วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/36578" type="text/javascript"></script>
ไซนัสอักเสบ (Sinusitis) โรคที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต
เฉลี่ยผู้มารับการรักษาโรคไซนัสในคลินิกหู คอ จมูก 4 - 5 คนใน 10 คนต่อวัน ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษา ต้องหยุดทำงาน เสียอารมณ์ ทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจไม่น้อยต่อปี ดังนั้น เราต้องมาทำความรู้จักกับโรคไซนัสอักเสบกันหน่อย
ผู้เขียน: นพ.ประพจน์ คล่องสู้ศึก ชมแล้ว: 53,869 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 30 April 2008, 5:14 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 28 May 2008, 1:49 pm

หน้าที่ 1 - ความรู้เกียวกับโรคไซนัสอักเสบและวิธีการดูแลรักษา



         นพ.ประพจน์  คล่องสู้ศึก
ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของนิตยสารหมอชาวบ้าน กับ วิชาการ.คอม
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 25 ฉบับที่ 297 เดือนมกราคม 2547
คอลัมภ์ : เรื่องเด่นจากปก 
URL :
http://www.doctor.or.th







            โรคหวัด โรคภูมิแพ้ หรือไซนัสอักเสบ เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจมีอาการหลายอย่างคล้ายกัน เช่น มีน้ำมูก คัดจมูก จาม ปวดแก้ม บางครั้งเป็นกันระยะสั้น บางครั้งเป็นกันตลอดปี ซึ่งบางคนอาจแยกไม่ถูกว่าอาการที่ตัวเองเป็นนั้นคือโรคอะไรกันแน่ เมื่อแยกไม่ถูกก็อาจนำไปสู่การรักษาตัวเองที่ผิดวิธี อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้  ยิ่งเป็นยิ่งสับสนทำให้คุณภาพชีวิตประจำวันต่ำลงได้ บางคนถึงกับกลัวสังคมรังเกียจ

            ในต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกามีคนเป็นโรคนี้ราว 31 ล้านคน (กันยายน 2546) และมีประชาชนไปพบแพทย์ในเรื่องไซนัสอักเสบเรื้อรังราว 18 - 22 ล้านคน
 
            ในแต่ละปี บ้านเราก็มีจำนวนไม่น้อย สถิติขึ้นตามจำนวนของโรคภูมิแพ้ซึ่งในกรุงโรคแพ้อากาศสูงถึง  40 เปอร์เซ็นต์ (พ.ศ.2538)
 
            เฉลี่ยผู้มารับการรักษาโรคไซนัสในคลินิกหู คอ จมูก 4 - 5 คนใน 10 คนต่อวัน ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษา ต้องหยุดทำงาน เสียอารมณ์ ทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจไม่น้อยต่อปี ดังนั้น เราต้องมาทำความรู้จักกับโรคไซนัสอักเสบกันหน่อย
 
            ความจริงแล้วชื่อไซนัสอักเสบ (Sinusitis) ไม่ถูกต้องซะที่เดียว จริงๆควรเป็นเยื่อบุจมูกและโพรงอากาศรอบๆจมูกอักเสบ คือ Rhinosinusitis อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นไปตามความเคยชินเรายังคงเรียกว่าไซนัสอักเสบ (Sinusitis)เฉยๆไปก่อน



4ไซนัสคืออะไร       
           
           ไซนัส (Sinusitis) เป็นโพรงอากาศในกระดูกใบหน้าอยู่บริเวณรอบๆ จมูก ในโพรงอากาศ หรือไซนัสนี้  จะมีเยื่อบุซึ่งเป็นชนิดเดียวกับเยื่อบุช่องจมูกและติดต่อกันโดยผ่านรูเปิดเล็กๆ (รูปที่ 1, 2) มี 4 คู่ ได้แก่

           1. ไซนัสบริเวณโหนกแก้ม 2 ข้าง (Maxillary sinus)

           2. ไซนัสระหว่างลูกตาบริเวณหัวตา 2 ข้าง (ethmotd sinus)

           3. ไซนัสบริเวณหน้าผากใกล้กับคิ้ว 2 ข้าง (frontal sinus)

           4. ไซนัสที่อยู่ในกะโหลกศีรษะใกล้ฐานสมอง (sphenoid sinus)



4ไซนัสมีหน้าที่อะไร 
            
           เนื่องจากไซนัสเป็นโพรงอากาศ ดังนั้น จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ศีรษะของเราเบาขึ้น เวลาพูดมีเสียงก้องกังวานขึ้น และขณะเดียวกันเยื่อบุของไซนัสและจมูกจะผลิตน้ำมูกเมือกใส ๆ ประมาณวันละ 0.5 - 1 ลิตร เพื่อดักจับฝุ่นละอองและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ในอากาศ ที่เราหายใจเข้าไป ขณะเดียวกับบนเยื่อบุเหล่านี้จะมีขนาดเล็ก  (cilia) ที่คอยพัดโบกเอาน้ำมูกเหล่านี้ลงไปทางด้านหลังของจมูก สู่ช่องคอและเมื่อพลัดลงคอเราก็จะกลืนลงไปจากนั้นกรดในกระเพาะก็จะทำหน้าที่ฆ่าเชื่อโรคต่างๆให้หมดไป
 
            นอกจากนั้นไซนัสยังทำหน้าที่คล้ายเป็นเครื่องปรับอากาศของปอดนั่นคือ เมื่อเราหายใจเข้าไปอากาศก็ผ่านบริเวณจมูกที่มีเยื่อบุต่อกับเยื่อบุไซนัสปกติเหล่านี้ ซึ่งจะชวยถ่ายเทความร้อนและความชื้นจากหลอดเลือดบนเยื่อบุ ทำให้อากาศอุ่นและชื้นขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับร่างกายของคนเรา การไหลของน้ำมูกลงคอนี้เราจะไม่รู้สึกอะไรจนกว่าจำนวนที่ผลิตได้มากเกินไปซึ่งจะเกิดจากการระคายเคืองจากสารก่อภูมิแพ้ ควันบุหรี่ มลภาวะอากาศเป็นพิษ สารเคมี ควันรถยนต์หรือมีการติดเชื้อไวรัส เช่น เชื่อหวัดสิ่งเหล่านี้จะทำให้เยื่อบุจมูกและไซนัสผลิตน้ำมูกใสๆ ออกมาเพิ่มมากกว่าปริมาณปกติ เพื่อชะล้างสิ่งที่ระคายเคืองกลายเป็นเสมหะโหลลงคอ (Post nasal drip) และถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacteria) จะทำให้น้ำมูกใสเปลี่ยนสภาพเป็นสีเขียวข้นหรือเหลืองได้



4สาเหตุที่ทำให้ไซนัสอักเสบ 

            ตามปกติไซนัสหรือโพรงอากาศทั้งหลายจะมีทางเชื่อมต่อกับโพรงจมูก  ซึ่งทางเชื่อมต่อนี้จะเปิดโล่งและน้ำเมือก (น้ำมูกใส ๆ) ที่มีกาสร้างอยู่ในไซนัสก็สามารถไหลระบายลงสู่โพรงจมูกได้ แต่ถ้าหากทางเชื่อมดังกล่าวเกิดการอุดกั้นขึ้นมาด้วยสาเหตุใดก็ตามแต่ส่วนใหญ่คนเราเมื่อหายใจไม่สะดวก มีน้ำมูกอยู่ในจมูกก็มักชอบสูดจมูก ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนี้ ทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในจมูกเข้าไปในโพรงอากาศของไซนัสทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้น

            ขณะเดียวกันเมื่อมีการอักเสบของเยื้อบุจมูกทำให้รูที่ติดต่อระหว่างโพรงอากาศกับจมูกตันขึ้น น้ำมูกที่ผลิตในไซนัสไม่สามารถออกมาได้ ก็ทำให้เรามีอาการปวดบริเวณหน้าผากหัวคิ้ว ระหว่างตาทั้งสองข้างหรือบริเวณแก้มได้ ทั้งหมดนี้เป็นอาการปวดจากไซนัสอักเสบ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเพียงพอ รูเปิดระหว่างช่องจมูกและไซนัสมีการตีบตันเป็นมานานจนเรื้อรัว การบวมของเยื่อบุอาจจะเปลี่ยนแปลงเป็นริดสีดวงจมูกและ / หรือมีการอักเสบติดเชื้อเป็นหนองในไซนัสได้

             คนที่มีอาการจากภูมิแพ้ที่มีอาการจาม คัดแน่นจมูก และคันจมูกเป็นประจำ มักจะทำให้ทางเชื่อมระหว่างไซนัสกับโพรงจมูกมีอาการบวมและเกิดการอุดตัน นำไปสู่การเป็นสาเหตุอันหนึ่งที่จะเป็นโรคไซนัสอักเสบได้ จึงพูดได้ว่าทั้งโรคภูมิแพ้และไซนัสอักเสบเป็นโรคที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด
 
             นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากเนื้องอกในจมูกหรือผนังกั้นกลางของจมูกคต หรือมีการเปลี่ยนแปลงความดันบรรยากาศภายนอกร่างกายทำให้มีการอุดกั้นของทางเชื่อมระหว่างไซนัสกับโพรงจมูกได้ และการที่มีอารมณ์แปรปรวน มีความเครียดสูง ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลงก็จะทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบดังวงจรที่แสดงไว้ดังนี้



      E  =  Emotoin , Envaronment (อารมณ์ , สิ่งแวดล้อม)
      A  =  Allergy (โรคภูมิแพ้)
      B  =  Bacteria (แบคทีเรีย)


สุดท้ายก็คือเชื้อรา

             ปัจจุบันพบว่าคนเราสามารถแพ้เชื้อและเป็นโรคของไซนัสอย่างหนึ่งได้ (allergic fungal rhinosinusitis) และก็มีวิธีรักษาเชื้อราในจมูก ไม่ทำอันตรายต่อเราได้ ถ้าเราเป็นคนที่มีภูมิคุมกันปกติ คือ ไม่เป็นเบาหวาน ปลูกถ่ายอวัยวะหรือโรคเอดส์



4ไซนัสอักเสบ : อาการเป็นอย่างไร 
            
            อาการเฉพาะของโรคไซนัสอักเสบที่สังเกตได้ คือ จะมีอาการปวดหน่วงๆ ตามจุดไซนัส เช่น หน้าผาก  หัวตา โหนกแก้ม หรือรอบๆ กระบอกตา ถ้าเอานิ้วกดหรือเคาะแรงๆ ตรงไซนัสที่อักเสบก็จะเจ็บ อาการปวดมักเป็นมากในตอนเช้าหรือบ่าย และเวลาก้มศีรษะหรือเปลี่ยนท่า ผู้ป่วยจะมีน้ำมูกเป็นหนองข้นสีเหลืองหรือสีเขียว  บางคนน้ำมูกจะไหลลงคอ หรือเวลาสูดจมูกแรงๆ จะมีหนองไหลลงหลังคอ อาจมีการคัดแน่นจมูกหรือหายใจมีกลิ่นเหม็นคาวร่วมด้วย ถ้ามีอาการดังกล่าวชัดเจนก็มักจะบอกได้เลยว่าเป็นไซนัสอักเสบ หรือบางคนอาจจะไปหาหมอฟันด้วยอาการปวดฟัน แต่ที่จริงแล้วเป็นไซนัสอักเสบ ตัวอย่างเช่น ไซนัสที่บริเวณ แก้มจะทำให้ปวดแก้มแล้วร้าวมาที่ฟันได้ เพราะว่าส่วนล่างสุดของไซนัสที่แก้มจะอยู่ติดกับรากฟัน
 
            ไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลันมีอาการประมาณ 4 สัปดาห์  
 
            ไซนัสอักเสบเรื้อรัง มีอาการเกิน 12 สัปดาห์ ซึ่งถ้าเป็นเรื้อรังก็จะสร้างปัญหาต่อผู้ป่วยทางด้านอารมณ์ เศรษฐกิจ และการงานดังกล่าวข้างต้นแล้ว



4อันตรายจากไซนัสอักเสบมีอะไรบ้าง ? 
            
           โดยทั่วไปแล้วไซนัสอักเสบสามารถรักษาด้วยการกินยาก็เพียงพอแล้ว แต่การติดเชื้อในไซนัสอาจจะลุกลามไปยังอวัยวะสำคัญใกล้เคียงได้ คือ ตาและสมอง ซึ่งถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายแต่ภาวะดังกล่าวก็พบได้ไม่บ่อยนักในรายที่มีอาการเรื้อรังอาจจะมีความสัมพันธ์กับโรคทางปอด หลอดลมอักเสบ ไอเรื้อรัง หอบหืด  และหูชั้นกลางอักเสบได้



4ใครบ้างที่มีโอกาสจะมีปัญหาเกี่ยวกับไวรัส ? 

            ที่จริงแล้วไม่ว่าใครก็สามารถเป็นไซนัสอักเสบได้แม้แต่เด็กแรกเกิดซึ่งมีไซนัสขนาดเล็กๆ แต่บุคคลที่มีโอกาสเป็นไซนัสอักเสบได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ได้แก่    

            1. คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก : เมื่อเกิดอาการแพ้จะเหมือนคนเป็นหวัด  เยื่อบุจมูกจะบวม รูเปิดไซนัสจะตีบตันทำให้เกิดการอักเสบในไซนัสได้

            2. คนที่มีความผิดปกติของช่องจมูก : เช่น ผนังกั้นระหว่างช่องจมูกคต ทำให้ช่องจมูกแคบกว่าปกติเกิดอาการแน่นคัดจมุก และขัดขวางการไหลเวียนตามปกติของน้ำมูกที่จะไปทางด้านหลังทำให้มีโอกาสเกิดการอักเสบติดเชื้อง่ายขึ้น

            3. คนที่สูบบุหรี่และคนที่อยู่ในเขตมลภาวะเป็นพิษ :จะมีผลทำให้ภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อลดลง มีโอกาสเป็นไซนัสอักเสบมากขึ้น

            4. มีคนกล่าวถึงการว่ายน้ำ : สระที่ใส่น้ำยาคลอรีน หรือฆ่าเชื้อด้วยโอโซนอาจทำให้มีโอกาสเป็นไซนัสอักเสบเกิดขึ้น เพราะว่ามีการระคายเคืองของเยื่อบุเกิดขึ้น

           “ คนที่มีอาการจากภูมิแพ้ที่มีอาการจาม คัดแน่นจมูกและคันจมูกเป็นประจำ มักจะทำให้ทางเชื่อมระหว่างไซนัสกับโพรงจมูกมีอาการบวมและเกิดการอุดตัน นำไปสู่การเป็นสาเหตุอันหนึ่งที่จะเป็นโรคไซนัสอักเสบได้จึงพูดได้ว่าทั้งโรคภูมิแพ้และไซนัสอักเสบเป็นโรคที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ”



4การดูแลตัวเอง 
           
            มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเมื่อเป็นไซนัสอักเสบแล้ว สามารถหายเองได้ เช่น ไซนัสอักเสบที่เกิดจากไวรัส  (อาการที่เป็นไม่เกิน 7 วัน) ด้วยการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี
 
            นั่นคือต้องพักผ่อนให้พอ ดื่มน้ำมากๆ อยู่ในสถานที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี มีความชื้นพอเพียง ออกกำลังกายตามความเหมาะสม กินอาหารที่มีประโยชน์ และกินยาตามอาการ เช่น ยาแก้ปวด และยาลดน้ำมูก  (decongestants)

            ในกรณีที่แน่ใจว่าตัวเองเป็น ไซนัสอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (อาการหวัดเกินกว่า 7 วัน) และไม่เคยแพ้ยาอะไรมาก่อน อาจดูแลตัวเองในเบื้องต้นได้ด้วยวิธีการกินยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน  (Amoxicillin) หรือ โคไตรม็อกซาโซล (co-trimoxazole) ขนาดที่ใช้ตามน้ำหนักของผู้ป่วย ยาวนานประมาณ  10 วัน ยาลดน้ำมูก ยาแก้ปวด ไม่ควรใช้ยาแก้แพ้ในระยะนี้ เพราะจะทำให้น้ำมูกข้นเหนียวขึ้น แต่ถ้าเป็นภูมิแพ้มาก่อนให้กินยาแก้แพ้ 2nd + 3rd generation ได้ อาจใช้วิธีสูดไอน้ำเพื่อทำให้จมูกชื้นขึ้นและอาจล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ



4การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ 
           
           เป็นการล้างเอาคราบน้ำมูกที่อาจอุดตันรูเปิดของไซนัส ชำระล้างเอาสิ่งสกปรกและเชื่อโรคออกจากจมูกทำให้โพรงจมูกสะอาดน้ำมูกไม่ข้นเหนียว บรรเทาอาการคัดจมูก และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่จมูก สามารถทำได้เป็นประจำทุกวันวันละ 2 เวลา  เช้า เย็น ในช่วงเวลาแปรงฟันและสามารถล้างเพิ่มระหว่างวันได้ ถ้ามีน้ำมูกมากหรือคัดจมูก

          ขั้นตอน

          1. ดูดน้ำเกลือ (0.9% normal saline solution) ประมาณ 5 ซีซีเข้าในกระบอกฉีดยา (ที่ไม่มีเข็ม) หรือขวดยาพ่นจมูก

          2. ก้มหน้าลงเล็กน้อย หายใจเข้าเต็มที่แล้วกลั้นลมหายใจไว้ อ้าปากเล็กน้อย

          3. สอดปลายกระบอกฉีดยาหรือหลอดพ่นยาเข้าในโพรงจมูกข้างใดข้างหนึ่ง

          4. ฉีดหรือพ่นน้ำเกลือเข้าในรูจมูกช้าๆ จนหมด (ขณะนี้ยังกลั้นลมหายใจไว้)

          5. หายใจออก พร้อมสั่งน้ำมูก หากมีน้ำมูกหรือมีน้ำเกลือไหลลงคอให้กลั้วคอบ้วนทิ้ง ถ้ายังไม่โล่งก็ทำซ้ำอีกได้

          6. ทำซ้ำข้อ 1 - 5 กับรูจมูกอีกข้าง

          7. เก็บอุปกรณ์ไปทำความสะอาดและผึ่งให้แห้ง น้ำเกลือที่เทออกมาจากขวดแล้วเหลือให้ทิ้งไป
สำหรับในเด็ก ผู้ปกครองจะตั้งคำถามว่าจะสำลักไหม ปกติเด็กที่ยังไม่เคยล้างให้เริ่มปริมาณน้อยๆ ก่อน เช่น 1 ซีซี แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นก็จะไม่สำลัก

          ไม่แนะนำให้เอาน้ำต้มมาผสมเกลือเพื่อจะเป็นน้ำเกลือ เพราะว่าเราไม่สามารถวัดเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นของเกลือได้ ถ้ามากไปจะทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุได้
สำหรับผู้ที่ชอบว่ายน้ำ ดำน้ำหรือต้องขึ้นเครื่องบินขณะที่ป่วยอยู่ควรงดภารกิจดังกล่าวชั่วคราวจนกว่าอาการคัดจมูก ปวดแก้ม น้ำมูกมากหมดไป



4ไซนัสอักเสบรักษาอย่างไร ? 
          
            ในระยะเริ่มต้น ไซนัสอักเสบสามารถรักษาทางยาได้ ที่สำคัญต้องควบคุมหรือแก้ไขสาเหตุบางอย่าง  (Predisposing factor) เพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำ (Recurrence) ได้แก่

           - ควบคุมและรักษาโรคภูมิแพ้ทางจมูก (ปรึกษาแพทย์)
 
           - ผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติของช่องจมูก เช่น ผนังกั้นช่องจมูกคด
สำหรับไซนัสอักเสบเรื้อรัง การรักษาทางยาอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ บางครั้งจำเป็นต้องทำการผ่าตัดไซนัสร่วมด้วย ได้แก่

           - การเจาะล้างไซนัส : ในรายที่มีน้ำมูก หรือหนองคั่งอยู่ในไซนัส

           - การผ่าตัดขยายรูเปิดของไซนัส

           - การผ่าตัดริดสีดวงจมูก




ริดสีดวงจมูก
ตรวจด้วยกล้องเทเลสโคป


ภายในโพรงไซนัส
ตรวจด้วยกล้องเทเลสโคป


            ปัจจุบันการตรวจและรักษาโรคไซนัสอักเสบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะความผิดปกติของช่องจมูกที่เป็นทางติดต่อกับรูเปิดร่วมของไซนัสต่างๆ (Osteomeatal  Complex) สามารถตรวจได้ด้วยกล้องเทเลสโคปที่ต่อเข้ากับโทรทัศน์วงจรปิด  (Endoscopic  Nasal  and  Sinus  Examination) (ดูจากรูป A และ B ) ทำให้เราผ่าตัดแก้ไขส่วนรูเปิดร่วมไซนัส ที่ผิดปกติเหล่านี้ได้ตรงจุด และยังคงเก็บรักษาโครงสร้างหลักที่สำคัญของช่องจมูกไว้ได้ดังเดิม (Functional Endoscopic Sinus Surgery)



4ไม่อยากเป็นไซนัสอักเสบต้องรู้วิธีป้องกัน 

            ความจริงในโพรงจมูกของคนเรามีเชื้อโรคอยู่แล้วตามธรรมชาติ เพราะเราหายใจเข้า - ออกอยู่ตลอดเวลา  และเชื้อเหล่านี้ก็จะไปติดอยู่ตามเยื่อบุต่างๆ ซึ่งในภาวะที่ร่างกายแข็งแรง หรืออวัยวะของคนคนนั้นเป็นปกติ ไม่มีจุดอ่อน (แพ้สิ่งต่างๆ) ไซนัสจะสามารถขับ

           เชื้อโรคทั้งหลายออกมาได้ เพราะฉะนั้น วิธีป้องกันที่จะไม่ให้เป็นไซนัสอักเสบ หลักสำคัญอยู่ที่การทำร่างกายให้แข็งแรงเช่น

           - ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค

          - พักผ่อนให้พอ อย่าอดนอน หรือนอนดึกบ่อยๆ เพราะถ้าร่างกายอ่อนแอเมื่อไรโอกาสที่จะติดเชื้อต่างๆ  ก็เกิดขึ้นได้ง่าย

          - พยายามดูแลตัวเองอย่าให้เป็นหวัด เพราะผลจากการเป็นหวัดร้อยละ 2 - 5 สามารถเป็นไซนัสอักเสบได้

          - กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบหมวดหมู่

          - งดการดื่มเหล้า และสูบบุหรี่

          - หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ
หากดูแลสุขภาพและปฏิบัติตัวเองได้ครบถ้วนตามที่กล่าวข้างต้นทุกคนก็จะห่างไกลจากโรคไซนัสอักเสบแน่นอน



4สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคไซนัสอักเสบ 

          1. ไซนัสอักเสบเป็นโรคที่พบได้ทุกฤดูกาลตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศชื้น และเป็นได้ทุกเพศทุกวัย

          2. ไซนัสอักเสบอาจจะเป็นเพียงซีกเดียว หรือจุดใดจุดหนึ่งก็ได้

          3. ไซนัสอักเสบเป็นโรคเฉพาะตัวส่วนบุคคล จึงไม่ติดต่อแม้จะกินอาหารร่วมกันหรืออยู่ใกล้ชิดกัน
 
          4. คำว่า “เฉียบพลัน” หมายความว่า เมื่อร่างกายติดเชื้อแล้วจะเกิดอาการของโรคนั้นทันที

          5. การติดเชื้อไวรัส น้ำมูกหรือเสมหะจะไม่เป็นหนอง แต่ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรียจะทำให้น้ำมูกข้นและเป็นหนอง

          6. การแยกอาการระหว่างโรคหวัดกับไซนัสอักเสบ ถ้าเป็นหวัดผู้ป่วยควรจะหายภายใน 5 - 7 วัน แต่ถ้าถึงวันที่ 5 - 6 แล้วยังไม่หายและกลับเป็นมากขึ้น เช่นไอมากขึ้น ปวดหัว ปวดแก้ม เสมหะลงคอมากขึ้นหรือบ้วนออกมาเสมหะเป็นสีเขียวข้น แสดงว่าอาจเป็นไซนัสอักเสบ ควรรีบไปพบแพทย์

          7. ถ้าเป็นหวัดคัดจมูก ให้สั่งน้ำมูกทีละข้าง อย่าสูดเข้าไป เพราะด้านหลังของจมูกจะติดกับช่องระหว่างหูชั้นกลางกับหลังจมูก จะทำให้หูอื้อ และเป็นการทำให้เชื้อโรคเข้าไปสู่ไซนัสได้ง่ายขึ้น
8. บางตำรา (แพทย์) จะห้ามไม่ให้ผู้ป่วยไซนัสอักเสบว่ายน้ำในสระ เพราะสระว่ายน้ำส่วนใหญ่จะใส่คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำ แต่ปัจจุบันสระว่ายน้ำบางแห่งมีสระน้ำเกลือ จึงไม่น่าเป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วยไซนัส เพราะจะทำให้ผู้ชอบว่ายน้ำมีทางเลือกในการออกกำลังกาย แต่ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบระยะเฉียบพลัน

            การล้างจมูก
 
            การล้างจมูกเป็นวิธีหนึ่งที่หมดทางด้าน หู คอ จมูก ใช้รักษาผู้ป่วยไซนัสอักเสบ ประโยชน์ของการล้างจมูก คือสามารถชะล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ค้างอยู่ในจมูกออกได้และทำให้เยื่อบุโพรงจมูกหดตัวเองหรือยุบบวมลง   แล้วหากมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในโพรงไซนัสต่างๆ ร่างกายก็จะขับออกมาได้
 
           ส่วนวิธีการที่ผู้ป่วยจะทำเองที่บ้านนั้น อาจจะลำบากนิดหน่อยสำหรับคนที่ไม่เคยทำ แต่สามารถทำเองได้ เมื่อก่อนเขาจะใช้เกลือผสมน้ำร้อน ก็คือต้มเป็นน้ำเกลือนั่นแหล่ะ แต่มีปัญหานิดหน่อยว่าเราจะวัดเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นของน้ำเกลือไม่ได้ ซึ่งมีความสำคัญต่อเยื่อบุโพรงจมูก คือ ถ้าเกลือมากไปจะทำให้เยื่อบุจมูกแห้ง
 
           เดี๋ยวนี้คนใส่คอนแทคเลนส์มาก ไปหาซื้อน้ำเกลือสำเร็จรูปที่เขาใช้ทำความสะอาดเลนส์นั่นแหล่ะมาล้างจมูก วิธีใช้ก็เหมือนการพ่นยาเข้าจมูก โดยกลั้นหายใจแล้วสูดน้ำเข้าไป โดยเริ่มต้นจากการใช้น้ำน้อยๆก่อน  อาจสำลักบ้างก็ไม่เป็นไร ถ้าลงคอก็บ้วนทิ้ง ทำบ่อยๆ ก็จะชำนาญไปเอง ทำได้วันละหลายครั้ง จะทำนานแค่ไหนก็ได้ หรือจนกว่าจะรู้สึกสบายขึ้น

             การรักษาไซนัสอักเสบ




          การรักษาไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

          - ให้กินน้ำเพียงพอ อย่าให้จมูกแห้ง

          - ยาแก้ปวด

          - ยาลดน้ำมูก

          - ให้ยาแก้อักเสบ – อะม็อกซีซิลลิน (amoxicilin) (ตามน้ำหนัก) หรือโคไตรม็อกซาโซล (co - trimoxazole) 10 วัน ถ้าแพ้เพนิซิลลิน (penicillin) หรือซัลฟา (sulfa) ก็ให้มาโครลิด (macrolides) หรือ  2nd gen. เซฟาโลสปอริน (cephalosporin)

          - ถ้าไม่ได้ผลให้กินยาต่อไปถึง 14 วัน

          - ถ้าไม่ได้ผลให้เปลี่ยนยาเป็นอะม็อกซีซิลลิน / คลาวูลาเนต (Clavulanate) 2nd gen. เซฟาโลสปอริน , มาโครลิด ตัวที่มีการควบคุมเชื้อโรคที่กว้างกว่าหรือให้ควิโนโลน (quinolones)

          การรักษาไซนัสอักเสบเรื้อรัง

          - ให้ทานน้ำเพียงพอ

          - ยาแก้ปวด

          - ยาลดน้ำมูก
 
          - 2nd gen. แอนติฮิสตามีน (antihistamine) ถ้าคิดว่ามีโรคภูมิแพ้ด้วย

          - ให้คอร์ติโคสตีรอยด์ (corticosteroid)




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 28 พ.ค. 2551 (16:36)
bfllemail@yahoo.com
Tanasak เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 29 พ.ค. 2551 (19:25)
เยื่อบุของไซนัสและจมูกจะผลิตน้ำมูกเมือกใส ๆ ประมาณวันละ 0.5 - 1 ลิตร ....มากขนาดนั้นเลยเหรอครับ ผิดหน่วยอ๊ะเปล่า ???
ไข่ต้มร้อนๆ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 41 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 2 มิ.ย. 2551 (10:06)

อ่านไปอ่านมาเฮ้ย เราก็อาการคลายๆ ต้องขอตัวไปพบแพทย์ซะบ้างแล้ว


ขอบคุณสำหรับความรู้ดีดีนะครับ


jameskrab เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 25 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 147 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 8 มิ.ย. 2551 (09:43)

การรักษาโรคริดสีดวงจมูกโดยการผ่าตัดในปัจจุบันมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง ยกเว้นแพทย์ที่ฝีมือยังไม่ชำนาญ อาจเกิดขอบตานักมวย(รอยเขียวช้ำรอบดวงตา) หรือรอยรั่วใต้สมองซึ่งต้องผ่าตัดซ่อมแซม       หลังผ่าตัดใหม่ๆ อย่าพึ่งใช้ยาพ่น ต้องรอให้แผลหายดีก่อน ซึ่งจะสังเกตได้ว่าไม่มีเลือดออก เมื่อสั่งน้ำมูกหรือบ้วนเสมหะ  ส่วนการล้างจมูกหลังการผ่าตัดถือเป็นความสำคัญที่สุด เมื่อก่อนแพทย์จะเป็นผู้ล้างโดยสอดท่องอๆ เข้าไปในจมูกหารูที่แพทย์เจาะไว้ใส่ท่อเข้าไปแล้วฉีดน้ำเกลือเข้าไปในโพรงไซนัสเพื่อชะล้างเอาเลือดดำๆ เสมหะเก่าๆ ที่คั่งค้างอยู่หลังผ่าตัดออกไป  แต่ปัจจุบันคนไข้ล้างเองโดยอาศัยการแนะนำวิธีล้างที่ถูกต้อง  การซื้อน้ำเกลือเพื่อล้างจมูกเป็นสิ่งที่ดีในแง่ของความสะอาดและอัตราส่วนผสมที่เหมาะสม   แต่ถ้าเราทำเองได้ก็จะสะดวกขึ้น โดยใช้น้ำอุ่น1000ml.ผสมเกลือบริสุทธิ์สะอาดประมาณ2 ช้อนชา เข็มฉีดยาที่ใช้ดูดน้ำเกลือมาล้าง  ดูให้เหมาะกับบุคคลว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เพื่อให้ได้ความแรงและปริมาณของน้ำที่เหมาะสม ค่อยๆล้าง จะชินไปเอง  การป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ  แพทย์จะให้ยาพ่นและทานยาพวกสตีรอยด์ซึ่งให้ผลดีที่สุดในการรักษา   หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ ออกกำลังกาย    แพทย์จะนัดมาส่องกล้องดูจมูก  ถ้าเห็นก้อนริดสีดวง ก็จะใช้เครื่องมือคีบออก แล้วก็ให้ยามาพ่นมาทาน เป็นเช่นนี้ตลอดชีวิต


ironhot เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


นิตยสารหมอชาวบ้าน
(http://www.doctor.or.th)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 4,923 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 8 เดือน
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 71 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.