วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/36790" type="text/javascript"></script>
ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน
บทความนี้ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานโดยทั่วไป พร้อมทั้ง โรคแทรกซ้อนของเบาหวาน โภชนาบำบัด เบาหวานกับการออกกำลังกาย ยารักษาเบาหวาน การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะด้วยตนเองที่บ้าน
ผู้เขียน: รศ.นพ. สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร ชมแล้ว: 72,392 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 12 May 2008, 12:29 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 13 May 2008, 1:39 pm

หน้าที่ 1 - ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเบาหวาน



  รศ.นพ. สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร
สาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย












หัวข้อ
1. เบาหวานคืออะไร
2. รู้ได้อย่างไรว่าเป็นเบาหวาน
3. ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
4. การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน
5. ชนิดของโรคเบาหวาน


เบาหวานคืออะไร







                เบาหวาน คือโรคหรือความผิดปกติที่มีลักษณะพิเศษคือ มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง คำว่าเบาหวาน มาจากคำสองคำคือ “เบา” แปลว่าปัสสาวะ และคำว่า ”หวาน”  ซึ่งหมายถึงมีรสหวานหรือมีน้ำตาลในปัสสาวะนั่นเอง ซึ่งเป็นอาการสำคัญของผู้ป่วยโรคนี้  เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นจนไตไม่สามารถเก็บกักน้ำตาลไว้ได้  น้ำตาลส่วนเกินก็จะออกมากับปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะมีรสหวาน มีมดมาตอมได้



 
รู้ได้อย่างไรว่าเป็นเบาหวาน

               ส่วนใหญ่รู้เมื่อมีอาการจากการที่มีน้ำตาลในเลือดขึ้นสูง  ได้แก่อาการคอแห้ง หิวน้ำบ่อย  ปัสสาวะบ่อย และปัสสาวะเป็นจำนวนมาก หิวบ่อย ทานจุ แต่น้ำหนักลดลงเรื่อยๆ อ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรง เป็นต้น  บางคนอาจไม่มีอาการดังกล่าวหรือมีอาการไม่มาก ไม่ชัดเจน แต่จะมาพบแพทย์ด้วยอาการของภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน  เช่น ตามัว มองเห็นไม่ชัดเนื่องจากมีต้อกระจกหรือจอประสาทตาเสื่อม เท้าชา ไม่รู้สึก หรือมีอาการปวดแสบร้อนที่เท้า เป็นแผลที่เท้าเรื้อรังไม่หาย หรือนิ้วเท้าดำเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง หรือมีอาการของโรคไตวาย  เช่น บวม ซีด ปัสสาวะเป็นฟอง เป็นต้น  อาการของโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เหล่านี้จะปรากฏเมื่อเป็นโรคเบาหวานมานานหรือมีระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงมาก  คนที่เริ่มเป็นเบาหวานใหม่ๆ มักจะไม่มีอาการ  แต่ไม่ควรรอจนเป็นมากค่อยมาตรวจและเริ่มการรักษา  เพราะภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานส่วนใหญ่ถ้าเป็นมากแล้วจะรักษาไม่หาย  ดังนั้นคนที่สงสัยว่าจะเป็นเบาหวานหรือมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานควรได้รับการตรวจว่าเป็นเบาหวานหรือไม่เสียแต่เนิ่นๆ



ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน

                ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเบาหวาน  พบว่าคนบางคนเท่านั้นที่มีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน  ซึ่งได้แก่คนที่มีความเสี่ยงหลายๆ อย่าง ได้แก่ คนที่อ้วนหรือลงพุง คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน เช่นพ่อ แม่ หรือพี่น้องเป็นเบาหวาน  คนที่เคยเป็นเบาหวานตอนตั้งครรภ์ คนที่ได้รับยาบางชนิดเช่น สเตียรอยด์ คนที่เป็นโรคของตับอ่อนหรือแม้กระทั่งคนที่สูงอายุก็มีโอกาสเป็นเบาหวานได้  เป็นต้น 




การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน

                การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นการวินิจฉัยโรคที่ดีที่สุด  การตรวจวัดน้ำตาลในปัสสาวะมักจะสายเกินไป  การตรวจวัดน้ำตาลในเลือดทำได้สองวิธีคือ  ตรวจโดยการเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำบริเวณข้อพับแขนหรือโดยการตรวจจากปลายนิ้วมือ  ในคนที่ไม่มีอาการชัดเจนควรตรวจขณะที่อดอาหารในช่วงตอนเช้า  โดยงดน้ำและอาหารเป็นเวลา 8 ชั่วโมง  ในคนที่มีอาการชัดเจนอาจตรวจเลือดโดยไม่ต้องอดอาหารก็ได้  ระดับน้ำตาลในเลือดของคนปกติที่ไม่เป็นเบาหวานในช่วงขณะอดอาหารจะอยู่ระหว่าง 70-100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร  ถ้าหากตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารได้ตั้งแต่ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป แสดงว่าเป็นโรคเบาหวาน ในกรณีที่ไม่แน่ใจแนะนำให้ตรวจซ้ำอีกครั้ง แต่ถ้าตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดได้น้อยกว่า 126 แต่มากกว่า 100 มิลลิกรัมขึ้นไปถือว่าผิดปกติ  อาจมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานต่อไปในกาลข้างหน้า  ควรพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามต่อไป



ชนิดของโรคเบาหวาน

                เบาหวานมีหลายชนิดไม่เหมือนกันโดยทีเดียว  เบาหวานที่มักเป็นกันในผู้ใหญ่ คนสูงอายุ มักเป็นเบาหวานชนิดที่สอง ซึ่งสาเหตุเกิดจากตับอ่อนสร้างฮอร์โมนที่ชื่อว่าอินซูลินไม่เพียงพอ  และมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน อินซูลินเป็นตัวสำคัญในการช่วยให้น้ำตาลเข้าไปในเซลล์เนื้อเยื่อร่างกายใช้เป็นพลังงานได้  ถ้าหากอินซูลินไม่พอหรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน  น้ำตาลก็จะไม่สามารถเข้าไปในเนื้อเยื่อได้ คั่งค้างสะสมอยู่ในเลือดทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้  เบาหวานชนิดนี้มักเกิดกับคนที่อ้วน หรือมีอายุมาก  ส่วนเบาหวานชนิดที่หนึ่งนั้นมักเกิดในเด็กและวัยรุ่น  มีความรุนแรงมากกว่า เพราะว่าเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เลย  ร่างกายแทบไม่มีอินซูลินเหลืออยู่  ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ต้องรักษาด้วยการฉีดยาอินซูลินเท่านั้น  เบาหวานชนิดที่สามเกิดจากโรคทางกรรมพันธุ์เช่นมีอาการหูหนวก หรือมีภาวะอ้วนผิดปกติ  เบาหวานชนิดนี้พบได้น้อย  ส่วนชนิดสุดท้ายคือเบาหวานที่พบตอนขณะที่ตั้งครรภ์  เบาหวานชนิดนี้มักหายไปหลังจากคลอดบุตร


 






ที่มา :  http://www.sp.worldmedic.com/dm/education_program.php




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 10 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 18 พ.ค. 2551 (09:09)
เห็นด้วยกับคุณ o be one ครับ http://www.storezaa.com
bad_bads เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 74 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 3 มิ.ย. 2551 (21:28)

                        ตอนนี้ ก็เป็น เบาหวาน อยู่ เจ้าคะ


         อาการตามที่ บอกเลยเจ้าคะ  ขอบคุณที่ให้ ความรู้ เจ้าค่ะ


paajoy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 4 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 148 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 16 ก.ค. 2551 (10:00)
ขอบคุณมากสำหรับบทความมีประโยชน์ต่อบุคคลหลายท่านคะคุณหมอ
Sopa เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 4 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 18 ก.ค. 2551 (12:55)

บทความนี้มีประโยชน์มากที่สุดสำหรับผู้ที่กำลังเป็นโรคเบาหวานอยู่  ในส่วนของกระผมเองนั้นได้ช่วยให้ปฏิบัติตัวได้เข้มงวดกว่าเดิมหลังจากได้อ่านบทความของคุณหมอ  ขอบพระคุณมากครับ
user name:fernsehturm
อายุ: 67 ปี


fernsehturm เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 26 ก.ค. 2551 (14:36)

เดี๋ยวนี้ทำไมเป็นเบาหวานกันเยอะจังนะ ญาตผมก็เป็นแต่เค้าทานสาหร่ายครับ ก็ลดน้ำตาลในเลือดได้ แถมไม่มีผลข้างเคียงด้วย เพราะเป็นพืช มีอย.นะครับ ผมก็ไม่แน่ใจว่าช่วยได้ยังไง ไว้ผมจะหารายละเอียดมาให้นะครับ สนใจก็เมลล์มาฝากข้อความไว้แล้วกันนะ tanakarn_6@hotmail.com


phindear เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 16 ก.ย. 2551 (12:13)

สมุนไพรมาแรง ฮว่านง็อก สมุนไพรเดียวที่รักษาโรคได้อเนกอนันต์

--------------------------------------------------------------------------------

สมุนไพรมาแรง ฮว่านง็อก (HOAN-NGOC)

ในฉบับนี้ผู้เขียนขอพักเรื่องว่านไว้ก่อนจะแนะนำสมุนไพรที่ค้นพบล่าสุด และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับแฟนเทคโนฯเนื่องจากเป็นสมุนไพรเดียวที่รักษาโรคได้อเนกอนันต์ เจ้าต้นไม้ฮว่านง็อกนี้เข้ามายังประเทศไทยเราเกือบจะสิบกว่าปีแต่ยังหวงแหนปกปิดเป็นความลับเฉพาะคนกลุ่มหนึ่งด้วยนิสัยสอดรู้สอดเห็นและชอบสืบสาวราวเรื่องของสมุนไพรแปลก ๆนิสัยชอบดั้นด้นค้นหานำสิ่งที่ดีมาตีแผ่ เมื่อมีความพยายามความสำเร็จจึงตามมาจึงขอนำมาเล่าดังนี้

สมุนไพรฮว่านง็อก

เป็นต้นสมุนไพรถือกำเนิดในประเทศเวียดนามผู้นำเข้ามาใช้เป็นกลุ่มทหารผ่านศึกสมัยสงครามเวียดนามกระถางแรกมีราคาถึง 70,000 บาท (เจ็ดหมื่นบาท) นำมากินใบสด ๆ แก้โรคต่าง ๆ มากมายและเห็นผลเร็ว รู้จักกันในรุ่นของทหารผ่านศึกรุ่นนั้นรุ่นเดียวผู้เขียนได้ข้อมูลและมีความสนิทชิดชอบกับทายาทของนายทหารผู้นั้น ซึ่งไม่ขอเอ่ยนาม (ปัจจุบันอายุ 68 ปี) จึงได้ถามประวัติความเป็นมา การใช้และสรรพคุณซึ่งท่านใช้รักษาอาการเจ็บป่วยของบุคคลในครอบครัวท่าน เช่น ภรรยาของท่านเป็นเบาหวานกินใบสมุนไพรฮว่านง็อกไม่นานก็หายซึ่งจะแจกแจงรายละเอียดต่อไป

ลักษณะของต้น

เป็นต้นไม้ชนิดใบอ่อนปลายแหลม ส่วนล่างของใบจะหยาบสีเขียวเข้ม ด้านบนสีเขียวอ่อนเป็นต้นไม้ที่มีใบมากสักหน่อย แตกกิ่งก้านทรงพุ่มได้ดีการขยายพันธุ์เพียงตัดยอดปักชำลงดินก็เกิดรากตั้งตัวได้เร็ว ย้ายลงปลูกในกระถางใส่ปุ๋ยพรวนดินรดน้ำก็จะเจริญงอกงาม

วิธีใช้

ส่วนสำคัญคือ ใบใช้เคี้ยวกินสด ๆ หรือคั้นและกรองเอาน้ำข้น ๆ รับประทานหรือต้มเป็นน้ำแกงรับประทานก็ได้ ส่วนเปลือกและรากไม้สามารถต้มกลั่นเป็นสุราได้ด้วย ใบไม้ไม่มีกลิ่นและรส สามารถต้มเอาน้ำใส ๆ ดื่มได้ส่วนการรับประทานมากหรือน้อย อยู่ที่ธาตุ หนัก-เบา ของแต่ละคนโดยทั่วไปจะรับประทานกัน 1-4 ใบ คนที่มีอาการหน้ามืดตาลายหลังรับประทาน 15 นาทีจะหาย ให้รับประทานติดต่อกัน 7 วัน วันละ 2 ครั้งก่อนอาหาร

จากหลักฐานคนไข้รายหนึ่งหลังจากรักษาโรคมะเร็งตับจากยานานาชนิดไม่หาย เมื่อได้รับประทานใบสดของต้นฮว่านง็อกคนไข้มีปฏิกิริยาตอบรับอย่างไม่น่าเชื่อ จากการมีไข้สูงถึง 40 องศา ลดลงเหลือ 37 องศา การเจ็บปวดลดลงมาก ผิวหนังเคยเหลืองก็ลดลง หน้าท้องแฟบลงตัวเบาทำให้คนไข้ลุกขึ้นมาสนทนาได้

ทำไม คนไข้จึงฟื้นตัวเร็วขนาดนั้นหลังจากรับประทานได้ 20 นาที ยาได้ออกฤทธิ์ รับประทาน 5 ใบ จะลดความเจ็บปวดได้ 3 ชั่วโมง รับประทาน 7 ใบ ลดได้ 5 ชั่วโมงเสมือนหนึ่งยาวิเศษเพราะคนไข้โรคตับได้เจ็บป่วยมาถึงวาระสุดท้ายแล้วกลับฟื้นและมีความหวัง ต้นฮว่านง็อกเป็นต้นไม้ใบยาที่มีคุณค่าสูงส่งเป็นของขวัญจากสวรรค์ มอบให้แก่มวลมนุษย์ ก่อนหน้านี้เรียกว่าต้นลิงเพราะพวกลิงอยู่ในป่า เมื่อเป็นอะไรมันจะกินใบของต้นไม้ชนิดนี้ ทำให้หายได้ในทุก ๆโรค ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น HOAN-NGOC เนื่องจากมีเด็ก 2 คน ทะเลาะวิวาทและตีกันจนทำให้ลูกอัณฑะหายไป เมื่อรับประทานใบไม้นี้ทำให้ลูกอัณฑะกลับคืนเป็นปกติ

สรรพคุณของต้นสมุนไพร (จากเอกสาร ฮานอย 2-9-1995 ถ่ายทอดจากต้นฉบับจริง)
1. รักษาคนสูงอายุ ปวดเมื่อยตามร่างกายทำงานหนัก เกิดประสาทหลอน
2. รักษาเป็นไข้หวัด ความดันโลหิตสูงท้องไส้ไม่ปกติ
3. รักษาอาการมีบาดแผล เคล็ด ขัด ยอก กระดูกหัก
4. รักษาอาการทางเดินอาหารไม่ปกติ
5. รักษาอาการโรคกระเพาะอาหารโรคเลือดออกในลำไส้เกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ
6. รักษาอาการคอพอกตับอักเสบ
7. รักษาอาการไตอักเสบ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่นข้น
8. รักษาอาการโรคมะเร็งปอด มีอาการปวดต่าง ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รับประทานต่อไป 100-200 ใบ อาการจะหายขาด
9. รักษาโรคตาทุกชนิด เช่น ตาแดง ตาต้อตาห้อเลือด
10. รักษาอาการมดลูกหย่อนของหญิงคลอดบุตรใหม่ ได้ผลดีช่วยให้มดลูกเข้าอู่
11. รักษาโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำโรคประสาทอ่อน ๆ (เพื่อเป็นการสนับสนุนเหตุผลโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งผู้เขียนก็เป็นจึงกินเข้าไปครั้งละ 5 ใบ เช้า-เย็น 1 วัน อาการหน้ามืดหนักหัวหายไป รู้สึกสบายเบาสมอง)
12. สามารถใช้กับสัตว์ได้จากเอกสารระบุว่าใช้กับไก่ชนหลังจากชนไก่แล้ว ต้องการให้ไก่ฟื้นจากอาการบาดเจ็บให้ไก่กินใบของต้นสมุนไพรฮว่านง็อกจะฟื้นตัวได้เร็ว


อนึ่งการรับประทานหรือกินใบสมุนไพร ให้กินก่อนอาหารเสมอ

ขอขอบคุณ คุณทศทิศแก่นสุข ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลโดยละเอียดของสมุนไพรฮว่านง็อก


ข้อมูลจาก หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน
วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2546 ปีที่ 15 ฉบับที่ 309 หน้า 32

สนใจติดต่อมานะคะ Kwanawesome@hotmail.com

ราคาคุยกันได้ค่ะ ขายให้ราคาถูกค่ะ อยากช่วยเหลือค่ะ
ขายถูกจริงๆค่ะ


kwanawesome เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 19 ต.ค. 2551 (19:31)

เบาหวานประมาณไม่ได้ควรควบคุมกิจวัตร์ให้ดี
[url=www.mlbworlds.com/1818181866/56]click/url]


giant8 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 19 ต.ค. 2551 (19:33) คุณ giant8 ช่วยแจ้งลบความเห็นนี้แล้ว ขอบคุณค่ะ

Link ใช้งานได้แล้ว


giant8 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 5 พ.ย. 2551 (01:09)

ถ้ามีบ้างอย่างทีช่วยให้เรา  ลดระดับนําตาลในเลือดได้ท่านจะชอบไมที่จะช่วยป้องกันสิ่งเหล่านี้ให้เราได้
 http://pho.se/6ww  ควรศึกษากันนะ  ครับ
 

Bios Life Complete


Product Description

รายละเอียด: ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอล
วิตามินและใยอาหาร สูตรที่มีงานวิจัยเด่นชัดว่า สามารถช่วยลดคลอเรสเตอรอล ลด LDL เพิ่ม HDL ควบคุมเบาหวาน ป้องกันโรคหัวใจ ไขมันในเลือด การบริโภคใยอาหารยังช่วยป้องกันมะเร็ง และควบคุมน้ำหนัก

คุณประโยชน์
•Bios Life Complete ได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ และเภสัชกร โดยได้รับการบันทึกไว้ในหนังสืออ้างอิงทางการแพทย์ 
 Physicians’Desk Reference PDR 2005
•ช่วยลดปริมาณคลอเรสเตอรอลในเลือด และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
•มีใยอาหารที่ละลายน้ำได้ (Soluble fiber) ในธัญพืช ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ถั่ว ต้านการก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร
•มีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ, ซี, อี, เบต้าแคโรทีน, เซเลเนียม
•มีวิตามิน B1, B2, B3, B16,B12, ไบโอติน, กรดโฟลิค เกลือแร่ แคลเซียมและสังกะสี
•มีสารโครมเมท (Chrome Mate) ซึ่งเป็นสารประกอบระหว่างออกซิเจนกับสารโพลีไนโคทิเนท (ไนอาซิน-โครเมียม) ที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้สูง
•ใยอาหารในไบออสไลฟ์ ช่วยลดอัตราการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

**Bioslife Complete**
- ถ้าเราสามารถลด LDL (คลอเลสเตอรอล เลว) ลง 1% เราจะลดอัตราการตายลงได้ 2%
- ถ้าเราสามารถเพิ่ม HDL (คลอเรสเตอรอล ดี) ได้ 1% เราจะลดอัตราการตายได้ 3%
- ร่างการคนเราไม่สามารถขาดคลอเรสเตอรอลได้ เพราะผิวของคุณจะแห้ง หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น เส้นเลือด
  เปราะแตกได้ง่าย การทำงานของอวัยวะต่างๆก็จะมีปัญหาด้วย
- ยาลด คลอเรสเตอรอล จากหมอ จะไปสั่งตับไม่ให้สร้าง คลอเรสเตอรอล แล้วระบบร่างกายจะพังหมด
- ยากลุ่ม สแตติน ทำให้กล้ามเนื้อไม่ทำงานและหัวใจขาดเลือด ถ้าใช้ยายี่ห้อ Lip.C จะมีปัญหาใน 3-5 ปี
- Fiber จะช่วยลด คลอเลสเตอรอล ไฟเบอร์มี 2ชนิด
          1. ทั่วไปตามท้องตลาด คือ ไฟเบอร์ที่ทำให้เราอิ่มเพราะมันไปพองตัวแล้วเกิดลำไส้อุดตันและไม่มีงานวิจัยที่อ้าง
              อิงว่าสามารถลด คลอเรสเตอรอลได้ สังเกตดูว่าไม่มีผลิตภัณฑ์ยี่ห้อไหนกล้ารับประกัน
          2. แต่ของเราคือ  Soluble fiber คือไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้และมีผลงานวิจัยอ้างอิงมากมายว่าสามารถลด คลอ
              เรสเตอรอล ได้
- ถ้ามนุษย์เราเพิ่มสัดส่วนในกานกินไฟเบอร์คือกินผักที่เอาไปปั่นวันละ 7จานจะช่วยลดคลอเรสเตอรอล ได้คือ
  แอปเปิ้ล 14ลูก,ผัก 7จาน,กล้วยหอม 22ลูก ,แครอท 35หัว ต่อวัน ถามว่าทำได้หรือไม่ ?
- ตัวนี้จะช่วยลด ไตรกลีเซอไรด์ ลดเบาหวาน ลดพุงและเอวด้วย พุงชูชกในผู้ชายใช้ Bosolife Complete คู่กับ เนเจอร์ที
  จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ช่วยชะลอความแก่ด้วย
- ผู้หญิงที่มี ถุงนกกระยาง ใต้ตาใช้ประมาณ 2เดือนจะเห็นผล ส่วนผู้หญิงที่ต้องการเอวคอดให้ใช้คู่กับอาหารทุกมื้อและมี
  วิตามินที่ช่วยในการเผาผลาญน้ำตางโดยเฉพาะวิตามินบี
- มีการเติม โคเมท(Chrome Mate) คือ ฟอร์มลิขสิทธิ์ของเราเอง อยู่ในฟอร์มที่สามารถใช้ลดน้ำตาลในเลือดได้มาก
- ร่างกายเรามีตับ เมื่อกินอาหารเข้าไปตับจะค่อยๆดูดซึมจากลำไส้ในรูปแบบไขมันคือการใช้ไขมันย่อยไขมันไขมันหลัง
  จากย่อยแล้วสามารถดูดซึมได้ 100% เช่นเดียวกับน้ำตาล
- ทุกครั้งที่เรากินข้าวตัวที่ช่วยย่อยคือ น้ำดี คือ กรด+คลอเรสเตอรอล สำหรับในตับ ตับจะเอาไขมันจากลำไส้มาผสมกับ
  น้ำดีเพื่อไปย่อยอาหาร เมื่อย่อยแล้วไขมันจะถูกดูดซึมแล้วไขมันเก่าก็ลูกดูดซึมกลับ
- ไขมันถูกนำไปใช้ 2ส่วน
      1.นำไปใช้เป็นพลังงานในร่างกาย
      2.สะสมไขมันตามผิวหนัง
- ตับทำงานสมดุลในระบบตามธรรมชาติ คือเราไม่สามารถควบคุมได้ ยากลุ่ม สแตติน จะไปสั่งให้ตับหยุดทำงานเพื่อไม่
  ให้หลั่งกรดไขมันและสมดุลก็จะหยุดทำงานเหมือนคนป่วยที่นอนอยู่นิ่งๆกล้ามเนื้อก็จะหดลงลีบลง แล้วก็จะทำงานไม่ได้
- เมื่อตับดึงไขมันในเลือดมาทำเป็นกรดน้ำดี ไขมันจับกับเลือดแทนที่จะถูกดูดซึมกลับก็โดนจับทิ้งออกไปช่วยการทำงาน
  ในตับสำหรับการทำงานของ Bioslife Complete เราจะลดประมาณ 10% ในสองเดือนแต่สูตรใหม่ลดได้ 30%
- ต้องกินก่อนอาหาร ชงดื่ทก่อน 5นาที คือเมื่อกินอาหารเข้าไปย่อยที่กระเพาะส่งไปลำไส้เล็กก่อนที่จะถูกดูดซึมโดยตับ
  ก็โดนจับทิ้งไป
- การประชุม Symposium ของแพทย์พยาบาลที่สหรัฐอเมริกาจะมีการนำเสนอผลงานวิจัยโดยผลงานที่ได้นำเสนอจะต้อง
  ผ่านการรับรองของคณะแพทย์ ปีที่แล้ว ดร.ปีเตอร์ ได้ถูกเชิญไปนำเสนอการใช้ Bioslife ในผู้ป่าวเบาหวาน มีเพียงบริษัท
  เดียวเท่านั้น
- การลดเบาหวานหลังอาหารดูได้คือการกินข้าวปุ๊บวัดดูว่าเพิ่มเท่าไหร่ เพราะน้ำตาลจะไปทำลายเนื้อเยื่อ 
  Bioslife Complete สามารถลดน้ำตาลได้
- ยาลด คลอเรสเตอรอล ที่หมอให้จะทำให้เพิ่ม ไตรกลีเซอไรด์

การรับประกัน
- ผล LAB เลือดที่บอกว่า คลอเรสเตอรอล สูงจากโรงพยาบาล ไม่เกิน 7-14 วันนำมายื่นกับบริษัทเพื่อวื้อผลิตภัณฑ์มากิน
  แล้วอีก 45 วันมาตรวจเลือดใหม่ที่เดิม ถ้าคลอเรสเตอรอลไม่ลดลง ให้นำผล LAB อันใหม่พร้อมใบเสร็จรับเงินและ
  ซองเปล่า+กล่องเปล่ามาให้บริษัท บริษัทยินดีคืนเงินให้ 100%
- ในผู้ป่วยเบาหวาน ให้ทาน Bioslife Complete ก่อนอาหาร 5-10 นาที เช้า เย็น (สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาจากโรงพยาบาลอยู่แล้ว
  ให้ทาน Bioslife Complete ในมื้อที่ไม่ได้ใช้ยาของโรงพยาบาล เมื่อเบาหวานดีขึ้นให้ค่อยๆปรับลดยาโรงพยาบาลลง
   และเลิกใช้ยาโรงพยาบาลได้ เมื่ออยู่ในระดับปกติแล้ว)
- หลังดื่ม 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยเบาหวานควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและปรับลดยาเมื่อน้ำตาลลดลง
- หลังดื่ม 4-8 สัปดาห์ ผู้มีคลอเรสเตอรอลสูงควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและปรับลดยาเมื่อไขมันลดลง
- การรับประทานใยอาหาร ควรดื่มน้ำมาก ๆ

วิธีรับประทาน
Bios Life Complete 1 ซอง ผสมน้ำประมาณ 300 ซีซี เขย่าให้เข้ากันแล้วดื่มทันที ก่อนอาหาร 5-10 นาที สามารถผสมน้ำ น้ำเย็น น้ำผลไม้ นมเปรี้ยว โยเกิร์ต นมไขมันต่ำ ตามความเหมาะสม

คำแนะนำ
-ใช้กับผู้ป่วยเบาหวาน ช่วยเสริมการเผาผลาญน้ำตาลให้ดีขึ้น
- กรณีผสมนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต ช่วยเพิ่มความนุ่ม และปริมาณกากอาหาร ช่วยบรรเทาท้องผูกเรื้อรัง และโรคริดสีดวง
- ในผู้ป่วยเบาหวาน โคลเรสเตอรอลสูง ที่รับประทานยาจากแพทย์ ไม่ควรหยุดยาของแพทย์ทันที แต่สามารถใช้วิตามินผสมใยอาหารนี้เสริมการรักษา โดยดื่มในมื้อที่ไม่มียารับประทาน
- หลังดื่ม 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยเบาหวานควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและปรับลดยาเมื่อน้ำตาลลดลง
- หลังดื่ม 4-8 สัปดาห์ ผู้มีคลอเรสเตอรอลสูงควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและปรับลดยาเมื่อไขมันลดลง
- การรับประทานใยอาหาร ควรดื่มน้ำมาก ๆ
- ห้ามใช้ในผู้ป่วยลำไส้อุดตัน โรคไต
- เด็ก ,หญิงมีครรภ์ ,ให้นมบุตร ไม่ควรรับประทาน
- ห้ามดื่ม ในมื้อที่มีมียารับประทาน หากมียาหรืออาหารเสริมให้รับประทานก่อนดื่มใยอาหารอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง

 



DEW3452 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 10 พ.ย. 2551 (21:55)

ผมอยากจะทราบว่า อินซูลีน เกี่ยวข้องกำโรคเบาหวานอย่างไรครับ


pattavee เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 14 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 117 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


sompong_123@vcharkarn.com
(รศ.นพ. สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 1,140 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 6 เดือน
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 51 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.