คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/36491" type="text/javascript"></script>
วิถีสู่การกลับคืน
ในปัจจุบันจะเห็นว่าภัยพิบัตินั้นมีมากขึ้นอยู่ทุกๆวัน ต้นเหตุนั้นก็เพราะพวกเรานั่นแหละ หากว่าเราไม่รู้จักการบำเพ็ญธรรมตั้งแต่ตอนนี้ ภัยข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? ตอนนี้องค์ เจ้าแม่กวนอิม พระอาจารย์จี้กง และพระศรีอริยเมตไตร ได้มาฉุดช่วยพวกเราแล้ว เชิญคลิก
ผู้เขียน: ศิษย์องค์เจ้า ชมแล้ว: 10,749 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 26 April 2008, 1:23 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 7 May 2008, 3:29 pm
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
สารบัญ
1-20 | 21-21


หน้าที่ 10 - กำเนิดเซียน...4
17. เทพไคหยวน
เทพไคหยวน
         ข้าพเจ้าชื่อ หวังเต๋อเซิ่ง ฉายาฉงหยัง แต่ก่อนข้าพเจ้าเคยผ่านการสอบวิทยายุทธ์ที่เมืองหลวง ทุกคนจึงเรียกข้าพเจ้าว่า จอมยุทธ์หวัง คนในหมู่บ้านใกล้เคียงต่างนับถือข้าพเจ้ามาก
         วันหนึ่งในฤดูหนาว ขณะหิมะตกหนักมีขอทานสองคนมาที่หน้าบ้าน ข้าพเจ้าได้ยินเสียงขอทานจึงออกไปดู ขอทานสองคนนี้สวมใส่เสื้อผ้าอย่างบาง ข้าพเจ้าเกิดความสงสารจึงเชิญให้เข้ามาในบ้านและจัดให้พักอาศัยอยู่ในเรือนท้ายสุด หิมะตกติดต่อกันหลายวัน ข้าพเจ้าสั่งคนใช้ให้บริการข้าวปลาอาหารแก่เขาทั้งสองทุกวัน ในเช้าวันที่หกข้าพเจ้านึกขึ้นได้ว่าหลายวันแล้วที่ไม่ได้พบกับขอทานทั้งสอง จึงสั่งคนใช้ให้จัดเตรียมสุราอาหาร แล้วเชิญขอทานทั้งสองมารับประทานอาหารด้วยกัน ระหว่างรับประทานอาหารได้ถามชื่อขอทานทั้งสองคนหนึ่งตอบว่าชื่อ จินจุ้ง อีกคนหนึ่งตอบว่าชื่อ อู๋ซินชาง ข้าพเจ้ากล่าวว่า “หากท่านทั้งสองจะไปทำการค้า เราจะออกทุนให้เอาไหม?” คนทั้งสองบอกว่า          “เราทั้งสองเที่ยวเตร่ขี้เกียจจนเคยชินแล้ว” พวกเขากล่าวปฏิเสธและพูดให้ข้อคิดว่า แม้ร่ำรวยหรือยศศักดิ์สูงส่ง พอสิ้นลมปราณทุกอย่างก็จบ ไม่อาจหลีกเลี่ยงความตายไปได้ ที่สำคัญอยู่ที่การรู้แจ้งและสำเร็จเซียน ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด การสนทนาระหว่างรับประทานอาหาร ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ขอทานสองคนนี้ผิดจากคนธรรมดา ต่อมาได้ไปส่งเขาทั้งสองที่สะพาน คืนนั้นข้าพเจ้าฝันว่าได้ไปเที่ยวชมวิวกับขอทานสองคนนี้ พบสระน้ำแห่งหนึ่งมีดอกบัวบาน สีสวยสดเจ็ดดอก คนที่ชื่อจินจุ้งได้กระโดดลงไปในสระเด็ด ดอกบัวทั้งเจ็ดดอกมามอบให้ข้าพเจ้า ทันใดรู้สึกเหมือนตกลงไปข้างล่างเลยสะดุ้งตื่น เมื่อนึกถึงความฝันก็คิดขึ้นได้ว่า คำว่า จินจุ้ง สองคำนี้เมื่อนำมารวมกันจะอ่านว่า จุง คงหมายถึงเซียนจุงหลีฉวน และอู๋ซินชาง แปลว่า ลื่อ คงหมายถึงเซียนลื่อต้งปิง (สองในแปดเซียน) ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนว่า          ท่านเซียนทั้งสองคงมาชี้แนะอะไรบางอย่าง จึงไปที่สะพานโดยลำพัง เพื่อค้นหาความจริงแห่งปริศนาในความฝันซึ่งก็ได้พบกับขอทานทั้งสอง ข้าพเจ้าคุกเข่าคารวะเรียกเซียนทั้งสองว่าอาจารย์ เป็นไปตามคาดเป็นเซียนจุงหลีฉวนและลื่อต้งปิงจริง ๆ โดยขอทานทั้งสองได้ปรากฏร่างในชุดเครื่องทรงของเซียนอีกครั้ง และแนะเคล็ดวิธีการบำเพ็ญธรรม และกล่าวอีกว่า เจ้าของดอกบัวทั้งเจ็ดดอกก็คือข้าพเจ้า เมื่อกลับถึงบ้านก็เข้าไปในห้อง หนังสือจดบันทึกมรรควิธีที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ตอนนั้นภรรยาข้าพเจ้ายังไม่ทราบจุดประสงค์ของข้าพเจ้า โดยมักจะเข้ามาในห้องหนังสือ ถามนี่ถามนั่น จนข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกว่า หากเป็นเช่นนี้ต่อไป จะบำเพ็ญจนสำเร็จธรรมได้อย่างไร จึงเกิดความคิดขึ้นอย่างหนึ่ง โดยข้าพเจ้าแสร้งทำเป็นอัมพาต พูดจาไม่ได้ ทำให้พวกวงศาคณาญาติและคนในบ้านต่างตกใจใหญ่ เที่ยววิ่งหาหมอมารักษา          แต่ก็ไร้ผลเวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งปี พวกญาติมิตรเห็นไม่มีทางรักษา จึงค่อยห่างเหินไป เหลือแต่คนให้คอยป้อนข้าวป้อนน้ำให้เท่านั้น ข้าพเจ้าอยู่แต่ในห้องหนังสือ โดยใช้มรรควิธีที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ ปฏิบัติธรรมตามลำดับขั้นตอนด้วยจิตใจที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวปานเหล็กเพชร ไม่หวั่นเกรงต่อความหนาวเหน็บหรือหิวโหย ข้าพเจ้าตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญเพียรอยู่ 12 ปี จึงบรรลุธรรม
คืนวันหนึ่งเทพไท่ไป๋ได้นำราชโองการที่แต่งตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นเทพไคหยวน          ข้าพเจ้ารับราชโองการแล้วรีบออกจากห้องหนังสือไปรับตำแหน่งรวมเป็นหนึ่งในเจ็ดเทพ เรื่องราวรายละเอียดหลังจากนั้นข้าพเจ้าจะไม่ขอเล่าถึง เพียงขอบอกว่ากว่าจะบรรลุธรรม ข้าพเจ้าต้องผ่านความทุกข์ลำบากนานาประการนับสิบปี แต่ก็นับว่าคุ้มทีเดียว


18. เถ้าเย็น
หันเซียงจื่อ
         แต่ก่อนมีคนชื่อ เจ้าทง มีฐานะมั่งคั่ง ด้วยพ่อแม่ทิ้งมรดกไว้ให้มากมาย เจ้าทงเป็นคนมัธยัสถ์ประหยัด สืบสานเจตนารมย์บรรพบุรุษ นางเฉียนภรรยาเอาแต่แต่งตัวเที่ยวเตร่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย บุตรชายทั้งสองก็ชอบทางอบายมุข เล่นการพนัน เจ้าทงเป็นคนซื่อ แต่ไม่สามารถอบรมบุตรและภรรยาเมื่ออายุ 49 ปี ทรัพย์สมบัติทุกอย่างถูกบุตรและภรรยาผลาญจนหมดสิ้น เจ้าทงมีความเห็นว่า โลกนี้เป็นทะเลทุกข์จริงแท้ บัดนี้เราจะต้องหนีจากทะเลทุกข์นี้ให้ได้ จากนั้นจึงตัดสินใจออกจากบ้านไปบำเพ็ญเพียร โดยไปพักอาศัยอยู่ในศาลเจ้าลื่อโจ้ว          ทุกครั้งที่คิดถึงอดีตก็เกิดโมหะจริต นานวันเข้าจึงคิดได้ว่า การบำเพ็ญธรรมต้องละเว้นโทสะ หากมีโทสะจะบรรลุธรรมได้อย่างไร หากไม่สามารถบรรลุธรรมก็ต้องตกสู่ห้วงทะเลทุกข์ไร้ที่สิ้นสุด จากนั้นจึงตั้งใจว่าจะไม่ให้เกิดโมหะจริตอีก และเปลี่ยนชื่อเป็น “เถ้าเย็น” ซึ่งมีความหมายว่า ขี้เถ้าเย็นแล้วจะไม่เกิดไฟโมหะอีก เป็นการเตือนสติตนเอง และคิดว่าการบำเพ็ญธรรมต้องสร้างบุญกุศล แต่ตนไม่มีเงินจะสร้างกุศลได้อย่างไร พลันนึกขึ้นได้ว่า ที่ชานเมืองมีลำธารสายหนึ่ง แม้จะไม่ลึกนักแต่คนต่างถิ่นไม่รู้จักสร้างความลำบากในการเดินข้าม เถ้าเย็นจึงอยู่ที่นั่น คอยบริการแบกคนข้ามคลองฟรี จุดประสงค์เพื่อเป็นการสร้างบุญกุศล ถ้ามีคนจ่ายเงินเขาจะไม่รับ ยามว่างก็ขอทานอยู่ในละแวกนั้น ซึ่งคนส่วนมากก็ยินดีให้ ดังนั้นเรื่องอาหารการกินจึงไม่มีปัญหา เขาได้ปลูกกระท่อมหลังเล็ก ๆ ขึ้นที่ริมลำธาร กลางคืนให้เป็นที่นั่งสมาธิ ขัดเกลาจิต 5 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนเรียกเขาว่า “เถ้าเย็น” ชื่อแซ่จริงของเขากลับไม่มีใครรู้จัก
         วันหนึ่ง พลันปรากฏมีชายชราขาเป๋คนหนึ่งจะให้เถ้าเย็นแบกข้ามลำธาร ระหว่างกำลังข้ามลำธาร ชายชราถามว่า “ชื่ออะไร?” ตอบว่า “เถ้าเย็น” ชายชราถามว่า “มีความหมายอันใด?” เถ้าเย็นตอบว่า “เป็นการเตือนสติตัวเองไม่ให้เกิดโทสะและเป็นการฝึกจิต เพื่อหวังให้ท่านลื่อโจ้วมาโปรดผมให้พ้นจากทะเลทุกข์?” ชายราถามอีกว่า “แล้วที่เจ้าแบกคนข้ามลำธารมีความหมายอันใด?” เถ้าเย็นตอบว่า          “เพื่อบริการให้ความสะดวก ตัวเองจะได้สิ้นกรรม หลุดพ้นจากทะเลทุกข์” ชายชรากล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าบริการให้ความสะดวก หลังจากข้ามลำธารแล้ว เรามีธุระบนเขาลูกโน้น ขาเราเดินไม่สะดวก รบกวนช่วยบริการแบกเราขึ้นไปบนเขาได้ไหม?” เถ้าเย็นตอบว่า “ได้สิ เราบริการให้ความสะดวกอยู่แล้ว แบกขึ้นเขาไม่มีปัญหา” หลังจากข้ามลำธาร เถ้าเย็นก็แบกชายชราขึ้นไปบนเขา ขณะขึ้นไปได้ครึ่งเขา เถ้าเย็นเหนื่อยจนเหงื่อไหลไคลย้อย ชายชราถามว่า          “เจ้าชื่ออะไร?” ตอบว่า “เถ้าเย็น” ชายชราถามไม่หยุดว่า “เจ้าชื่ออะไร?” ตอบว่า “เถ้าเย็น” ยิ่งถามยิ่งถี่ เถ้าเย็นถูกถามจนเริ่มเกิดโทสะจึงตอบด้วยเสียงอันดังว่า “เถ้าเย็น เถ้าเย็น เหนื่อยจะตายอยู่แล้วยังจะถามหาอะไร?” พอพูดขาดคำรู้สึกบนหลังเบาหวิว เมื่อหันไปดูบนหลังว่างเปล่า แต่บนท้องฟ้ามีคนพูดว่า “เถ้าเย็นเจ้ายังมีโมหะ เราคือลื่อโจ้ว” เถ้าเย็นเห็นดังนั้นรีบคุกเข่าคารวะสำนึกผิด ลื่อโจ้วกล่าวว่า          “ไฟโมหะของเจ้ายังไม่ดับ จงอดทนบำเพ็ญต่ออีก 10 ปี เถ้าเย็นแหงนหน้าดูอีกที ลื่อโจ้วหายไปแล้ว จึงได้แต่ลงจากเขาด้วยความเสียใจและดีใจระคนกัน ที่เสียใจคือเวลาถูกทดสอบไม่ควรเกิดโทสะจนทำให้พลาดโอกาสอันดี ที่ดีใจก็คือตนอดทนบำเพ็ญเพียงแค่นี้ ก็สามารถทำให้ท่านลื่อโจ้วประทับใจมาชี้แนะและอนุญาต ให้รออีก 10 ปีค่อยมาโปรด เถ้าเย็นกลับมาที่เดิม ยังคงแบกคนข้ามลำธารตามปกติกระทั่ง 3 ปีต่อมา วันหนึ่งมียาจกเข็ญใจคนหนึ่งมานอนทอดถอนใจริมลำธาร เถ้าเย็นจึงเข้าไปถาม          “น้องชายกลุ้มใจอะไรหรือ?” ยาจกคนนั้นตอบว่า “ผมกลุ้มใจ จะตาย ก็ไม่ตาย จะเป็นก็ไม่เป็น คิดไม่ออกจริงๆ คุณดูทีน่องผมสิเป็นฝีมาหลายปีแล้ว เวลาเดินเจ็บปวดเหลือทน จะไม่เดินหรือที่บ้านก็มีแม่ที่แก่ชรารอผมเลี้ยงดูทุกวัน ถ้าไม่เดินท่านแม่ก็ต้องอดตาย เคยหาหมอรักษาแต่ไม่หายสักที” ตอนหลังมีผู้รู้บอกว่า “ฝีแบบนี้กินยาไม่มีหาย แต่ถ้าใช้ปากคนดูดหนองและใช้ลิ้นเลียปากแผลก็จะหายเอง มิเช่นนั้นตายลูกเดียว ผมตายไม่เสียดายเหลือท่านแม่อยู่คนเดียวใครจะเลี้ยงดูเล่า? พูดพลางร้องห่มร้องไห้          เถ้าเย็นได้ฟังรู้สึกเห็นใจเขามากและนับถือในความเป็นลูกกตัญญูของเขา เลยคิดว่าหากสามารถรักษาฝีของเขาจนหาย นอกจากจะช่วยเขาแล้ว ยังได้ช่วยแม่เขาอีกด้วย เราอยู่ที่นี่แบกคนข้ามลำธารเป็นการช่วยคนอยู่แล้ว บัดนี้โอกาสแห่งการช่วยคนอันยิ่งใหญ่มาถึงแล้ว จึงตอบว่า          “น้องชายอย่ากลุ้มใจเลย เรายินดีจะช่วยดูดหนองให้ท่าน” ยาจกคนนั้นพูดว่า “แผลของผมทั้งเหม็นทั้งสกปรก อีกอย่างผมกับท่านไม่เคยรู้จักกัน ผมไม่สบายใจเลย” เถ้าเย็นกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่เป็นไร เราอยู่ที่นี่แบกคนข้ามน้ำก็เป็นการอดทนช่วยคน บัดนี้ช่วยท่านดูดหนอง เราสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เงิน เพียงใช้ปากกับลิ้นเท่านั้น” พูดจบก็ก้มลงดูดหนองในฝีให้เขา พอจมูกเข้าใกล้ได้กลิ่นเหม็นอย่างแรง แต่เมื่อคิดอีกทีการช่วยคนเช่นนี้หากกลัวเหม็น กลัวสกปรก ยังจะนับว่าช่วยคนหรือ ดังนั้นจึงใช้ปากอมปากแผล พออมแผลจิตใจพลันรู้สึกสดชื่นเย็นสบายอย่างประหลาด ยิ่งอม กายใจก็ยิ่งสดชื่น ทันใดก็ได้ยินเสียงเรียกจากบนฟ้าว่า “เถ้าเย็น มานี่” เถ้าเย็นแหงนหน้ามองบนฟ้า ลื่อโจ้วนั่นเอง จึงคารวะขอบคุณลื่อโจ้วนำเขาไปที่เขาหนันซัน ตั้งแต่นั้นเขาก็บำเพ็ญเพียรเรื่อยมาจนบรรลุมรรคผลในที่สุด


21. งักฮุย
         งักฮุย (พ.ศ.1646-1685) เกิดในสมัยราชวงศ์ซ่ง เป็นชาวอำเภอทังอิน หมู่บ้านย่งเหอ ตอนที่งักฮุยอายุยังไม่ถึงเดือน เมืองทังอินเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ นางเหยามารดาได้อุ้มงักฮุยแล้วนั่งลงในโอ่ง ปล่อยให้ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ ในที่สุดโอ่งได้ลอยไปติดริมฝั่งแห่งหนึ่ง สองแม่ลูกจึงถูกคนช่วยไว้ได้
งักฮุยเป็นผู้มีความกตัญญูเป็นเลิศ มารดามักจะอบรมให้เป็นคนซื่อสัตย์รักชาติ และด้วยเกรงว่างักฮุยจะลืมมารดาของเขา จึงสักตัวอักษรคำว่า “ซื่อสัตย์กู้ชาติ” ไว้บนแผ่นหลังของงักฮุย
         ช่วงนั้นชนเผ่ากิมที่อยู่ทางเหนือมักยกทัพมารุกรานแผ่นดินซ่ง งักฮุยได้สมัครเป็นทหารไปสู้รบ จากทหารชั้นผู้น้อยได้ไต่เต้าขึ้นเรื่อยจนเป็นแม่ทัพใหญ่ นำกองทัพออกรบกับกองทัพกิมได้ชัยชนะหลายครั้งหลายหน จนเกือบจะรุกเข้าไปในดินแดนของข้าศึก แต่ฉินไกว้ขุนนางกังฉินทรยศต่อชาติลอบติดต่อกับฝ่ายศัตรู โดยแอบอ้างราชโองการออกป้ายทองติดต่อกันถึง 12 ป้าย สั่งให้งักฮุยถอยทัพ งักฮุยจึงจำต้องถอนทัพจากสมรภูมิด้วยน้ำตา ดินแดนต่าง ๆ ที่ยึดคืนมาด้วยความยากลำบาก จึงต้องตกไปเป็นของศัตรูตามเดิม เมื่องักฮุยกลับถึงเมืองหลวงถูกฉินไกว้ตั้งข้อหากบฎ จับไปขังคุกและประหารชีวิตในเวลาต่อมาด้วยวัย 39 ปี


22. ขงเบ้ง
         ขงเบ้ง (พ.ศ.724-777) แซ่จูกัด ชื่อเหลียง เป็นนักการทหารและนักปกครองสมัยสามก๊ก เป็นคนซื่อสัตย์รักชาติเป็นผู้มีสติปัญญายอดเยี่ยม ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้หยั่งดินฟ้า มหาสมุทร
เมื่อชีซี ประธานที่ปรึกษาของเล่าปี่มีความจำเป็นต้องไปอยู่กับโจโฉ เพื่อไถ่โทษมารดาได้แนะนำขงเบ้ง โดยบอกเล่าปี่ก่อนจะจากไปว่า ยังมีผู้มีสติปัญญาอยู่นอกเมืองซงหยงอีกคนหนึ่ง ซึ่งถ้าได้ตัวผู้นี้มาแล้วก็อาจกู้แผ่นดินสำเร็จ ชีซีสรรเสริญปัญญาของขงเบ้ง โดยเอาตนเองเข้าเปรียบเทียบว่า “ถ้าข้าพเจ้าเป็นกา เขาก็เหมือนหงส์ เหมือนม้ากับราชสีห์ เหมือนรัศมีหิ่งห้อยกับแสงจันทร์ บุรุษผู้นี้ประเสริฐเฉกเช่นท่านจางเหลียง แต่ในความเห็นของข้าพเจ้า เขายังเลิศกว่ามากนัก เขากอปรด้วยสติปัญญา อันหยั่งได้แจ้งฟ้าและรอบรู้ตลอดดิน เป็นเอกบุรุษแต่ผู้เดียว จะหาผู้ใดเสมอมิได้”
         เล่าปี่พร้อมกวนอูและเตียวหุยต้องไปหาขงเบ้งถึงสามครั้ง จึงสามารถเชิญขงเบ้งมาเป็นกุนซือได้สำเร็จ ตอนนั้นขงเบ้งอายุ 27 ปี จากฎีกาฉบับแรกและฉบับหลังของขงเบ้งที่เขียนถึงพระเจ้าเล่าปี่และพระเจ้าเล่าเส้ยน (บุตรของเล่าปี่) แสดงถึงจิตใจอันเปี่ยมด้วยความซื่อสัตย์ภักดีของขงเบ้งเป็นอย่างดี ขงเบ้งถึงแก่กรรม เมื่ออายุ 54 ปี


23. กวนอู
         กวนอูเกิดในปลายสมัยราชวงศ์ฮั่น วันที่ 24 เดือนหก พ.ศ.703 ณ หมู่บ้านปอตี เมืองก้อยกุ่ย ทางทิศใต้ของมณฑลซันซี กวนอูรูปร่างสูงใหญ่ มีและกำลังมหาศาล แต่งงานเมื่ออายุ 17 ปี มีบุตรชาย 3 คน คนโตชื่อกวนเป๋ง ซึ่งมักติดตามบิดาออกศึกเสมอ พลีชีพตายพร้อมกวนอูตอนอายุ 42 ปี คนรองชื่อ กวนเฮง คนเล็กชื่อ กวนเสาะ
กวนอูเป็นคนซื่อสัตย์ เกลียดพวกกังฉิน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นขูดรีดข่มเหงราษฎร กวนอูทนดูไม่ไดจึงจัดการฆ่าเสีย แล้วหลบหนีไปที่เมืองตุ้นกวน ณ เมืองตุ้นกวน กวนอูได้พบกับเล่าปี่และเตียวหุย เนื่องจากคนทั้งสามมีอุดมการณ์ตรงกัน จึงสาบานเป็นพี่น้องร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันที่สวนดอกท้อ จุดประสงค์เพื่อกำจัดขุนนางกังฉิน ค้ำชูราชวงศ์ฮั่น
         ตอนที่กวนอูถูกทหารโจโฉล้อมที่เชิงเขา โจโฉส่งเตียวเลี้ยวไปเกลี้ยกล่อมกวนอูให้ยอมจำนน กวนอูยื่นเงื่อนไข 3 ข้อ คือ
1. เป็นการยอมจำนนต่อราชวงศ์ฮั่น มิใช่จำนนต่อโจโฉ
2. ห้ามทหารเข้าไปในที่พักของพี่สะใภ้
3. ถ้ารู้ว่าเล่าปี่อยู่ที่ไหน เมื่อไร จะรีบไปหาทันที
         โจโฉใช้แผนซื้อใจกวนอู จึงยอมตามเงื่อนไขและเพื่อให้พี่น้องระแวงกันจึงจัดให้กวนอูพักห้องเดียวกันกับพี่สะใภ้ทั้งสอง แต่กวนอูยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องทั้งคืนจนรุ่งเช้า ทำให้โจโฉเลื่อมใสยิ่งขึ้น ครั้นรู้ว่าเล่าปี่ไปอยู่กับอ้วนเสี้ยว กวนอูจึงไปอำลาโจโฉ โจโฉพยายามหลบหน้าไม่ยอมให้พบถึงสามครั้ง กวนอูจึงเขียนจดหมายลาไว้ แล้วพาครอบครัวของพี่สะใภ้ออกเดินทางไปหาเล่าปี่ทันที ระหว่างทางต้องฝ่าด่านถึงห้าด่านและทหารนับพันนับหมื่น แต่กวนอูก็สามารถพาพี่สะใภ้ทั้งสองไปพบกับเล่าปี่จนได้
บั้นปลายชีวิตกวนอูและกวนเป๋งถูกทหารของซุนกวนจับได้ และถูกประหารทั้งสองพ่อลูก ตอนนั้นกวนอูอายุ 60 ปี ส่วนกวนเป๋ง อายุ 42 ปี




<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 9) หน้าถัดไป (หน้า 11) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


ศิษย์องค์เจ้า
(นาจา)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 370 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 2 เดือน
แบ่งปันความรู้ 1 ครั้ง
ได้รับดาว 50 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

วิถีสู่การกลับคืน [10,750]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [534,115]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [392,283]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [378,742]
Global Warming { English } [142,925]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.