<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/36273" type="text/javascript"></script> |
|
Water World War 3 ... กว่าจะรู้ตัว ก็สายเกินไป
นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นโดยมีแรงบันดาลใจจากการเข้าเรียน lecture กับ อ. ที่มหาวิทยาลัยฮอกไกโด ซึ่งมีวิชาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่จะนำเสนอในรูปแบบนิยายแนววิทยาศาสตร์ในครั้งนี้ถึง 3 วิชา เนื้อหา เกี่ยวข้องกับ เด็กหนุ่มคนนึงที่บังเอิญได้ผ่านมิติกาลเวลาไปสู่..
post ครั้งแรก: Tue 15 April 2008, 5:33 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sat 26 April 2008, 8:28 pm
อยู่ในส่วน: วิชาการ.คอม
|
ผมเป็นคนเชียงใหม่เมืองที่สวยติดอันดับของโลก มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะถนนคนเดิน(walking street)ที่มีชื่อ รู้ไหมว่าผมมีความหลังดีๆๆกับถนนคนเดินที่เชียงใหม่ เพราะว่า เมื่อสองปีที่ผ่านมาถ้าใครจำได้จะพบว่า เชียงใหม่เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ที่ ไม่เคยเกิดมาก่อน เห็นเขาว่ากันว่า สาเหตุเพราะแม่น้ำปิงเปลี่ยนเส้นทางการเดิน และถนนที่เราสร้างขึ้นมาเกิดมาขวางการเดินของน้ำ น้ำก็เลยท่วม เสียหายหลายล้าน ถ้าเรานับมูลค่าเป็นเงิน ไม่ใช่แค่เชียงใหม่เท่านั้นนะ ที่ท่วม เมืองอีกหลายเมืองทางเหนือท่วมกันเกือบถ้วนหน้า คนตกทุกข์ได้ยากก็ต้องมีอย่างแน่นอน แต่นักศึกษาตัวเล็กๆ อย่างผมจะทำอะไรได้ โชคดีที่ผมมีเพื่อนที่เป็นคนอุตรดิตถ์ แถวบ้านของเขาน้ำท่วม เขาชวนผมไปเปิดกล่องรับบริจาคที่ถนนคนเดินเพราะพวกเราเชื่อว่า เป็นแหล่งที่จะได้รับเงินบริจาคมากที่สุด แต่นี่เป็นครั้งแรกเราไม่เคยทำมาก่อน และพวกเราก็ไม่ได้ผ่านองค์กร คิดว่าอยากทำก็จะทำกันเลย ตามประสาวัยรุ่นเลือดร้อน เรารวมกลุ่มกันได้สามคน หนึ่งในนั้นมีเพื่อนคนต่างชาติชาวอังกฤษหน้าตาดีทีเดียวมาช่วยเราด้วย การที่มีคนต่างชาติมาทำอะไรเพื่อคนไทยที่เดือดร้อนเป็นภาพที่เห็นได้ยากมาก นั่นเอง...เป็นสาเหตุที่ทำให้ยอดเงินบริจาคของพวกเรามีมูลค่าระดับหลายหมื่นบาท โดยใช้เวลาแค่เพียงสองวันเท่านั้น เราสามคนไม่อยากจะเชื่อว่า เศษเงิน สิบบาท ยี่สิบบาท หรือ เงินจำนวนมากของคนใจดี มากที่สุด 500 บาท เมื่อรวบรวมกันเป็นจำนวนมาก จะได้เงินก้อนโตที่เด็กอย่างผมไม่เคยหามาได้ด้วยตัวเอง มากกว่าเงินเดือนข้าราชการซีสูงๆๆซะอีก แต่คงน้อยมากเมื่อเทียบกับเงินของนักการเมืองที่โกงกินประเทศด้วยเจตนาอย่างเต็มที่ ไม่เป็นไรหรอกเพราะสักวัน เขาจะได้รับผลจากการกระทำของเขาเอง เพราะผมเชื่อในกฏของแรงสะท้อน หรือ กฏแห่งกรรม เมื่อเราตีลูกเทนนิสออกไปสักวันลูกเทนนิสนั้นจะเด้งกลับมาหาคนคนนั้น แต่ตัวแปรสำคัญคือ เวลาต่างหาก ตอนเด็กผมจำคำกล่าวนี้ได้ดี ในหนังสือดูไฝ ดูปาน ดูขี้แมงวันและทำนายฝัน ของยาย เขาเขียนว่า คนที่คิดว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป ก็เหมือนคนที่อ่านหนังสือไม่จบเล่ม...
พวกเรามอบเงินทั้งหมดให้พ่อของเพื่อนผม ซึ่งเป็นอาจารย์ในราชภัฏอุตรดิตถ์ ท่านได้จัดการซื้อของไปให้ชาวบ้านตามที่เขาต้องการ โดยไปถามไถ่ก่อนว่า อยากได้อะไรบ้าง สิ่งที่ท่านได้ทำ ไม่ได้มีประโยชน์ในทางการเมือง ดังนั้น การกระทำที่อยากช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากด้วยความเต็มใจ ผมว่า อาจจะกำลังหาได้น้อยลง ในสังคมของคนรุ่นใหม่อย่างเราๆๆ ไม่ใช่อะไรหรอกครับบางทีอาจจะเพราะว่า พวกเราเกิดมาในยุคที่สบายจนเกินไป ไม่เคยต้องไปหาบน้ำจากบ่อเหมือนแม่ผมตอนเด็กๆ ไม่เคยต้องทำนาเหมือนเกษตรกรสมัยก่อน บางคนเกิดมาแทบจะไม่อยากสัมผัสดินด้วยซ้ำเพราะคิดว่า มันสกปรก ทั้งๆ ที่มนุษย์เราเคยนอนกลางดิน กินกลางทรายมาก่อน นี่เป็นความจริงที่เด็กอย่างผมพอจะคิดได้ อ้อ! พ่อของเพื่อนผม ให้ชาวบ้านเขียนไปรษณีย์บัตรส่งมาให้พวกเราสามคนได้อ่านด้วย เพื่อเป็นการตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ เมื่อได้อ่านแล้ว พวกเราก็รู้ว่า นี่แหละคือการได้ทำดีอย่างจริงใจ
ผมโตที่เชียงใหม่ ผมกิน เที่ยว เล่นที่นี่ เรียนที่นี่มานาน 21 ปี แต่ตอนนี้ผมกำลังจะจากเมืองไทยและเชียงใหม่ไปแล้ว
แน่หล่ะ!! หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เมืองที่จะไปอยู่จะดีกว่าเชียงใหม่ไหม? เป็นคำถามที่ติดอยู่ในหัวของผมเต็มไปหมดหลังจากที่สึกมาได้ สองวัน
ความสงบที่เคยมี มาถึงตอนนี้ กลับมีแต่เรื่องราวที่ต้องทำมากมาย และต้องเตรียมตัวเต็มไปหมด คิดๆๆๆ วางแผนๆๆๆ ติดต่อ
คนนั้นคนนี้ ผ่านอีเมลล์ ที่สำคัญทางทุนยังไม่ได้ส่งตั๋วเครื่องบินมาให้เลย แล้วสรุปว่าจะได้ขึ้นเครื่องวันไหนแน่ ตอนกี่โมง เฮ้อ! นี่ละครับชีวิตของนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น มีเรื่องน่าตื่นเต้นจนวินาทีสุดท้ายสิน่า...
เดี๋ยวก่อนนะ ก่อนที่จะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น ผมรู้สึกว่า ผมลืมถามตัวเองไปข้อหนึ่ง ก็คือ ผมต้องการอะไรจากประเทศญี่ปุ่น กันเหรอ??? อ๋อ! อย่างแรก ต้องภาษาญี่ปุ่นที่ว่ากันว่าแสนโหด ทั้งระบบตัวอักษรที่ยืมจากจีนมาใช้ที่เรียกกันว่า ตัวคันจิ โอ้วโห ต่างจากภาษาไทยของเรา อย่างแรง ยังไม่พอมีตัวที่ใช้แทนภาษาต่างประเทศที่ทำให้คนญี่ปุ่นพูดภาษาอังกฤษสำเนียงแปลกๆๆ ก็เพราะตัวอักษรที่เรียกกันว่า คาตาคะนะ สุดท้าย ที่เป็นตัวอักษรที่เด็กอนุบาลในญี่ปุ่นเขาเรียนกันคือ ตัวฮิราคานะซึ่งผมต้องท่องให้ได้ก่อนที่จะขึ้นเครื่องและไปเหยียบแผ่นดินใหม่ ที่โลกขนานนามว่า ดินแดนอาทิตย์อุทัย ทำไมต้องได้ภาษานะเหรอ?
: ) เดาใจผมออกไหมล่ะ ว่าทำไม?? คิคิ
อนาคตของผมดูชัดเจน กับการเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเอง ซึ่งในขณะที่ต้องวุ่นกับการเตรียมตัวมากมาย ผมก็ไม่ลืมที่จะสวดมนต์ก่อนนอนและพิจารณาว่า วันนี้เราทำผิดศีลข้อไหนไปบ้าง และต้องปรับปรุงตัวเองอย่างไร พร้อมกับพักจิตด้วยการทำใจให้สงบด้วยการนั่งสมาธิ ผมรู้สึกว่า การกระทำเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของตัวเอง เหมือนกับที่เราต้องตื่นขึ้นมา แล้วล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ กินข้าว ทำกิจกรรมต่างๆๆ และก็นอน ไม่อยากจะเชื่อว่า ผมจะทำการรักษาสมดุลของจิตใจได้ แม้ว่าจะอยู่ในท่ามกลางสังคมโลกที่วุ่นวาย เพราะเมื่อก่อน ก่อนที่จะบวชเรียน ผมมีข้ออ้างมากมายที่จะไม่สวดมนต์ ที่จะไม่อยากรักษาศีล 5 โดยเฉพาะข้อ 4 เนี่ยนะ แหม! มันยากจริงๆๆ ก็ปากมันพาไปอ่ะ ให้ทำไงได้ แหม! ก็โกหกแล้วคนอื่นสบายใจ อ่ะ ทำไปเหอะ แหม! ไม่เห็นเป็นไรเลยไม่มีใครเดือดร้อนสักหน่อย ช่ายๆๆ ผมเคยเป็นมาหมดแล้ว เหมือนกับคุณๆๆ ทุกคนที่กำลังอ่าน นิยายเรื่องนี้อยู่นั่นแหละค้าบ
แต่รู้ไหมว่า ทำไมผมถึงเปลี่ยนไป สิ่งที่ผมกระทำอยู่ตอนนี้ เป็นสิ่งยากที่มนุษย์ในโลกวิทยาศาสตร์ทำไม่ได้งั้นเหรอ ทั้งๆๆที่เราบอกว่า เราคนรุ่นใหม่ มีความฉลาดกว่าคนสมัยก่อนมากมาย แต่ว่า ขอเวลามานั่งคิดกันสักหน่อยว่า ตอนนี้พวกเราฉลาดขึ้นจริงๆๆ ด้วยวิทยาศาสตร์ หรือ ว่า วิทยาศาสตร์ของชาวตะวันตกกำลังพาเราหลงทางไปกับความรู้สึกฝังใจของคนตะวันตกที่อยากจะเอาชนะธรรมชาติกันแน่ ผมเคยฟังธรรมะของหลวงพ่อชา ท่านกล่าวว่า ศาสตร์อื่นๆๆ นั้น มีความรู้แต่บางทีก็ไม่มี
ความดี วิทยาศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในนั้นละ เป็นศาสตร์ที่มีความรู้ แต่ก็สามารถเอาไปใช้สร้างความดีหรือ ความไม่ดีก็ได้ เหมือนครั้งหนึ่งที่ท่านไอน์สไตน์ถึงกับมานั่งเสียใจ เพราะความรู้ของท่านเป็นปฐมเหตุที่ต้องเอาไปใช้ทำลายชีวิตคนญี่ปุ่นเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 หลวงพ่อชาท่านยังกล่าวต่อไปว่า แต่พระพุทธศาสนาเป็นศาสตร์ที่มีแต่ความดี แน่นอนมีความรู้ด้วย
แต่ความรู้ที่พระพุทธองค์ท่านทรงสอนนั้นท่าน กล่าวว่า ความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่นั้นมีมากมาย เรียนรู้ได้ไม่รู้จักหมด เหมือนใบไม้ ที่ตกอยู่กลางป่า แต่ความรู้ที่ตถาคตสอนนี้คือ ความรู้เพียงหยิบกำมือเดียวซึ่งสามารถทำให้จิตวิญญาณของเราพ้นทุกข์ได้
ผมพูดเหมือนคนที่รู้จักวิทยาศาสตร์ดีพอสมควร ใช่แล้วแหละ ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความใฝ่ฝันอยากจะทำวิจัยและเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นี่เป็นความฝันอันสูงสุด ที่ทำให้ผมต้องขวนขวายไปเรียนต่อในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อจะกลับมาพัฒนาเมืองไทยที่ผมรัก คนไทยที่ผมรัก และพระพุทธศาสนาที่ผมรัก
ในที่สุดผมก็ได้กำหนดการที่ลงตัว ว่าต้องขึ้นเครื่องที่เชียงใหม่แล้ว ไปต่อที่สุวรรณภูมิ จากนั้นก็ไปเปลี่ยนเครื่องอีกทีที่ เกาหลี เพื่อต่อเครื่องเล็กไปยังเมือง Sapporo บนเกาะฮอกไกโด เมืองใหม่ที่ต้องใช้ชีวิตแบบใหม่แต่ก็ยังอุ่นใจที่มีคนไทยอยู่เยอะพอสมควร
เมื่อวันเดินทางมาถึงผมต้องร่ำลาคนใกล้ชิดมากมาย รวมถึงพระอาจารย์เคารพรักของผมด้วย ทุกคนพร้อมใจกันไปส่งผมที่สนามบิน ด้วยความรู้สึกสองอย่าง ดีใจที่ผมได้ไปเรียนต่อสูงๆ แต่เสียใจที่ต้องจากกันนานหลายปี ตอนที่จากกันและร่ำลาผมไม่ได้รู้สึกเสียใจแต่อย่างใด เพราะผมรู้ดีว่า วันหนึ่งผมจะได้กลับมาพบกับทุกคนที่มาส่งผมในวันนี้ แต่ผมก็มีคนที่ผมอาลัยมากที่สุดเพราะไม่รู้ว่า ยามที่ต้องห่างกัน ระหว่างเราจะเป็นเช่นไรต่อไป
ผมดำเนินเรื่องราวตามขั้นตอนของระบบการบิน อย่างสบายๆ แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ผมมั่นใจว่าผมจะไม่มีปัญหาอะไร ผมต้องไปถึงซับโปโร และได้สัมผัสกับหิมะในหน้าหนาว ได้ดูซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ได้เที่ยวทั่วญี่ปุ่น ผมคงมีความสุขมาก ครับความคิดของผมเป็นแบบนั้นครับ และแล้ว ผมก็เคลิ้มหลับไปด้วยความเพลียบนสายการบินของ Korean Airline เป้าหมายคือ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ก่อนที่จะต่อไปยัง เมืองซับโปโร ...
คุณค่ะๆ ตื่นได้แล้วค่ะเครื่องบินจอดนานแล้วนะค่ะ ผมได้ยินคำพูดจากแอร์สาวสวย คนไทยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะไปเจอกับภาษาต่างประเทศ ผมต้องไปเปลี่ยนเครื่องอีกนี่นา ตายแล้ว ตอนนี้กี่โมงแล้วเนี่ย เฮ้ย!! นทีโว้ย แกนี่มันขี้เซาจริงๆๆ
ผมออกจากเครื่องบินมา เอ แปลกจังทำไมป้ายต่างๆๆ มันมีสีสันสวยงามดูทันสมัยและเป็นแบบจอดิจิตอลเต็มไปหมด เกาหลีนี่ทันสมัยดีจริงๆๆ แฮะ ผมนึกกับตัวเองในใจ เอ๊ะ แต่เดี๋ยวก่อน ทำไมภาษามันดูคุ้นๆๆ หว๋า นี่มันภาษาไทยไม่ใช่เหรอ เอาละสิ ผมเริ่มงง กับสิ่งที่เกิดขึ้น กับตัวเอง เดี๋ยวนะ ผมฝันไปหรือป่าว ขอตบหน้าตัวเองเบาๆๆสิ อืม.. เจ็บๆๆ ไม่ได้ละผมต้องหาคำตอบให้ได้ กับสิ่งแปลกๆ เหล่านี้
เตรียมพบกับสนามบินสุวรรณภูมิ โฉมใหม่ ใหญ่กว่าเดิม เร็วๆๆ นี้
ผมเห็นป้ายโฆษณาที่ติดอยู่ตามทางเดิน ผมเห็นเครื่องบินสวยๆ ที่ทันสมัยลำใหญ่โต มากมายเรียงรายในสนามบิน ซึ่งเมื่อวานที่ผมจากมา มันไม่ได้มากขนาดนี้ เดี๋ยวก่อนนะ ผมดูวันที่ ในป้ายโฆษณา เอาละครับ ผมถึงกับอึ้ง และทำอะไรไม่ถูกอยู่นานเกือบสามนาที เพราะสนามบินเปิดเฟสใหม่ในวันที่ 3 October 2020 เอาละสิ ผม งง ไปหมดแล้ว กับชีวิตของตัวเอง ผมกำลังจะไปเรียนต่อที่ฮอกไกโดในปี 2007 แต่ตอนนี้ ปี 2020 งั้นเหรอ!! ผมไม่ได้ฝันเหมือนหนังที่เดินเรื่องง่ายๆ ทั่วๆไป ผมยืนยันได้ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อนาคตที่ผมวาดไว้ ตอนนี้มันได้พังทลายไปหมดแล้ว สิ่งที่ผมต้องทำตอนนี้คือ คิดใหม่ทั้งหมด ด้วยการเริ่มตั้งโปรแกรมในสมองว่า ผมกำลังใช้ชีวิตอยู่ในสิบสามปีข้างหน้า โลกที่ผมไม่เคยได้รู้จักว่า มันจะมีอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลงไป คนที่ผมรักตอนนี้จะแก่ขึ้นหรือ ตายไปบ้างแล้ว พ่อแม่ คนรักของผม และเพื่อน ตอนนี้พวกเขาจะเป็นยังไงกันนะ ที่สำคัญ ก็คือ ผมมาที่นี่ได้อย่างไร แล้วผมจะกลับไปใช้ชีวิตเดิมๆ อย่างที่ผมตั้งใจได้ไหม เอาละ อย่างแรกผมขอ สมาทานศีล 5 ด่วน และตั้งจิตอธิษฐานว่า ผมรู้ดีว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวของผม ล้วนแล้วแต่ต้องมีสาเหตุและมีปัจจัย ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาลอยๆ ได้ ดังนั้น หากการที่ได้ข้ามกาลเวลามายังปี 2020 นี้ จะเป็นเหตุให้ผมได้ทำความดีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ เพื่อชดใช้ต่อวิบากกรรมใดวิบากกรรมหนึ่ง ขอให้ดวงจิตของผมมี มหาสติ มหาปัญญา สามารถตัดสินใจกระทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความถูกต้องตามธรรมด้วยเทอญ สาธุๆๆๆ
ผมเหมือนคนเกิดใหม่ บางทีผมอาจจะต้องลืมเรื่องราวเก่าๆ ไปบ้าง และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่นั้นให้ได้ เพื่อดำรงชีวิตต่อไป ผมต้องมีสติ ห้ามสติแตก เด็ดขาด ผมจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แล้วผมจะฝ่าฟันไปได้ไหม และความหวังที่ว่า จะกลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิม จะเป็นไปได้ไหม มาติดตามกันต่อวันพรุ่งนี้นะครับ ตอนนี้ง่วงแว้ว อิอิ นอนก่อนนะ ... บ๊ะบาย
มันมากเพื่อน
มีแอบอารมณ์ขัน แต่สอดแทรกธรรมะเต็มเปี่ยม สมกะเป็น "จินตนาการ" จริงๆ ฮ่าๆๆ
ขอเป็นแควนคลับ ติดตามเหนียวแน่นต่อไปน๊ะจ๊ะ

ใส่รายละเอียดเล็กน้อยๆ ว่าเป็นโลกอนาคต ลงไปด้วยก็ดีนะ คนอ่านจะได้คล้อยตามว่า อยู่ในโลกอนาคตจริงๆ ลองอ่านหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ในอนาคตอยู่ .. เช่น เกมส์ที่น้องเล็กเล่น อาจบรรยายว่า ที่ตาน้องมีแผ่นฟิมล์ใสๆพาดอยู่ มีสายต่อเข้าที่นิ้ว ไรงี้ ให้เหมือนกะ ของเล่นยุคอนาคต ที่ไม่ใช่เป็นเหมือนเกมส์บอย ไรงี้แล้ว เงี๊ยะ...
สนุกมากๆ อยากอ่านอีกๆๆๆๆ ติดตามอยู่นะจ๊ะ

"แต่... ผมไม่มีเวลาที่จะเล่าว่าผมต้องพบกับอะไรบ้าง เพราะผมต้องทำแผนข้อที่ 0 ให้ได้ก่อน"
ประโยคนี้ชอบมากๆเลย ฉลาดใช้วิธีการกระโดดข้าม อย่างไม่กระตุกกระตัก ... เยี่ยมเพื่อน แววมืออาชีพออก...

งืม อีกเรื่องง่า...
การเดินเรื่องของนิยายเรื่องนี้ มีลักษณะ ใช้ "ตัวละคร" เป็นผู้บรรยาย เป็นผู้เดินเรื่อง ซึ่งก็คือ "นที" ใช่ไหมคะ... ดังนั้น ลักษณะเนื้อเรื่อง จึงเป็นไปตามที่ นที "เห็น" แต่บางอย่าง ยังขัดอยู่นิดๆ เช่น การเล่นเกมของหนูเล็ก มีการบรรยายว่า "ทำให้การกดหนึ่งครั้ง จากมือของเรากลายเป็นการกดที่เร็วมากจนตาผมนับไม่ทัน " มันฟังเหมือน นที เคยเล่นมาก่อน แต่จากเรื่อง ดูเหมือนว่า เค้าเพิ่งเคยเห็นเกมแบบนี้เป็นครั้งแรก...

เพิ่งวาดเสร็จเมื่อเกี๊ยะเอง (เช้าของ 22 เมย. 51) ตั้งชื่อว่า "Protect" ดีม่ะ


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |