<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/36217" type="text/javascript"></script> |
|
New name /The K-dorafins story and the Hero of dragon
เอาปกหนังสือมาให้ดูครับ
ตอนนี้หนังสือวางแผงแล้วครับผม*-* เอาชื่อตอนทั้งหมดมาให้ดู
เด็กชายผู้หลงเหลือจากสงครามเลือดอันดุเดือดและอำมหิตจากน้ำมือจอมมารชั่ว เดมอน และแล้วการผจญภัยของการตามหาแหวนในตำนานทั้งหกก็เกิดขึ้น เมื่อเขาโตเป็นหนุ่มวัยยี่สิบห้าป
post ครั้งแรก: Thu 10 April 2008, 9:40 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 9 July 2008, 6:27 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
|
ปกหนังสือครับ
เคโดร่าฟินส์ อาณาจักรแห่งความศักดิ์สิทธ์ ที่แห่งนี้มีเพียงมนุษย์ที่มีอำนาจมนตราและความวิเศษเท่านั้น ซึ่งก็แน่นอนไร้มนตรา ไร้ความวิเศษแล้วก็ยากที่จะมีมนุษย์ธรรมดาย่างกลายเข้าไปสู่มหานครแห่งนี้ได้
อาณาจักรเคโดร่าฟินส์มีการป้องกันที่แน่นหนาเสมือนเกาะกลางมหาสมุทรใหญ่ ห้อมล้อมไปด้วยสายหมอกหนาทึบและอีกประการหนึ่งมันไม่ได้ตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินของโลกสีฟ้าครามดังเช่นโลกมนุษย์
ไม่มีมนุษย์ผู้ใดสามารถล่วงรู้ได้ว่าเคโดร่าฟินส์ตั้งอยู่แห่งใด ไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่ามันเป็นเช่นไร และไม่เคยมีผู้ใดรู้เลยว่ามีอาณาจักรอันรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่นี้อยู่อีกห้วงมิติหนึ่งเช่นกัน
ณ ดินแดนสีเขียวชอุ่มจากการปกคลุมของหมู่แมกไม้ใบหญ้าเขียวขจีที่สะท้อนแสงเขียวอ่อนจากแสงยามรุ่งอรุณ ที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์มากทางด้านการเกษตรกรรมในเคโดร่าฟินส์ อาจเป็นเพราะสภาพพื้นที่และสภาพอากาศต่างเอื้ออำนวยซึ่งกันและกันอย่างลงตัว
ดินแดนแห่งนี้เป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่แห่งนี้เท่านั้น ซึ่งประชากรทุกคนจะเรียกมันว่า ดินแดนมังกร เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ที่มีสายเลือดของมังกรเจือปน เหล่าผู้คนจึงเรียกประชากรของดินแดนมังกรว่า ชาวมังกร
ชาวมังกรปลูกถิ่นฐานมานับหลายชั่วอายุคน พวกเขามักจะปลูกบ้านเรือนด้วยหินแผ่นเรียบลื่นเป็นส่วนใหญ่พร้อมกับตั้งเรียงรายกันไปเป็นทางยาวอย่างมีระเบียบสอดสลับกับธงรูปมังกรสีทองที่ปลิวไสวไปกับสายลมที่พัดเอื่อยๆ ในแต่ละหลังคาเรือนจะมีการสร้างแปลงเพาะปลูกอย่างเรียบง่ายและสวยงาม ประกอบกับการเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ชาวมังกรนิยมทำนั่นคือการเลี้ยงหมูตัวสีฟ้าแต่ทว่ามันแปลกออกไปจากสัตว์ธรรมดานอกจากสีของมันแล้วยังมีเขาสีเงินอันสั้นๆงอกมากลางหน้าผากอีกด้วยเพราะเหตุนี้เองมันจึงถูกเรียกว่า หมู ซิลเวอร์ ฮอร์น เรื่องรสชาติของมันนี้ไม่ต้องพูดถึงเลยหาสัตว์ใดเทียบความเลิศได้ยาก ส่วนในบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่พวกเขาขุดไว้กลางเมืองมักจะมีสัตว์น้ำแปลกตามากมายไม่ว่าจะเป็น ปลาที่มีเกล็ดสีทองอร่ามทั้งตัว หอยที่มีเปลือกเป็นเพชร และสัตว์น้ำแปลกๆอีกมากมาย ซึ่งใครจะเรียกคนที่นี่ว่าคนชนบทก็คงจะไม่ผิด
ประการสำคัญที่ชาวมังกรผิดแปลกจากมนุษย์ธรรมดาก็คือ พวกเขาสามารถเปลี่ยนร่างกายที่มนุษย์นั้นให้กลายเป็นมังกรร่างมหึมาอย่างแปลกประหลาดและหลังจากนั้นเพียงไม่นานดินแดนสีเขียวที่งดงามแห่งนี้ก็จะถูกความมืดจากสิ่งเลวร้ายที่สุดซึ่งจะทำให้ดินแดนแห่งนี้เหลือเพียงแค่ชื่อเท่านั้น
ดินแดนมังกรเมื่อยี่สิบห้าปีก่อน ต้นไม้ใบหญ้าที่เคยเขียวขจีถูกเปลวไฟสีมรกตเผาผลาญจนมอดไหม้สิ้นเหลือเพียงเศษเถ้าธุลี สายน้ำลำธารทั้งหลายต่างแห้งผากเป็นสายๆโดยน้ำมือกองทัพร่างดำนับแสน รูปร่างของพวกมันแต่ละตัวผอมกะหร่องจนกระดูกซี่โครงเด่นชัดเป็นซี่อย่างนับได้ สีผิวดำทมิฬราวกับก้อนถ่านเคลื่อนที่ ใบหูอันเรียวแหลมที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกมันตั้งโด่สู่ฟ้า และดวงตาที่ถลนจนเกือบจะออกมาจากเบ้าหลายดวงกำลังเปล่งแสงสีเขียวสว่าง เสมือนกับจะบอกเป็นนัยๆแก่ศตรูของพวกมันว่า สามารถที่จะคร่าทุกชิวิตที่ขัดขวางให้สูญสิ้นได้อย่างไร้ปราณี
กองทัพสีดำทมิฬเสมือนกองก้อนถ่านบุกเข้าโจมตีดินแดนมังกรอย่างฉับพลัน เริ่มต้นด้วยการกวาดล้างป่าไม้ทั้งหมดราวกับว่ากำลังเผาวัชพืช ก่อนย่างก้าวเข้าสู่อาณาเขตที่อาศัยของชาวมังกรในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นกองทัพปีศาจร่างเตี้ยม้อต้อแต่แฝงไปด้วยอำนาจทำลายล้างอันมหาศาลถูกสกัดกั้นด้วยกองทัพของทหารมังกรอันแข็งแกร่งและทรงพลังกับร่างที่มหึมากว่ามาก
ทั้งสองฝ่ายเข้าต่อกรกันอย่างดุเดือด เสียงคำรามขู่ร้องของมังกรประสานเสียงกันดังสนั่นลั่นฟ้าราวกับเสียงร้องของสายฟ้า แผ่นดินสนั่นหวั่นไหวจากฝีเท้าที่เยียบย่ำผืนดินอย่างเต็มกำลัง มังกรนับพันทะยานขึ้นฟ้าพลางพ่นลูกไฟยักษ์อันทรงพลังบรรเลงใส่พวกมันจนร่างกายสีดำทมิฬถูกแผดเผาจนหายวับไปกับตา มังกรที่ปะทะทางพื้นดินก็ใช่ย่อยใช้หางอันเรียวยาวและมหึมาฟาดพวกมันอย่างเต็มเหนี่ยวจนร่างเล็กๆพวกนั้นแหลกเป็นอย่างไม่มีชิ้นดี รวมทั้งฟันแหลมคมประดุจคมดาบตวัดงาบทีละสิบสิบห้าตัวก่อนจะเหวี่ยงลงปะทะพื้นจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง
สงครามครั้งนี้พวกมังกรเป็นฝ่ายได้เปรียบทั้งในด้านร่างกายและอำนาจหากแต่ว่า ปีศาจพวกนี้สามารถปลิดชีพมังกรด้วยเปลวเพลิงสีเขียวมรกตได้ภายในพริบตาเดียว ถ้าหากว่ามีมังกรตัวใดพลาดท่าขึ้นมาและมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ทหารมังกรหลายพันตัววอดวายไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวเถ้ากระดูกภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น รวมถึงมังกรหลายตัวที่บินโฉบไปมาอยู่บนท้องฟ้าร่วงลงสู่พื้นอย่างไม่ขาดสาย และแล้วไม่นานเพลิงสีเขียวก็ลุกท้วมกายพร้อมกับแผดเผาพวกเขาจนสูญสิ้น
ถึงแม้ว่ากำลังของฝ่ายมังกรจะเหลือน้อยเพียงใดแต่ด้วยความกล้าหาญที่ถูกฝังอยู่ในจิตใจมาหลายชั่วอายุคน จึงทำให้ชาวมังกรยืนหยัดสู้ต่อไปอย่างไม่เกรงกลัวศตรูตัวฉกาจที่อยู่ตรงหน้า
สายเลือดหลั่งไหลลงสู่แผ่นดินที่แตกระแหง มันไม่ได้ช่วยให้ดินนั้นชุ่มชื้นขึ้นแต่อย่างใดแต่ทางกลับกันกลับทำให้ผืนดินถูกเปลี่ยนเป็นสีแดงโลหิตขึ้นมาทันตาเช่นเดียวกับท้องฟ้าอันแดงฉานจากเปลวไฟแห่งสงครามราวกับแดนนรกอเวจี เสียงการคำรามอย่างทรมานของเหล่ามังกรดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนประสานไปพร้อมกับเสียงแหลมปี๊ดแฝงความคึกคะนองน่ารังเกียจของข้าศึกพวกนั้น
พวกมันหลายร้อยทะลวงมาถึงกลางเมือง ชาวมังกรวิ่งหนีกันจ้าระหวั่นไปพร้อมกับกรีดร้องจนอึกทึก แต่ทว่าบางคนก็พร้อมจะลุกขึ้นมาสู้อย่างไม่คิดชีวิต เพื่อใช้ความเป็นมังกรปกป้องถิ่นอาศัยกับคนที่พวกเขารักไว้และไม่คิดจะเสียใจหากต้องมลายสิ้นเลยสักเพียงนิด
“พวกเอลฟ์ปีศาจทั้งหลาย ฆ่ามันให้หมด แล้วไปเอาแหวนที่ปราสาทหินมาให้ได้”เสียงแตกพล่าของชายร่างสูงคนหนึ่งปกคลุมกายผ้าคลุมไหล่สีดำมันวับปักด้วยกับตราสัญลักษณ์เอลฟ์ถือดาบ เขายืนกอดอกอยู่บนเนินหิน มองดูคู่อริปราชัยด้วยสีหน้าพอใจ
บ้านหินเกือบทั้งหมดพงทลายด้วยเปลวเพลิงมรณะ เหลือเพียงเศษผงธุลีจากแผนหินให้พัดผ่านไปกับสายลมเท่านั้น ชาวมังกรวัยฉกรรจ์ร่วมใจกันแปลงกายเข้าต่อสู้และเผชิญกับศตรูที่ไร้ความปรานีและมีพลังมหาศาลอย่างไม่คิดจะรามือ พวกเขาต้องกล้ำกลืนฟังเสียงร้องโหยหวนของฝูงเพื่อนที่กำลังวอดวาย
เห็นต้านไม่ไหวแล้วชีวิตที่เหลือพยามบินหนีออกไปจากดินแดนมังกร แต่ทว่าด้วยอำนาจเกราะเวทมนต์ขั้นสูงที่ปกคลุมทั่วทุกเขตพื้นผิว ทำให้มังกรหลายตัวที่พยายามบินออกนอกอาณาเขตต้องจบชีวิตลงด้วยถูกสายฟ้าสีดำสนิทฟาดผ่าใส่ร่างผู้เข้าใกล้
เอลฟ์ปีศาจวิ่งห้อกันมุ่งไปยังปราสาทหินหลังสูงที่ตั้งตระหง่านนอยู่บนเนินเขาหลังเมืองเสมือนกับว่ามันเป็นจุดหมายสำคัญที่สุด ธงรูปมังกรทองบนผืนผ้าสีเขียวโบกสะบัดตามแรงลมถูกโค่นหักไปเป็นทาง
“คิวพาลูกของชั้นหนีไป”หญิงสาวเรือนผมสีทองในชุดผ้าแพรสีฟ้าสดออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ กับเด็กชายตัวผอมกะหร่องในเสื้อหนัง
“เออ...องค์ ราชินี....”เด็กชายคนนั้นถึงกับพูดไม่ออก แววตาสีน้ำตาลแฝงด้วยความเศร้าได้เพียงแต่จ้องใบหน้าอันผุดผ่องของหญิงสาวเท่านั้น
ราชินีถอดสร้อยคอสีเงินคล้องด้วยแหวนเงินประดับหัวเพชรสีแดงแวววับทั้งสลักลวดลายรูปมังกรอย่างวิจิตรสวมคอให้เด็กน้อย ท่ามกลางเสียงร้องไห้ของเขาที่กำลังเกรงกลัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ภายนอกปราสาทเริ่มมีเสียงเอะอะ เสียงร้องโหยหวน และเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นทำให้รู้ว่า พวกมันกำลังย่างกลายเข้ามาสู่ปราสาทหินนี้เพียงไม่กี่อึดใจนี้แล้ว องครักษ์มังกรทั้งหมดต่างวิ่งห้อไปรับมืออยู่ที่หน้าปราสาทหิน
“เป็นไงบ้าง”เสียงชายคนหนึ่งสวมมงกุฎทองสลักรูมังกรตัดกับผมทองอร่ามเปิดประตูเข้ามาอย่างกระวีกระวาด
“ปลอดภัยดี ท่านพี่”ราชินีตอบด้วยน้ำเสียงวิตก
“พวกเอลฟ์ปีศาจกำลังจะบุกเข้ามานะ”ราชาบอกเธออย่างกระวนกระวายจนเท้าของเขาเดินกลับไปกลับมาอย่างไม่มีหยุด “ลูกเราต้องปลอดภัย น้องหญิง”
พวกเอลฟ์ปีศาจบุกเข้ามาถึงหน้าปราสาทได้แล้ว พวกมันก็ไม่รีรอให้เสียเวลา ร่างดำทมิฬพุ่งกรูเข้าสังหารเหล่าทหารหน้าประตูไปทีละคนสองคนจนสิ้นหมด หลังจากนั้นก็ช่วยกันค้นข้าวของทุกชิ้นที่อยู่ในปราสาทอย่างรีบด่วนเพื่อประสงค์จะตามหาอะไรบางอย่าง
ราชินีโอบกอดลูกขณะที่เด็กน้อยกำลังร่ำไห้เพราะความกลัว เธอประทับรอยจูบละเมียดละมัยลงบนใบหน้าอันอ่อนละมุนที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตา ผู้เป็นพ่อก็เช่นกันจับจ้องเด็กน้อยด้วยความสังเวชจนมิอาจที่กลั้นน้ำตาให้หลั่งรินได้ เขาทั้งสองคนรุมกอดลูกน้อยพลางมองใบหน้าน่ารักน่าชังที่จะได้เห็นเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต ราชินีหอมแก้มลูกอีกครั้งก่อนจะค่อยๆวางร่างของเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขนของเด็กชายผมสีน้ำตาลร่างผอมวัยราวๆห้าขวบ ลูกชายคนเดียวของหัวหน้าทหารมังกรซึ่งตอนนี้คงเสียสละชีพไปแล้ว
ในพวกเอลฟ์ปีศาจมาถึงชั้นบนสุด เสียงคำรามแหลมสูงของมันดังขึ้นเรื่อยๆ แล้วสังหารทหารหน้าประตูด้วยเปลวเพลิงมรกตในพริบตา มีสองตัวพังบานประตูที่แน่นหนาดังหินผานั้นเข้ามาอย่างง่ายดาย
ราชากับราชินีชักดาบสีเงินสลักรูปมังกรจากฝักที่ไขว่กันอยู่ข้างผนังห้องมาคนละเล่ม แล้วตวัดดาบไปที่เกิดเป็นแสงอัสนีสีทองพุ่งเข้าใส่เอลฟ์ปีศาจทั้งสองตัว! เพียงแวบเดียวร่างสีดำทมิฬก็สลายเป็นเถ้าถ่านพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่โหยหวน
ราชินีปักดาบลงบนพื้นแล้วพึมพำ ทันใดนั้นเกิดแสงสีน้ำเงินปกคลุมทั่วช่องประตูที่ถูกพังลงมา พวกเอลฟ์ปีศาจบุกเข้ามาอีกหลายตัวพยายามใช้เล็บแหลมกริบของพวกมันทุบและกรีดเกาะเวทมนต์ที่เธอสร้างขึ้นแต่ก็ไม่สำเร็จจนพวกมันเปลี่ยนเป็นละเลงเพลิงมรณะเข้าใส่เกราะนั้นอย่างไม่ยั้ง พริบตาเดียวประตูเวทก็แตกเป็นเสี่ยงๆอย่างง่ายดาย
“หนีไปคิว เร็ว หนีไป”ราชาสั่งพลางปะทะกับเอลฟ์ตัวหนึ่ง
“แต่...”คิวพูดไม่ออกแต่มองดูราชากับราชินีด้วยแววตาเศร้าสร้อยก่อนที่น้ำตาจะเอ่อล้นออกมา
“ไ ป...”ราชาตะโกนสั่งอย่างเด็ดขาด
คิววางเด็กน้อยลงในตะกร้าไม้อย่างระมัดระวังพลางหันควับไปยังหน้าต่าง มือสองข้างจับตะกร้าไว้แน่น เท้าสองข้างถีบขอบหน้าต่างผลักตัวเองขึ้นกลางอากาศ ปีกสีน้ำตาลผุดออกมาจากไหล่สยายออก และทะยานขึ้นฟ้าอย่างเร็ว ก่อนพุ่งทะลุเกราะที่ผู้หลบหนีต้องสังเวยชีวิตให้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เขาหันกลับไปมองปราสาทหินที่เคยตั้งโด่อย่างสง่างามอีกครั้ง แผ่นหินของปราสาทพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตาเขาอย่างน่าอนาถใจ แต่เขาก็พาเด็กน้อยออกไปจากเงื้อมมือของเอลฟ์ปีศาจได้อย่างปลอดภัยพร้อมกับปล่อยให้น้ำตาแห่งความโศกเศร้าทุกหยาดหยดสูญสิ้นไปพร้อมกับดินแดนที่ว่างเปล่าแห่งนี้
กองกำลังหลายแสนนายจากฟากฟ้า อินทรียักษ์หลายพันตัวพร้อมด้วยพลธนูนับหมื่นและเครื่องร่อนอีกหลายแสนเครื่องส่วนทางพื้นดินสิงโตและหมาป่าอีกหลายหมื่นตัว ทหารม้ารวมกับพลดาบอีกนับล้านเคลื่อนทัพเข้าสู่สงคราม ทหารสวมหมวกทรงแหลมนับหมื่นประสานลำแสงสีทองใส่เกราะเวทจนในพริบตามันก็แตกเป็นเสี่ยง ทัพทหารจากดินแดนใกล้เคียงเข้ามาช่วยเหลือช้าไปเสียแล้ว
ชายร่างสูงโปร่งผู้ควบคุมพวกเอลฟ์ปีศาจ จับจ้องเหล่าผู้ช่วยด้วยนัยน์ตาสีแดงก่ำเปล่งรัศมีอำมหิตพร้อมกับหูที่เรียวแหลมสั่นระริกอย่างโกรธแค้นและยิ่งกว่านั้นเมื่อรู้ว่าข้ารับใช้ของมันยังหาสิ่งที่มันต้องการไม่เจอ
“ถอยทัพ”เสียงแตกพล่าแต่กึงก้องสั่ง พลางดีดนิ้วครั้งหนึ่ง
เอลฟ์ปีศาจถูกพาทะยานสู่ฟ้าแล้วหายเข้าไปในช่องแสงสีดำที่หมุนวนเป็นหลุม แต่ก็มีบางส่วนถอยกับไม่ทันจึงถูกกองทหารที่มาช่วยเหลือของดินแดนต่างๆจัดการจนหมดสิ้น แต่ทว่าส่วนใหญ่ลอยนวลไปได้
เมื่อสงครามสงบลง ทหารทั้งห้าดินแดนได้แค่เพียงมองดูดินแดนที่ว่างเปล่าและไร้มีชีวิตแห่งนี้ ซากปรักหักพังบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่เกลื่อนกลาดไปทั่ว พร้อมกับเถ้าถ่านจากร่างของเอลฟ์ปีศาจกองทับทมกันมหึมา เขม่าควันตลบทั่วทุกหนแห่งในดินแดน สีหน้าของเหล่าทหารแสดงความความสลดใจกว่าเดิม ที่มิอาจหยุดเงื้อมมือของความมืดได้ทัน พวกมันบุกมาฉับพลันเกินกว่ารับมือได้ กองทหารทั้งหลายรีบค้นหาผู้รอดชีวิตแต่ทว่าไม่มีเสียงลมหายใจสักแว่วหนึ่งให้ได้ยินเลยแม้แต่น้อย ทั้งหมดจึงทำได้แค่เพียงยืนไว้อาลัยให้แก่ชาวมังกรผู้กล้าหาญทุกชีวิตบนดินแดนแห่งนี้
ยี่สิบห้าปีต่อมาโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นค่อยๆจางหายไปจากความทรงจำของประชาชนจนเกือบจะหมดสิ้น เหล่าคนทั้งสี่ดินแดนยังคงใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเรื่อยมาตั้งแต่เกิดสงครามอันหน้าเกรงกลัวนั้นขึ้นก็ไม่มีใครที่จะเอ่ยถึงมันอีกเลย แต่คนบางคนก็ยังไม่เคยลืมเรื่องราวในครั้งนั้น พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นฝีมือของใครที่บงการอยู่เบื้องหลัง มันเป็นความโหดร้ายแสนจะอำมหิตที่เกิดขึ้นกับดินแดนเพื่อนบ้านซึ่งบัดนี้กลายเป็นเพียงแผ่นดินอันแห้งผากประดับไปด้วยซากหินเก่าๆ และไม่มีผู้ใดที่คิดจะไปอาศัยอยู่เลยแม้แต่ผู้เดียว
ดินแดนอัศวินดินแดนที่ชิดใกล้กับดินแดนมังกร ที่นี่ทุกคนจะต้องได้รับการฝึกฝนให้เป็นอัศวินตั้งแต่อายุสิบขวบโดยอาจารย์หรือพ่อแม่ จนถึงวัยยี่สิบห้าปี ใครฝีมือเยี่ยมยอดที่สุดเพียงหนึ่งคนเท่านั้นจะถูกขนานนามเป็นอัศวินที่แกร่งและเก่งที่สุดของดินแดน คนๆนี้จะมีซึ่งตำแหน่งที่เรียกว่า อัศวินประจำพระองค์ มีหน้าที่อารักขาราชาและราชินีพลพลอยได้ที่พ่วงมานอกจากยศถาบรรดาศักดิ์อันสูงส่งแล้วยังได้บรรณาการเป็นทรัพย์สินอีกนับไม่ถ้วน การประลองไม่ได้บังคับว่าต้องสมัครทุกคนแล้วแต่ความสมัครใจ
“เครัส เอาดาบเล่มนั้นมาให้พี่หน่อย”ชายวัยผมสีน้ำตาลวัยสามสิบปีไหว้วาน
“ครับพี่คิว”เครัส ชายหนุ่มรูปงามผมสีทองวัยยี่สิบห้าปี เอาดาบเล่มหนึ่งยื่นให้พี่ชาย
“เครัส คิว มาทานข้าวได้แล้วจ่ะลูก”เสียงหวานใสของหญิงคนหนึ่งเรียก
“ครับ แม่”
บ้านของเครัสกับคิวเป็นร้านตีดาบและรู้สึกว่าจะมีเพียงพ่อเขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำเป็น ข้างในมีดาบหลากหลายชนิดมากมายให้เลือกสรร บ้านหลังนี้ไม่โอ่อ่านักมีสองชั้นทำจากอิฐสีส้มทั้งหลัง ส่วนหลังบ้านก็มีห้องสองห้องที่เอาไว้ตีดาบกับเก็บของ
สองชายหนุ่มเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้าด้วยความเมื่อยลงจากบันไดมายังโต๊ะทานอาหารประจำบ้านที่ตั้งอยู่ใจกลาง ซึ่งในทุกๆวัน พวกเขาจะได้ลิ้มรสที่แสนอร่อยต่อเมื่อตอนพระจันทร์ขึ้นแล้วทุกครั้ง
“มาสิ”ชายวัยกลางคนไว้หนวดพริ้มโค้งได้รูปนั่งรอที่เก้าอี้พลางกวักมือเรียกลูกทั้งสอง
“แม่ครับวันนี้ทำอะไรกินครับ”เครัสถามเสียงอ่อน
“อ้อ...ปลาโดโต้ราดซอส กับกุ้งรามีโต้ผัดผักโซดีนจะลูก”หญิงวัยกลางคนที่รวบมัดผมสีม่วงแดงตอบเสียงนุ่มๆก่อนจะวางจานที่มีกุ้งสีแดงตัวเบ้อเริ่มลงบนโต๊ะ
พ่อแม่ลูกนั่งทานอาหารอย่างเปรี่ยมไปด้วยความสุขเพราะเสน่ห์ปลายจวักของผู้เป็นแม่นั้นดียิ่งกว่าแม่ครัวมืออาชีพเสียอีก หากใครไม่ได้มาลิ้มรสด้วยอาจจะอิจฉาพวกเขาก็เป็นได้ การได้ลิ้มรสอาหารรสเลิศประกอบกับการได้อยู่พร้อมหน้ากัน ความเหน็ดเหนื่อยของทุกคนถึงแม้จะมีมากเพียงไรก็หายเป็นปลิดทิ้งไปในทันที
“เออนี่...มะรืนนี้ลูกต้องไปประลอง การเป็นอัศวินประจำพระองค์ที่ปราสาทสีเงินนะลูก”ผู้เป็นพ่อกล่าวพลางยิ้มระรื่น
“ครับพ่อ ผมต้องทำให้ได้”เครัสตอบพ่อด้วยความมั่นใจ
“ใช่แกต้องทำได้ อย่าให้เหมือนพี่แกล่ะ”
“นี่อย่ากดดันลูกสิ”ผู้เป็นแม่ตวาดเบาๆพร้อมกับตวัดนัยน์ตาเคืองใจไปยังสามี
“นี่พ่อผมก็ทำดีที่สุดแล้วนะ”คิวพูดปลอบใจตัวเองแล้วยิ้มอย่างเอียงอาย “ก็แค่บาดเจ็บ ตอนสู้รอบสุดเท่านั้นเองแหละพ่อ”
“แต่ลูกก็ทำดีแล้วใช่มั้ยคุณ”เธอพูดปลอบใจอย่างอ่อนโยน
“ใช่แกก็ทำดีแล้ว คิว”ชายผู้เป็นพ่อพูดปลอบลูกชายอย่างอ่อนโยน
“ผมชักตื่นเต้น แล้วสิ”เครัสพูดพลางหยิบแอปเปิลสีรุ้ง
หามีผู้ใดรู้ไม่ว่าคิวชายหนุ่มผมสีน้ำตาลผู้มีสายโลหิตแห่งมังกรคนนี้เก็บซ่อนความลับของชายหนุ่มผมทองรูปงามอย่างเครัสไว้มานานถึงยีสิบห้าปี มีหลายครั้งที่เครัสพยายามจะถามถึงแหวนที่ห้อยคอมาตั้งแต่เกิด คิวก็มักตอบว่าเขาเป็นคนซื้อให้ตอนเครัสเด็กๆ แต่ว่าเขายังไม่ค่อยปักใจเชื่อเท่าไหร่นักเพราะแหวนมันดูมีราคามากเกินไปสำหรับผู้ที่หาเช้ากินค่ำ
ทั้งสองนอนด้วยกันในห้องแคบๆบนชั้นสองแต่มันก็รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก คิวพยายามจะปกปิดอดีตอันเลวร้ายแล้วเริ่มชีวิตใหม่ที่ดีกว่าและมีความสุข พวกเขาทั้งสองต่างรู้ว่าเป็นบุตรบุญธรรมของบิดาที่มีนามว่า โคส เดโรม่า กับมารดา เคมีเรีย เดโรม่า สองสามีภรรยาผู้ใจบุญที่ให้การอุปถัมภ์ทั้งสองไว้ เครัสเคยถามถึงพ่อแม่ที่แท้จริงของตนแต่ก็ได้คำตอบจากพี่ชายว่าท่านทั้งสองเสียไปแล้วหลังเกิดเหตุไฟไหม้ที่เมืองคิวบาโต เมื่อเครัสอายุห้าได้เดือนเศษ โคส กับเคมีเรีย บิดาและมารดาบุญธรรมเก็บทั้งสองมาอุ้มชูจนถึงทุกวันนี้
เมื่อครั้งอดีตนั้นคิวหอบตะกร้าที่มีเด็กน้อยกำลังนอนร้องไห้อยู่เดินมาถึงหน้าบ้านของพวกเขาทั้งสองด้วยเนื้อตัวเปรอะเปื้อนและมอมแมม ก่อนเด็กชายจะเป็นลมล้มพับด้วยความหิวและเหน็ดเหนื่อยที่หนักเอาการ
หลังจากวันนั้นมาทั้งสองก็ถูกเลี้ยงโดยชายหญิงคู่นี้ ที่รักพวกเขาเหมือนลูกในสายเลือด และเครัสกับคิวก็รักพ่อแม่บุญธรรมสองคนนี้ไม่น้อยไปกว่าผู้ให้กำเนิดที่แท้จริงเช่นกัน
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากบอก อีกเว็บหนึ่งลงไว้ตั้ง26 ตอนแล้วนะครับ ไปอ่านก่อนได้เลย
http://www.comeon-book.com/comeonv3/story.php?SID=5939
แล้วรู้สึกว่าตอนที่27 นี้ พวกเขาจะลงไปใต้บาดาลกันแล้ว
ต้นฉบับเรื่องนี้ได้ผ่านการพิจารณาของ สำนักพิมพ์สนุกอ่านแล้วครับ
ขอขอบคุณทุกการอ่าน และให้กำลังใจนะครับ
หวังว่าคงจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้อ่านในอนาคตนะครับ


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |