วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/36839" type="text/javascript"></script>
โคนมไทย สุขภาพดีได้ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ
เทคโนโลยีชีวภาพมีบทบาทต่อการเลี้ยงโคนม มากมายหลายด้าน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มคุณภาพให้กับโคนมไทย ลองมาดูกันสิว่า...เทคโนโลยีชีวภาพมีบทบาทสำคัญต่อโคนมไทยอย่างไรบ้าง
post ครั้งแรก: Wed 14 May 2008, 10:52 am ปรับปรุงล่าสุด: Fri 25 July 2008, 10:20 am

หน้าที่ 1 - เทคโนโลยีชีวภาพที่มีบทบาทต่อการเลี้ยงโคนม


นิธิกานต์   อินทร และ มาลินี อัศวดิษฐเลิศ
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค)
ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของนิตยสาร @ll Biotech และ วิชาการ.คอม
http://www.biotec.or.th/Guru/







30  มกราคม  2550
 
            เทคโนโลยีชีวภาพมีบทบาทต่อการเลี้ยงโคนม  ตั้งแต่เรื่องการปรับปรุงพันธุ์  สุขภาพของโคนม อาหารโคนม รวมทั้งผลผลิตน้ำนมดิบ ตลอดจนผลิตภัณฑ์นมแปรรูปที่ส่งไปยังผู้บริโภค  
 
            สำหรับเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสุขภาพโคนมนั้น มีประโยชน์หลายด้าน ตั้งแต่  การตรวจวินิจฉัยโรค การควบคุมและป้องกันโรคโดยการใช้วัคซีน ตลอดจนการสนับสนุนให้โคนมผลิตนมได้ในปริมาณมากขึ้น


1. การตรวจวินิจฉัยโรค
         
            การตรวจวินิจฉัยโรค เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการเฝ้าระวังโรค  ทำให้วางแผนจัดการและควบคุมโรคระบาดได้ทันท่วงที  ช่วยลดอัตราความเสียหายที่เกิดขึ้นในการผลิตสัตว์  



            ปัจจุบันมีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการตรวจวินิจฉัยโรคที่สำคัญ ได้แก่



        การพัฒนาการตรวจหายีนของเชื้อก่อโรค  (Detection of genome nucleic acid) 
โดยการใช้เทคนิคอาร์เอฟแอลพี  (RFLP: Restriction Fragment Length Polymorphism)  พี ซีอาร์  (PCR: Polymerase Chain Reaction) และตัวตรวจจับดีเอ็นเอ (DNA Probe)
        การพัฒนาการตรวจหาโปรตีน (Detection of Protein)  
โดยการใช้เทคนิคอิมมูโนฮิสโตเคมิสทรี (Immunohistochemistry) อิมมูโนบลอททิง        (Immunoblotting) และอีไลซา (ELISA: Enzyme-linked Immunosorbent Assay)
         การพัฒนาการตรวจหาแอนติบอดี (Detection of Antibody)  
โดยการใช้เทคนิคคอมเพททิทิฟอีไลซา (Competitive – ELISA) และรีคอมบิแนนท์ดีเอ็นเอ (Recombinant DNA) เป็นต้น
  


           นอกจากเทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีเทคนิคนิวคลิอิกแอซิดไฮบริไดเซชัน (Nucleic acid hybridization (NAD)) และรีสตริกชัน เอ็นโดนิวคลิเอส แมปปิง (Restriction endonuclease mapping (REM)) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางชีววิทยาระดับโมเลกุล (Molecular biology) ซึ่งมีข้อดี คือเป็นเทคนิคที่มีความไวและความจำเพาะสูง  ตัวอย่างของการใช้เทคนิคนี้ คือการตรวจแยกการติดเชื้อระหว่างเชื้อไวรัส Peste des Petiete Ruminants (PPR) ออกจากเชื้อไวรัสที่ก่อโรครินเดอร์เปสต์ (Rinderpest) ซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถจำแนกการติดเชื้อได้ด้วยวิธีทางซีรัมวิทยา 



ผลิตภัณฑ์ตรวจวินิจฉัยโรคแท้งติดต่อ หรือโรคบลูเซลโลซิส ที่ใช้หลักการการตรวจหาแอนติบอดี


แอนติเจนบลูเซลโลซีส ชนิดทดสอบในหลอดแก้ว (ยูเอสดีเอ) แอนติเจนบลูเซลโลซีส ชนิดทดสอบบนแผ่นกระจก

ที่มา :  สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ กรมปศุสัตว์



โรคในเขตร้อนที่มีการพัฒนาตัวตรวจจับจำเพาะ (Probe) และโมโนโคลนัลแอนติบอดี
(Monoclonal Antibody)  สำหรับการตรวจวินิจฉัยโรค



โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส


โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

 โรครินเดอร์เปสต์ (Rinderpest)  โรคปอดและเยื่อหุ้มปอดอักเสบ
(Contagious Bovine Pleuropneumonia)
 โรคบลูทังจ์ (Blue tongue)  โรคติดเชื้อเฉียบพลัน
(Contagious Agalactia)
 โรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease) โรคอะนาพลาสโมซิส (Anaplasmosis)
 โรคปากอักเสบผุพอง (Vesicular Stomatitis)  โรคฮีโมราจิก เซพติซีเมีย
(Haemorrhagic Septicemia)




ที่มา : Biotechnology and Animal Disease Diagnosis in Developing Countries :  Potential and Limitations of  Biotechnology in Livestock Production in Developing Countries. Lef่vre P.C.,  Proceedings of a Symposium, Humboldt, University of Berlin, October 1992. 



การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการตรวจโรคเต้านมอักเสบ


การตรวจวินิจฉัยโดยวิธีเอ็มที (CMT: California Mastitis Test)
เป็นวิธีการประเมินปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวในน้ำนม ด้วยการเติมสารลดการตึงผิวซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวแตกแล้วเกิดสารลักษณะคล้ายวุ้น


ที่มาภาพ : http://www.defra.gov.uk/animalh/welfare/farmed/advice/mastitis/images/mdOMT.jpg


การศึกษาประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะในห้องปฏิบัติการ
การรักาาโรคเต้านมอักเสบในบางครั้งไม่ได้ผล เนื่องจากการเกิดการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย การเก็บตัวอย่างส่งตรวจเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะที่ควรใช้รักษา และยังทราบชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคเต้านมอักเสบ


ที่มาภาพ: http://extension.usu.edu/mschool/mastitis/s13txt.htm



หลากหลายวิธีตรวจวินิจฉัยโรคเต้านมอักเสบ




 2. การควบคุมและป้องกันโรคโดยการใช้วัคซีน


            วัคซีน (vaccine) เป็นสารที่เมื่อนำเข้าสู่ร่างกายแล้ว เตรียมระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์หรือสัตว์ให้สามารถป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อโรคเฉพาะชนิดได้ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายรู้จักกับเชื้อโรคที่ไม่เคยเจอมาก่อน เพื่อที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะได้รู้ว่า จะรับมือกับเชื้อชนิดนั้นๆ ได้อย่างไร
ที่ผ่านมา วัคซีนสำหรับโคนมบางชนิดผลิตจากเชื้อโรค (แบคทีเรีย ไวรัส รา) หรือสารพิษ ที่ถูกทำให้หมดฤทธิ์แล้ว หรือทำให้อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ยังประสบปัญหาในด้านของคุณภาพของวัคซีนที่ผลิตได้ เช่น ความมีเสถียรภาพของวัคซีน ประสิทธิภาพของวัคซีน ผลข้างเคียงจากวัคซีน และการกลายพันธุ์ของเชื้อต่อวัคซีนที่ผลิตได้  
 
            เพื่อแก้ไขปัญหานี้ หน่วยงานต่างๆ ในหลายประเทศจึงนำเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ โดยเฉพาะพันธุวิศวกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อผลิตวัคซีนที่เรียกว่ารีคอมบิแนนท์วัคซีน (Recombinant vaccine) ปัจจุบันมีการผลิตวัคซีนหลายชนิดจากเทคโนโลยีดังกล่าว ได้แก่ Gene Deleted Vaccine, Marker Vaccine, Virus Vector Vaccine, DNA Vaccine และ Sub Unite Vaccine 



            สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ ในสังกัดกรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานที่ค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนสัตว์ อีกทั้งผลิตวัคซีนจำหน่ายให้เกษตรกรในประเทศ สำหรับสถานภาพการผลิตวัคซีนของโคและกระบือในประเทศไทย ปัจจุบัน สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ได้ผลิตวัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อย  วัคซีนเฮโมรายิกเซพติซีเมีย วัคซีนแอนแทรกซ์ วัคซีนแบลคเลก  และวัคซีนบลูเซลโลซิส  เพื่อใช้ภายในประเทศ  อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ประเทศไทยยังประสบปัญหาปริมาณวัคซีนไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร  รวมทั้งเกิดการระบาดของโรคอยู่อย่างต่อเนื่อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาวัคซีนให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ นอกจากนี้ หากเพิ่มประสิทธิภาพวัคซีนโดยการพัฒนาวัคซีนให้มีความคุ้มกันโรคได้นานขึ้น และผลิตเป็นวัคซีนรวม (Combined Vaccine) จะเพิ่มความสะดวกในการวางโปรแกรมวัคซีน และทำให้การวางแผนควบคุมและป้องกันโรคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น



วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคในโคนมในปัจจุบัน ผลิตโดยสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์








วัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อย


วัคซีนเฮโมรายิกเซพติซีเมีย


วัคซีนแอนแทรกซ์


วัคซีนแบลคเลก


วัคซีนบลูเซลโลซีส




3. สรีรวิทยาการให้นม 
 
            ปัจจุบัน มีการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาประยุกต์ใช้เพื่อผลิตโปรตีนที่สนับสนุนการผลิตน้ำนมในโคนม ซึ่งโปรตีนดังกล่าวมีชื่อว่า รีคอมบิแนนท์ โบวีน โซมาโตโทรฟิน (Recombinant Bovine Somatotrophin: rBST)





การสร้าง rBST โดยธรรมชาติ


ตามปกติ ร่างกายโคนมสร้างฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าเพื่อทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโต (Growth Hormone) และควบคุมกระบวนการสร้างน้ำนม หรือเรียกอีกชื่อว่า โซมาโตโทรฟิน (somatotrophin)









การนำวิทยาศาสตร์มาใช้ประะโยชน์


นักวิทยาศาสตร์จึงใช้เทคนิคพันธุวิศวกรรม ผลิต รีคอมบิแนนท์ โบวีน โซมาโตโทฟิน (Eecombinant bovine somatophin: rBST) เลียนแบบฑรรมชาติ เพื่อเพิ่มสมรรถภาพการผลิตน้ำนมและการเจริญเติบโตของโคนมและยังปรับปรุงสมรรถภาพ และความสมบูรณ์ของระบบสืบพันธุ์ ซึ่งภายใต้ระบบการจัดการและการให้อาหารปกติ หากมีการฉีดยา rBST ในแม่โครีดนมจะเพิ่มปริมาณน้ำนมได้ถึง 15-30%

 
ที่มา : http://www.extension.umn.edu/distribution/livestocksystems/DI6337.html


             ปัจจุบัน มีการใช้ rBST กันแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา  แต่ประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทยยังจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดการด้านอาหารโคนม การตอบสนองของโคต่อการใช้ BST และที่สำคัญ คือต้นทุนการผลิต และการจัดการระบบให้บริการที่มีประสิทธิภาพ  เนื่องจากการใช้ BST ในการเพิ่มผลผลิตโคนมนั้น จำเป็นต้องให้โดยการฉีด ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ


 
            จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า  เทคโนโลยีชีวภาพมีบทบาทและมีความสำคัญต่อการส่งเสริมสุขภาพโคนม ทั้งในแง่ของการวินิจฉัย ป้องกัน รักษาโรค และการผลิตน้ำนม สำหรับในประเทศไทย อาจต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการเลือกใช้เทคโนโลยี    ซึ่งต้องมีการประยุกต์และปรับปรุงเทคโนโลยีในบางขั้นตอน ก่อนที่จะนำไปใช้ประโยชน์กับโคนมที่เลี้ยงในประเทศไทย 



 




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 31 ก.ค. 2551 (17:53)

เนื้อหาดีเยื่ยมทีเดียว




kimlengza เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


เทคโนโลยีชีวภาพปริทรรศน์
(www.biotec.or.th)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 5,246 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 8 เดือน
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 74 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.