<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/36460" type="text/javascript"></script> |
|
ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะใกล้ตาย
ในทางการแพทย์ได้มีความสนใจและมีความรู้เกี่ยวกับสรีรวิทยาของภาวะใกล้ตายมากขึ้น ซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับความรู้ว่า อย่างไร คือ การตายดี ก็จะทำให้สามารถเผชิญกับความตายได้ดีขึ้น และลดความทุกข์ทรมานของภาวะใกล้ตายที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้ใกล้ตายได้ดีขึ้น
post ครั้งแรก: Thu 24 April 2008, 2:25 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 9 July 2008, 9:50 am
|
พญ. สุมาลี นิมมานนิตย์
ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของนิตยสารหมอชาวบ้าน กับ วิชาการ.คอม
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 25 ฉบับที่ 296 เดือน ธันวาคม 2546
คอลัมภ์ : เรื่องเด่นจากปก
URL : http://www.doctor.or.th

ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนเคยได้ยินได้ฟัง และเป็นสิ่งต้องเกิดขึ้นกับทุกคนไม่วันใดก็วันหนึ่ง เมื่อใดก็เมื่อนั้น แต่คนทั่วไปส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่สนใจและรู้จักตามภาพที่ตนเองจินตนาการขึ้น ซึ่งมักจะทำให้รู้สึกกลัวความตายมากขึ้น
การขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะใกล้ตายและความตายทั้งสิ้น ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานกับทุกฝ่าย ทั้งตัวผู้ป่วย ครอบครัว ญาติมิตร และผู้ให้การรักษา เป็นปัญหาของสังคมทั่วโลก จนเกิดประเด็น การุณยฆาต และข้อโต้แย้งเรื่องสิทธิการตาย
ท่านพุทธทาสภิกขุได้กล่าวไว้ในเรื่อง ความตายไม่มี ? ว่า ความตายทั้งทางกายและทางวิญญาณเป็นจุดรวมของความกลัวทุกชนิด
จึงไม่แปลกที่มนุษย์เกือบทุกคนกลัวความตาย ไม่อยากพูดถึง ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากให้มาเยือนตนเองหรือผู้คนที่แวดล้อมอยู่รอบตัว และไม่สนใจจะศึกษาหาความรู่เกี่ยวกับความตาย ทำให้ขาดความรู้ความเข้าใจ ซึ่งเป็นผลให้ความกลังตายเพิ่มเป็นทวีคูณกับทั้งทำให้ตั้งอยู่บนความประมาท คิดว่าความตายยังอยู่ไกลตัว โดยพยายามผลักความตายให้ออกห่างตนเองให้มากที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้และไม่อยู่ในบังคับบัญชาของมนุษย์
แต่มนุษย์โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีด้านการแพทย์มีความก้าวหน้ามาก เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์และการรักษาสามารถยืดชีวิตคนเจ็บไข้ได้ป่วยได้ดีมาก จนทำให้คนสมัยนี้เข้าใจว่า โรคทุกโรคสามารถรักษาหายได้และผู้ป่วยไม่ควรต้องตายแพทย์และบุคลากรด้านการแพทย์ก็ต้องการช่วยชีวิตผู้ป่วย และพยายามยืดชีวิตผู้ป่วยให้อยู่ได้นานที่สุด ไม่ว่าด้วยการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงเพียงใดและผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ด้วยคุณภาพชีวิตเช่นใด ทั้งนี้ก็ด้วยเจตนาดีที่จะช่วยเหลือผู้ป่วย
ขณะเดียวกันญาติผู้ป่วยก็ต้องการให้ผู้ที่เป็นที่รักอยู่ให้นานที่สุด ไม่ว่าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจะเป็นอย่างไรจึงมักแสดงความจำนงให้แพทย์ให้การรักษาให้ถึงที่สุด แม้ในบางกรณีคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจะไม่ดี บางครั้งในหมู่ญาติเองก็มีความเห็นต่างกัน หรือมีความเห็นต่างกับผู้ป่วยเองทำให้เกิดปัญหาในการรักษา
ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะใกล้ตายและความตายทั้งสิ้นทำให้เกิดความทุกข์ทรมานกับทุก ๆ ฝ่าย ทั้งตัวผู้ป่วย ครอบครัว ญาติมิตร และผู้ให้การรักษา เป็นปัญหาของสังคมทั่วโลก จนเกิดประเด็น การุณยฆาต และข้อโต้แย้งเรื่องสิทธิการตาย ซึ่งพบบ่อย ๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ยุคปัจจุบัน
การตายซึ่งเป็นสภาวธรรมตามธรรมชาติธรรมดา ๆ ชนิดหนึ่ง ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาระดับโลกจนเกิดการฟ้องร้องกันขึ้นในบางประเทศว่า ผู้ป่วยผู้นั้นมีสิทธิขอตายได้หรือไม่ และถ้าได้จะทำอย่างไรถ้าไม่ได้จะทำอย่างไร
ปัญหาที่เกิดขึ้นมิใช่แต่ในด้านกฎหมาย หรือด้านการแพทย์ หรือด้านเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังเป็นปัญหาด้านจิตใจ ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และสังคม ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสลับซับซ้อนมาก
ผู้เขียนมีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องตาย เพราะต้องประสบพบกับความตายของผู้คนอยู่เนือง ๆ ทั้งในฐานะแพทย์และญาติมิตร และสนใจมากโดยเฉพาะว่าช่วยเหลือคนใกล้ตายให้ ตายกับสิตและตายด้วยจิตที่สงบ ได้อย่างไร กับทั้งมีความเห็นว่า หากเราเข้าใจ และมีความรู้เกี่ยวกับภาวะใกล้ตาย และความตาย ทั้งในด้านวิชาการแพทย์และมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตและการตายแล้ว ไม่ว่าเราจะประกอบอาชีพใด หรือมีบทบาทหน้าที่ใดในสังคม เราก็สามารถช่วยผู้ใกล้ตายและแม้ตนเองในที่สุดได้
ปัจจุบันในทางการแพทย์ได้มีความสนใจและมีความรู้เกี่ยวกับสรีรวิทยาของภาวะใกล้ตายมากขึ้น ซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับความรู้ว่า อย่างไร คือ การตายดี ก็จะทำให้สามารถเผชิญกับความตายได้ดีขึ้น และลดความทุกข์ทรมานของภาวะใกล้ตายที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้ใกล้ตายได้ดีขึ้น และลดความทุกข์ทรมานของภาวะใกล้ตายจะเกิดขึ้นแก่ผู้ใกล้ตาย ญาติ และผู้ให้การรักษาได้ ผู้เขียนจึงรวบรวมความรู้ด้านต่าง ๆ โดยสังเขป เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ที่สนใจดังนี้
:: ความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย
ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในภาวะใกล้ตายจะทำให้ญาติและผู้ให้การรักษาสามารถดูแลคนใกล้ตายได้ถูกต้องเหมาะสมขึ้นซึ่งจะเป็นผลดีกับผู้ป่วยอย่างยิ่ง เพราะทำให้สามารถลดการรักษาที่นอกจากไม่จำเป็นแล้วยังทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานมากขึ้น และไม่เป็นประโยชน์ ด ๆ แก่ใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะแก่คนใกล้ตาย
เมื่อใกล้ตาย ความอ่อนเพลีย เป็นสิ่งที่ควรยอมรับ และไม่จำเป็นต้องให้การรักษาใด ๆ สำหรับความอ่อนเพลียที่เกิดขึ้น เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ควรให้ผู้ป่วยในระยะนี้ได้พักผ่อนให้เต็มที่
คนใกล้ตายจะเบื่ออาหาร และกินอาหารน้อยลง จากการศึกษาพบว่าความเบื่ออาหารที่เกิดขึ้นเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะทำให้มีสารคีโตนในร่างกายเพิ่มขึ้น สารคีโตนจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น และบรรเทาอาการเจ็บปวดได้
คนใกล้ตายจะดื่มน้ำน้อยลง หรืองดดื่มเลย ภาวะขาดน้ำที่เกิดขึ้นเมื่อใกล้ตายไม่ทำให้ผู้ป่วยทรมานมากขึ้นตรงกันข้ามกับกระตุ้นให้มีการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น หากปาก ริมฝีปากแห้ง จมูกแห้ง และตาแห้ง ให้หมั่นทำความสะอาด และรักษาความชื้นไว้ โดยอาจใช้สำลีหรือผ้าสะอาดชุบน้ำแตะที่ปาก ริมฝีปาก หรือใช้สีผึ้งทาริมฝีปาก สำหรับตาก็ให้หยอดน้ำตาเทียม
คนที่ใกล้ตายจะรู้สึกง่วงและอาจนอนหลับตลอดเวลา ผู้ดูแลควรให้ผู้ป่วยหลับ ไม่ควรพยายามปลุกให้ตื่น
เมื่อคนใกล้ตายไม่รู้สึกตัว ไม่ควรคิดว่าเขาไม่สามารถรับรู้หรือได้ยินสิ่งที่มีคนพูดกันอยู่ข้าง ๆ เพราะเขาอาจจะยังได้ยินและรับรู้ได้แต่ไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นทราบได้จึงไม่ควรพูดคุยกันในสิ่งที่จะทำให้เขาไม่สบายใจหรือเป็นกังวล
การร้องครวญคราง หรือมีหน้าตาบิดเบี้ยวอาจไม่ได้เกิดความเจ็บปวดเสมอไป แต่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางสมอง ซึ่งแพทย์สามารถให้ยาระงับอาการเหล่านี้ได้
คนใกล้ตายอาจมีเสมหะมากควรให้ยาลดเสมหะแทนการดูดเสมหะซึ่งนอกจากไม่ได้ผลแล้วยังทำให้ผู้ป่วยรู้สึกทรมานเพิ่มขึ้นด้วย (ทั้งนี้หมายถึง เฉพาะคนที่ใกล้ตายเท่านั้น มิได้รวมถึงผู้ป่วยอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการดูดเสมหะ)
:: ความเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจ
โดยทั่วไปเมื่อกายป่วยใจจะป่วยด้วยเสมอ ยิ่งคนที่ป่วยหนักใกล้ตายแล้วก็ยิ่งต้องการการดูแลประคับประคองใจอย่างมาก
การศึกษาต่างๆ พบตรงกันว่าสิ่งที่คนใกล้ตายกลัวที่สุดคือ การถูกทอดทิ้ง การอยู่โดดเดี่ยว และสิ่งที่คนใกล้ตายต้องการคือ ใครสักคนที่เข้าใจและอยู่ข้างๆ เขาเมื่อเขาต้องการ แต่ละคนก็อาจมีความรู้สึกและความต้องการต่างกันไป
ฉะนั้นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดก็ควรให้โอกาสคนใกล้ตายได้แสดงความรู้สึกและความต้องการโดยการพูดคุยและเป็นผู้รับฟังที่ดี และควรปฏิบัติตามความต้องการของคนใกล้ตาย ซึ่งหมายรวมถึงความต้องการในด้านการรักษา
ทั้งนี้ควรต้องประเมินก่อนว่า ความต้องการนั้นเกิดจากการตัดสินใจบนพื้นฐานใด หากเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของอารมณ์ ไม่ใช้ความต้องการที่แท้จริง ก็ควรชะละการปฏิบัติไว้ก่อน และควรให้การประคับประคองใจจนสบายใจขึ้น กับทั้งให้โอกาสผู้ใกล้ตายเปลี่ยนความต้องการและความตั้งใจได้เสมอ
:: ความรู้เกี่ยวกับการตาย
ปัจจุบันมีความสนใจเรื่องความตายมากขึ้น แม้แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ในยุคก่อนไม่สนใจเรื่องความตายเลย จนเกือบจะเป็นสิ่งต้องห้ามที่ไม่ควรพูดถึง ก็ได้ให้ความสนใจและมีการศึกษาเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพราะความตายได้กลายเป็นปัญหาสังคมขึ้นแล้ว วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีด้านการแพทย์ทำให้มนุษย์มีโอกาสตายตามธรรมชาติได้น้อยลง ความตายอย่างสงบจึงไม่เกิดขึ้น ในบางประเทศ ไม่มีโอกาสได้ตายอย่างสงบที่บ้าน แต่ตายอย่างโดดเดี่ยวและทรมานในโรงพยาบาล โดยตายกับสายระโยงระยางที่เข้า - ออกจากร่างกายและเครื่องมืออุปกรณ์ที่อยู่รอบตัว
ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการตื่นตัวในเรื่องเกี่ยวกับความตายมากขึ้น โดยเฉพาะในวงการแพทย์สถาบันการแพทย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้พยายามให้คำจำกัดความของการตายดีไว้ว่า การตายดี คือการตายที่ปลอดจากความทุกข์ทรมาน ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ของผู้ป่วย ญาติและผู้ให้การรักษา และโดยทั่วไปควรเป็นไปตามความประสงค์ของผู้ป่วยและญาติ บนพื้นฐานของการรักษาด้านการแพทย์ วัฒนธรรม และจริยธรรมที่ได้มาตรฐานและดีงาม
ส่วน การตายดี ในแง่พุทธศาสนานั้น ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้เขียนไว้ในหนังสือการแพทย์ยุคใหม่ในพุทธทัศน์ เรื่องช่วยให้ตายเร็ว หรือช่วยให้ตายช้า ว่า
ในคัมภีร์พุทธศาสนา พูดถึงเสมอว่า อย่างไรเป็นการตายที่ดี ท่านมักใช้คำสั่นๆ ว่า มีสติไม่หลงตาย และที่ว่าตายดีนั้น ไม่ใช่เฉพาะตายแล้วจะไปสู่สุคติเท่านั้น แต่ขณะที่ตายก็เป็นจุดสำคัญ ที่ว่าต้องมีจิตใจที่ดี คือมีสติ ไม่หลงตาย
ที่ว่าไม่หลงตาย คือมีจิตใจไม่ฟั่นเฟือน ไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่นมัว จิตใจดีงาม ผ่องใส เบิกบาน จิตใจนึกถึงหรือเกาะเกี่ยวอยู่กับสิ่งที่ดี จึงมีประเพณีที่ว่าจะให้ผู้ตายได้ยินได้ฟังสิ่งที่ดีงาม เช่น บทสวดมนต์ หรือคำกล่าวเกี่ยวกับพุทธคุณ อย่างที่ใช้คำว่า บอกอรหัง ก็เป็นคติที่ให้รู้ว่าเป็นการบอกสิ่งสำหรับยึดเหนี่ยวในทางใจให้แก่ผู้ที่กำลังป่วยหนักในขั้นสุดท้าย ให้จิตใจเกาะเกี่ยวยึดเหนี่ยวอยู่กับพระรัตนตรัย เรื่องบุญกุศลหรือเรื่องที่ได้ทำความดีมา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีการตายที่ดีกว่านั้นอีก คือให้เป็นการตายที่ใจมีความรู้ หมายถึงความรู้เท่าทันชีวิต จนกระทั่งยอมรับความจริงของความตายหรือความเป็นอนิจจังได้ เพียงแค่ว่าคนที่จะตายมีจิตยึดเหนี่ยวอยู่กับบุญกุศล ความดี ก็นับว่าดีแล้ว แต่ถ้าเป็นจิตใจที่มีความรู้เท่าทัน จิตใจนั้นก็จะมีความสว่าง ไม่เกาะเกี่ยว ไม่มีความยึดติด เป็นจิตใจที่โปร่งโล่งเป็นอิสระแท้จริง ขั้นขี้แหละถือว่าดีที่สุด
นอกจากนั้นท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกยังได้แทรกคติทางพระเกี่ยวกับจิตตอนที่จะตายว่า เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ก็เป็นอันหวังทุคติได้ และเมื่อใจไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้
จากความหมายของการตายดีและคติทางพุทธเกี่ยวกับจิตตอนที่จะตาย ทำให้เห็นความสำคัญของการทำจิตให้ผ่องใสในเวลาที่จะตาย ความรู้นี้เป็นประโยชน์ในการที่เราจะให้การดูแลและช่วยเหลือผู้ใกล้ตายด้านจิตใจ ซึ่งศาสนาอื่นทุกศาสนานั้นมาเยี่ยมและปลอบขวัญผู้ป่วยที่โรงพยาบาล เพื่อช่วยให้คนใกล้ตายได้ตายด้วยจิตอันสงบ ตายกับสติไม่หลงตายซึ่งถือว่าเป็นการตายที่ดี
จะเห็นว่าความหมายของการตายดีในแง่มุมของศาสนาต่าง ๆ นั้นมีความลุ่มลึก และลึกซึ้งกว่าความหมายด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ทางตะวันตก และกำลังได้รับความสนใจจากวงการแพทย์ และคนทั่วไป นอกจากนั้นทางพุทธศาสนาถือว่า ชีวิตคนมีโอกาสตลอดเวลาจนถึงวาระสุดท้ายกล่าวคือ แม้ถึงว่าวาระสุดท้ายของมนุษย์ก็ยังไม่หมดโอกาสที่จะได้สิ่งดีที่สุดของชีวิต หากบุคคลผู้นั้นมีปัญญารู้เท่าทันชีวิตและบรรลุธรรมในขณะจิตสุดท้ายตอนจะดับ
:: แนวทางการช่วยเหลือคนใกล้ตาย

เมื่อมีความรู้ความเข้าใจด้านร่างกายและจิตใจของคนใกล้ตายและความตายดังกล่าวแล้ว ก็สามารถช่วยเหลือคนใกล้ตายได้โดย
มีจิตใจที่อยากช่วยเหลือ
จิตใจที่อยากช่วยเหลือเป็นคุณสมบัติแรกที่ควรต้องมี เพราะจิตใจนั้นจะแสดงออกทางกาย วาจาที่คนใกล้ตายสามารถสัมผัสและรับรู้ได้เอื้อให้สิ่งที่จะทำเพื่อช่วยเหลือต่อไปได้ผลดี
รู้เข้ารู้เรา
คนแต่ละคนมีความแตกต่างกันในความรู้สึกนึกคิด ความต้องการและทัศนคติ คนใกล้ตายก็เช่นเดียวกันแม้จะเหมือนและคล้ายกันในบางเรื่องแต่ก็มีความต่างกันด้วย ในการให้ความช่วยเหลือจึงต้องรู้จักคนใกล้ตายในด้านความเจ็บป่วยทางกาย ซึ่งทราบได้จากแพทย์ที่ให้การรักษา และรู้จักสภาพจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก ความเชื่อ วัฒนธรรม และเศรษฐฐานะซึ่งจะรู้ได้ไม่ยาก ด้วยการให้คนใกล้ตายได้มีโอกาสระบายความรู้สึก บอกความต้องการ โดยผู้ให้ความช่วยเหลือใส่ใจรับฟังและใช้ความสังเกต
เมื่อ รู้เขา แล้วก็สามารถช่วยเหลือได้ถูกต้องและเหมาะสมโดยปรับใช้วิธีการให้เข้าสภาพและภูมิหลังของคนใกล้ตาย โดยเฉพาะในด้านจิตใจและความรู้สึก เช่น เรื่องที่จะทำให้จิตใจสบายของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ก็ต้องเลือกพูดและเลือกทำให้เหมาะสม ในกรณีที่ผู้ใกล้ตายเป็นผู้ปฏิบัติธรรมก็ควรเปิดโอกาสให้ได้เจริญสติโดยไม่รบกวน และช่วยให้คนใกล้ตายได้ใช้พลังในตัวเขาเองเผชิญกับความตายที่จะมาถึง
สำหรับการ รู้เรา คือการรู้จักความสามารถและสภาพจิตใจของตนเองก็มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในด้านจิตใจ ผู้ให้ความช่วยเหลือ ต้องมีจิตใจหนักแน่นมั่นคงและสติตั้งมั่นซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนให้เกิดขึ้นได้ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วนอกจากเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว ยังเกิดประโยชน์ต่อตนเองด้วย ผู้ที่เคยช่วยเหลือคนใกล้ตายมีประสบการณ์ตรงกันว่าเกิดพลังขึ้นในตนเอง เมื่อการช่วยเหลือนั้นประกอบด้วยเมตตา กรุณา และอุเบกขา
เอาใจเขามาใส่ใจเรา
การเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะทำให้สามารถช่วยเหลือคนใกล้ตายได้ดีขึ้น เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือใครสักคนที่พยายามเข้าใจเขา และให้ความเอาใจใส่เขา แม้เมื่อเขาไม่สามารถโต้ตอบได้ การสัมผัส การจับมือ ก็สามารถช่วยให้เขารู้สึกดีและสงบได้
.:: สรุป ::.
ที่กล่าวนี้เป็นเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น เรื่องเกี่ยวกับภาวะใกล้ตายและความตายยังมีอีกมากมาย และล้วนแต่น่าสนใจและน่าศึกษา ทั้งในด้านการแพทย์และด้านศาสนาสำหรับหนังสือภาษาไทยที่มีให้หาอ่านคือ เหนือห้วงมหรรณพ และ ประตูสู่ภาวะใหม่ ซึ่งพระไพศาส วิสาโล ได้แปลจากหนังสือเรื่อง The Tibetan Book of Living and Dying โดยท่านโซเกียล รินโปเช ซึ่งให้ความกระจ่างเกี่ยวกับความตาย และวิธีช่วยเหลือผู้ใกล้ตายอย่างดีเยี่ยมควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง ตอนหนึ่งที่ท่านไพศาลแปลไว้มีความว่า
สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าหวังก็คือหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้หมอทั่วโลกตระหนักว่า การอนุญาตให้ผู้ใกล้ตายได้จากไปอย่างสงบและเป็นสุขนั้น เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ข้าพเจ้าใคร่ของวิงวอนต่อบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน และหวังว่าจะช่วยให้เขาเหล่านั้น ค้นพบหนทางในการทำให้ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งความตายอันยากลำบากนี้ ผ่านไปอย่างง่ายดาย ไม่เจ็บปวด และสงบเท่าที่จะทำได้ การตายอย่างสงบเท่าที่จะทำได้ การตายอย่างสงบเป็นสิทธิมนุษย์ชนที่สำคัญโดยแท้ อาจสำคัญยิ่งกว่าสิทธิที่จะได้ความยุติธรรมเสียอีก ทุกศาสนาสอนว่า นี้เป็นสิทธิที่มีผลอย่างมากต่อปกติสุข และอนาคตทางจิตวิญญาณของผู้ใกล้ตาย
ไม่มีสิ่งประเสริฐใด ๆ ที่คุณสามารถจะให้ได้ นอกเหนือจากการช่วยให้บุคคลตายด้วยดี
เมื่อการดูแลช่วยเหลือผู้ใกล้ตายมีความสำคัญถึงเพียงนี้ ถึงเวลาหรือยังที่เราไม่ว่าจะเป็นใครควรที่จะใช้ความสนใจศึกษาและฝึกฝนตนเองให้สามารถเผชิญกับความตายของผู้อื่นและของตนเองได้ โดยช่วยให้ผู้อื่น และตนเองตายดี ตายกับสติ ไม่หลงตาย คือมีศิลปะในการตาย ซึ่งเท่ากับมีศิลปะในการดำเนินชีวิตนั่นเอง เพราะคนเราอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น เป็นสัจธรรมอยู่แล้ว
หากเราช่วยเหลือกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้จากกันและกัน เพื่อเตรียมความพร้อมในการตาย สิ่งที่จะได้ก่อนคือ ศิลปะในการดำเนินชีวิต ซึ่งจะช่วยให้สังคมนุษย์เป็นสังคมที่มีคุณภาพและเกิดความสงบสุขโดยทั่วกัน

ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ส่งบทความนี้ เป็นบทความที่ดีครับ
การไม่ได้ฝึกอบรมจิตใจมาก่อน แล้วจะหวังให้มีจิตใจที่สงบระงับตอนที่จะใกล้ตาย เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ และไม่น่าจะหวังได้ว่า จะเกิดขึ้น
การเตรียมตัวตายอย่างมีสติ อย่างมีความเข้าใจ มีจิตใจที่ดีงามได้นั้น จึงต้องมีการเตรียมล่วงหน้า สะสมมาก่อน
ทุกๆวัน ทุกๆขณะ ควรจะนึกถึงความตายอยู่เสมอ หากทำได้ จะมีสติ มีสิ่งช่วยสนับสนุนให้เกิดปัญญาได้มาก
เมื่อรู้ว่าเราต้องตาย ก็ต้องรู้ว่าเราควรจะทำความดีไว้ก่อนตาย ให้ได้มากที่สุด ให้เป็นการทำดีได้ทุกขณะ เลยทีเดียว
แล้วก็จะเห็นว่า การศึกษาธรรม การฝึกสมาธิ สมถะ และวิปัสสนา การเจริญสติ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก มีผลโดยตรงต่อจิตใจ
หลวงปู่ดุลย์กล่าวว่า ที่ฝึกภาวนามาตลอดชีวิต ก็เพื่อขณะสุดท้าย แห่งความตายของเรานี่เอง ... จิตในวาระสุดท้าย (จุติจิต) จะเป็นจิดที่ส่งผลกรรมก่อน และเป็นตัวกำหนดว่า จุติจิต ที่จะสืบเนื่องต่อไปนั้นเป็นเช่นไร
(ผู้ที่มีจิตอรหันต์ ... ก็ไม่ต้องห่วงเลยว่า จะต้องไป ต้องมาอีก)
สำหรับผู้ที่ ได้ฝึกอบรมจิตใจมาดีแล้ว อย่างเพียงพอ ก็ย่อมเชื่อได้ว่า มีจิตใจที่ดีงามที่เป็นที่พึ่งได้แล้ว มีสุคติ เป็นสุคะโต คือ ไปชอบ อย่างแน่นอน
ขออนุโมทนาด้วยครับ กับบทความที่มีประโยชน์
ฝากคุณหมอ สังเกตุว่าเรื่องนี้เป็นจริงหรือเปล่าครับ
เป็นความรู้จากทางอินเดีย เกี่ยวกับ ภาวะใกล้ตาย
1 สำหรับผู้ฝึกสมาธิ จะเจ็บที่จุดใต้สะดือประมาณ 1 นิ้ว ( จุด hara )
ประมาณ 9 เดือน ก่อนตาย
2 ประมาณ 6 เดือน ก่อนตาย ผู้นั้นจะมองไม่เห็นปลายจมูกตัวเอง
( เค้าสังเกตุจากคนตาย ตาจะมองกรอกขึ้นด้านบนทั้งหมด เลยมาสังเกตุ
ผู้ที่ใกล้เสียชีวิตก็พบข้อสังเกตุในเรื่องนี้ )
คนที่ฝึกสมาธิ และ เข้าสมาธิได้ จะได้เปรียบเมื่อเผชิญกับภาวะสุดท้ายของชีวิต
เพราะมันจะคล้ายๆหลุดไปอยู่ในอีกมิติ ตอนนั้นมันจะรู้สึกกลัวสุดขีด
ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ เราสามารถทิ้งความกลัวนั้นลง
แล้วมองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้นได้อย่างมีสติหรือเปล่า
ถ้าว่าตามความรู้ที่เคยศึกษามา ตอนนั้น มันจะมองเห็นอดีตในชีวิตตัวเองทั้งหมด
แล้วสิ่งที่คั่งค้าง คาใจ ปราถนา ไม่ปราถนา ... มันจะรวมตัวกันนำพาเราไปเกิดใหม่
ถ้าเราฝึกสมาธิ แล้ว มองอดีตของเราเองในเรื่องต่างๆ แล้วเคลียร์มัน เราจะได้เปรียบ
เพราะเราจะคุ้นเคยและรู้จักตัวเองมากขึ้น
... โม้ไปอย่างนั้นแระ หลังๆไม่ค่อยได้ฝึกเท่าไร อิๆ
เคยอ่านเจอเรื่องแมวตัวหนึ่งในโรงพยาบาล ที่จะรู้ว่าใครใกล้จะตาย
มันจะเข้าไปเฝ้า แล้วทั้งหมอ และ พยาบาล ก็จะรู้กัน
ที่จริงน่าเอาแมวตัวนั้นมาศึกษาดูน่ะ เผื่อสร้างเครื่องมือตรวจจับรังสีความตายได้
แล้วมันจะเป็นประโยชน์มหาศาล


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |