วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/36560" type="text/javascript"></script>
โครงการรถโรงเรียน ลดอัตราเสี่ยงอุบัติเหตุจราจร
นักเรียนที่เดินทางไปกลับโรงเรียนด้วยรถจักรยาน รถจักรยานยนต์ รถโดยสารประจำทาง รถจักรยานยนต์รับจ้าง และรถยนต์ส่วนบุคคล มีโอกาสที่จะประสบอุบัติเหตุในระหว่างการเดินทางไปกลับโรงเรียนสูงกว่าการเดินทางไปกลับด้วยรถรับส่งนักเรียน
ผู้เขียน: นพ.อนันต์ อโนมัยพิบูลย์ ชมแล้ว: 32,151 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 30 April 2008, 10:30 am ปรับปรุงล่าสุด: Thu 10 July 2008, 11:42 am
อยู่ในส่วน: วิชาการ.คอม, อื่นๆ

หน้าที่ 1 - ทิศทางการวิจัยและผลงานการวิจัย


นพ.อนันต์  อโนมัยพิบูลย์
ศูนย์ส่งเสริมการวิจัย วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล
ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของนิตยสารหมอชาวบ้าน และ วิชาการ.คอม 
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 25 ฉบับที่ 296 เดือนธันวาคม 2546 
คอลัมภ์ : หน้าต่างวิจัย
URL : http://www.doctor.or.th







            คอลัมน์นี้นำเสนอทิศทางการวิจัยและผลงานการวิจัยปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในบ้านเรา  เพื่อให้ผู้อ่านรู้เท่าทันปัญหา  และนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในวงกว้างต่อไป

            
ทั้งนี้  โดยความเอื้อเฟื้อจาก “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย” (สกว.) และ “มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ”
 
            ทุกๆวันในช่วงเปิดภาคการศึกษา การเดินทางไป-กลับระหว่างสถานศึกษากับที่พักอาศัยของนักเรียน  ทำให้สภาพการจราจรคับคั่งอย่างมาก ในช่วงเวลาเร่งด่วน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ที่มีนักเรียนในระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 มากถึงหนึ่งล้านกว่าคน
 
            วิธีการเดินทางของนักเรียนมีมากมายหลายชนิด เมื่อดูเฉพาะในส่วนของรถรับส่งนักเรียนในกรุงเทพมหานคร เราจะพบเห็นรูปแบบที่แตกต่างกันไป
 
            เริ่มจาก รถรับส่งนักเรียนที่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ คือ รถตู้หรือรถโดยสารขนาดเล็กที่ตัวรถเป็นสีเหลืองมีแถบคาดสีดำโดยรอบ มีป้ายแสดง และสัญญาไฟกะพริบสีอำพัน พร้อมทั้งมีชื่อโรงเรียนแสดงอยู่ข้างรถ  ซึ่งรถดังกล่าวพบเห็นได้ในสัดส่วนที่น้อยมาก
 
            ส่วนรูปแบบของรถรับส่งนักเรียนอื่นๆ ได้แก่ รถกระบะ รถสองแถว รถตู้ รถมินิบัส และรถโดยสารขนาดใหญ่




            เมื่อศึกษาข้อมูลจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการจัดระบบรถรับส่งนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี พบว่าปัจจุบันมีรถรับส่งนักเรียนประมาณ 400,000 คัน ที่ให้บริการรับส่งนักเรียนในการเดินทางไปกลับโรงเรียน รวมไปถึงการเดินทางไปทำกิจกรรมนักเรียนทั่วประเทศ ที่มีมากกว่า 25 ล้านคน
 
            ในแต่ละปีมีการประมาณว่าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับรถรับส่งนักเรียน 19,000 ครั้ง โดยอุบัติเหตุเกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง
 
             ได้มีการศึกษาถึงผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถส่งนักเรียนซึ่งมีประมาณ 150 รายต่อปี พบว่าร้อยละ 88 เป็นคนเดินถนนที่ถูกรถรับส่งนักเรียนชน หรือคนที่อยู่ในยานพาหนะอื่นๆ ที่ชนกับรถรับส่งนักเรียนร้อยละ 12 เป็นนักเรียน ครู หรือคนขับรถโดยสารอยู่ในรถรับส่งนักเรียน
     
             สำหรับรายงานของประเทศแคนาดาพบว่า จำนวนนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับรถส่งนักเรียน  จะมีสัดส่วนเพียงแค่ร้อยละ 0.1 เมื่อเปรียบเทียบกับการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับเด็กทั้งหมดในแต่ละปี
 
             จากข้อมูลในต่างประเทศพบว่า การเดินทางด้วยรถรับส่งนักเรียนมีความปลอดภัยมากกว่าการเดินทางด้วยยานพาหนะชนิดอื่นๆ แม้แต่กระทั่งเครื่องบินพาณิชย์
 
            ในประเทศไทยยังไม่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถรับส่งนักเรียน
 
            จากผลการวิจัยเบื้องต้นของการศึกษาเรื่องความปลอดภัยด้วยการเดินทางไปกลับโรงเรียนด้วยรถรับส่งนักเรียนในกรุงเทพมหานคร ในระยะที่ 1 ที่ทำการเก็บข้อมูลจากนักเรียน กลุ่มตัวอย่างประมาณ 9,000 คนในกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับการคัดเลือกจากการสุ่มแบบมีชั้นภูมิ พบว่าจำนวนนักเรียนที่เดินทางด้วยรถรับส่งนักเรียนมีเพียงแค่ประมาณร้อยละ 8 ของนักเรียนทั้งหมด
 
            จากการวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการประสบอุบัติเหตุ พบว่าวิธีการเดินทาง ระยะเวลาในการเดินทาง และระดับชั้นเรียน มีความสัมพันธ์ต่อการประสบอุบัติเหตุ โดยนักเรียนที่เดินทางไปกลับโรงเรียนด้วยรถจักรยาน รถจักรยานยนต์ รถโดยสารประจำทาง รถจักรยานยนต์รับจ้าง และรถยนต์ส่วนบุคคล มีโอกาสที่จะประสบอุบัติเหตุในระหว่างการเดินทางไปกลับโรงเรียนสูงกว่าการเดินทางไปกลับด้วยรถรับส่งนักเรียน โดยมีค่าความเสี่ยงสัมพัทธ์ เท่ากับ 4.36 เท่า (ร้อยละ 95 Cl 1.89-10.01) 4.17 เท่า (ร้อยละ 95 Cl 2.34-7.44) 3.36 เท่า  (ร้อยละ 95 Cl 1.87-6.01) 2.99 เท่า (ร้อยละ 95 Cl 1.35-6.66) และ 2.26 เท่า (ร้อยละ 95 Cl 1.37-3.72) ตามลำดับ
 
           ส่วนการเดินทางด้วยวิธีการเดินไปกลับด้วยวิธีอื่นๆ เช่น รถแท็กซี่ รถตู้ประจำทาง รถไฟ รถไฟฟ้า ยังไม่สามารถบอกได้ เนื่องจากจำนวนนักเรียนที่เดินทางด้วยวิธีดังกล่าวมีสัดส่วนที่น้อยมาก
 
           จากข้อมูลดังกล่าวทำให้ทราบว่ารถรับส่งนักเรียนที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่ได้ดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับก็จัดว่ามีความปลอดภัยมากกว่าการเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ แล้ว แต่ทุกครั้งที่มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับรถรับส่งนักเรียน (นักเรียนเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บพิการ) จะส่งผลกระทบอย่างสูงต่อสังคม ก่อให้เกิดความหวาดกลัวหวาดผวาต่อผู้ปกครอง ครู และนักเรียนโดยถ้วนหน้า  นอกจากนั้นยังส่งผลกระทบกว้างไกลไปสู่การพยายามหารถส่วนบุคคลมารับส่งนักเรียนเพื่อความมั่นใจให้กับผู้ปกครอง แต่กลับก่อให้เกิดปัญหาการจราจรและมลพิษทางสิ่งแวดล้อมติดตามมาจนยากแก่การแก้ไข
 
            ผลการวิจัยพบว่าจำนวนผู้ปกครองในสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 40 จะพิจารณาเลือกใช้บริการรถรับส่งนักเรียน ถ้าหากการให้บริการดังกล่าวมีคุณภาพเป็นที่น่าพอใจมากกว่าในปัจจุบัน
 
            ในสหรัฐอเมริกา ผู้ที่ดำเนินการรถรับส่งนักเรียนอาจจะเป็นตัวโรงเรียนเอง หรือบุคคลภายนอกก็ได้  ลักษณะของรถที่ใช้จะแบ่งเป็น 2 ชนิดได้แก่
 
            รถโดยสารขนาดใหญ่ ที่มีขนาดบรรทุกผู้โดยสารมากกว่า 16 ที่นั่ง คิดเป็นร้อยละ 85 ของทั้งหมด รถชนิดนี้กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีเข็มขัดนิรภัย ยกเว้นในบางรัฐ



   



            รถโดยสารขนาดเล็ก ซึ่งมีเป็นส่วนน้อย แต่รถชนิดนี้จะต้องมีเข็มขัดนิรภัย โดยที่กฎหมายได้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของการให้บริการรถรับส่งนักเรียนไว้ ซึ่งมีรายละเอียดที่พอจะสรุปได้ดังนี้
          
            1.  การกำหนดให้มีที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเล็กก่อนเข้าวัยเรียน อายุระหว่าง 2 - 4 ขวบ (child safety seat  or restraint systems) ซึ่งมีการกำหนดลักษณะของที่นั่งพิเศษดังกล่าวไว้ ตามน้ำหนัก ส่วนสูง อายุ  ของนักเรียน

            2.  การกำหนดให้มีเข็มขัดนิรภัยในทุกที่นั่ง สำหรับรถรับส่งนักเรียนที่ผลิตขึ้นใหม่ จะต้องฝึกอบรมนักเรียน ครู ผู้โดยสารให้ใช้เข็มขัดนิรภัย ในส่วนคุณสมบัติของเข็มขัดนิรภัยที่มีอยู่ในรถทุกคันนั้นเป็นเข็มขัดนิรภัยที่ได้จัดทำไว้สำหรับผู้โดยสารที่มีอายุอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป หรือน้ำหนักมากกว่า  80 ปอนด์ (36.3 กิโลกรัม) หรือ ส่วนสูงมากกว่า 57 นิ้ว (142.5 เซนติเมตร)
จากหลายรายงานในต่างประเทศพบเหมือนกันว่าผู้โดยสารที่เป็นนักเรียน แม้ว่าจะมีอายุ น้ำหนักหรือส่วนสูงที่กำหนดไว้ ที่คาดเข็มขัดนิรภัยดังกล่าวจะมีความปลอดภัยเทียบเท่ากับผู้ใหญ่

            แม้ว่าจะมีรายงานประปรายถึงอันตรายที่เกิดจากการคาดเข็มขัดนิรภัยที่ไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ยกเว้นในเด็ดเล็กก่อนวัยเข้าเรียนที่มีอายุระหว่าง 2 - 4ขวบ ที่คาดเข็มขัดนิรภัยของผู้ใหญ่ มีโอกาสได้รับอันตรายต่อศีรษะมากเป็น 4 เท่าเมื่อเทียบกับเด็กที่มีการใช้ที่นั่งหรือเข็มขัดนิรภัยที่ออกแบบมาสำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะ
 
            3.  การกำหนดระยะห่างระหว่างแถวของที่นั่งให้แคบกว่ารถโดยสารทั่วไป และจัดพนักพิงด้านหลังให้สูงอย่างน้อย 65 เซนติเมตร (26 นิ้ว) จากระดับที่นั่ง ซึ่งจะช่วยทำให้โอกาสที่นักเรียนจะกระเด็น  หรือหลุดออกไปจากบริเวณที่นั่งในขณะที่ประสบอุบัติเหตุลดน้อยลง

            4.  รถรับส่งนักเรียนต้องมีสัญญาณเตือนต่างๆ ได้แก่ ไฟกระพริบสีแดง และสีอำพัน ทั้งด้านหน้า  ด้านหลัง มีสัญญาณเตือนให้หยุด รวมทั้งต้องมีอุปกรณ์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก

            5.  กำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องทำการตรวจสอบรถรับส่งนักเรียนโดยการสุ่มตรวจอยู่อย่างสม่ำเสมอ

            6.  พนักงานขับรถต้องมีอายุอย่างน้อย 21 ปี มีหลักฐานการตรวจร่างกายประจำปี ผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรวมไปถึงประวัติการประพฤติผิดทางเพศกับเด็ก
นอกจากนี้จะต้องเข้ารับการอบรมเป็นเวลาอย่างน้อย 6 ชั่วโมง พร้อมทั้งผ่านการทดสอบข้อเขียน และการสัมภาษณ์เกี่ยวกับกฎหมายจราจร หน้าที่พนักงานขับรถ การปฏิบัติกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

            7.  ต้องจัดให้มีพนักงานผู้ช่วย หรือผู้ดูแลนักเรียนประจำรถที่เป็นผู้ใหญ่ ไว้คอยกำกับดูแลนักเรียนให้นั่งอยู่กับที่ และคาดเข็มขัดนิรภัย ตลอดการเดินทาง

            8.  กำหนดเส้นทางการเดินรถ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยให้มากที่สุด โดยจัดเส้นทางให้มีการเลี้ยวขวางทางแยกให้น้อยที่สุด และพยายามไม่ให้นักเรียนต้องเดินข้ามถนน
สำหรับในประเทศไทย กฎหมายที่เกี่ยวข้องจะใช้คำว่ารถโรงเรียน ได้แก่ พระราชบัญญัติจราจรทางบก  และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก นอกจากนี้ยังมีระเบียบการะทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน ซึ่งประกาศใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2536 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
 
            ในส่วนของพระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ.2522 กฎหมายฉบับนี้มีการให้นิยามของโรงเรียนว่าหมายถึง รถบรรทุกคนโดยสารที่โรงเรียนใช้รับส่งนักเรียน ในขณะที่ใช้รถโรงเรียนรับส่งนักเรียน เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่รถโรงเรียนต้องจัดให้มีข้อความ “รถโรงเรียน” ขนาดสูงของตัวอักษรไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตรติดอยู่ด้านหน้าและด้านหลังของรถ ถ้ารถโรงเรียนมีไฟสัญญาณสีแดงเปิดปิดเป็นระยะติดไว้ด้านหน้า และด้านหลังของรถเพื่อให้รถที่สวนมาหรือตามหลังเห็นได้ชัดเจน เมื่อนำรถนั้นไปใช้ถนนโดยไม่ได้ใช้รับส่งนักเรียนให้งดใช้ไฟสัญญาณสีแดง และต้องปิดคลุมข้อความว่า “รถโรงเรียน”
 
            ส่วน พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน จะกำหนดรายละเอียดไว้มากกว่าดังนี้

            1.  สีของรถโรงเรียนเป็นสีเหลืองคาดดำตามแบบของกรมขนส่งทางบก

            2.  จัดให้มีเครื่องหมายเป็นแผ่นป้ายพื้นสีส้มสะท้อนแสง ขนาดกว้างอย่างน้อย 35 เซนติเมตร และยาวอย่างน้อย 85 เซนติเมตร ติดอยู่ที่ด้านหน้าและด้านท้ายของตัวรถ ให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 50 เมตร และมีชื่อโรงเรียนติดอยู่ด้านข้างทั้ง 2 ข้างของตัวรถ พร้อมทั้งหมายเลขโทรศัพท์ (ถ้ามี)

            3.  จัดให้มีไฟสัญญาณสีเหลืออำพันปิดเปิดเป็นระยะ (กะพริบ) ในขณะที่ใช้รับส่งนักเรียน ติดไว้ที่ด้านหน้าและด้านท้ายของตัวรถ เพื่อให้ผู้ขับรถที่สวนทางมาหรือขับตามหลังสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ในระยะห่างไม่น้อยกว่า 150 เมตร เมื่อมิได้ใช้รถนั้นเป็นรถโรงเรียนให้งดใช้สัญญาณไฟสีเหลืองอำพันดังกล่าว

            4.  จัดให้มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นเพื่อช่วยเหลือนักเรียน เมื่อมีอุบัติเหตุ หรือมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น  ได้แก่ เครื่องดับเพลิง ซึ่งต้องติดตั้งไว้ภายในรถในที่เหมาะสมพร้อมที่จะใช้การได้ทุกขณะ ค้อนทุบกระจก 1 อัน และเหล็กชะแลง 1 อัน

            5.  จัดให้มีแผ่นป้ายแสดงข้อความเตือนเรื่องความปลอดภัยในการดโยสารตามที่กรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนด
 
            6.  จัดให้มีเครื่องมือปฐมพยาบาลประจำรถโรงเรียนทุกคัน นอกจากนี้ยังมีการกำหนดคุณสมบัติของพนักงานขับรถ และผู้ควบคุมดูแลนักเรียน ต้องมีการจัดทำทะเบียนนักเรียน และส่งข้อมูลให้กระทรวงศึกษาธิการอย่างสม่ำเสมอ






            ด้วยระเบียบข้อบังคับดังกล่าวข้างต้น ทำให้สามารถพบเห็นรถโรงเรียนที่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับได้น้อยมาก นอกจากนี้การให้บริการรถรับส่งนักเรียนในกรุงเทพมหานคร พบว่ามีส่วนน้อยเท่านั้นที่ดำเนินการโดยโรงเรียน ส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยบุคคลภายนอก หรือบุคลากรในโรงเรียน  โดยที่โรงเรียนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
 
            จากข้อมูลดังกล่าวข้องต้น คงเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่ารถรับส่งนักเรียน หรือรถโรงเรียน  เป็นการเดินทางที่มีความปลอดภัยสูง ถึงแม้จะไม่ได้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับที่ได้กำหนดไว้ ก็ยังมีความปลอดภัยมากกว่ายานพาหนะชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรที่คับคั่ง  แต่ทำไมผู้ปกครอง จึงให้นักเรียนใช้วิธีดังกล่าวในสัดส่วนที่น้อยมาก
 
            ตามทฤษฏีพื้นฐานทางจิตวิทยา การที่ผู้ปกครองผู้บริหารโรงเรียน ผู้ให้บริการรถรับส่งนักเรียน จะตระหนักถึงความสำคัญของการให้บริการรถรับส่งนักเรียนนั้น จะต้องประกอบไปด้วย  ความสนใจ ความใส่ใจ (attention) ความเข้าใจ (comprehension) และทัศนคติ (attitude) ต่อการให้บริการรถรับส่งนักเรียน แต่การที่จะทำให้บริการรถรับส่งนักเรียนที่ดีมีคุณภาพเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องมีส่วนประกอบที่สำคัญอีกส่วนได้แก่ แรงจูงใจ (motivation)
 
            ในสภาพความเป็นจริงแล้ว ผลตอบแทน หรือกำไรเป็นแรงจูงใจ (motivation) ที่สำคัญในการดำเนินกิจการต่างๆ  หรืออย่างน้อยก็ตองไม่ขาดทุนสำหรับกิจการที่ไม่มุ่งหวังกำไร แต่การดำเนินการรถรับส่งนักเรียนที่มีช่วงเวลาดำเนินการเพียง 8 - 9 เดือนต่อปี อีกทั้งเวลาที่สามารถดำเนินการได้ก็เป็นเพียงช่วงเช้าและเย็นเท่านั้น โอกาสที่จะดำเนินการรถรับส่งนักเรียนอย่างเดียวให้มีผลกำไรหรือเพียงแค่คุ้มทุนก็เป็นไปได้ยากแล้ว
 
             ลองดูตัวอย่างง่ายๆ โดยการเปรียบเทียบกับโครงการรถแท็กซี่เอื้ออาทรของรัฐบาล ที่มีการคำนวณทางต้นทุน ผลกำไรในการดำเนินโครงการไว้แล้ว พบว่าโครงการดังกล่าวกำหนดค่ารถไว้  700,000 บาท ผู้ซื้อรถในโครงการจะต้องส่งเงินค่างวดเฉลี่ย 550 บาทต่อวัน หรือ 16,500 บาทต่อเดือน  เป็นระยะเวลา 5 ปี 6 เดือน ตัวเลขดังกล่าวถ้ารวมต้นทุนในการประกอบการเข้าไปด้วย ผู้ซื้อรถจะต้องมีรายได้ต่อเดือนมากกว่า 25,000 บาทขึ้นไปถึงจะคุ้มทุน
 
             จากผลการสำรวจผู้ประกอบการรถรับส่งนักเรียนในกรุงเทพมหานครที่ไม่รวมถึงโรงเรียนนานาชาติ  พบว่ามีรายได้จากการดำเนินการรถรับส่งนักเรียนอย่างเดียวเฉลี่ย 13,178 บาทต่อเดือนต่อคัน ซึ่งตรงกับข้อมูลของผู้บริหารโรงเรียนที่ให้ข้อมูลตรงกันหมดว่ารถรับส่งนักเรียนเป็นการให้บริการที่ไม่คุ้มทุน แม้แต่ในโรงเรียนเอกชนก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่โรงเรียนเอกชนอาจจะได้ผลประโยชน์ในทางอ้อมจากการประชาสัมพันธ์เข้ามาทดแทน และยังเสี่ยงต่อการเสียชื่อเสียงของโรงเรียนในกรณีที่รถรับส่งนักเรียนเกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนนักเรียนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตด้วยเหตุผลดังกล่าวโรงเรียนส่วนใหญ่จึงไม่ได้จัดให้มีบริการรถรับส่งนักเรียน
 
           อย่างไรก็ตาม ท้ายสุดโครงการรถโรงเรียนจะเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้น  ตัวนักเรียนเองคงไม่ใช่ผู้ให้คำตอบ แต่หากผู้ปกครอง ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ให้บริการรถรับส่งนักเรียน หน่วยงานของรัฐ จะต้องตระหนักและให้ความสำคัญจะเลือกเอาความปลอดภัยหรือความคุ้มค่า ของการจัดให้บริการ รถรับส่งนักเรียน







...SCHOOL BUS......SCHOOL BUS......SCHOOL BUS......SCHOOL BUS...



 



 







หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 15 ก.ค. 2551 (12:35)

ขอให้กำลังใจผู้คิด และให้อีกอย่างว่าจะเกิดโครงการได้ต้องเชื้อเผลิงที่จะจุดประกายให้กับส่วนต่าง ๆ ให้ติดไฟตาม คุณเริ่มได้ถูกทางแล้ว ขอให้คุณปลูกฝังคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องสู้ตามคุณผมเป็นกำลังใจให้ด้วยคน


006 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 33 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 118 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


นิตยสารหมอชาวบ้าน
(http://www.doctor.or.th)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 4,923 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 8 เดือน
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 71 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.