ข้อสอบ ข่าววิทยาศาสตร์ ทุนการศึกษา บทความ บทเรียน โครงงาน นิยาย blog รวมลิงค์ : วิชาการ.คอม
เว็บเพื่อการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย) | เว็บสื่อวิทย์ฯ ดีเด่น 2549(กระทรวงวิทย์) | เว็บการศึกษายอดผู้ชมสูงสุด 2549-2551(TrueHits)
94 ชีวิต สู่แดนพุทธภูมิ
นพ.ประเวศ วะสี (22,532 views) first post: Wed 7 May 2008 last update: Sat 19 July 2008
ในปีที่ 20 แห่งรัชกาลพระเจ้าเทวานัมปิยะทัสสี (คือ พระเจ้าอโศก) พระองค์ได้เสด็จมาโดยพระองค์เอง กระทำสักการบูชา ณ ที่นี้ซึ่งเป็นที่ประสูติขององค์ศากยมุนี ทรงสร้างรูปวิคฑะด้วยศิลา และทรงปักศิลานี้ไว้ เพื่อแสดงว่าพระผู้มีพระภาคประสูติ ณ ที่ตรงนี้โปรดให้งดเก็บ

หน้าที่ 1 - 10 ลุมพินี - สาวัตถี


นพ.ประเวศ  วะสี 
ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของนิตยสารหมอชาวบ้าน กับ วิชาการ.คอม 
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 25 ฉบับที่ 298 เดือนกุมภาพันธ์ 2547 
คอลัมภ์ : บนเส้นทางชีวิต 
URL :
http://www.doctor.or.th








ลุมพินีสถานที่ประสูติ แสดงเสาอโศก มายาเทวีวิหารและสระน้ำศักดิ์สิทธิ์


            พุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2546 เราออกเดินทางโดยรถยนต์จากกุสินนาราเวลา 06.20 น.  ไปลุมพินี ข้ามแดนอินเดียเข้าสู่ประเทศเนปาล ต้องจอดรถตรงด่านตรวจอยู่พักใหญ่ ถึงลุมพินีเวลา11.00 น.   ซึ่งนับว่าสะดวกสบายมากถ้าเทียบกับที่ท่านปัญญานันทะเล่าไว้ในหนังสือ “ไปอินเดียลังกา” ท่านเดินทางมากับท่าน บ.ช. เขมาภิวัตน์ เมื่อ พ.ศ. 2496 คือเมื่อ 50 ปีมาแล้ว ท่านนั่งรถไฟมาถึงเนาตันวาซึ่งอยู่ชายแดนอินเดีย-เนปาล มาถึงกลางดึก หนาวและมืด ต้องซมซานหาที่พัก อดอาหารรุ่งขึ้นต้องขี่ม้าไปองค์ละตัว   แต่ขี่ได้ชั่วโมงก็ปวดขา ต้องลงเดินผ่านทุ่งนาป่าเขา และมีคนจูงม้าตามไปกว่าจะถึงลุมพินีก็ 12.30 น.
       
           ต้องเข้าใจว่า  เมื่อพุทธศาสนาไปจากอินเดียพุทธศาสนสถานก็ถูกลืม   และทอดทิ้งเป็นป่ารกชัฏรวมทั้งลุมพินีด้วย เมื่อประมาณ พ.ศ. 2438 คนอังกฤษชื่อคันนิงแฮมรู้ประวัติศาสตร์พุทธศาสนา มาขุดค้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งลุมพินีด้วย รัฐบาลเนปาลจึงเข้าใจ
       
           ที่ด่านตรวจคุณอาธัมมาเกิดปวดขาอย่างแรงจนกว้าเดินไม่ได้หมอบางคนที่มาในขบวนว่าคุณธัมมาเกิดทรอมโบซิล (thrombosis) ในหลอดเลือดที่ขา
       
           ทรอมโบซิล คือ การที่เลือดแข็งตัวเป็นลิ่มแล้วอุดตัน เลือดเดินไม่ได้ จะทำให้ปวดบวม ดังที่เป็นในคนนั่งเครื่องบินนาน ๆ ขาไม่ค่อยได้กระดุกกระดิกดังที่เรียกกันว่า economy class syndrome หมายถึงนั่งเครื่องบินชั้นประหยัดที่แคบกระดุกกระดิกไม่ค่อยได้   เลือดเลยแข็งตัวเป็นลิ่มในหลอดเลือดดำที่ขาได้ง่าย
      
           แต่คุณธัมมาคงเป็นตะคริวที่กล้ามเนื้อมากกว่า แทบทุกคนเคยเป็นมาแล้ว เวลากล้ามเนื้อเป็นตะคริวเกร็งตัวขึ้นมาจะปวดมากและกระดุกกระดิกไม่ได้   ถ้าเป็นขณะอยู่ในน้ำจึงจมน้ำตาย   อาการเกร็งจะเป็นอยู่ประมาณ 5-10 นาที จะกินยาอะไรก็ไม่ทัน คงใช้การบีบนวดอาจช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวประสบการณ์ส่วนตัวผลพบว่าถ้าทำสมาธิเสียเลย จะบรรเทาอาการปวด มีคนเข้าช่วยบีบนวดให้คุณอาธัมมากันหลายคน   ต่อมาท่านก็เดินได้   แต่อาการปวดระบมที่กล้ามเนื้ออาจอยู่ไป 2-3 วัน
      
           ผู้จัดพาคณะไปกินอาหารกลางวันที่ลุมพินีเรสเตอรองท์  มีต้มตำ ไข่ดาว ปลาสลิดทอด น้ำปลาพริก ยังกับกินที่ร้านที่เมืองไทย   สงสัยคนทำเคยมาดูงานที่เมืองไทย หรือมีคนไทยไปสอนทำ  หมอสวัสดิ์ถึงกับอุทานว่า “The best in the trip” รับรองว่าพวกเราถึงจะเดินทางมาแสวงบุญใช่ว่าจะบรรลุธรรมแล้วก็หาไม่   เมื่อกินอาหารกลางวันเสร็จก็เดินไปที่ที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ณ บริเวณนั้นมีวัตถุ 3 อย่างคือ

           1. เสาอโศก

           2. มายาเทวีวิหาร

           3. สระน้ำศักดิ์สิทธิ์มีต้นไม้โพธิใหญ่
       
           ดูรูป ซึ่งจะเห็นทั้ง 3 สิ่งพร้อมกัน เสาอโศกนั้นเป็นจุดที่พระศาสดาประสูติ พระเจ้าอโศกมหาราชเสด็จมาที่นี่ด้วยพระองค์เอง และบัญชาให้ปักเสาหินไว้ตรงจุดที่ประสูติ   ที่เสามีอักษรพราหมีจารึกไว้เป็นข้อความว่า





เสาอโศกคือสถานที่ประสูติของพระศาสดา มายาเทวีวิหารได้รับการบูรณะขึ้นใหม่โดยญี่ปุ่น   ภาพสลักหินมายาเทวีวิหาร แสดงการประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ


           “เทวาน ปิเยน ปิยทสินา ลาชินา วีสติวสาภิสิเตนอตน อาคาฉ มหียเต หิทพุเธ ชาเต สหยมุนีติ สิลา วิคฺฑภี จ กาลาปิต สิลาถเภ จ อุสฺบาปิเต หิท ภควํ ชาเตติ ลุมฺพินี คาเม อุภลิเก กเฎ อฐ ภาคิเย จ”
      
          แปลความว่า “ในปีที่ 20 แห่งรัชกาลพระเจ้าเทวานัมปิยะทัสสี (คือ พระเจ้าอโศก) พระองค์ได้เสด็จมาโดยพระองค์เอง กระทำสักการบูชา ณ ที่นี้ซึ่งเป็นที่ประสูติขององค์ศากยมุนี ทรงสร้างรูปวิคฑะด้วยศิลา และทรงปักศิลานี้ไว้ เพื่อแสดงว่าพระผู้มีพระภาคประสูติ ณ ที่ตรงนี้โปรดให้งดเก็บส่วยอาการที่หมู่บ้านลุมพินีและโปรดให้งดเก็บเอาพืชผลแต่เพียง 1 ใน 8 ส่วน”
             
          (ลอกจาก  “ไปนมัสการพุทธสังเวชนียสถานอินเดีย-เนปาล” โดยธัมมะ อารีราษฎร์)
       
           ในหนังสือ “ไปอินเดีย-ลังกา” ของท่านปัญญานันทะ   พูดถึงคำแปลคำจารึกที่เสาอโศก  มีข้อความคล้ายข้างต้น   แต่ออกชื่อพระเจ้าอโศกว่า “เทวานัมปิยติสสะ” ทัสสีกับติสสะอาจจะอย่างเดียวกัน
      
           ติด ๆ กับเสาอโศกมีวิหารหลังเล็กเรียกว่า มายาเทวีวิหาร สร้างเป็นที่ระลึกพระนางสิริมหามายาเทวีพระพุทธมารดา  มีแผ่นหินสลักเป็นภาพพระนางสิริมหามายาในท่าประสูติพระกุมาร  ขณะนี้ญี่ปุ่นมาบรูณะวิหารนี้เสียใหม่  ดูรูปใหม่เทียบกับเก่าไม่ทราบว่าอันไหนจะสวยกว่ากัน
       
           ติด ๆ กันเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์  บ้างว่าพระนางสิริมหามายาเทวี ทรงน้ำที่สระนี้หลังมีประสูติกาลบ้างทีเป็นที่สรงน้ำของพระกุมารสิทธัตถะที่ริมสระมีต้นโพธิใหญ่   คุณหมอโรจน์รุ่งได้นำคณะ 94 ชีวิตไปนั่งสวดนมต์ทำสมาธิที่ริมสระใต้ต้นโพธิ (ดูรูป)




หน้าเสาอโศก และข้างมายาเทวีวิหาร

นั่งสวดมนต์กันที่ข้างสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ มองเห็นเสาอโศกและมายาเทวีวิหารอยู่ข้างหน้า


           ในประวัติพุทธสถานต่าง ๆ รวมทั้งนาลันทาและลุมพินีมักอ้างบันทึกของหลวงจีน 2 องค์ ที่ได้เดินทางมาอินเดีย   และบันทึกว่าได้เห็นอะไรบ้างอย่างละเอียด  องค์แรก คือ หลวงจีนฟาเหียน  ซึ่งมานมัสการลุมพินีเมื่อ พ.ศ. 951 หรือ ค.ศ. 408 และ หลวงจีนเหียนจังเมื่อ พ.ศ. 1280 หรือ ค.ศ.737 หลวงจีนเหียนจัง คือ พระถังซัมจั๋ง ที่เรารู้กันดีจากนิทานไซอิ๋ว   ที่เป็นเรื่องราวการเดินทางไปอินเดียเพื่อแสวงหาพระไตรปิกฎ มีลูกน้อง 3 คน ร่วมเดินทางไปด้วยคือ เห้งเจีย ซั่เจ๋ง และตือโป๊ยก่าย ต้องผจญภูตผีปีศาจตามเส้นทางมากมาย   พระถังซัมจั๋งได้บันทึกไว้ว่าได้พบรูปวิคฑะ (ที่เรียกว่าวิคฑะศิลา คือ เสาอโศกที่บนยอดสลักเป็นรูปสิงห์ 4 ตัวบางสิงห์ตัวเดียวบ้าง หรือเป็นรูปโคบ้าง) หล่นอยู่กับพื้นเพราะยอดเสาถูกฟ้าผ่าครั้งหนึ่งได้เห็นสถูปหลายองค์ที่นี่   กับได้เห็นน้ำสระหนึ่งมีน้ำใสสะอาด  เข้าใจว่าเป็นสรงสนามพระวรกายเจ้าชายสิทธัตถะตอนประสูติใหม่ ๆ ซึ่งก็คงจะเป็นสระที่เรามานั่งสวดมนต์กันอยู่นี่เอง
       
           จีนเป็นชาติที่ชอบบันทึกจึงรู้ประวัติศาสตร์ของตนละเอียดยิบย้อนหลังไปหลายพันปี  และการที่ต้องอ้างว่าหลวงจีนฟาเหียนกับหลวงจีนเหียนจังบันทึกว่าได้พบอะไร ๆ บ้าง  อาจจะว่าจีนช่างบันทึกมากกว่าอินเดียได้หรือไม่
      
           ตามที่เราทราบกันดีว่า พระนางสิริมหามายาเทวี พุทธมารดานั้นสิ้นพระชนม์ 7 วัน  หลังจากประสูติพระโพธิสัตว์  ทางการแพทย์มีการเดาว่าน่าจะเป็น puerperal sepsis คือโลหิตเป็นพิษจากเชื้อเข้ากระแสโลหิตหลังคลอด  เนื่องจากคลอดกับดิน เชื้อโรคเข้าสู่มดลูกได้ง่าย และเข้ากระแสเลือดแต่ตามความเชื่อในกระแสพุทธว่าพระครรภ์ที่กำเนิดแก่พระโพธิสัตว์ไม่สมควรที่จะเป็นที่อยู่ของสัตว์อื่น   มารดาของพระโพธิสัตว์ประสูติ พระนางมหาปชาบดีโคตรมีพระเจ้าน้าซึ่งเป็นแม่เลี้ยงจึงทรงทำหน้าที่พระมารดาของสิทธัตถะกุมารต่อมา  พระนางมหาปชาบดีโคตรมีทรงรักสิทธัตถะกุมารยิ่งกว่าลูกของพระนางเอง
      
           พระนางมหาปชาบดีโคตรมี นี้ต่อมาได้เป็นภิกษุณีองค์แรกในพระพุทธศาสนา ทรงบวชให้ที่เมืองเวสาลีหลังจากทรงพระดำเนินด้วยพระบาทเปล่าจากกรุงกบิลพัสดุ์ติดตามพระศาสดาไปถึงเมืองเวสาลีได้รับความทุกข์ทรมานเป็นอันมาก
       
           เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงได้รับการบำรุงบำเรอทางกามสุขทุกๆ ประการ มีปราสาท 3 ฤดู เป็นที่ประทับพรั่งพร้อมด้วยอิสตรีและดนตรีเครื่องประโคม ทรงศึกษาศิลปวิทยาทั้ง 18 กล่าวคือวิชาใด ๆ ที่มีอยู่ก็ทรงศึกษาจนจบสิ้น    รวมทั้งทรงมีฝีมือในการยิงธนูโปรดสังเกตว่าทั้งหมดนี้เป็นความรู้นอกตัว ทั้งสิ้น ต่อเมื่อเสด็จออกนอกวังไปเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย จึงเริ่มไตร่ตรองถึงเรื่องชีวิต  และเกิดคำถามเกี่ยวกับชีวิต คือมนุษย์จะพ้นทุกข์ได้อย่างไร อันเป็นคำถามที่ทำให้เกิดความเป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อมา  การศึกษาทุกข์วันนี้เป็นการศึกษาเรื่องนอกตัวทั้งสิ้น  จึงเป็นเพียงความรู้เท่านั้น คือรู้เป็นเรื่อง ๆ ไปไม่ถึงปัญญา ปัญญา หมายถึงรู้ทั้งหมดรวมทั้งรู้ตัวเองด้วย
       
           เจ้าชายสิทธัตถะทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงลูกพี่ลูกน้อง ชื่อ พิมพายโสธรา  บางแห่งว่าเมื่อพระชนมายุ 16 ปี บางแห่งว่า 19 ปี  ยังไม่ได้สอบค้นว่าอะไรแน่  แต่เมื่อเสด็จออกบวชนั้นตรงกันหมดว่าเมื่อพระชนมายุ 29 ปี ตอนนั้นพระโอรส คือ ราหุล เพิ่งประสูติไม่นาน แสดงว่าแต่งงานแล้วนานมากกว่าจะมีลูก  พระราชบิดา คือพระเจ้าสุทโธทนะไม่ต้องการให้ออกบวช   จึงต้องทรงหนีออกจกวังไปกลางดึก ก่อนออกเข้าไปดูลูกและพระมเหสี แล้วก็ตัดใจจากไปทรงม้าชื่อ กัณฐกะ มีหมาดเล็กติดตามชื่อ นายฉันทะ ม้ากัณฐกะมีสีขาว พ่วงพีสูงใหญ่มีกำลังมาก ว่าคืนเดียวเสด็จเป็นระยะทางถึง 30 โยชน์ (1 โยชน์ = 3.5 ไมล์) ถึงแม่น้ำชื่อ อโนมานที ทรงปลงผมและหนวดที่นี่ ให้นายฉันทะนำม้ากัณฑกะกลับกบิลพัสดุ์   ม้ากัณฑกะมีความโศกเศร้าเป็นอันมากที่ต้องพรากจากพระโพธิสัตว์จึงหัวใจแตกตาย พระโพธิสัตว์ทรงประทับอยู่ที่อนุปิยอัมวัน ริมฝั่งแม่น้ำอโนมานั้น 7 วัน แล้วเสด็จดำเนินด้วยพระบาทเป็นหนทาง 30 โยชน์ เข้ากรุงราชคฤห์ เรื่องราวต่อมาเป็นไปตามที่เล่าแล้ว จนกระทั่งตรัสอนุตรสัมมาสัมโพธิญารที่พุทธคยา
       
           หลังจากตรัสรู้แล้วเสด็จมาเยี่ยมพุทธบิดาที่กรุงกบิลพัสดุ์ 2 ครั้ง ดังนี้
       
           ครั้งที่ 1 พรรษาแรกประทับจำพรรษาที่อิสิปตนมฤคทายวัน แล้วเสด็จกรุงราชคฤห์รับถวายเวฬุวันจากพระเจ้าพิมพิสาร และประทับอยู่ที่นั่น พระเจ้าสุทโธทนะทรงสดับว่าพระโอรสบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ประกาศธรรม ประทับอยู่ที่เวฬุวัน ณ กรุงราชคฤห์ จึงให้อำมาตย์พร้อมทั้งบริวารไปเข้าเฝ้ายังเวฬุวัน  ได้ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วบรรลุธรรมหมดไม่กลับมา   พระเจ้าสุทโธทนะส่งอำมาตย์ไปทูลเชิญเช่นนี้ถึง 9 คณะ ก็เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันทั้งหมด   จนในที่สุดทรงสั่งกาฬุทายีอำมาตย์ซึ่งเป็นสหชาติกับพระพุทธองค์ไป โดยมีสัญญากันแน่นอนว่าแม้ได้ฟังธรรมเทศนาจนบรรลุธรรมก็จะต้องนำพระองค์กลับไปกรุงกบิลพัสดุ์ให้ได้   กาฬุทายีอำมาตย์ได้บรรลุอรหัตผลจริง ๆ แต่สามารถทูลเชิญและจัดการเส้นทางเสด็จกลับกบิลพัสดุ์ได้  เมื่อวันเพ็ญเดือน 4 เสด็จพร้อมพระขีณาสพ 20,000 องค์ โดยเสด็จไปช้า ๆ วันละ 1 โยชน์ (3.5 ไมล์) กบิลพัสดุ์กับราชคฤห์อยู่ห่างกัน 60 โยชน์ จึงใช้เวลาเสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์ 2 เดือน ที่กบิลพัสดุ์ประทับที่นิโครธาราม ของเจ้านิโครธศากยะ
       
           วันแรก ตรัส เวสสันดรชาดก ให้พระญาติฟัง   วันที่สอง   เสด็จบิณฑบาตในกรุงกบิลพัสดุ์พระเจ้าสุทโธทนะทรงอับอายเสด็จไปท้วง   ตรัสธรรมะสอนพระบิดาได้บรรลุโสดาปัตติผล ที่ถนนนั้นเอง    วันที่สาม   เสด็จเข้าไปเสวยภัตตาหารในพระราชนิเวศน์ ทรงแสดงธรรม พรพุทธบิดาบรรลุสกทาคามิผล พระนางมหาปชาบดีโคตมีบรรลุโสดาปัตติผล มีข้อควรสังเกตว่าพระนางโสธรา มิได้กล่าวว่าหากพระองค์เห็นความดีของเราก็เสด็จมาเอง
      
           พระศาสดาเสด็จไปยังปราสาทของพระนางยโสธราพร้อมกับพระอัครสาวกทั้งสองและพระเจ้าสุทโธทนะ ตรัสกับพระอัครสาวกทั้งสองว่า “มารดาของราหุลมีคุณแก่เรามาก” ตรัสจันทกินนรชาดก ให้พะนางยโสธราฟัง พระนางบรรลุโสดาปัตติผล   วันที่สี่   มีงานอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าชานนันทะกับเจ้าหญิงชนบทกัลยาณี เจ้าชายนันทะเป็นพรอนุชาต่างมารดา คือเป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะกับนางมหาปชาบดีโคตรมี พระศาสดารับนิมนต์เสด็จไปเสวยภัตตาหารในงานนั้น   ตรงนี้ทรงกระทำเรื่องที่รุนแรงมากคือ ให้เจ้าชายนันทะ (เจ้าบ่าว) ถือบาตรตามเสด็จกลับนิโครธารามแล้วชวนบวช ในเวลาต่อมาพระนันทัได้บรรลุอรหัตผล   วันที่เจ็ด พระนางยโสธราสั่งราหุลกุมารไปเฝ้าพระองค์  รับสั่งให้พระสารีบุตรบรรพชาราหุลกุมาร ราหุลกุมารเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา ขณะมีพระชนมายุเพียง 7 ขวบ (โปรดสังเกตว่าพระศาสดาออกบวชเมื่ออายุ 29 ปี ใช้เวลา 6 ปี จึงตรัสรู้ นับแต่ตรัสรู้จนเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์อีกประมาณ 1 ปี เพราะฉะนั้นเมื่อเสด็จออกบวชนั้นพระราหุลเพิ่มประสูติได้ไม่นาน)
       
           เมื่อทั้งเจ้าชายนันทะ (บุตร) และราหุลกุมาร (หลาน) ซึ่งอยู่ในฐานะเป็นทั้งทายาทของพระเจ้าสุทโธทนะถูกพระศาสดาจับบวชหมด พระพุทธบิดาทรงเสียพระทัยว่าจักไม่มีผู้สืบสันตติวงศ์ จึงเข้าไปทูลขอพรว่าต่อไปจักไม่พึงบรรพชาผู้ใดก่อนที่ผู้นั้นจะได้รับอนุญาตจากบิดามารดาผู้ปกครอง พระศาสดาจึงทรงบัญญัติห้ามมิให้บรรพชากุลบุตรที่ยังมิได้รับอนุญาตจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาจนทุกวันนี้




ริมสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่


           ครั้งนั้น   พระศาสดาประทับอยู่ ณ นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์เป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วเสด็จกลับกรุงราชคฤห์ โดยใช้เส้นทางที่เสด็จออกหมาภิเนษกรมณ์ประทับพักแรมที่อนุปิยอัมพวัน ริมแม่น้ำอโนมา   อันอยู่กึ่งกลางระหว่างกบิลพัสดุ์และราชคฤห์ ณ ที่นั้นเจ้าชายศากวงศ์ 6 องค์ ตามเสด็จมาและทูลขอบรรพชาอุปสมบท คือ ภัททิยะ อนุรุทธะ อานันทะ ภัคคุ กิมพิละ เทวทัต ที่น่าสนใจคือ พร้อมเจ้าชายทั้ง 6 จากศากยวงศ์มีอุบาลีพนักงานภูษามาลาตามเสด็จมาทูลของบรรพชาด้วย เจ้าชายทั้ง 6 ให้อุบาลีซึ่งเป็นสามัญชนบวชก่อนจะได้มีอาวุโสกว่า  เมื่อเป็นพระภิกษุแล้ว  พระอดีตเจ้าชายทั้ง 6 จะได้กราบไหว้พระอุบาลีซึ่งอาวุโสมากกว่า  จึงเห็นได้ว่าอุดมคติทางพุทธศาสนาอย่างหนึ่งนั้นคือความเสมอภาคไม่มีชนชั้น   ผู้ที่เคยเป็นเจ้าก็กลายมาเป็นสามัญชนและเคารพสามัญชนได้
      
            พระอุบาลีนี้ต่อมาได้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่าเป็นเลิศทางพระวินัย
       
            พระอานันทะ
  นี้ต่อมาเป็นพระอรหันผู้มีทิพยจักษุ และเป็นผู้ตามดูการเข้าฌานของพระศาสดาเมื่อจวนจะดับขันธ์ปรินิพาน
      
            พระภัททิยะ ภัคคุ กิมพิละ
   ได้บรรลุอรหันผล
      
            พระเทวทัต
   ประกอบอนันตริยกรรมและถูกธรณีสูบ
       
           เสด็จเยี่ยมพุทธบิดาครั้งที่ 2 พรรษาที่ 4 พระศาสดาประทับอยู่ที่วัดเวฬุวันวิหาร ณ กรุงราชคฤห์ หลังจากนั้นขณะที่ประทับอยู่ที่กูฎาคารศาลา ป่ามหาวัน  ใกล้กรุงเวสาลี  ทรงทราบว่าพระเจ้าสุทโธทนะประชวรหนัก   จึงเสด็จมากกรุงกบิลพัสดุ์เพื่อเยี่ยมพระพุทธบิดา   พร้อมด้วยพระสาวกจำนวนมาก   ทรงถวายการพยาบาลตามพุทธวิสัย   พระเจ้าสุทโธทนะมีอาการประชวรหนักเสวยทุกเวทนาสาหัสจนหมดสติ   พระบรมศาสดาทรงยกพระหัตถ์ลูบที่พระปฤษฎางค์ อาการประชวรของแต่ละแห่งก็ทุเลาลง   พระเจ้าสุทโธทนะทรงสำราญพระวรกายคลายจากทุกขเวทนาแสนสาหัส   เสด็จลุกขึ้นถวายบังคมพระบรมศาสดาด้วยความซาบซึ้งที่เสด็จมาอนุเคราะห์   ตรงนี้เป็นความงามของการที่ลูกหลานได้พยาบาลบุพการี
      
           พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมอนิจจตาทิธรรมสูตรโปรดพระพุทธบิดา   พระเจ้าสุทโธทนะเจริญวิปัสสนา   ตามกระแสพระธรรมเทศนา   ทรงบรรลุพระอรหันผลทรงปีติโสมนัส ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า โยมได้พ้นจากเครื่องผูกคือสงสารแล้วจักนิพพานในวันนี้   พระเจ้าสุทโธทนะทูลลาพระบรมศาสดาทรงอำนวยการจัดการพระศพ   โปรดให้พระมหากัสสปเถระไปตรวจที่ประดิษฐานจิตกาธาน   โปรดให้พระสารีบุตรจัดถวายน้ำสรงพระศพ   เมื่อพร้อมแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นประธานจุดเพลิงถวายพระศพพระพุทธบิดา ณ ที่นั้นพระบรมศาสดาทรงแสดงอนิจจตาทิธรรมสูตร ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เพื่อระงับความเศร้าโศกของมหาชน  เมื่อได้สดับธรรมจากพระผู้มีพระภาคเจ้าในงานถวายเพลิงพระศพพระเจ้าสุทโธทนะมีผู้บรรลุเป็นอันมาก
      
           ระหว่างที่พระบรมศาสดาประทับอยู่ที่นิโครธารา กรุงกบิลพัสดุ์ หลังถวายเพลิงพระศพพระพุทธบิดา มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น พระญาติกำลังจะก่อสงครามแห่งแม่น้ำโรหิณี  คือเหล่าศากยะและโกลิยะผู้เป็นพระญาติกันตั้งหลักแหล่งอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำโรหิณี เกิดวิวาทกันด้วยการแย่งน้ำทำนาพระราชาของทั้ง 2 ฝ่าย ยกพลมาเผชิญหน้ากันเช่นสงคราม (เรื่องการแย่งทรัพยากรเป็นเรื่องที่นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงเสมอ  แม้ในประเทศไทยขณะนี้ก็มีการขัดแย้งเพราะการแย่งทรัพยากรเป็นอันมาก) พระพุทธองค์ทรงทราบได้เสด็จไปห้ามตรัสพรสูตรหลายสูตร ณ ที่นี้ เช่น อัตตทัณฑสูตรผันฑชาดก ทุททุภายชาดก ลฎุกิกชาดก รุกขธรรใมชาดก วัฏฏกชาดก
       
           พวกกษัตริย์ที่กำลังเผชิยหน้ากันได้สดับพระธรรมเทศนาแล้วเกิดธรรมสังเวชปลงอาวุธลง ยืนนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าและกล่าวว่า   หากพระศาสดาไม่เสด็จมา  พวกจักฆ่าฟันกันตายจนเลือดไหลนองเป็นแม่น้ำ กษัตริย์ทั้ง 2 ฝ่ายได้ถวายราชกุมารฝ่ายละ 250 องค์รวมเป็น 500 ให้บรรพชาอุปสมบทในพระผู้มีพระภาคเจ้า   พระบรมศาสดาทรงพาภิกษุ 500 องค์ นั้นไปในหิมพานต์ป่ามหาวัน  เหนือกรุงกบิลพัสดุ์ ภิกษุทั้ง 500 ได้สดับธรรมจากพระผู้มีพระภาคเจ้า มีความเพียรในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน  ได้บรรลุอรหัตผลหมดทุกพระองค์
       
           เทวดาทั้งหลายทราบว่าขณะนี้พระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ ป่ามหาวันใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ พร้อมภิกษุ 500 รูป ล้วนเป็นพระอรหัน   ต่างพากันมาเฝ้าเนื่องแน่น เป็นเทวสันนิบาต กล่าวว่าวันนี้เป็นมหาสมัยในป่าใหญ่ พวกเรามากันเพื่อเห็นพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์ผู้ชนะมาร
       
           จากนั้นเป็นเวลาใกล้เข้าพรรษา พระบรมศาสดาเสด็จจากกรุงกบิลพัสดุ์ไปจำพรรษา ณ กูฏษคารศาลา ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี เป็นพรรษาที่ 5
       
           ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เพราะเรากำลังอยู่ที่ลุมพินีใกล้ ๆ ที่เคยเป็นกรุงกบิลพัสดุ์นิดเดียว ซึ่งเมื่อ 2,600 ปีเศษที่ผ่านมามีเรื่องเกี่ยวกับพระบรมศาสดาเป็นอันมาก  มีพระอรหันต์คลาคล่ำอยู่แถวนี้จนฝุ่นตลบก็ว่าได้   ที่ตามเสด็จพระพุทธองค์เมื่อเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ครั้งแรกหลังแต่ตรัสรู้ก็มีจำนวนถึง 20,000 องค์ ครั้งที่ 2 ที่เสด็จมาทรงเยี่ยมอาการประชวรและถวายเพลิงพระพุทธบิดา ก็มีพระอรหันต์สาวก  ตามเสด็จจำนวนมาก เวลา 2,600 ปี อาจจะดูยาวนาน  แต่ถ้าคิดเป็นเวลาของจักรวาลก็สั้นช่วงพริบตาเดียว อาจกล่าวว่า “เรายังเห็นพลังพระอรหันต์เป็นหมื่น ๆ รูปอยู่อย่างหลัดๆ” ฝุ่นจากรอยเท้าของพระอรหันต์ยังฟุ้งอยู่เลยในขณะที่เราเดินทางอยู่แถว กุสินารา-ลุมพินี-สาวัตถี
       
            ถ้าเรารู้ประวัติ เราจะรู้ “ความหมาย” สัตว์เดินผ่านสิ่งใดเพราะไม่รู้จึงไม่รู้ความหมายต่อให้ม้าซึ่งกินหญ้าอยู่ที่พุทธคยา หรือใกล้ ๆ ธัมเมกขสถูป หรือใกล้ ๆ มกุฏพันเจดีย์ มันก็ไม่รู้ความหมายของสิ่งเหล่านั้น   แต่คนต่างจากสัตว์ที่สามารถรู้ความหมายได้ ถ้าเรานั่นรถอยู่แถว ๆ ลุมพินีแล้วเราไม่รู้อะไรเลย  เราก็จะเหมือนม้าที่กินหญ้าอยู่นั่นแล   แต่ถ้ารู้ประวัติ เราจะรู้ความหมาย และสัมผัสฝุ่นจากรอยเท้าพระอรหันต์และพระบรมศาสดา ซึ่งเดินกันอย่างขวักไขว่บริเวณนี้   เรารู้ความหมายย่อมมีผลอย่างใหญ่หลวงต่อจิตใจของเรา เราเป็นคนไม่ได้เป็นสัตว์  จึงควรมีความรู้และรู้ความหมาย เป็นกำไรฟรีๆ แห่งความเป็นมนุษย์
      
            เวลา 13.20 น. ของวันนั้น คือวันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ 2546 พวกเรา 94 ชีวิต ออกเดินทางไปสาวัตถี ซึ่งลงไปทางใต้ ห่างจากลุมพินี 6-7 โยชน์ (50 ไมล์) กรุงสาวัตถีนี้ในครั้งพุทธกาลเป็นราชธานีของแคว้นโกศล  อันเป็นแคว้นใหญ่แคว้นหนึ่ง  มีพระราชาชื่อพระเจ้าปเสนทิโกศล  กรุงสาวัตถีเป็นที่ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษานานที่สุดคือ 25 พรรษา จาก 45 พรรษา  โดยประทับที่วัดเชตะวันของอนาถปิณฑิกเศรษฐี 19 พรรษา และวัดบุพพารามของนางวิสาขามหาอุบาสิกา 6 พรรษา ณ กรุงสาวัตถีนี้ แม้จะไม่อยู่ในสังเวชนียสถาน 4 แต่ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธองค์และพระสงฆ์สาวก เรื่ององคุลิมาลก็มีที่กรุงสาวัตถีนี้แหละ ยังมีบ้านขององคุลิมาลให้เห็น รถของเรา 94 ชีวิต กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงสาวัตถีแล้ว
        
           



บางส่วนของบันทึกของแต่ละชีวิตใน 94 ชีวิต (ต่อ)
    
     หมายเลข 86 น.ส.สุภีร์   จันทร์กระจ่าง   (บุตรของหมายเลข 87)
          “ต้องการพามารดามากราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน  สิ่งที่ได้รับจาการมาครั้งนี้
          1. เพิ่มความศรัทธาเชื่อมั่นต่อคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากขึ้น
          2. ช่วยกระตุ้นให้ตนเองมีความเพียรมากขึ้น
          3. ได้กัลยาณมิตรที่ดี ๆ หลายท่าน ”
   
     หมายเลข 87 นางบุญสม   จันทร์กระจ่าง   (มารดาหมายเลข 86)
          “ได้มาอินเดียครั้งแรกรู้สึกประทับใจมากค่ะ  มีอาการปวดเข่าเนื่องจากนั่นคุกเข่า”
   
     หมายเลข 88 น.ส.อุษา   ยุทธศิลป์
          “ก่อนมาพฤติกรรมตัวเองหลุดบ่อย  หลังจากได้สัมผัส  เชื่อว่าพระพุทธองค์มีจริง เกิดศรัทธา และตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามคำสอยนของพระพุทธเจ้า   มีความประทับใจต่ออาธัมมามากที่ท่านมีความเมตตาต่อทุก ๆ คน  ได้รับคำสอนจากการปฏิบัติธรรมที่ดีจากอาจารย์โรจน์รุ่ง   พร้อมทั้งได้พบกัลยาณมิตร”
   
     หมายเลข 89 น.ส.เสาวลักษณ์   สว่างจิตต์
           “ดิฉันมาด้วยศรัทธาเต็มเปี่ยม  และรู้สึกปลื้มปิติมากที่ได้มากราบนมัสการสังเวชนียสถานทั้ง 4 และสถานที่อื่น ๆ ทำบุญวัดไทย ทำสมาธิ ซึ่งได้รับคำสอนจากอาจารย์โรจน์รุ่ง”
   
     หมายเลข 90 นางมาณี   กวีสุนทรเสนาะ
           “ทำงานอยู่บริษัทนำเข้ายา วัคซีน อาหารเสริมสำหรับสัตว์ เดินทางมาเป็นครั้งที่ 3 เพื่อเสริมกำลังใจให้ตนเองที่จะมุ่งมั่นแน่วแน่ในกาะประพฤติธรรมอันถูกต้องในพระพุทธศาสนา”
   
     หมายเลข 91 นางรัตนา   ทรงศรีกิติกุล
          “จบสาขาบัญชี ทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบริษัทที่ดำเนินการด้านผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในเกษตรกรรม เป็นศิษย์อาจารย์โรจน์รุ่งมา 10 ปี  ได้เรียนรู้หลักธรรมมากมาย มาเป็นครั้งที่ 2 นั่งสมาธิที่พุทธคยา เห็นวิมานและเทพปรากฏคิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาร่วมอนุโมทนาในกุศลผลบุญ”
   
     หมายเลข 92 นายคุณารักษ์   นพคุณ   (วิทยากร)
          “ถึงแม้จะเป็นการเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานเป็นครั้งแรก  แต่ตัวผมได้รับเกียรติให้เป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับพุทธประวัติและพุทธธรรมด้วยคนหนึ่ง   พุทธธรรมที่บรรยายในรถมีหลายเรื่องด้วยกัน   แต่มีที่หลายท่านสนใจ คือ รักษาจิตให้เป็นกุลศล อันได้แก่
           1. ทำใจให้แยบคาย (โยนิโสนมสิการ)
           2. การมีสิต
           3. การมีสัมปัชัญญะ”
    
      หมายเลขที่  93  น.ส.ไรรัตน์   นิลกุล
           “มาอินเดียเป็นครั้งแรก  ดีใจมากที่ได้มาแดนพุทธภูมิในฐานะที่เกิดมาเป็นคนไทยนับถือพุทธศาสนา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อมาอินเดียครั้งนี้คือ   ถ้าโอกาสอำนวยตั้งใจจะมาอีก เพราะมีสิ่งที่ประทับใจมากมาย”
   
      หมายเลข  94  นพ.มานิตย์   ประพันศิลป์   (สามีหมายเลข 78)
           “เหตุที่มาอินเดียเป็นคนสุดท้ายของคณะเดินทาง   เพราะได้ยินคำเล่าลือว่าอินเดียไม่น่ามา   ภรรยาชวนมาแต่แรก จึงยังไม่ค่อยอยากจะมา  จนเมื่อได้อ่านหนังสือ “อินเดียไม่ไปไม่เชื่อ” ที่ไปซื่อมาให้ภรรยาอ่านก่อนมา  อ่านแล้วเกิดอยากมา (เลยขอมาในนาทีสุดท้ายเมื่อเขาปิดบัญชีไปแล้วที่ 93 คน เลยเป็นคนสุดท้าย) มาแล้วก็ไม่ผิดหวัง ได้คุณประโยชน์มากมาย  กลับไปคงต้องบอกต่อให้มากันสำหรับผู้สนใจปฏิบัติธรรม ”



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง




จำนวน 1 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 21 ก.ค. 2551 (00:15)

สาธุ ขอโมทนาในกุศลจิตที่เผยแผ่บุญในที่นี้


j_sawat เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 42 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


นิตยสารหมอชาวบ้าน
(www.doctor.or.th)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 16,656 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 2 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 73 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
สำนักงานวิชาการดอทคอม:  โทรศัพท์ : 02-5832802 , 02-5820595
Fax : 02-5832802
อีเมล์ : 

ติดต่อลงโฆษณากับวิชาการดอทคอม : 

086-4907600 , 089-8613727, 084-7619653 , 0864452683
อีเมล์ฝ่ายขาย :  sales@vcharkarn.com
99/29 ชั้น 6 ยูนิต เอ หมู่ 4 ถ.แจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด
จ.นนทบุรี 11120
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. Some rights reserved.
Page generated in0.7069 seconds !