ว่าด้วยเรื่องของจริยธรรมในการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์

Written by on . Posted in ชีววิทยา, ทั่วไป, วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยีพลังงาน




หน้าที่ 1 - ว่าด้วยเรื่องของจริยธรรมในการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์

ดร.นเรศ ดำรงชัย
ศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค

ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของนิตยสาร @ll Biotech และ วิชาการ.คอม
http://www.biotec.or.th/Guru/

 


 

ว่าด้วยเรื่องของจริยธรรมในการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์

สเต็มเซลล์ (stem cell) หรือที่ในภาษาไทยอาจแปลได้ว่า เซลล์ต้นกำเนิด หรือเซลล์ต้นตอ คือเซลล์ชนิดหนึ่งในร่างกายของสิ่งมีชีวิต ที่มีความสามารถพิเศษในการสร้างเซลล์เฉพาะทางที่จะเจริญเติบโต (differentiate) ต่อไป และอาจกลายเป็นเนื้อเยื่อและ/หรืออวัยวะในที่สุด

                  สเต็มเซลล์ มีทั้งที่เป็นเซลล์จากตัวอ่อน (embryonic stem cells – ES cells) และที่มาจากตัวโตเต็มวัย (adult stem cells) ซึ่งในกรณีหลังนี้โดยทั่วไปเซลล์จะถูกกำหนดชะตากรรมแล้วว่าจะกลายไปเป็นเซลล์/เนื้อเยื่อ/อวัยวะกลุ่มใด (multipotent) หรือเฉพาะเจาะจงชนิดใด (unipotent) และไม่สามารถเปลี่ยนได้ (แต่ขณะนี้เริ่มพบว่าอาจมีข้อยกเว้นแล้วในบางกรณี) ต่างจากสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่ยังคงความสามารถในการเติบโตต่อไปเป็นเซลล์/เนื้อเยื่อ/อวัยวะได้มากชนิดกว่า (pluripotent) หรือสร้างได้ทั้งตัว (totipotent) ซึ่งในทางทฤษฎีนั้น คาดว่าสามารถอาศัยความสามารถพิเศษนี้ของสเต็มเซลล์ ประยุกต์ใช้เพื่อสร้างเนื้อเยื้อหรืออวัยวะสำหรับซ่อมแซมหรือเป็นอะไหล่สำหรับร่างกายส่วนที่ไม่ทำงานเป็นปกติ เช่น เส้นใยประสาท หัวใจ หรืออวัยวะอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้หลักการของการทำโคลน (cloning) ในการสร้างสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน ก็จะช่วยให้สามารถนำเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่ได้นั้น มาปลูกถ่ายให้กับคนไข้ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

 
ขั้นตอนการสร้างเนื้อเยื่อมนุษย์จากสเต็มเซลล์
(ภาพจาก
http://www.npr.org/programs/specials/stemcells/science.html)

              จากความคาดหวังในการประยุกต์ใช้สเต็มเซลล์ในเชิงการแพทย์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สนใจศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์มากขึ้นในระยะหลายปีมานี้ ประกอบกับมีการเสนอความก้าวหน้าจากผลของการวิจัยอย่างต่อเนื่อง ในหลายประเทศจึงเริ่มมีความกังวลในเรื่องการควบคุมดูแลให้กระบวนการวิจัยด้านนี้มีความถูกต้องตามครรลองของจริยธรรม 




สถานภาพของการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์ในระดับนานาชาติ

แม้ว่าจะเป็นที่รู้จักมานานแล้ว แต่ความเข้มข้นของการวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ในโลกเพิ่งจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่เกิน 5-6 ปีมานี้ โดยสังคมโลกได้เริ่มจับตามองคุณประโยชน์หรือการประยุกต์ใช้เทคนิคการโคลนในทางสร้างสรรค์ เพื่อนำสเต็มเซลล์ที่ได้มาสร้างอวัยวะทดแทนเพื่อปลูกถ่ายให้แก่ผู้ที่สูญเสียอวัยวะบางส่วนไป

                  เมื่อประมาณต้นปี 2541 นักวิทยาศาสตร์ของบริษัท Advanced Cell Technologies (ACT)ได้นำเซลล์ร่างกายของมนุษย์มาหลอมรวมกับเซลล์ไข่ของวัวเพื่อสร้างตัวอ่อน แล้วนำสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมาเพาะเลี้ยงได้สำเร็จ โดยพยายามจะกระตุ้นให้กลายเป็นเนื้อเยื่อและอวัยวะสำหรับนำไปปลูกถ่ายเชิงการแพทย์ ความสำเร็จในครั้งนั้นทำให้นิตยสารชั้นนำหลายฉบับเช่น TIMES หรือ Business Week ต่างก็ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับเรื่องวิธีการในการสร้างอวัยวะทดแทนนี้

วิธีการของ ACT คือ การนำเซลล์ไข่ที่ปราศจากนิวเคลียสของวัวซึ่งหาได้ง่าย ผสมกับเซลล์ที่โตเต็มที่แล้วของคน

                  เมื่อเกิดการปฏิสนธิจนถึงระยะตัวอ่อน (blastocyst) นักวิจัยได้ดึงเอาเซลล์จากมวลเซลล์ชั้นใน (inner cell mass) นี้ออกมา (ซึ่งมวลเซลล์ชั้นในที่ดึงออกมา ก็คือสเต็มเซลล์นั่นเอง) แล้วนำมาเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการให้กลายเป็น cell line ได้สำเร็จ สำหรับตัวอ่อนที่ได้จากกระบวนการนี้จะมีสารพันธุกรรมของคน แต่ก็ไม่สามารถโตเต็มที่ได้ และฝ่อไปเอง

                  ในขณะนั้นคาดว่าเมื่อต้องการสร้างเนื้อเยื่อส่วนไหนก็เลือกกระตุ้นด้วยวิธีการหรือตัวกระตุ้นที่เหมาะสม ก็อาจจะทำให้ได้เนื้อเยื่อหรือได้กระทั่งอวัยวะตามที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้ถูกต่อต้านมาก เนื่องจากประชาชนทั่วไปเมื่อได้ทราบข่าวนี้ต่างก็เข้าใจว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการโคลนมนุษย์ผสมกับวัว ทำให้ตีความว่าเป็นเรื่องผิดจริยธรรมและถูกต่อต้านอย่างมาก

                  ต่อมาแนวโน้มการวิจัยจึงเริ่มหันไปในสองทิศทาง แนวทางแรกคือการใช้กระบวนการโคลนเช่นเดิมแต่เลือกใช้ไข่ของมนุษย์เองแทนที่จะใช้ไข่ของวัว  แนวทางที่สองคือการขอรับตัวอ่อนจากห้องปฏิบัติการคลีนิกผสมเทียม ซึ่งจะมีการทิ้งตัวอ่อนที่เผื่อเหลือและไม่ใช้อีกต่อไปเป็นปกติอยู่แล้ว แนวทางที่สองนั้นแม้ว่าจะได้สเต็มเซลล์มาใช้สำหรับวิจัย แต่เมื่อถึงขั้นตอนการนำไปใช้ก็คงต้องกลับมาใช้วิธีการแรกอยู่ดี เพราะจะต้องทำการโคลนเพื่อให้ได้เนื้อเยื่อที่ไม่ถูกต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายของผู้รับรายเดียวกัน

                  ขณะนี้มีคณะนักวิจัยอย่างน้อย 3 กลุ่มในโลก ที่สามารถพัฒนาเซลล์มนุษย์สำหรับเลี้ยงได้ต่อเนื่อง (established cell line) จาก สเต็มเซลล์ซึ่งทั้งหมดก็ได้มาจากตัวอ่อนมนุษย์นั่นเอง การวิจัยกำลังมุ่งไปที่การหาเงื่อนไขที่จะกระตุ้นให้เซลล์เหล่านั้นให้กลายเป็นเนื้อเยื่อเฉพาะอย่างที่ต้องการ ขณะนี้แม้ว่าจะเริ่มมีผลการวิจัยออกมาในเชิงให้ความหวังว่า การกระตุ้นเซลล์ให้แบ่งตัวเป็นเนื้อเยื่อที่ต้องการนั้นพอจะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่เป็นการง่ายที่จะสร้างกลุ่มเซลล์ที่มีความบริสุทธิ์เพียงพอสำหรับการรักษาด้วยเซลล์ (cell therapy)

นักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าที่ศึกษาวิจัยในเรื่องนี้อยู่ได้แก่ Douglas Melton แห่ง Harvard University, Oliver Brustle แห่ง University of Bonn ในเยอรมัน, Peter Andrews แห่ง University of Sheffield, James Thomson แห่ง University of Wisconsin, Madison, และทีมนักวิจัยของบริษัท Geron ในแคลิฟอร์เนีย 
 



สถานภาพของการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์ในประเทศไทย

                  ในประเทศไทยนั้น มีกลุ่มที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ สเต็มเซลล์เป็นที่ทราบชัดก็คือกลุ่มของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งคณะผู้วิจัยตระหนักดีถึงปัญหาทางจริยธรรมอันอาจเกิดขึ้นจากงานวิจัยนี้ จึงเน้นการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์ของสัตว์ เช่น วัว ซึ่งผู้วิจัยบางคนมีประสบการณ์ด้านนี้มานับสิบปีแล้ว ในอีกด้านหนึ่งนั้นผู้วิจัยก็จะอาศัยการใช้ adult stem cell เช่น เซลล์จาก peripheral blood เพื่อนำไปสู่การสร้างเนื้อเยื่อมนุษย์ ส่วน embryonic stem cell นั้นคาดว่าจะใช้ cell line ของมนุษย์ในการวิจัยไปก่อน
 



ประเด็นที่ต้องพิจารณาในเรื่องจริยธรรมของการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์

                  ไม่ว่าในกรณีใด หากมีการสร้างตัวอ่อนเพื่อนำเซลล์จากตัวอ่อนมาใช้ ซึ่งนำไปสู่การทำลายตัวอ่อนนั้นภายหลัง ก็จะประสบปัญหาการต่อต้านจากกลุ่มผู้มีแนวความคิดอนุรักษ์ชีวิต ว่าเป็นการหยุดยั้งโอกาสในการเติบโตของชีวิต ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ผิดหรือล่อแหลมในเชิงจริยธรรม แม้ว่าตัวอ่อนที่นำมาใช้จะอยู่ในช่วงต้นของการพัฒนาเป็นชีวิตและในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ถือว่าเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ก็ตาม แต่ในกรณีที่เป็นการนำตัวอ่อนมาจากคลีนิคผสมเทียมซึ่งตัวอ่อนเหล่านั้นก็จะถูกทำลายอยู่ดี ก็อาจเป็นสิ่งที่ยอมรับได้แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ว่าสถานะของตัวอ่อน (moral status of embryo) ควรเป็นอย่างไร นั่นคือ ควรจะเริ่มนับว่าตัวอ่อนเป็นมนุษย์และมีสิทธิมนุษยชนครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่เมื่อไหร่

ยิ่งไปกว่านั้น มีผู้คนจำนวนมากเป็นห่วงว่า กระบวนการโคลนมนุษย์ซึ่งขณะนี้ดำเนินไปเพื่อการนำเซลล์มาบำบัดรักษา (therapeutic cloning) หากไม่มีการควบคุมดูแลที่ดีพอ อาจจะนำไปสู่การโคลนเพื่อสร้างตัวมนุษย์ขึ้นมาใหม่ให้เหมือนกับต้นแบบ (reproductive cloning) ซึ่งยังเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ไม่เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาในสังคมมนุษย์ปัจจุบัน



 
มีวิธีการหลีกเลี่ยงปัญหาเชิงจริยธรรมเหล่านี้ไหม?

                  ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มกำลังพยายามค้นหาแนวทางการวิจัยที่จะดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีปัญหาเชิงจริยธรรมเหล่านี้ ทั้งปัญหาที่มีแล้วและยังไม่มีแต่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยการเลือกทางเลือกที่สาม นั่นคือการเลือกศึกษา adult stem cell ที่ยังเหลือความสามารถเพียงในระดับ multipotent อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยล่าสุดพบว่า มีเค้าว่าจะสามารถหมุนความสามารถของ adult stem cell ให้ย้อนกลับไปแบ่งตัวแบบ pluripotent ได้อีกโดยไม่ต้องใช้ตัวอ่อน 
 


ความเป็นไปได้ที่จะนำสเต็มเซลล์มาใช้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อและอวัยวะหลายชนิด
และอาจใช้รักษาโรคอีกมากมาย
ภาพจาก

http://scidiv.bcc.ctc.edu/rkr/Biology201/lectures/pdfs/DNAApplications201.pdf

 
 
แนวปฏิบัติหรือมาตรการทางกฎหมายที่ควบคุมการวิจัยเกี่ยวกับการโคลนและสเต็มเซลล์ในโลก

                  การวิจัยเรื่องสเต็มเซลล์จะก้าวหน้าและประสบความสำเร็จเร็วแค่ไหน ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับกฎระเบียบที่ถูกบัญญัติขึ้นมาควบคุมการวิจัยสาขานี้ด้วย ว่าจะควบคุมเข้มงวดมากน้อยแค่ไหน ในทางตรงข้ามหากไม่มีมาตรการทางกฎหมายใด ๆ เลยก็ย่อมเป็นการสร้างสภาวะที่ล่อแหลมต่อการเกิดความรู้สึกในเชิงต่อต้านของสาธารณชนได้ รวมทั้งอาจมีการวิจัยที่มีลักษณะที่ฝืนจริยธรรมซึ่งจะนำไปสู่ผลที่ไม่คาดคิดและไม่พึงประสงค์ของสังคม



 
แนวทางของยูเนสโก (UNESCO)

                  ในระดับสากล องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้จัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมชีวการแพทย์ (International Bioethics committee - IBC) ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2537 ประกอบด้วย นักวิทยาศาสตร์และผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาต่างๆ รวมทั้งสิ้น 35 คน โดยให้มีหน้าที่พิจารณาประเด็นและแง่มุมต่างๆ ทางจริยธรรมเกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี และการใช้ประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านชีววิทยาและการแพทย์ และให้ข้อเสนอแก่ประเทศต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางร่วมกันในระหว่างประเทศต่างๆ รวมทั้งกำหนดมาตรการในการส่งเสริมเพื่อให้สังคมต่างๆ มีความรู้ความเข้าใจและวิธีคิด รวมทั้งหาข้อสรุปร่วมกันในประเด็นทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางชีวการแพทย์และการใช้ประโยชน์จากผลการวิจัยในการแก้ปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชนทั่วโลกให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่ง IBC ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อหาข้อสรุปทางด้านจริยธรรมที่พึงกระทำเกี่ยวข้องกับการวิจัยในด้านต่างๆ รวมทั้งการวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ด้วย

                  รายงานของคณะทำงานว่าด้วย ประเด็นทางจริยธรรมเกี่ยวกับการวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ของ UNESCO ที่แต่งตั้งขึ้นโดย IBC นี้ได้พิจารณาในประเด็นเกี่ยวกับการใช้ตัวอ่อน (embryo) ของมนุษย์เป็นแหล่งของสเต็มเซลล์สำหรับการศึกษาวิจัย (รวมทั้งการใช้ประโยชน์ต่อไปเมื่อผลการวิจัย ประสบผลสำเร็จ) เลขานุการคณะทำงานประกอบด้วย Mr. Alexander McCall Smith ซึ่งเป็นอาจารย์ทางกฎหมายจากสก็อตแลนด์ ร่วมกับ Mr. Michel Ravel ซึ่งเป็นนักพันธุศาสตร์จากอิสราเอล

                  คณะทำงานชุดนี้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตัดสินใจให้ชัดเจนได้ยาก เพราะมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วทั้ง 2 ทาง ข้อสรุปสำคัญหนึ่งคือ คณะทำงานเห็นว่าการวิจัยโดยใช้เซลล์ต้นตอที่มาจากตัวอ่อน (embryonic stem cell - ES cell) เพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคเป็นสิ่งที่สมควรทำ แต่การตัดสินใจในแต่ละประเทศคงขึ้นอยู่กับการถกเถียงและการตัดสินใจของสังคมโดยรวมในประเทศนั้นๆ และแต่ละประเทศควรจะมีการถกเถียงในประเด็นดังกล่าวอย่างกว้างขวางและเปิดเผย และที่สำคัญควรจะมีการพูดให้ชัดเจนถึงฐานะของตัวอ่อน (moral status of the embryo) ในบริบทของแต่ละประเทศ และแม้จะมีข้อตกลงว่าไม่มีปัญหาที่จะทำวิจัยได้ รัฐก็ยังจำเป็นจะต้องออกกฎเกณฑ์และมีมาตรการการควบคุมอย่างเข้มงวด และพ่อแม่ของตัวอ่อนก็ควรจะได้รับทราบและเห็นชอบกับการศึกษาวิจัยนั้น ๆ

                  ในทางเทคนิคนั้นการวิจัยในด้านนี้มุ่งที่จะได้เนื้อเยื่อเพื่อใช้สำหรับบำบัดรักษา (therapeutic tissue) โดยอาจใช้ตัวอ่อนที่มาจากการบริจาคจากการทำแท้ง (aborted fetuses) หรือตัวอ่อนที่เหลือจากการผสมเทียม (embryo left-overs) หรือมิฉะนั้นก็โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า therapeutic cloning แต่ความเห็นที่แตกต่างกันส่วนใหญ่มาจากจุดยืนทางศาสนา ทว่าแต่ละศาสนาแม้กระทั่งคาธอลิค ก็มีความหลากหลายในวิธีคิดและวิธีมองในเรื่องนี้ การพิจารณาประเด็นทางจริยธรรมชีวการแพทย์จึงควรจะมองหาทางออกที่เหมาะสมมากกว่าการขีดเส้นแบ่งที่ตายตัว

                  โดยธรรมชาติไข่ที่ปฏิสนธิแล้ว (fertilized eggs) มีประมาณ 10% เท่านั้นที่ฝังตัวและเจริญเติบโตเป็นทารกในที่สุด ผู้ที่ทำการผสมเทียม (IVF) เองก็พยายามที่จะเพิ่มอัตราการฝังตัวและเจริญเติบโตเป็นทารกได้ และวิธีหนึ่งคือการเลือกเฉพาะตัวอ่อนที่ค่อนข้างแน่ใจว่าจะเจริญเติบโตได้หลังจากดูในห้องทดลองแล้ว 8 วัน นอกจากนี้ยังมีเทคนิคที่จะตรวจหายีนก่อโรคเพื่อขจัดตัวอ่อนที่มียีนก่อโรคที่ไม่ต้องการ ในหลายสังคมเห็นว่ากระบวนการนี้ (pre-impletation diagnosis) ดีกว่าการทำแท้งภายหลัง แม้ฝรั่งเศสจะเคยห้ามการทำเทคนิคนี้ แต่ต่อมาก็แก้กฎหมายให้ทำได้ ในสเปนที่เป็นประเทศแคธอลิคก็อนุญาตให้ทำได้เช่นกัน

                อนึ่ง การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อเพื่อบำบัดรักษาในปัจจุบันมีอยู่บ้างแต่ใช้เนื้อเยื่อ (tissue) จากศพ เช่น กรณีการปลูกถ่าย b cell ที่ผลิต insulin ซึ่งทำในแคนาดาและได้ผลพอสมควร นอกจากนี้ในทางปฏิบัติการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อเพื่อบำบัดรักษาน่าจะมีปัญหาจริยธรรมน้อยกว่าการใช้ปลูกถ่ายอวัยวะซึ่งต้องอาศัยการยอมรับว่าคนไข้ที่สมองตายถือว่าเสียชีวิตแล้ว เพราะในกรณีนั้นแพทย์ต้องทำผ่าตัดเอาอวัยวะออกจากร่างกายคนไข้ในขณะที่อวัยวะนั้นยังทำงานอยู่ จึงจะนำไปผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายได้ ซึ่งโดยทั่วไปกรณีเหล่านี้ต้องได้รับฉันทามติล่วงหน้า (informed consent) จากเจ้าของอวัยวะหรือญาติพี่น้อง ซึ่งคณะทำงานฯ ได้เสนอว่า การแก้ปัญหาทางจริยธรรมของการวิจัยหรือใช้ประโยชน์จาก ES ก็น่าจะแก้ได้ด้วยการใช้วิธีแจ้งขอฉันทามติล่วงหน้าเช่นกัน นอกจากนี้หากไม่ใช้ประโยชน์จากตัวอ่อนที่ได้จากการทำ IVF แล้ว ตัวอ่อนเหล่านั้นก็ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือไม่มีการนำไปฝังในมดลูกให้เติบโตเป็นทารกได้

ในภาพรวมการวิจัยเพื่อค้นพบการใช้ประโยชน์จากสเต็มเซลล์จึงเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์ในวงการแพทย์อย่างมากมาย และควรหามาตรการมาควบคุมไม่ให้เกิดการกระทำที่ไม่เหมาะสมมากกว่าการเอาค่านิยมว่าด้วยฐานะของตัวอ่อนมาสกัดกั้นไม่ให้เกิดการวิจัย

ต่อข้อคิดเห็นในรายงานฉบับนี้ คณะกรรมการ IBC ได้เสนอความเห็น/มุมมอง เพิ่มเติมดังนี้

              1. ให้คณะทำงานเพิ่มข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจุดยืนของศาสนาคริสต์ (คาธอลิค) โดยมีทั้งข้อสรุปว่าด้วยฐานะของ embryo และความเห็นเกี่ยวกับการวิจัยโดยใช้ ES 

              2. การอ้างอิงข้อปฏิบัติทางกฎหมาย น่าจะมีการพิจารณาให้กว้างขวางรวมข้อตกลงนานาชาติ เช่น American convention on human life ซึ่งยอมรับโดยประเทศในทวีปอเมริการวม 25 ประเทศที่ยอมรับว่าชีวิตเริ่มเมื่อเกิด conception และการดูกฎหมายประเทศต่างๆ ก็ควรดูให้มากกว่าแค่กฎหมายของประเทศอเมริกาและประเทศต่างๆ ในยุโรป 

              3. ข้อสรุปที่เขียนในรายงานไม่ได้เขียนชัดเจนว่า คณะทำงานเห็นว่าการวิจัยโดยใช้ ES cell เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ทางจริยธรรม จึงขอให้คณะทำงานเขียนข้อสรุปนี้ให้ชัดเจนมากกว่านี้ ทั้งนี้คณะทำงานควรจะมีข้อสรุปและเหตุผลที่ชัดเจนเพื่อแสดง leadership ของ IBC ไม่ใช่แค่สรุปข้อเท็จจริงว่าด้วยมุมมองต่างๆ จากจุดยืนและแนวโน้มของการถกเถียงในแต่ละประเทศ แม้คณะทำงานจะมีข้อสรุปว่า การวิจัยโดยใช้ ES cell ยอมรับได้ แต่ก็ไม่ให้เหตุผลสนับสนุนชัดเจน กลับปล่อยให้แต่ละประเทศตัดสินใจเองก็เหมือนปัดความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นคณะกรรมการระดับนานาชาติ เสมือนหนึ่งว่าประเทศต่างๆ อาจทำอะไรก็ได้ 

              4. ข้อสรุปของรายงานนี้ที่พยายามจะประนีประนอมเพื่อให้การวิจัยดำเนินไปได้นั้น อาจจะขัดแย้งกับ Universal Declaration on Human Genome ซึ่งระบุว่าการวิจัยใด ๆ แม้จะมุ่งผลทางการแพทย์ก็ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และกรณีนี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่คณะทำงานน่าจะได้ลองพิจารณาแง่มุมต่าง ๆ ภายใต้บริบทของ Declaration ดังกล่าวและให้ข้อสรุปที่ชัดเจนมากกว่าจะเพียงรวบรวมข้อมูลและความเห็นที่แตกต่างไว้ในรายงาน  

              5. ในทางเทคนิคในอนาคต ปัญหาเรื่องของ ES cell น่าจะหายไป เพราะการวิจัยจะมุ่งไปใช้ adult stem cell มากกว่า และปัญหาเรื่อง status ของตัวอ่อนก็จะหมดไป แต่ปัญหาเกี่ยวกับการใช้ adult stem cell จะตามมาและคณะทำงานควรจะพยายามมองในมุมนี้ด้วย 

              6. มีอดีตสมาชิก IBC ที่เป็นแพทย์เสนอความเห็นว่าข้ออ้างของนักวิจัยและข้อสรุปในรายงานว่า การวิจัยด้านนี้จะมีประโยชน์ทางการแพทย์อย่างมหาศาล เป็นข้อกล่าวอ้างที่เกินจริง เพราะความก้าวหน้าทางการแพทย์นั้นเป็นผลจากการวิจัยและพัฒนาในด้านต่างๆ โดยผู้คนจำนวนมากมายไม่ใช่เพียงด้านใด ด้านหนึ่งโดยสรุป คณะกรรมการ IBC ต้องการมีจุดยืนที่ชัดเจนและดูเหมือนผู้ที่เสนอส่วนใหญ่จะเห็นแตกต่างจากข้อสรุปของคณะทำงาน (ที่เสนอว่าการวิจัยโดยใช้ ES cell เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ทางจริยธรรม) แต่ส่วนใหญ่จะไม่แสดงความเห็นตรง ๆ แต่อ้างแนวคิดต่าง ๆ ทางศาสนาว่าควรจะได้รวบรวมและพิจารณาไปร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับฐานะของตัวอ่อนว่าเทียบเท่ากับบุคคลที่มีชีวิตหรือไม่อย่างไร


       -------------------------------------------------------------------------------------------------




เอกสารนี้เผยแพร่ใน
- วารสาร @ll BIOTECH ปีที่ 2 ฉบับที่ 15 เดือนมีนาคม และ ฉบับที่ 16 เดือนเมษายน 2547
http://www.biotec.or.th/biotechnology-th/newsdetail.asp?id=3133



แสดงความคิดเห็น