<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/36485" type="text/javascript"></script> |
|
ประเทศไทยกับปัญหาโลกร้อน
ผลของความความไม่สมดุลย์ ในความสัมพันธ์ระหว่างประชากร สิ่งแวดล้อม และการบริโภคนั้น ได้แสดงผลอย่างชัดเจนแล้วในรูปของปรากฏการณ์โลกร้อน จดหมายข่าวประชากรและการพัฒนา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม
มหาวิทยาลัยมหิดล
post ครั้งแรก: Sat 26 April 2008, 9:22 am ปรับปรุงล่าสุด: Fri 9 May 2008, 12:01 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
|
| ประเทศไทยกับปัญหาโลกร้อน |
| สุรีย์พร พันพึ่ง |
ผลของความความไม่สมดุลย์ ในความสัมพันธ์ระหว่างประชากร สิ่งแวดล้อม และการบริโภคนั้น ได้แสดงผลอย่างชัดเจนแล้วในรูปของปรากฏการณ์โลกร้อน
โลกร้อน เป็นชื่อที่ใช้เรียกปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ทำให้สังคมโลกรับรู้ว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น คาดกันว่าในช่วงศตวรรษที่ 21 อุณหภูมิเฉพาะผิวโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.4 - 5.8 องศาเซลเซียส ทำให้ภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลกละลายตัวและระดับน้ำทะเลเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มสูงขึ้น 9 - 88 เซนติเมตร และทำให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝน ความถี่ในการตก ความแห้งแล้ง และการแพร่ระบาดของโรคภัยชนิดต่างๆ หากปัญหาโลกร้อนไม่ได้รับการดำเนินการแก้ไข ผลกระทบระลอกแรกที่เกิดขึ้น ได้แก่ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง สภาพพื้นที่แร้นแค้นที่เพิ่มสูงขึ้น การขาดพื้นที่เพาะปลูกพืช ครอบครัวที่ยากจนจะยิ่งประสบกับปัญหามากขึ้น รายได้ต่อครัวเรือนจะต่ำลง ช่องว่างระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและยากจน จะยิ่งห่างมากขึ้น และอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนอาหาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งตรงสู่กลุ่มประชากรถึงร้อยละ 40 ของประชากรที่ยากไร้ที่สุดในโลก หรือประมาณ 2.6 พันล้านคน ซึ่งเป็นผู้ซึ่งไร้ความสามารถในการปกป้อง หรือรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ แม้ว่าทุกภาคฝ่ายจะประสานเสียงยอมรับว่าสภาวะโลกร้อนเป็นปัญหา และแต่ละประเทศตระหนักว่าตนเองไม่อาจที่จะแก้ปัญหาโดยลำพัง เพราะสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่สามารถที่จะแก้ไขแบบแยกส่วนตามประเทศหรือภูมิภาคได้ แต่จนขณะนี้การเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการปัญหานี้ กลับไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจัง ที่ผ่านมา คือความไม่สามัคคีและไม่ให้การร่วมมือระหว่างผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในปัญหาสภาวะโลกร้อน การนิ่งเฉย การประวิงเวลาของการเจรจาใดๆ ซึ่งยิ่งเป็นการผลักให้โลกประสบปัญหาที่เลวร้ายเร็วขึ้นเท่านั้น ก๊าซเรือนกระจก จากประเทศไทย ก๊าซเรือนกระจก (เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ มีเทรน) ในบรรยากาศ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายใต้ภาคพลังงานและอุตสาหกรรมมากกว่าภาคเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย จากรายงานการพัฒนามนุษย์ ปี 2550/2551* ขององค์การสหประชาชาติเพื่อการพัฒนา (United Nations Development Program- UNDP) ได้ชี้ให้เห็นว่าใน ปี พ.ศ. 2547 ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 22 ของประเทศในโลกที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงที่สุด และมีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ประมาณ 268 เมตริกซ์ตัน และในช่วงปี พ.ศ. 2533 2547 ประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึงร้อยละ 180 โดยที่ประชากรไทยแต่ละคนมีส่วนในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยเฉลี่ยต่อปี เพิ่มสูงขึ้น คือจาก คนละ 1.7 ตัน ในปี พ.ศ. 2533 เป็น 4.2 ตันในปี พ.ศ. 2547 และเมื่อเปรียบเทียบอัตราการขยายตัวของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในช่วงเวลาเดียวกัน กับกลุ่มประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่าประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นอันดับที่ 2 รองลงมาจากประเทศมาเลเซีย ที่มีอัตราการขยายตัวสูงที่สุด คือร้อยละ 221 Human Development Report 2007/2008, UNDP กรุงเทพมหานคร ศูนย์กลางการดำเนินกิจกรรมของประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภาวะโลกร้อน ประชากรมากกว่า 10 ล้านคนในกรุงเทพฯร่วมกันผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงประมาณร้อยละ 40 ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในแต่ละปี ซึ่งในที่สุด คนกรุงเทพฯ ก็ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน โดยพบว่า ในระยะเวลา 40 ปี คือระหว่าง ปี พ.ศ. 2499-2540 นั้น อุณหภูมิในกรุงเทพฯ สูงกว่านอกเมือง 2 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่ำสุดของกรุงเทพมหานคร เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 2 องศาเซลเซียสมีการเกิดน้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน และการระบาดของเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ เช่น โรคฉี่หนู โรคไข้เลือดออก เป็นต้น ประเทศไทยกับปัญหาโลกร้อน ประชาคมโลกได้มีความพยายามแก้ไขปัญหานี้ โดยในปี พ.ศ. 2537 นานาประเทศได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยประเทศต่างๆ จะร่วมกันแก้ไขและป้องกันปัญหานี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องให้การช่วยเหลือประเทศที่ด้อยกว่าเพื่อ รักษาความเข้มข้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจก ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ไม่มีผลต่อความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน จนกระทั่งนำมาสู่การลงนามในพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ในปี พ.ศ. 2540 ที่ระบุว่าต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากระดับการปล่อยโดยรวมของกลุ่มในปี พ.ศ. 2533 ให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2551 - 2555 ซึ่งเป็นปีที่พิธีสารเกียวโตจะสิ้นสุดลง แต่จนถึงวันนี้หลายฝ่ายมีความเห็นว่า การบรรลุความตกลงดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นได้จริงถ้าทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างเร่งรีบและแปลกแยกเช่นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณที่ดีของความพยายามแก้ไขปัญหานี้ คือ ระหว่างวันที่ 3-14 ธันวาคม 2550 ได้มีการประชุมว่าด้วยโลกร้อนที่บาหลี หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่าการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 13 ณ เกาะบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ส่วนหนึ่งได้มี การทบทวนพิธีสารเกียวโต ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถบรรลุได้จริงในหลายประเทศ ตลอดจนการอภิปราย เพื่อหากลไกต่างๆ ทั้งที่เป็นบทบาทของประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา และได้ข้อสรุปร่วมกันในการกำหนดกระบวนการ หลักการและทิศทางของการประชุมที่จะเกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2551-2552 หรือที่เรียกว่า Bali Roadmap และมีการให้จัดตั้งกองทุนเพื่อการปรับตัวของประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2545 เห็นชอบให้ประเทศไทยให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกพิธีสารเกียวโต และให้พยายามลดการก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกให้มากที่สุด ถึงแม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่ต้องถูกกำหนดให้ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงก็ตาม รัฐบาลไทยได้มีมาตรการรับมือกับปัญหานี้ในหลายรูปแบบ เช่น การรณรงค์ให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคพลังงานอย่างจริงจัง ด้วยการใช้หลอดตะเกียบแทนหลอดไส้ เพิ่มการใช้รถจักรยาน การดับเครื่องยนต์ระหว่างเติมน้ำมัน หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุที่นำมาใช้ใหม่ไม่ได้ สร้างสุขนิสัยที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและการบริโภคอาหาร และ มีการส่งเสริมการปลูกต้นไม้ และในอีกด้านหนึ่งที่รัฐบาลไทยได้พยายามแก้ปัญหาโลกร้อนด้วยการมุ่งเน้นการ จัดหา (มากกว่า จัดการ ) พลังงาน เช่นการออก นโยบาย พลังงานทางเลือก
|


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |