้
อ้ออยู่ในอาศรมเรียนวิชาในวังจากพวกนางกำนัลอย่างมีความสุขระยะหนึ่ง พระฤๅษีจึงทำการตรวจสอบตัวนาง
เขาได้ใช้ตาทิพย์ตรวจมโนของนางแล้วเห็นว่าเป็นบุคคลธาตุน้ำ เขานำเลือดของอ้อไปตรวจ ได้ผลว่ามีความใกล้เคียงกับพวกนาคทั่วไป แต่มิได้เหมือนทีเดียว จึงสรุปว่าเลือดบริสุทธิ์ของนาคคงมีลักษณะเช่นนี้เอง ยิ่งทำให้อ้อพะวงสงสัยเกี่ยวกับเบื้องหลังของบิดามารดาตนมากขึ้น
โคบุตรจึงอธิบายให้อ้อฟังว่าในการทำให้พวกนาคเชื่อว่าอ้อเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ และแม้แต่จะยกอ้อไว้ในฐานะสูงนั้น ควรให้เด็กสาวมีวิชาเวทมนต์ติดตัวไว้บ้าง ในตอนแรกเขาให้อ้อนั่งเพ่งมองน้ำนิ่ง บอกว่าเป็นวิธีฝึกเวทแบบอาโปกสิณ หรือฝึกเวททางน้ำ
อ้อนั่งจ้องน้ำทั้งเช้าเย็นรู้สึกเบื่อรู้สึกง่วง แต่ก็พยายามพากเพียรเช่นนั้น ผ่านไปสัปดาห์หนึ่งก็ไม่ปรากฏความก้าวหน้าใดๆจนพระฤๅษีโคบุตรสงสาร จึงบอกว่าปกติกว่าคนธรรมดาจะฝึกเวทสำเร็จต้องใช้เวลาเป็นปี
“ตอนแรกข้ายังเข้าใจว่าเจ้ามีสายเลือดพิเศษอาจฝึกเวทได้เร็วกว่าคนอื่น แต่นี่ก็ฝึกมาสัปดาห์หนึ่งแล้วยังไม่เห็นผล แปลว่าก็ไม่ได้วิเศษอะไร” พระฤๅษีกล่าวในห้องฝึกเวทซึ่งเป็นห้องเล็กๆที่มีเตียงและห้องน้ำในตัว ซึ่งปัจจุบันอ้อกินนอนในห้องนี้
“ฉันขอโทษจ้ะ” อ้อนั่งพับเพียบคอตก
โคบุตรย่นคิ้ว “แต่นั่นก็โทษเจ้าไม่ได้ เจ้าเคยอยู่ในสังคมของชาวบ้านมนุษย์มาก่อนย่อมไม่มีโอกาสศึกษาหาความรู้”
อ้อเกิดสงสัยจึงกล่าวว่า “พระอาจารย์จ๊ะ ฉันสงสัยมานานแล้วว่าเหตุใดพวกชาวบ้านในลงกานี้ดูมีความรู้อยู่มาก อย่างน้อยก็รู้จักว่าโลกเป็นอย่างไร แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านของฉันกลับไม่รู้อะไรเลย นึกว่าทุกอย่างเป็นนิทานไปหมด”
พระฤๅษีมองนางด้วยสายตาเวทนาบ้าง จึงถอนหายใจตอบว่า “นั่นเป็นเพราะเบื้องบนเขาอยากให้พวกเจ้าเชื่ออย่างนั้นน่ะซี”
“เบื้องบน?” เด็กสาวทวนคำ
“มนุษย์เป็นเผ่าที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก เทพบนสวรรค์กลัวมนุษย์ฉลาดเกินไปจะเป็นอันตราย จึงออกกฎหมายจำกัดการศึกษาไพร่มนุษย์เอาไว้” โคบุตรอธิบาย
“ประมาณสองร้อยปีก่อนพระเจ้าวิธุราชกษัตริย์ของพวกเจ้าเคยนำทัพมนุษย์กบฏต่อดาวดึงส์ แต่รบแพ้ ดังนั้นจำต้องยอมอยู่ใต้กฎหมายนี้ต่อไป การที่เขาทำเรื่องตัดแบ่งตำบลมัชวารีให้กับลงกา จึงเหมือนปลดปล่อยคนในตำบลนั้นจากกฎหมายนี้ไปด้วย อย่างที่เจ้าเห็นท้าวลัสเตียนเอาคนไปสร้างโรงเรียนไว้ในตำบลของเจ้า ต่อไปพวกนั้นย่อมมีการศึกษาดีขึ้น”
เขาอธิบายต่อว่าจริงๆพวกเทพก็เป็นเคยเป็นมนุษย์เผ่าหนึ่ง ต่อมาได้ค้นพบเวทมนต์และติดต่อกับพระเจ้าได้ จึงรับอาสาดูแลโลกให้พระเจ้า กฎหมายของพวกเทพก็คือระบบบุญอันเป็นข้อศีลธรรมซึ่งอยู่ในคัมภีร์ทางศาสนานั่นเอง
อ้อฟังดังนั้นก็รู้สึกไม่ดี นางมิใช่คนหัวแข็งซึ่งจะต่อต้านทุกอย่างที่มาเอาเปรียบตน แต่เมื่อรู้ว่าตนเองตกอยู่ในการครอบงำของสิ่งที่ตนเห็นเป็นเพียงเทพนิยายมาตลอด ก็อดที่จะเสียใจมิได้
พระฤๅษีเห็นบรรยากาศอึมครึมจึงเปลี่ยนบทสนทนาว่า “อืม... แต่อย่างน้อยเจ้าต้องมีวิชาบางอย่างอยู่ดีนั่นแหละ มิฉะนั้นก็ยากที่พวกนาคจะยอมรับ” เขากรอกตารอบหนึ่งก็นึกบางอย่างออก แต่แล้วกลับมีทีท่าลังเลลำบากใจ “จริงๆก็มีเวทอย่างหนึ่งที่เรียนสำเร็จได้อย่างรวดเร็วเหมือนกันนะ”
“อะไรหรือจ๊ะ” เด็กสาวร้องเสียงใสอย่างมีความหวัง
โคบุตรนิ่งสักครู่แล้วอุทาน “เอ้อ อย่าดีกว่า!” แต่เขาเห็นอ้อคอตกลงอีกก็สงสารจึงว่า “เอาเถอะ จะบอกให้ว่าโลกของเรานั้นมีเวทอยู่สองประเภท คือเวทขาว และเวทดำ เวทขาวนั้นคือเวทที่เกิดจากการฝึกจิตโดยการทำกศิณอย่างที่ข้าให้เจ้าทำ ส่วนเวทดำคือเวทที่เกิดจากการใช้ไสยศาสตร์อาถรรพ์บังคับสิ่งมีชีวิตอื่นๆมารับใช้ แต่จะใช้เวทดำได้ ก็ต้องมีพื้นฐานเวทขาวเล็กน้อยนั่นเอง”
พระฤๅษีกอดอกเอียงคอ “แต่จริงๆแล้วยังมีเวทอีกชนิดหนึ่งรู้กันเฉพาะในหมู่ฤๅษีชั้นสูงบางคน ...เอ่อ ...รวมทั้งข้าด้วยนั่นแหละ แหะๆ” เขาแอบยิ้มเขิน จากนั้นจึงปั้นหน้าเคร่งเครียด “พระกัศยปเทพบิดรเป็นมานัสบุตร หรือบุตรที่เกิดจากใจ ของพระพรหม ท่านได้ติดต่อกับพระพรหมเสมอๆ และในบางครั้งพระพรหมก็สอนความลับในการสร้างโลกให้แก่ท่าน ซึ่งท่านได้มาสอนพวกเราลูกศิษย์ต่อบ้าง นั่นคือที่มาของเวทชนิดที่สาม”
“ความลับในการสร้างโลกหรือจ๊ะ” อ้อเบิกตากว้าง “ฉันเคยได้ยินว่าพระพรหมเป็นคนสร้างโลกนี้ แต่ไม่เคยคิดเป็นจริงจังมาก่อน”
โคบุตรหัวเราะจึงว่า “พระเจ้าสร้างโลกจริง แต่มิใช่ ‘สร้าง’ แบบก่อหินโบกปูนอย่างที่เจ้าอาจจะนึกถึงดอกนะ ท่านสร้างโลกด้วยรหัสอันซับซ้อน” เขานิ่งคิดไปนิดหนึ่งแล้วกล่าวต่อ “... ‘ความจริง’ ที่เจ้าเห็นและรับรู้อยู่ทุกวันนี้มันเพียงเท่ากับประสาทสัมผัสซึ่งเขาสร้างให้เจ้ารับได้ แต่ถ้าหากว่าเราสามารถเข้าใจรหัสของพระเจ้าแล้ว เจ้าก็จะสามารถทำบางอย่างที่มันพ้นจาก ‘ความจริง’ ตามประสาทสัมผัสไป ยกตัวอย่างเช่น...” พระฤาษีหยิบแผ่นไม้กระดานมาแผ่นหนึ่ง เคาะให้เห็นว่าเป็นแผ่นตัน
จากนั้นเขาขยิบตาให้อ้อ เคาะแผ่นกระดานอีกคราพลางร้องเสียงดังยาวว่า “Oฯ” ซึ่งเป็นคำที่อ้อฟังไม่ชัดนัก ไม่แน่ใจว่าออกเสียงว่า “ออ” หรือ “โอ” หรือ “อัว” กันแน่
แต่น่าประหลาดใจที่คราวนี้มือของพระฤๅษีกลับทะลุแผ่นกระดานไปเฉยๆ เหมือนจุ่มลงในน้ำไม่ผิด!
ขณะที่อ้อตกตะลึงนั้น โคบุตรได้พยักหน้าให้นางจับแผ่นกระดานดูบ้าง นางลองยื่นมือไปแตะก็พบว่าคล้ายวาดมือผ่านอากาศธาตุ ทั้งที่เห็นชัดๆว่าข้างหน้าเป็นเนื้อไม้
พูดอีกอย่างคือไม้กระดานแผ่นนั้นได้เกิด “รู” ซึ่งมองไม่เห็น ณ จุดที่พระฤๅษีแตะและพูดคำพิเศษนั้นนั่นเอง
จากนั้นพระฤๅษีหยิบผ้าผืนหนึ่งมาสอดผ่านรูล่องหน ร้องว่า “Oฯ” อีกคราไม้กระดานก็กลับตันเช่นเดิม เมื่อพระฤๅษีหักไม้นั้นเสีย ดึงผ้าออกมา อ้อยังเห็นว่าเนื้อผ้าส่วนหนึ่งกลับเป็นลายไม้อย่างน่าอัศจรรย์
โคบุตรอธิบายว่า “นี่คือมนต์คติกาส เมื่อเราแตะของชิ้นใดใดด้วยมนต์นี้ มันจะคงเหลือแต่ ‘รูป’ แต่ ‘ลักษณะ’ ของมันจะหายไปชั่วระยะหนึ่ง ดังนี้เมื่อเราเรียกให้ลักษณะของมันกลับคืนมา อณูของผ้าจึงปะปนกับอณูของไม้ กลายเป็นดังที่เห็น”
เขาลูบเคราอย่างใจเย็น “เมื่อพระพรหมสร้างโลกนั้น ท่านใส่รหัสต่างๆลงได้โดยกิริยาที่คล้ายการพูดของมนุษย์ ดังนั้นรหัสเหล่านี้ก็จะเป็นคำพูด แน่นอนว่ามีบางคำที่เส้นเสียงของมนุษย์ออกมิได้ แต่ก็มีบางคำที่ออกได้ ...เมื่อมนุษย์ประยุกต์เอารหัสเหล่านี้มาใช้แบบเวทมนต์ เราจึงเรียกมันว่า ‘รหัสเวท’ เป็นเวทแบบที่สาม ซึ่งข้าก็รู้มาแค่รหัสเดียวนี่แหละ ...แต่การสอนเวทนี้ให้คนอื่นก็มีอันตรายเหมือนกันนะ เพราะมันขัดกับขีดจำกัดของความจริงที่พระเจ้าวางไว้ให้มนุษย์รับรู้ ถ้าหากพระเป็นเจ้าไม่พอใจขึ้นมาก็... เอ่อ อย่าคิดเลย”
“เอ๋ แล้วท่านรู้อย่างนี้แต่ยังสอนฉันหรือจ๊ะ” อ้ออุทาน จากนั้นก็รู้สึกซาบซึ้งใจอยู่
พระฤๅษีย่นคิ้วทำเสียงอ่อย “ช่วยไม่ได้ ก็ข้ากินข้าวแดงของท้าวลัสเตียนแล้วนี่ ก็ต้องทำงานให้ดีที่สุด” เขาจึงปั้นหน้าเคร่งเครียดขึ้นบอกว่า “เอาละ ไหนๆเจ้าก็เป็นคนแรกและน่าจะเป็นคนเดียวที่ข้าสอนให้แล้ว ต้องตั้งใจเรียนดีๆ ไหนลองพูดตามซิ ...Oฯ” เขาหลับตาลากเสียงยาว
เด็กสาวสูดลมหายใจเต็มปอด จึงออกเสียงด้วยความตื่นเต้น “โออออออออ... อย่างนี้หรือจ๊ะ”
“ไม่ใช่ ‘โอ’ แต่เป็น Oฯ”
“ออ?” อ้อพยายามเลียนเสียง
“นั่นมัน ‘ออ’ บอกว่า Oฯ อย่างไร”
“โอ?”
“ไม่ใช่ๆ มันเป็นเสียงหนึ่งที่อยู่ระหว่างเสียง ‘ออ’ เสียง ‘โอ’ เสียง ‘อัวะ’ กับเสียง ‘วะ’ และเสียงอีกราว ๑๒๐ เสียงน่ะ” พระฤๅษีอธิบายอย่างใจเย็น แต่ก็เพียงพอทำให้เด็กสาวขนลุก
โคบุตรเห็นอ้อนิ่งไปจึงทำเสียงแข็งขึ้น “เอ้านิ่งทำไม! ออกเสียงพร้อมข้าสิ ...Oฯ...”
“อวัววววว...” อ้อทำเสียงตามด้วยสีหน้างงๆ
“บอกว่า Oฯ อย่างไรเล่า ทำเสียงให้ถูกๆหน่อย!” พระฤๅษีดุ จึงหยิบแผ่นกระดานอีกแผ่นออกมาแล้วบอกให้อ้อเคาะ “ออกเสียงว่า Oฯ แล้วเคาะดู อย่าหยุดจนกว่ามือจะทะลุแผ่นกระดาน”
“อ๋อย... แล้วถ้ามือฉันทะลุไปก่อนละจ๊ะ” เด็กสาวพยายามอ้อน
“ก็เอามือซ้ายเคาะแทน ถ้ามือซ้ายแตกก็เอากระดานนั่นเขกหัว!” โคบุตรกล่าวอย่างเฉียบขาด บุคลิกเปลี่ยนเป็นคนละคนด้วยวิญญาณครู
อ้อครางฮือ จึงร้องว่า “อวัว” แล้วเคาะกระดานดังป๊อก
นางทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
“โอวะ” ป๊อก
“อวอ” ป๊อก
“อ๋อย” ป๊อก
เด็กสาวหันไปมองฝ่ายตรงข้าม แต่โคบุตรคำรามใส่ดัง “Oฯ!” ทำให้นางต้องหันมาเคาะไม้กระดานต่อ
“อวัว” ป๊อก
“โอ” ป๊อก
“อะ” ป๊อก
“โอวะ” ป๊อก!
“อิ๋ง” ป๊อก!
อ้อสะบัดมือด้วยความเจ็บ นางเหลียวมองพระฤๅษีอีกครั้งอย่างขอความกรุณา โคบุตรยังทำหน้ายักษ์ใส่ แล้วบอกว่า “นี่คือเวทที่เรียนง่ายที่สุดแล้วนะ ถ้าทำไม่ได้ห้ามเล่นกับพวกนางกำนัล และห้ามออกจากห้องนี้ด้วย!” เขาพูดเฉียบขาดจึงลุกขึ้นเดินออกไป ปิดประตูดังปังใหญ่
วันนั้นอ้อจึงต้องนั่งเคาะกระดานอยู่จนมืดค่ำ เคาะไปจนเจ็บมือแล้วก็เปลี่ยนมือสลับไปมา จนมือบวมแดง นางสะอื้นแต่ยังเคาะต่อไป ทั้งที่สงสัยว่า คำว่า “Oฯ” ของโคบุตรนั้นมีจริงหรือ
พวกนางกำนัลแอบดูอยู่ข้างนอกห้องด้วยความเป็นห่วง บ่นกันว่าพระฤๅษีช่างใจร้ายนัก
ทั้งนี้โคบุตรแอบดูพวกนางกำนัลอยู่อีกทอดหนึ่ง ในใจแอบสงสารเหมือนกัน แต่เพราะเป็นครูจึงต้องปั้นท่าเคร่งครัดไว้
เช้าวันต่อมาโคบุตรมาหาอ้อที่ห้องอีก และออกเสียง “Oฯ” ซ้ำๆให้อ้อทำตาม เด็กสาวฟังอย่างไรมันก็เป็นคำที่ไม่อยู่ในอักขระภาษาที่นางรู้จัก เหมือนจะต้องมีการออกเสียงในคอ และการม้วนลิ้นประกอบด้วย
เมื่อนางร้องจนคอแหบแห้งพระฤๅษีก็เอาน้ำให้ดื่ม แล้วเคี่ยวเข็ญให้ฝึกต่อไป พอมือเจ็บก็ให้เปลี่ยนเอาข้อมือ ข้อศอก หรือเท้าเคาะ ทำให้อ้อร้องงอแงหลายครั้งแต่โคบุตรก็มิได้ปราณีปราศัย
อ้อฝึกเช่นนี้อยู่สามวันไม่ประสบผลอย่างไร ในเช้าวันที่สามโคบุตรจึงบอกว่าท้าวลัสเตียนเรียกพบเขา ส่วนอ้อนั้นกำชับเด็ดขาดให้อยู่อาศรม นั่งท่องบ่นคำว่า “Oฯ” ไปจนกว่าจะออกเสียงได้ อ้อแอบน้อยใจพระฤๅษีบ้าง แต่ก็พยายามฝึกต่อ
เด็กสาวร้องลองผิดลองถูกว่า “โอ” บ้าง “ออ” บ้าง จากเช้าจนสาย จนเหน็ดเหนื่อย
“โอวววว...” เด็กสาวครางแหบๆ เมื่อใกล้สิ้นแรงเต็มที
“โอยยยยย...”
“OOOOOO...”
“โอยยยยย...”
ไม่ว่าอ้อจะร้องอย่างใดมือก็หาทะลุผ่านไม้กระดานลงไปไม่ นางทำตาละห้อยมองดูกระจกเงาข้างๆซึ่งพวกนางกำนัลเอามาให้เป็นของขวัญนานแล้ว
“...อ้อเอย เจ้าจะทำเรื่องพิสดารอย่างนี้ได้อย่างไรนะ” นางกล่าวแก่ตนเอง
อย่างไรก็ตามเด็กสาวรู้สึกผิดสังเกตที่คล้ายกับเงาของตนเองในกระจกแปลกไป
ตอนแรกนางนึกว่าตาฝาด หยิบกระจกมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก็พบภาพ “ตนเอง” ที่นางเห็นกลับตัวเล็กกว่าที่ควรเป็นเล็กน้อย ซ้ำยังกำลังสวมเครื่องทรงทองอร่าม มีสไบชฎาเป็นอาทิ
นางลองเอามือแตะศีรษะตนเองก็จับได้ชฎานั้นจริงๆ แต่ว่าถอดไม่ออก คล้ายกับมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายนางเสียอย่างนั้น
เด็กสาวตื่นตะลึงอย่างมากด้วยไม่อาจหาคำมาอธิบายสิ่งที่ตนเองพบได้ เมื่อนางสังเกตดีๆก็พบว่าเครื่องทรงเหล่านั้นเป็นฝีมืออย่างหยาบ เหมือนใครเอาเพชรนิลจินดาหลากสีมาประดับเป็นแผ่นทองแบบง่ายๆ
มันมิใช่เครื่องทรงแบบที่นางเคยเห็นท้าวลัสเตียนและบริวารสวม แต่คล้ายของเด็กเล่นที่ใช้วัสดุจริงมาประดิษฐ์มากกว่า
เมื่อนางลองทำสีหน้า ขยับมือ รูปในกระจกก็เปลี่ยนตามนางทุกประการ จนอ้องงว่านางตัวเล็กลงตั้งแต่เมื่อใด และมีเครื่องทรงเด็กเล่นเช่นนี้เมื่อใด
ขณะนั้นนางได้ยินเสียงเคาะประตู มีเสียงนางกำนัลที่คุ้นเคยดังมาว่า “ข้าเอาอาหารมาให้จ้ะ” อ้อรีรออยู่ครู่หนึ่งจึงเดินไปเปิดประตู
นางกล่าวลอยๆโดยไม่ทันมองฝ่ายตรงข้ามว่า “พี่จ๊ะ ฉันเห็นรูปประหลาดในกระจก ไม่รู้อย่างไร...”
หากเมื่ออ้อเหลียวดูหน้านางกำนัลก็พบว่าอีกฝ่ายกลับกลายเป็นหนูยักษ์ มีขนแหลมยาว มีหางเป็นปล้อง ปากยื่นฟันแหลม แลที่มุมปากนั้นมีน้ำลายไหลอยู่เสมอ หน้าตาน่าเกลียด สกปรกเหลือประมาณ!
เด็กสาวเห็นดังนั้นก็ตกใจเอามือปิดปาก ผงะไปติดกับกำแพง
หนูนั้นค่อยๆเดินเข้าห้องอย่างสงบเสงี่ยม ยังหันมากล่าวแก่นางด้วยเสียงอ่อนหวานระคนเป็นห่วงว่า “เจ้าฝึกเวทเป็นอย่างไรบ้างจ๊ะ ข้าต้มน้ำชาอุ่นๆมาให้ เอาไว้ดื่มแก้เจ็บคอนะจ๊ะ”
อ้อจำได้ว่านี่คือเสียงของนางกำนัลที่สนิทกับนาง ซ้ำหนูยักษ์นั้นยังมีกิริยาเรียบๆร้อยๆ คล้ายกับนางกำนัลคนดังกล่าวไม่ผิด นางเผลอครางโดยไม่รู้ตัวว่า “หนู... หนู”
พอหนูยักษ์ฟังคำว่า “หนู” ก็ตกใจหน้า เหลียวมองรอบตนเอง อุทานว่า “ว้ายตาย เจ้าเห็นหนูหรือ!? ช่วยจับมันไปไกลๆที ข้าเกลียดหนูที่สุด!” กิริยาดังกล่าวทำให้อ้อประหลาดใจจนทำอะไรไม่ถูกทีเดียว
จากนั้นเด็กสาวก็นึกบางอย่างออก นางค่อยๆไล่เสียงที่พูดมาก่อนหน้านั้น “โอ ยะ โอ O... โอ...” เมื่อได้คำที่ถูกต้อง ภาพบุคคลตรงหน้าก็เปลี่ยนกลับมาเป็นนางกำนัลผู้เรียบร้อยคนเดิม อ้อมองในกระจกพบว่าเครื่องทรงมงกุฏของตนเองหายไปเช่นกัน
เด็กสาวเลิกคิ้ว จึงลองไล่เสียงดูอีกครา “โอ O...” นางกำนัลก็กลับมาเป็นหนูยักษ์ใหม่
อ้อตื่นตะลึงกับความเปลี่ยนแปลงนี้ แต่พอทราบต้นสายปลายเหตุ และพอจะควบคุมได้แล้ว
นางจ้องหน้านางกำนัลครู่หนึ่ง จึงค่อยๆเดินไปหยิบไม้กระดานมาเคาะใหม่อีกครั้ง
“O O O” นางไล่เสียงโดยเคาะไม้กระดานสลับกับมองหน้านางกำนัล ปรากฏว่ามือนั้นมิได้ทะลุไม้ แต่ภาพนางกำนัลกลับเปลี่ยนสลับไปมาระหว่างคนกับหนูยักษ์
นางกำนัลเห็นอ้อมีท่าทีพิกล พูดแต่คำว่าโออูก็ถามด้วยความเป็นห่วงว่า “เจ้าฝึกเวทมากไปหรือเปล่าจ๊ะ? ขอข้าจับไข้หน่อยได้ไหม” นางเอามือจับหน้าผากอ้อ
แต่เด็กสาวไม่นำพาปรารมย์กับอาการของตนเองแล้ว นางกอดแขนของนางกำนัลไว้ ทำตาโตร้องว่า “พี่จ๊ะ พี่ช่วยพาฉันออกไปข้างนอกได้ไหม!? ออกไปเดี๋ยวนี้เลย!”
นางกำนัลชะงักเล็กน้อย แต่เข้าใจว่าอ้อถูกขังอยู่ในห้องฝึกเวทมานาน บังเกิดความอึดอัดอยากออกไปข้างนอก นางสงสารจึงยอมตามใจเด็กสาว
ทั้งสองลอบออกจากอาศรมของพระฤๅษีโดยทางประตูหลัง ระหว่างทางอ้อได้กล่าวคำว่า “O” ไปด้วย เมื่อมองดูลูกศิษย์ของโคบุตรที่ไกลๆนั้นก็พบว่าแต่ละคนต่างกลายรูปเป็นของประหลาดพิสดารต่างๆ บางคนกลายเป็นสัตว์ บางคนกลายเป็นกองไฟ และบางคนก็มีรูปร่างพิกลจนยากจะอธิบายได้ว่าเหมือนสิ่งใดกันแน่
พ้นจากอาศรมเป็นบริเวณชานเมืองลงกา ตรงนั้นจะมีแต่ชาวบ้านธรรมดาเดินไปมาตามปกติ หากในสายตาของอ้อมันกลับยิ่งพิลึกพิสดารกว่าเดิม
นางพบว่าชนบทนั้นกลับกลายเป็นเมืองของสัตว์ประหลาด มีทั้งสัตว์ครึ่งปลาครึ่งนกที่บินอยู่บนอากาศ มีทั้งปีศาจตัวใหญ่ยักษ์เท่าบ้าน พวกเหล่านี้ล้วนเป็นภาพแทนชาวบ้านคนหนึ่งทั้งสิ้น แต่ว่าชาวบ้านที่ยังมีลักษณะเป็นปกติก็มีอยู่มาก อ้อคำนวณดูแล้ว ประมาณหนึ่งในสามเท่านั้นที่เป็นสัตว์ประหลาด
เด็กสาวขอนางกำนัลเดินต่อไปเรื่อยๆ เมื่อไปถึงตลาดใหญ่ขายปลาแล้ว นางกลับพบว่า สัดส่วนของสัตว์ประหลาดต่อคนปกตินั้นกลับมีมากกว่าเดิม คือประมาณครึ่งต่อครึ่ง และนางเริ่มพบว่าภาพสัตว์ประหลาดนี้มีความเชื่อมโยงกับความเป็นจริงอยู่ แต่เป็นความจริงในแง่มุมที่พิสดาร
เช่นอ้อเห็นผู้หญิงสองคนที่แต่งตัวดีเป็นพิเศษกำลังสนทนากัน ต่างชมเชยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของกันและกัน แต่ในโลกของ “O” นั้น อ้อเห็นหญิงทั้งสองเป็นเสื้อผ้าลอยได้สองชุดที่หรูหรากว่าเสื้อที่นางสวมอยู่จริงๆมาก และเสื้อทั้งสองกำลังพยายามทึ้งทำลายอีกฝ่ายอยู่
อีกตัวอย่างหนึ่งเมื่ออ้อเห็นผู้ชายถือกรงของใส่นกเขาเดินไป ปากพร่ำร้องเล่นกับนกนั้น แต่ในโลกของ “O” กลับกลายว่านกเขานั้นมีขนาดเท่ามนุษย์ และกำลังเดินถือกรงที่มีชายคนนั้นถูกขังอยู่แทน ชายในกรง (ซึ่งบัดนี้กลายเป็นตัวเล็กเท่านกเขา) ก็ร้องขันเสียงใสเหมือนนกเขาทุกประการ
สำหรับภาพสัตว์นั้นแตกต่างกัน สัตว์ส่วนใหญ่ที่อ้อเห็นจะมีลักษณะเป็นปกติ แต่ในโลกของ “O” สุนัขบางตัวก็มีเขี้ยวและองคชาตใหญ่อย่างประหลาด
มีคราวหนึ่งอ้อเห็นสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายคนแต่ไม่เหมือนทีเดียวกำลังถูกแล่เนื้ออยู่กลางตลาดสด เขาบาดเจ็บร้องโอดโอย เด็กสาวตกใจจะไปช่วยเหลือ แต่เมื่อหลุดจากโลกของ “O” และมองดูดีๆแล้ว คนๆนั้นกลับเป็นปลาตัวหนึ่งที่ถูกแล่ขาย เมื่อปลาสิ้นชีวิต อ้อลองมองผ่าน “O” อีกครั้งก็เห็นร่างเขากลับคืนเป็นซากปลาเหมือนโลกปกติ
ตอนแรกเด็กสาวหวาดกลัวในการค้นพบนี้ นางพยายามวิเคราะห์ว่า ภาพในโลกของ “O” นั้นคือภาพอะไรกันแน่
มันเป็นจินตนาการ? เป็นความคิด? หรือเป็นสิ่งประหลาดมหัศจรรย์อย่างอื่น?
ขณะทบทวนอยู่นั้นนางได้เห็นคนๆหนึ่งมีรูปเป็นต้นไม้เดินผ่านมา เมื่อบรรลุถึงอาคารแห่งหนึ่ง กิ่งใบอันยาวของเขาได้ไปเกี่ยวเอากระจาดปลาเค็มที่วางผึ่งแดดไว้บนชั้นสองของอาคารตกลงมาใส่ศีรษะของเขาจนเลอะเทอะตัวเหม็นคลุ้ง เป็นที่ตลกขบขันของชาวตลาด
ครั้นกลับมามองโดยมุมมองของโลกปกติแล้ว อ้อหันไปถามนางกำนัลที่มาด้วยกันว่า เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น นางกำนัลตอบว่า บ้านนั้นวางกระจาดปลาเค็มหมิ่นเหม่จึงตกลงมาโดนคนเดินถนน
เรื่องนี้ทำให้อ้อตกใจมาก เพราะกลายเป็นว่าปัจจัยในโลกของ “O” กับปัจจัยในโลกจริงไม่ตรงกัน แต่ให้ผลเดียวกัน และปัจจัยในโลกของ “O” กลับสามารถอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าเสียอีก!
เช่นนี้ภาพในโลก “O” หรือภาพในโลกปกติกันแน่ที่เป็นความจริง!?
อ้อขอให้นางกำนัลพานางเดินชมเมืองไปเรื่อยๆ ซึ่งนางกำนัลก็ตามใจเพราะสงสารอ้อที่ถูกขังในห้องฝึกเวทมานาน
ครั้นเดินมาถึงวัดข้างตลาดก็ประจวบเวลานั้นมีงานศพของนักบวชผู้ใหญ่ทั้งสองจึงหยุดยืนดู อ้อเห็นขบวนแห่มีนักบวชเมไจ (นักบวชในลัทธิของเหล่าอสูร) หลายคน เมื่อมองผ่าน “O” ก็พบว่าคนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีรูปเป็นคนปกติ แต่ถ้ามีรูปเป็นสัตว์ประหลาด ก็จะเป็นสัตว์ประหลาดที่พิลึกพิลั่นยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดชาวบ้าน เช่นบางคนมีหลายมือหลายเท้า มีศีรษะสองศีรษะกัดกินกันเอง บางคนมีรูปเป็นม้า มีหางเป็นงู แต่ตีนทั้งสี่นั้นละลายๆอยู่เรื่อยๆเหมือนหยดเทียนไข
มีนักบวชบางคนเหมือนกันที่รูปจริงเป็นคนแก่งกๆเงิ่นๆ แต่ในโลกของ “O” กลับเป็นหนุ่มผิวกายผ่องใส หน้าตาสงบภูมิฐาน
อ้อยังเห็นว่าศพของนักบวชผู้ใหญ่ที่ตั้งทำพิธีอยู่บนกองฟืนนั้นในโลกของ “O” กลับมิใช่ศพ แต่เป็นนักบวชคนนั้นเองนั่งอยู่บนกองฟืนด้วยสีหน้าปลงตก เมื่อนักบวชเหลียวมาทางนางก็คล้ายรู้ว่าเด็กสาวนั้นแอบจ้องมองอยู่ จึงยิ้มให้นางคราหนึ่งด้วย
อ้อตกใจกับภาพดังกล่าว จากนั้นก็รู้สึกมึนงง จึงคิดจะกลับอาศรมเพื่อไปสอบถามโคบุตรว่าสิ่งที่ตนเห็นคืออะไรกันแน่
เด็กสาวบอกนางกำนัลว่าขอกลับ ทั้งสองจึงเดินกลับไปในตลาด อ้อคิดจะหยุดมองโลกผ่าน “O” เสีย
อย่างไรก็ตาม ในนาทีก่อนที่นางจะกล่าวคำพูดนั้นเพื่อกลับมาสู่การรับรู้ภาพในมุมของโลกปกติ อ้อกลับได้เห็นคนๆหนึ่งที่ยังเป็นของพิลึกพิกลยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดทุกตัวที่นางเห็นในวันนี้
นางเห็นตัวของนางเอง!
มีตัวนางอีกคนหนึ่งกำลังเดินปะปนกับชาวบ้านและสัตว์ประหลาดในตลาดนั้นด้วย!
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 13 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 22 เม.ย. 2551 (10:12) คุณ ช่วยแจ้งลบความเห็นนี้แล้ว ขอบคุณค่ะ รีบๆมาอัพเร็วๆนะคะติดตามอยู่เสมอค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 6 พ.ค. 2551 (09:19) มาอัพต่อน๊าสู้ๆค่า
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 6 พ.ค. 2551 (09:22) อัพต่อน๊าเปงกำลังจัยให้ค่าแล้วไปเม้นให้กันด้วยนะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 6 พ.ค. 2551 (09:49) การดำเนินเรื่องเยอะและนานมากเลยคนอ่านเข้าจัยอยากน๊า
น๊าจะทำให้สั้นลงหน่อยตัวก็ตัวใหญ่ขึ้นหน่อยนะคะ
ว่าเขาอิเหนาเป็นเอง(ระวังตัวไว้น๊าmoonak)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 7 พ.ค. 2551 (22:37) ไปเม้นให้กานบ้างก็ดีน๊าค่า
จะเปงพระคุณอย่างสูง
เรียกแน็กเฉยๆก็ด้ายน๊าค่า
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 8 พ.ค. 2551 (03:10) นิยายรักมันไม่ใช่แนวผมอ่าครับ แน็ก ไม่รู้จะเมนท์ยังไง
ขอโทษทีนะครับ
^^>
เชษฐา
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 7 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 69 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 11 พ.ค. 2551 (10:20) คุณ ช่วยแจ้งลบความเห็นนี้แล้ว ขอบคุณค่ะ นายอ้ะอัพช้าจังเยยเพิ่งกับมาจากกรุงเทพนะนายอัพเพิ่มแค่ตอนเดียวเองง่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 11 พ.ค. 2551 (17:35) สปีดคือประมาณอาทิตย์ละตอนครับ เร็วกว่านั้นข้าพเจ้าไม่ไหว T__T
อ่านแล้วคิดอย่างไรบ้างมาบอกกันบ้างนะครับ ^__^
เชษฐา
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 7 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 69 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 12 พ.ค. 2551 (11:18) สนุกดีค่ะ
เราชอบนะ นิยายแนวเนี่ย
ชอบๆ จะติดตามอ่านนะค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 12 พ.ค. 2551 (13:25) ขอบคุณมากจ้าคุณ jennylo
ดีใจจังมีคนอ่านเพิ่ม
^____________^
เชษฐา
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 7 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 69 ดวง - โหวตเพิ่มดาว