ดุลการค้า ดุลบริการ ดุลการชำระเงิน และความสัมพันธ์กับอัตราแลกเปลี่ยน

บัญชีดุลการชำระเงิน

 Espresso















                 ดุลการชำระเงิน หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Balance of Payments คือ บัญชีที่จัดทำขึ้นเพื่อดูการไหลเข้าและออกของเงินตราต่างประเทศ จากการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งในที่นี้หมายถึง ระหว่างผู้มีถิ่นฐานในประเทศ (residents) กับผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ (nonresidents) ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น ในรอบ 1 เดือน หรือในรอบ 1 ไตรมาส หรือในรอบ 1 ปี เป็นต้น มีทั้งในรูปของเงินสกุลบาทและเงินสกุลหลัก ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐฯ

                  ดุลการชำระเงินอาจจะเกินดุล (Surplus) สมดุล (Balance) หรือขาดดุล (Deficit) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบแต่ละประเภทที่เกี่ยวข้องในบัญชีดุลการชำระเงิน โดย

-       เกินดุล เมื่อมีการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศมากกว่าการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ
-       สมดุล เมื่อมีการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศเท่ากับการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ
-       ขาดดุล เมื่อมีการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศน้อยกว่าการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ

        บัญชีดุลการชำระเงินจะประกอบไปด้วยรายการที่เกี่ยวข้องกับด้านรับเงินตราต่างประเทศ และด้านจ่ายเงินตราต่างประเทศ ซึ่งได้แก่ การค้าระหว่างประเทศ (การนำเข้าและการส่งออกสินค้าและบริการต่าง ๆ) รายได้ การโอนและการบริจาค รวมไปถึงการลงทุนระหว่างประเทศ



 
บัญชีดุลการชำระเงินมีองค์ประกอบดังนี้

1. บัญชีเดินสะพัด (Current Account) ซึ่งประกอบไปด้วย
      1) บัญชีการค้า (Trade Account) ได้แก่ รายการการค้าสินค้าระหว่างประเทศ หรือส่วนที่เรียกว่า การส่งออก และการนำเข้า
      2) บัญชีบริการ (Service Account) ได้แก่ รายการการค้าบริการระหว่างประเทศ  โดยรายการที่สำคัญและเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ง่าย ได้แก่ 
- รายได้และรายจ่ายการท่องเที่ยว โดยหากชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวเมืองไทย ก็จะถือเป็นรายรับด้านบริการ แต่หากคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ จะถือเป็นรายจ่ายด้านบริการ เป็นต้น 
- รายได้ หรือรายจ่ายด้านการขนส่ง และให้บริการต่างๆ 
      3) บัญชีรายได้และเงินโอน (Income and Current Transfers Account)
- รายได้จากแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ หรือการส่งกลับรายได้ของชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย
- รายได้เงินปันผล / ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในต่างประเทศ หรือส่วนที่ชาวต่างชาติมาลงทุนในไทยและส่งรายได้เงินปันผล / ผลตอบแทนกลับออกไป
- รายการเงินโอนและเงินบริจาค เช่น ไทยได้รับเงิน / สิ่งของบริจาคเพื่อช่วยเหลือ ตอนเกิดสึนามิ จากต่างประเทศ หรือไทยบริจาคเงิน / สิ่งของให้ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสนับสนุนการศึกษา เป็นต้น




2. บัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital and Financial Account)         
     ประกอบไปด้วยการเคลื่อนย้ายเงินทุนของภาคเอกชนและภาคทางการ
      1) การเคลื่อนย้ายเงินทุนของภาคเอกชน เช่น
- การลงทุนโดยตรง ที่เรียกว่า FDI (Foreign Direct Investment) เช่น การเข้ามาเปิดบริษัท เปิดโรงงานผลิตสินค้าในไทย หรือคนไทยไปลงทุนเปิดร้านอาหารในต่างประเทศ เป็นต้น
- การลงทุนในตลาดหุ้นของไทย หรือนักลงทุนไทยไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ เรียกว่า การลงทุนในหลักทรัพย์
- การให้กู้ยืมระหว่างคนไทยกับคนต่างประเทศ เช่น บริษัทแม่ในต่างประเทศให้เงินกู้ยืมแก่บริษัทลูกที่อยู่ในไทย
- การให้สินเชื่อการค้า ที่เรียกว่า Trade Credits 
      2) การเคลื่อนย้ายเงินทุนของภาคทางการ ได้แก่ เงินกู้และสินเชื่อระหว่างประเทศ เช่น การกู้ยืมเงินมาเพื่อลงทุนในโครงการสร้างรถไฟฟ้าของรัฐบาล เป็นต้น




3. บัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserve Account) 
                        เป็นบัญชีที่เป็นทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศ ซึ่งเมื่อตอนที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ทุนสำรองตัวนี้เองที่เป็นตัวที่ปรับลดลงค่อนข้างมาก โดยประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นทองคำที่ฝากไว้กับ IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) และธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากทองคำแล้วยังมีส่วนที่เป็นเงินตราต่างประเทศสกุลหลัก อาทิ ดอลลาร์สหรัฐฯ เยนญี่ปุ่น ยูโร ฯลฯ รวมทั้งตั๋วเงินระยะสั้นที่ในรูปของเงินตราต่างประเทศ ที่มีผลตอบแทน เป็นต้น



4. บัญชีความผิดพลาดและคลาดเคลื่อนทางสถิติ (Errors and Omissions)
                      บัญชีนี้เกิดขึ้นเพื่อเก็บตกข้อผิดพลาดและความคลาดเคลื่อนในการจัดเก็บสถิติที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศดังที่ได้กล่าวไปแล้ว กับการเปลี่ยนแปลงของระดับทุนสำรองระหว่างประเทศในแต่ละช่วงเวลา กล่าวคือ บัญชีนี้เป็นตัวปรับรายการความคลาดเคลื่อนทางสถิติ เพื่อให้ผลรวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นมีค่าเท่ากับการเปลี่ยนแปลงของทุนสำรองระหว่างประเทศ



    ดุลการชำระเงิน =                                                             
       ดุลบัญชีเดินสะพัด (ดุลการค้า+ดุลบริการ+รายได้และเงินโอน) + ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย         



     การเปลี่ยนแปลงในดุลการชำระเงิน =                                    
         การเปลี่ยนแปลงในบัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ + ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนทางสถิติ            
   
ตัวอย่าง สมมติว่าประเทศไทย

-      มีมูลค่าการนำเข้าสินค้ามากกว่ามูลค่าการส่งออก ซึ่งอันนี้มีผลทำให้ดุลการค้าขาดดุล
-      แต่เผอิญว่าไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก และมากกว่ารายจ่ายจากการไปเที่ยวต่างประเทศของคนไทย ซึ่งอันนี้มีผลทำให้ดุลบริการเกินดุล
-       ดังนั้น หากดุลบริการที่เกินดุลมีมูลค่าสูงกว่าดุลการค้าที่ขาดดุล ผลจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล
-       ต่อมาสมมติให้มีการไหลเข้าของเงินทุนมากกว่าการไหลออกของเงินทุน ก็ทำให้ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายเกินดุลเช่นกัน
-       ผลก็คือ ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายต่างก็เกินดุล ก็จะมีผลทำให้ดุลการชำระเงินเกินดุลไปด้วย
-       เมื่อดุลการชำระเงินเกินดุล เช่น 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่การเปลี่ยนแปลงในบัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเพียง 198 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในที่นี้ส่วนของบัญชีความผิดพลาดและคลาดเคลื่อนทางสถิติจะอยู่ที่ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น




หวังว่าคงจะยังไม่งงกัน เพราะรู้สึกว่ามีหลายบัญชีเหลือเกิน วิธีจำแบบคร่าวๆ ก็คือ

-       ดุลการค้า ก็ให้คิดถึงแต่เฉพาะเรื่องของนำเข้า-ส่งออกสินค้า
-       ดุลบริการ ก็นึกถึงเรื่องการบริการ โดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยว และค่าขนส่ง
-       ดุลรายได้และเงินโอน ให้นึกถึงการส่งกลับรายได้จากการไปทำงานในต่างแดน และการโอนเงินบริจาค
-       ดุลบัญชีเดินสะพัด = ดุลการค้า + ดุลบริการ + ดุลรายได้และเงินโอน
-       ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย   ให้คิดถึงเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการเดินทางของเงินทุน เช่น ลงทุนในตลาดหุ้น การเอาเงินมาลงทุนเปิดกิจการโรงงาน เป็นต้น
-       ดุลการชำระเงิน = ดุลบัญชีเดินสะพัด + ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย
-       การเปลี่ยนแปลงในดุลการชำระเงิน = การเปลี่ยนแปลงในบัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ + ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนทางสถิติ



ความสัมพันธ์ระหว่างดุลการชำระเงินกับอัตราแลกเปลี่ยน
ความสัมพันธ์จะขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นๆ ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบใด

-       ซึ่งหากเป็นแบบไทยในอดีต ซึ่งใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed Exchange Rate Regime) เวลาเกิดความไม่สมดุลของดุลการชำระเงิน เช่น ขาดดุล หรือเกินดุล ธนาคารกลางหรือรัฐบาลของประเทศมีหน้าที่รักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่ต้องการจะคงไว้ ดังนั้น เมื่อมีการเกินดุลของดุลการชำระเงิน ธนาคารกลางจะต้องเข้าไปแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยการซื้อเงินตราต่างประเทศที่เกินดุลนั้นขึ้นมา เพื่อรักษาสมดุลในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ในกรณีนี้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศจะปรับสูงขึ้น ส่วนในกรณีที่ดุลการชำระเงินขาดดุล ธนาคารกลางหรือรัฐบาลก็ทำในลักษณะตรงกันข้าม
-       หากใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว (Floating Exchange Rate Regime) เมื่อเกิดความไม่สมดุลของดุลการชำระเงิน อัตราแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติตามการทำงานของกลไกตลาด เช่น ในกรณีที่ดุลการชำระเงินเกินดุล หมายถึงมีเงินตราต่างประเทศเข้ามามาก ค่าเงินของประเทศนั้น ๆ ก็จะมีค่าแข็งขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้การส่งออกลดลง ขณะที่การนำเข้าจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้ดุลการชำระเงินเกินดุลลดลง และค่อย ๆ ปรับเข้าสู่ดุลยภาพ โดยธนาคารกลางไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการแทรกแซงเพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนกลับเข้าสู่ดุลยภาพเช่นในกรณีของระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่
-       หากใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการจัดการ (Managed-Floating Exchange Rate Regime) ซึ่งเป็นแบบกึ่งลอยตัว กึ่งมีการจัดการกับอัตราแลกเปลี่ยน โดยธนาคารกลางอาจจะปล่อยให้มีการปรับตัวตามกลไกตลาดในบางช่วง แต่บางช่วง หากเห็นว่ามีความไม่สมดุลในดุลการชำระเงิน ก็อาจจะเลือกที่จะเข้ามาจัดการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนได้




 





 

Related link:
www.customs.go.th/Statistic/Index.jsp
http://www.bot.or.th/bothomepage/databank/EconData/EconFinance/index03.htm

tags :

บทความอื่นๆ

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด

หลักการใช้ in, on, at ในภาษาอังกฤษอย่างไรไม่ให้พลาด new post

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน สัมพัทธภาพพิเศษ กับ มายาคติของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน กาลอวกาศและขนมปังลูกเกด

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

ช็อตเด็ด!!! เสวนาทะลุมิติวิทยาศาสตร์กับ Interstellar ตอน เวลาคือมิติที่สี่

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour:  ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?

เที่ยวสนุกสไตล์ Sci trip on tour: ฟอสซิลสัตว์ทะเลบนก้อนหินมาจากไหน และ อะไรคือน้องวัว?