<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/37323" type="text/javascript"></script> |
|
ผลกระทบของการสอบ admission ต่อการเรียนวิชาฟิสิกส์ของนิสิตและนักศึกษา
หนึ่งในเสียงสะท้อนของอาจารย์ในระดับอุดมศึกษา เกี่ยวกับคุณภาพของนิสิตนักศึกษาที่ตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ระบบคัดเลือกบุคคลผู้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเป็นต้นเหตุของความตกต่ำนี้จริงหรือไม่? และจะแก้ไขอย่างไร?
post ครั้งแรก: Wed 18 June 2008, 10:10 am ปรับปรุงล่าสุด: Thu 26 June 2008, 1:08 pm
อยู่ในส่วน: ครูคุยทั่วไป, ครูอาจารย์, เรียนต่อ, การเรียนการสอน, เทคนิควิธีการสอน, ฟิสิกส์, เรียนต่อ, เยาวชน
|
การประชุมเสวนา "ผลการสอบ admission ต่อการเรียนฟิสิกส์ของนิสิตและนักศึกษา"
ห้อง 308 อาคารมหามกุฏ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยวั
วันที่ 15-16 พฤษภาคม 2551
ความเป็นมา
สืบเนื่องมาจากการสัมมนาเรื่อง “ปัญหาของระบบการสอบคัดเลือก A-NET & O-NET” ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ Siam Physics Congress 2008 จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2551 ของสมาคมฟิสิกส์ไทย
ระหว่างการอภิปรายเกี่ยวกับการสอบ A-NET และ O-NET โดยตัวแทนอาจารย์ฟิสิกส์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสวนกุหลาบวิทยาลัย ตัวแทนครูและอาจารย์มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า นักเรียนที่ผ่านระบบ admission หรือนิสิตและนักศึกษารหัส 49 และ 50 นั้นมีผลการเรียนฟิสิกส์ที่ต่ำลง ส่งผลต่อการต่อยอดองค์ความรู้ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง
สรุปผลเสียของระบบ admission จากการสัมมนาที่ จ.นครราชสีมา ได้ดังนี้คือ
1. นักเรียนเรียนกวดวิชากันมาขึ้น ทั้งกับสำนักกวดวิชานอกโรงเรียนและกับอาจารย์ผู้สอน เพื่อให้ได้เกรดเพิ่ม
2. เนื่องจากสัดส่วนความสำคัญของวิชา ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ซึ่งสอบรวมกันมีคะแนนเต็มเพียง 100 คะแนน มีไม่เท่ากับวิชาอื่น เช่น ภาษาไทย สังคม และภาษาอังกฤษ นักเรียนจึงให้เวลากับวิชาทั้งสามซึ่งเรียกรวมว่าวิทยาศาสตร์น้องลงมาก ส่งผลให้คะแนนฟิสิกส์ 1 ในระดับมหาวิทยาลัยน้อยลงมาก
3. โรงเรียนให้เกรดวิชาต่าง ๆ สูงกว่าความเป็นจริงมาก เกรดไม่มีความสัมพันธ์กับคะแนน A-NET สะท้อนถึงการให้เกรดที่ไม่ได้มาตรฐาน
4. ระบบ admission เป็นการแก้ปัญหาจากระบบ entrance ที่ไม่ถูกจุด ไม่ถูกต้อง และยังให้ผลเสียที่รุนแรงกว่า
จากข้องสรุปดังกล่าว ผู้เข้าร่วมสัมมนามีความเห็นว่า ควรมีการจัดการประชุมเพื่อร่วมกันอภิปรายปัญหา และหาแนวทางแก้ไขโดยเร็ว นี่เองจึงเป็นที่มาของการประชุมเสวนา “ผลการสอบ admission ต่อการเรียนฟิสิกส์ของนิสิตและนักศึกษา” ในครั้งนี้
พิธีเปิด

กล่าวต้อนรับโดย ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.เกียรติคุณ ดร.ถิรพัฒน์ วิลัยทอง นายกสมาคมฟิสิกส์ไทย กล่าวเปิดงานมีใจความว่า งานนี้จัดขึ้นเพื่อหาข้อสรุปถึงปัญหา และแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลการเรียนที่ต่ำลงของนักเรียน หรือนิสิตนักศึกษารหัส 49 และ 50 ซึ่งเข้ามหาวิทยาลัยโดยระบบ admission โดยนักเรียนมีความสนใจเรียนฟิสิกส์น้อยมากนี้ เป็นผลกระทบมาจากระบบ admission ที่ลดความสำคัญของวิชาด้านวิทยาศาสตร์ลง ไม่แบ่งเป็นรายวิชาและให้จัดสอบรวมกันทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีวะ นักเรียนมองว่า วิชาเคมีกับชีวะง่ายกว่าฟิสิกส์ จึงไม่สนใจเรียนฟิสิกส์ ทั้งที่วิชาฟิสิกส์เป็นพื้นฐานในการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

ปัญหาการเรียนฟิสิกส์ในระดับมัธยมศึกษา
การประชุมครั้งนี้ นอกจากจะมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ แล้ว ยังมีอาจารย์จากโรงเรียนมัธยมชื่อดัง เช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนศึกษานารี และโรงเรียนสวนกุหลาบ มาร่วมให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมและทัศนคติของนักเรียนระดับมัธยมปลาย ในการเรียนและการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย พบว่า นักเรียนหลาย ๆ โรงเรียนมีพฤติกรรมคล้าย ๆ กันคือ นักเรียนเรียนแบบ “ตามอัธยาศัย” คือไม่มาเรียนในโรงเรียน แต่ออกไปเรียนกวดวิชาภาษาไทย สังคม กันมากขึ้น นอกจากนั้น นักเรียนยังมีทัศนคติต่อการเรียนที่ไม่ถูกต้องด้วย คือ นักเรียนมุ่งเน้นการได้คะแนนสูง ๆ มากกว่าต้องการความรู้ เนื่องจาก GPA มีผลต่อการเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ทำให้พบว่า นักเรียนมีแนวโน้มในการทุจริตมากขึ้น
อาจารย์จากโรงเรียนมัธยมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการรวมวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ โลกและดาราศาสตร์ เป็นวิชาวิทยาศาสตร์ 1 วิชาว่า นักเรียนไม่ให้ความสำคัญกับการเรียนเนื้อหาวิชาฟิสิกส์ที่ต้องใช้ในการสอบ A-NET เนื่องจาก เรียนก็ยาก ใช้เวลาเรียนก็มาก แต่คิดน้ำหนักคะแนนเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นเมื่อเทียบกับวิชาสังคมหรือภาษาไทย ซึ่งคิดน้ำหนักคะแนน 100% เต็มในแต่ละวิชา จึงมีการกวดวิชาสังคมและภาษาไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับระบบ entrance แบบเก่าที่ให้ความสำคัญกับวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีวะ เทียบเท่ากับวิชาสังคมและภาษาไทย

ปัญหาจากนโยบายทางการศึกษาและการประกันคุณภาพในการศึกษาก็ส่งผลให้ไม่สามารถประเมินความรู้ของนักเรียนได้อย่างแท้จริง เนื่องจากสัดส่วนของคะแนนเก็บระหว่างภาคต่อคะแนนสอบปลายภาคที่มาก เช่น 70:30 หรือ 80:20 คะแนนเก็บระหว่างภาคอาจอยู่ในรูปของการทำรายงานกลุ่มหรือการบ้าน ซึ่งนักเรียนบางคนอาจไม่ได้มีส่วนร่วมในงานนั้นเลย หรืออาจลอกการบ้านเพื่อนมาส่ง ทำให้นักเรียนเกือบทุกคนมีคะแนนเก็บเกือบเต็ม คือได้เกรด 3 มาแล้วโดยที่ยังไม่ต้องสอบปลายภาค เกรดที่ได้จึงไม่สะท้อนถึงความรู้ความสามารถที่แท้จริงของนักเรียน
สืบเนื่องจากนโยบายในการประเมินคุณภาพของสถานศึกษา ทำให้อาจารย์ต้องหาวิธีช่วยให้นักเรียนผ่าน ทำให้นักเรียนไม่ตั้งใจเรียนเพราะรู้ว่า ที่สุดแล้วไม่ว่าอย่างไรครูก็ต้องให้ผ่านอย่างแน่นอน
ผลกระทบต่อการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา
การเสวนาครั้งนี้ อาจารย์ฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ชี้แจงเกี่ยวกับปัญหาที่พบในระหว่างการสอนว่า พื้นฐานความรู้ที่จำเป็นต่อการเรียนวิชาฟิสิกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนไม่ดีนัก นักเรียนบางคนสอบติดทั้ง ๆ ที่คะแนน A-NET ไม่ถึง 30% เพราะเพียงแค่คะแนน O-NET รวมกับ GPA ก็สามารถเข้าเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ได้แล้ว แต่ GPA ของนักเรียนนั้น ไม่สอดคล้องกับความสามารถที่แท้จริงของนักเรียนแต่อย่างใด เช่น นิสิตที่ได้ F หรือถอนวิชาฟิสิกส์นั้น ส่วนใหญ่ก็ได้เกรด 3-4 ในระดับมัธยมปลายทั้งสิ้น

คุณภาพของนิสิตที่เข้ามาด้วยระบบ admission ตำกว่าระบบ entrance อย่างมีนัยสำคัญ จากสถิติคะแนนสอบคัดเลือกของนิสิตที่เข้าเรียนในภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2546-2549 ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คะแนนฟิสิกส์ของนิสิต 2 รุ่งหลัง (admission) ต่ำกว่านิสิต 2 รุ่นก่อนอย่างมาก อีกทั้งเกรดเฉลี่ยรวม และเกรดเฉลี่ยวิชาวิทยาศาสตร์ไม่มีความสอดคล้องกับคะแนนวิชาฟิสิกส์ 1 นักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ยสูงกว่า 3.5 กลับได้คะแนนฟิสิกส์ 1 ต่ำจนกระทั่งต้องถอนรายวิชานี้ (ขอบคุณข้อมูลจากบทความ เวลาเปลี่ยน..คะแนนฟิสิกส์เธอเปลี่ยน..ช่างกะไร ใครหนอใครทำ? (ผลการเรียนฟิสิกส์ในระดับมหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 1 ในช่วงการเปลี่ยนแปลงระบบการรับเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย) โดย ผศ.ดร.ปัจฉา ฉัตราภรณ์, อ.ดร.นฤมล สุวรรณจันทร์ดี, อ.ดร.บุรินทร์ อัศวพิภพ และ ผลกระทบของระบบรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง (Central University Admission System) กับคุณภาพและความสามารถในการศึกษาของนิสิตชั้นปีที่ 1 ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย อ.ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์)


บรรยากาศการประชุมเสวนา
แนวทางแก้ไขปัญหา
จากผลการประชุม ที่ประชุมได้สรุปแนวทางการแก้ปัญหาเป็น 2 แนวทาง คือ
1. แนวทางการแก้ปัญหาเชิงรุก คือ ปรับระบบ admission โดยกำหนดสัดส่วนคะแนนใหม่โดยมีแนวทางในการพิจารณา 3 แนวทางคือ
แนวทางที่ 1 นำคะแนน GPAX และ O-NET มาเฉลี่ยรวมกันตามสัดส่วนที่จะกำหนดต่อไปเพื่อถ่วงน้ำหนักของ GPAX ให้สอดคล้องกับความสามารถของนักเรียนมากขึ้น โดยใช้คะแนนหลังจากที่เฉลี่ยแล้วในสัดส่วนร้อยละ 30 ส่วนอีกร้อยละ 70 ให้มาจากการสอบความถนัดในสาขาอาชีพ โดยเป็นคะแนน GAT ร้อยละ 20 และใช้คะแนน PAT ร้อยละ 50
แนวทางที่ 2 ใช้คะแนน GPAX และ O-NET ที่ถ่วงน้ำหนักแล้วเป็นเงื่อนไขในการรับสมัคร (คล้ายกับคณะแพทย์ที่ต้องได้คะแนน O-NET อย่างน้อยร้อยละ 60 จึงจะสามารถสมัครได้) แล้วพิจารณาการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยจากคะแนน GAT และ PAT ในสัดส่วน GAT ร้อยละ 30 และ PAT ร้อยละ 70
แนวทางที่ 3 ไม่ใช้คะแนน O-NET และ GPAX เลย คัดเลือกโดยใช้คะแนน GAT และ PAT อย่างเดียวในสัดส่วน GAT ร้อยละ 30 และ PAT ร้อยละ 70นอกจากนั้น ควรกำหนดเกณฑ์ต่ำสุดในแต่ละเนื้อหาวิชา และแยกสอบฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เป็นรายวิชา วิชาละ 2 ชั่วโมง และประกาศคะแนนแยกรายวิชา

2. แนวทางแก้ปัญหาเชิงรับ เพื่อรับมือกับนักเรียนที่ผ่านการสอบ admission ปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้
การรับตรง สำหรับนักศึกษาที่มีความพร้อมทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่อาจสร้างปัญหาว่านักเรียนต้องสอบหลายที่และเสียเงินมากขึ้น
ปรับการสอนในมหาวิทยาลัย โดยสอนเน้นความเข้าใจ ไม่เน้นคำนวณมากนัก เพิ่มเวลาสอนเพื่อทบทวนเนื้อหาระดับมัธยม นอกจากนั้น อาจจัดค่ายปรับพื้นฐานก่อนเปิดเทอม และเพิ่มการติวก่อนสอบ หรือมีอาจารย์สอนมากกว่า 1 ท่านต่อคาบเพื่อกวดขันให้นักเรียนตั้งใจเรียนและเปิดโอกาสให้นักศึกษาถามมากขึ้น หรือเลื่อนการเรียนฟิสิกส์ 1 ให้เรียนในภาคเรียนที่ 2 แทน เพื่อนักศึกษาจะได้มีพื้นฐานแคลคูลัสที่แน่นขึ้น
เน้นการประยุกต์ใช้งาน เช่นในบางมหาวิทยาลัยที่มีหลักสูตรฟิสิกส์ประยุกต์ เพื่อความสอดคล้องกับตลาดแรงงาน

ในวันที่สองของการเสวนา คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งทราบข่าวการประชุมเสวนาจากหนังสือพิมพ์ ได้ให้ความสนใจมาร่วมการประชุมเสวนาครั้งนี้ด้วย โดยก่อนเดินทางกลับ คุณอภิสิทธิ์ได้แสดงความคิดเห็นว่า การนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ควรจะเน้นไปในเชิงการรับมือ ซึ่งอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาสามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที แต่อย่างไรก็ตาม ควรจะนำเสนอข้อเท็จจริงที่ว่า ระบบ Admission มีผลทำให้การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษามีปัญหาและตกต่ำอย่างไร เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงปัญหาและดำเนินการแก้ไข อีกทังยังได้ให้ความเห็นว่า ปัญหาความเหมาะสมของสัดส่วนคะแนนในการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ก็คงต้องมีการพิจารณาเพื่อแก้ไขในอนาคตต่อไป
สิ่งที่ผมเห็นด้วยที่สุดคือ
ผลการเรียนในห้องไม่ได้สะท้อนว่าเด็กมีความรู้มากแค่ไหน
แต่ผลการเรียนเหล่านั้นกลับสะท้อนความตั้งใจเรียนในห้องมากกว่า
ดังนั้นถ้า GPAX มีผลต่อการสอบเข้ามากเท่าไรก็แสดงว่าเราสนใจเด็กที่ขยันเรียนมากเท่านั้น
ส่วนปัญหาที่ว่าคะแนนเวลาเรียนถึงแบ่งเป็น 70/30 นั้นมีทั้งข้อดีข้อเสียครับ
ข้อดีคือนักเรียนจะตั้งใจเรียนในห้องสนใจส่งงานในห้องมากขึ้น
ที่ใช้คำว่าส่งงานแต่ไม่ได้ใช้คำว่าทำงานนั้นเป็นเพราะว่า
นักเรียนส่วนมากที่ส่งงานนั้นไม่ได้ทำงานแต่ลอกงานมาจากเพื่อนเป็นส่วนใหญ่
ข้อเสียก็อย่างที่ว่าครับเวลาสอบนักเรียนไม่ค่อยสนใจเท่าไรเวลาสอบตกก็มีสอบซ่อม
ลองคิดดูว่าถ้าเด็กที่ขยันลอกเพื่อนมาส่งตลอดตีว่าได้ 55/70 เป็นคะแนนเก็บไปแล้ว
จะเห็นว่าต่อให้สอบตกแล้วสอบซ่อมมายังไงก็ได้ 15/30 แน่นอน เกรด 3 ไปแล้ว
ทำให้ปัญหานี้แก้ไม่ตกครับ
สิ่งเดียวที่ผมอยากเสนอคือนักเรียนควรจะรู้ตัวเองว่าเราไปโรงเรียนเพื่ออะไร
เราไปเพื่อหาความรู้ไปใช้ในชีวิตต่อไปไม่ใช่เรียนเพื่อเอาเกรดครับ
ได้ข่าวว่า แอดด ปีนี้จะใช้เกรด 6 เทอมเหรอครับ
http://www.happy2health.com
คิดว่า ทุกคนที่มาเสวนาที่นี่และครูอาจารย์ทุกคนทั้งในระดับมัธยม และมหาวิทยาลัย ต่างก็ต้องยอมรับว่า "... GPA ของนักเรียนนั้น ไม่สอดคล้องกับความสามารถที่แท้จริงของนักเรียนแต่อย่างใด เช่น นิสิตที่ได้ F หรือถอนวิชาฟิสิกส์นั้น ส่วนใหญ่ก็ได้เกรด 3-4 ในระดับมัธยมปลายทั้งสิ้น" ทั้งนั้น
เมื่อเป็นเช่นที่ว่านี้แล้ว จะมามัวทำกันอยู่ทำไม่ล่ะ ทำไมไม่คิดเอาความสามารถของนักเรียนมาเป็นเกณฑ์วัดแทนความที่ดูเหมิอนจะรู้ที่ได้จากสอบกันบ้างล่ะ มันจะได้สะท้อนสภาพที่แท้จริงของนักเรียน โดยให้นักเรียนที่จะเรียนต่อทางฟิสิกส์ ต้องทำโครงงานทางฟิสิกส์อย่างน้อยภาคเรียนละ 1 หัวข้อ และสุดท้ายก่อนเข้า เรียนมหาวิทยาลัย ต้องเขียน โครงงานในเรื่องท้ายๆ หลักสูตร ที่น่าจะประกอบขึ้นจากความรู้ฟิสิกส์เกือบทุกหลักการ ประกวดกัน หรือไม่ก็ให้ทดลองเรียน(ทำโครงงานนั่นเอง)ก่อนไหวก็รับต่อ ไม่ไหวก็เลือกเรียนอย่างอื่น ซึ่งก็คงจะให้เลื่อนไหลกันในคณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือต่างมหาวิทยาลัยก็ได้ เหมือนจะเลือกอธิการ ก็ต้องแถลงวิสัยทัศน์ หรือเหมือนโรงงานเขารันงานโดยให้ทดลองงาน ไหวก็รับไม่ไหวก็ไม่รับ อย่างนี้สะท้อนสภาพจริงแน่นอน
การเรียนต่อด้วยวิธีนี้ เวลาเรียนชั้นมัธยมก็ไม่สำคัญ การเรียนกวดวิชาก็จะไม่มี ทุกคนจะมุ่งทดลอง ค้นคว้ามาทดลองต่อ อยู่ตลอดเวลา พอเข้ามหาลัยได้ก็ให้ทำโครงงาน(ทดลองเรียน)ที่เสนอนั้นแหละ เป็นสิ่งแรก จากนั้นก็ทำโครงงานต่อๆ ไป ความรู้จะต้องมีมากกว่าที่เรียนในห้องเรียนอย่างแน่นอน ถ้าทำได้จริง นักเรียน นักศึกษาก็จะมีศักยภาพสูง มี scientific mind โดยอัตโนมัติ
แต่ถ้าเสวนาแล้วยังทำอย่างเดิม อีกไม่นานก็ต้องมาเสวนากันอีก เป็นทศนิยมไม่รู้จบ และที่สำคัญ ไม่อยากให้มหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกษาทำตัวเป็นหลักสูตรแฝงของมัธยมศึกษา และมัธยมศึกษาก็ทำตัวเป็นหลักสูตรของประถมศึกษา แถมประถมศึกษาก็ทำตัวเป็นหลักสูตรของอนุบาล ต่อๆ ไป จนในที่สุด ไม่นาน อนุบาลก็เป็นหลักสูตรให้เด็กในท้องของแม่เขา
ทำไมไม่ทำการศึกษาให้เป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรล่ะ ใครอยากเรียนก็เข้าไปเรียน เรียนไม่ได้ก็เปลี่ยนไปเรียนอย่างอื่น อยากเรียนตอนไหนก็เข้ามาเรียน เอางานที่ทำนั้นแหละมาเป็นบทเรียนพัฒนาการทำงาน พัฒนาศักยภาพการคิด การวิจัยงานของตน โรงเรียนแบ่งเป็นห้องเป็นชั้น ควรเลิกได้แล้ว เปลืองเงิน และไม่คุ้มค่า ออกมาเป็นนายกฯ ปากยังจัดอยู่ ยังโกงเพื่อให้ลูกเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ เป็นรัฐมนตรีเพื่อเอาลูกเข้าทำงานได้ นับว่าเป็นการศึกษาที่เสียหายหลายแสนมาก เพราะไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย
การศึกษา มีส่วนสำคัญอยู่ 4 ปีระการ คือ 1. สถานศึกษา 2. ครู/อาจารย์ 3. นักเรียน/นักศึกษา และ 4. กระบวนการเรียนรู้ หลักสูตรก็คืองานที่เด็กต้องการจะทำ และอาจยึดเป็นอาชีพ
ลองคิดดูว่า ส่วนไหนเป็นส่วนที่สร้างเสริม ความรู้ ความสามารถ คุณธรรม/จริยธรรม และอาชีพให้กับนักเรียนได้ดีที่สุด สถานศึกษาคงไม่สามารสร้างนักศึกษาที่สามารถได้ด้วยตนเอง เป็นเพียงที่อาศัย ของครู/อาจารย์ กับ นักเรียน/นักศึกษา และอำนวยความสะดวก พร้อมส่งเสริมให้ บุคคลทั้งสองฝ่ายมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันทางการศึกษาอย่างเหมาะสมที่สุด เท่านั้นเอง
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนก็แล้วกันนะ มีเพียงสามแบบ คือ 1. ครูมีอิทธิพลเหนือเด็ก ใช้กระบวนการ "กำหนดให้เด็กปฏิบัติตามที่กำหนด" กรณีนี้ปรากฏในสถานศึกษาทุกแห่งอยู่แล้ว ผลก็คือ ต้องมานั่งสัมนากันครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่จบสิ้น
คราวนี้ก็เหลืออยู่แต่นักเรียนกับกระบวนการที่ครูกำหนด หรือเลือกใช้เอง กระบวนการที่ครูกำหนดอาจไม่ตรงกับความต้องการ ศักยภาพ ความสนใจ และความถนัดของนักเรียน ผลก็จะเป็นอย่างที่เป็นอยุ่เช่นกัน ถ้านักเรียนเลือกเองตามที่ถนัด และตามสาระที่ต้องการ คิดเองว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร ควรทำอะไรได้บ้าง ควรรู้อะไร วางแผนการเรียนรู้ และเลือกแหล่งเรียนรู้ในระดับล่าง สถานประกอบการในระดับกลาง และสถานฝึกงานในระดับสูง และสถานทดลองงานในระดับสูงสุด กันเอาเอง มีการทำงาน บันทึก ตรวจสอบผลและศักยภาพของตนเองเป็นไปตามมาตรฐานที่สถานศึกษากำหนดหรือไม่ ถ้าเป็นและสะสมครบมาตรฐานก็ให้จบการศึกษาได้ อาจมีการตรวจสอบศักยภาพอีกด้วยการแสดงผลงาน หรือจัดนิทรรศการกันเองให้สังคมรับรู้ ก็น่าจะได้
ลองดูซี ทุกระดับการศึกษาทำเช่นเดียวกันตลอด โรงเรียนเปิดตลอดเวลา มีประมวลกิจกรรมต่างๆ ไว้มากมายให้เลือกเรียน หรือหนีบเอากิจกรรมมาเองก็ได้ อยากเรียนก็เอาปัญหาการทำงานเข้ามาเรียน หรืออยากเปลียนงานก็ต้องลองไปทำงานนั้นก่อน โรงเรียนอาจส่งไป หรือหาแหล่งเอง ก็ไม่ว่ากัน ทำงานไป เรียนรู้ไป พัฒนาการทำงานนั้นไป ไม่เก่งให้มันรู้กันไป
แต่ ... ใครจะกล้าคิดทำ เพราะมันเกี่ยวข้องกับสถานะของบุคลากรในสถานศึกษาด้วยนะ ซึ่งต้องคิดวางแผนกันดีๆ จะเอาผลประโยชน์ส่วนตน ซึ่งไม่ใช่ไม่มีนะในการจัดการศึกษาแบบนี้ ก็ทำตนให้เป็นศาสตรจารย์ มีรองศาสตราจารย์ดูแลงานแทนบ้าง มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ทำงานแทนพร้อมกับฝึกปรือตนเองด้วย หรือ เอาการศึกษาของเยาวชน สร้างสรรค์เยาวชนให้เป็นเลิศ นำพาประเทศชาติไปสู่อารยะในทึ่สุด
นักวิชาการทั้งหลายโปรดทราบ? การพูดกันครั้งนี้จะมีผลสักเมื่อใดดีนะเดือนนี้ ปีนี้ ปีหน้า หรือชาติหน้า พูดบ่อยๆ อีกหน่อย % เด็กก็สูงขึ้นเองแหละนะ ตอนนี้ โรงเรียนตายแล้ว หยังนายโฮลท์มันว่านั่นแหละ แต่โรงเรียนกวดวิชาฟื้น อัตราการฟื้นเป็นไปอย่างตรงกับการเปลี่ยนหลักสูตรเสมอ เมื่อ หลักสูตร 93 มีโรงเรียนกวดวิชาตามบ้าน ตามที่ผู้สนใจเรียนจะมาขอให้ครูสอน พอหลักสูตร 03 เริ่มมีโรงเรียนกวดวิชาเกิดขึ้น หลักสูตรปี 21 โรงเรียนกวดวิชาเป็นดอกเห็ดเลย พอหลักสูตร 42 โรงเรียนกวดวิชาใหญ่กว่าโรงเรียนรัฐบาลเสียอีก เปิดได้วันละหลายรอบ มีแฟนไชส์ออกต่างจังหวัดอีกต่างหาก กำลังจะปรับอีกแล้วใช่เปล่า? คราวนี้น่าจะ
1. ยุบโรงเรียนทั้งหมดให้เหลือมหาวิทยาลัยกับโรงเรียนกวดวิชาก็พอแล้ว
2. เปลี่ยนโรงเรียนทุกโรงเรียนเป็นโรงเรียนกวดวิชา เอาข้อสอบมหาวิทยาลัยมาให้นักเรียนฝึกทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ข้อไหนตอบอย่างไร จ้างอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ออกข้อสอบมาเฉลยให้ รับรอง % พุงกระฉูดเลย รับรอง
แล้วจะเลือกเอาทางไหนดีล่ะ
ผมว่า อาจจะต้องมาถามว่า ผลสำเร็จของการศึกษาคืออะไร ถามว่า "คะแนน"
คือทุกอย่างของการศึกษา ของการเดินทางเข้ามาเรียน มาใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย หรือไม่ แล้วถูกแล้วหรือ<ที่หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการคัดบุคคลเข้ามาในระดับอุดมศึกษา "แบบใหม่" แล้วทางมหาวิทยาลัย จะใช้วิธีวัดประสิทธิภาพ คุณภาพนักศึกษา "แบบเก่า" จำเป็นไหม ที่ทางมหาวิทยาลัยเอง ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงการวัดประสิทธิภาพคุณภาพของ ความสำเร็จในการศึกษาของนิสิต เป็นรูป"แบบใหม่"เพื่อให้สอดคล้องกับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้ามาเรียนในระดับอุดมศึกษา "แบบใหม่" เช่นกัน คำถามที่ผมถาม คงสืบสาวมาถึงต้นตอ ลึกๆ จริงๆ ว่า "ทำไม"
เขาถึงได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการคัดเลือกบุคคลเข้ามาเรียนในระดับอุดมศึกษาให้เป็นระบบแอดมิชชั่น มีเหตุผลอะไร และมีเป้าหมายเพื่อความสำเร็จด้านใดใช่เพื่อต้องการให้นักเรียน ทำคะแนนได้เยอะๆทำข้อสอบระดับโอลิมปิกวิชาการกันได้เต็มกันทุกคน ได้เกียรตินิยมกัน
มากกว่าเดิม หรือเปล่า หรือว่า อยากให้นักเรียนรุ่นใหม่ๆ ได้เรียนเนื้อหาน้อยลง แต่ต้องการให้ใช้เวลา ได้สร้างความสัมพันธ์เรื่องที่เรียน กับสิ่งรอบตัว ได้ใช้ความคิดวิเคราะห์มากขึ้น (อย่างที่ได้ยินกันบ่อยเหลือเกิน จาก ดร. หรือ
ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาทั้งหลายที่ออกมาพูด) คือแทนที่จะมาใช้เวลาท่องเนื้อหามากๆเป็นนกแก้ว นกขุนทอง กลับให้มาใช้เวลาคิด ตั้งคำถาม ถกเถียงเนื้อหา เพื่อพัฒนาให้เกิด การคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มากขึ้นหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้น (คือ จะด้วยเหตุอะไรก็ตาม ที่จุดประสงค์ของการเปลี่ยนระบบคัดเลือกไม่สอดคล้องกับ ที่ทางมหาวิทาลัย ว่าอยากได้ นักศึกษา คุณภาพอย่างไร) ทางมหาวิทยาลัยอาจจะต้องถามว่า จะเปลี่ยนวิธีวัดประิสิทธิภาพหรือคุณภาพของนักศึกษาให้เป็นแบบใหม่ เพื่อจะได้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของระบบคัดเลือกแบบใหม่ หรือเปล่า
ส่วนตัวผมเอง คิดว่า การได้คะแนนเยอะๆ นั้น อาจจะบอกถึงความเป็นเลิศทางวิชาการในระดับหนึ่ง แต่คงไม่ได้บอกถึง ความพัฒนาของการเป็นมนุษย์ การเป็นคนที่มีคุณภาพของสัังคม ที่สมบูรณ์มากนัก
ผมจะชื่นชมกับคนที่มีความคิดใหม่ๆ กล้าคิด กล้าวิจารณ์ อย่างมีเหตุผล
มีการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ทำอะไรด้วยใจรัก และมีความสุข มากกว่า
คนที่พยายามมุดหัว อ่านหนังสือ หามรุ่งหามค่ำ เพื่อทำคะแนนให้เยอะๆ
อิจฉาริษยาเพื่อน แก่งแย่ง เรียนไปอย่างไม่มีความสุข เต็มไปด้วยความกลัว
กลัวว่าตัวเองจะไม่ได้คะแนนสูงๆ ไม่ได้เกียรตินิยม ไม่กล้าคิด
ไม่กล้าสร้างสรรค์สิ่งแปลกๆ เพราะกลัวจะได้คะแนนน้อยกว่าเพื่อน จะอับอาย คิดว่าถ้าไม่ทำตามอาจารย์ จะได้เกรดน้อย ไม่ได้เกียรตินิยม และผมว่า คนเหล่านี้จะถูกตีกรอบความคิด ไม่กล้าคิดอะไรใหม่ๆ กลัวผิด ไม่มีจิตใจอาสา ทำทุกอย่างเพื่อหวังผล หวังคะแนน
ทั้งนี้ สิ่งที่ผมออกความเห็น อาจจะฟังตลกหรืออ่อนประสบการณ์สำหรับคนที่ได้ถกเถียงกันมานนาแล้ว นั่นก็เพราะว่า ผมไม่ได้ไปอยู่ในแวดวงการศึกษาหรือเคยถกเถียงใครเรื่องนี้เลย เป็นเพียงคนภายนอกที่มองจากมุมของผม สิ่งที่ผมต้องการ คือแสดงความคิดเห็น และช่วยกันหาทางออก
ยังไงก็ขอให้ท่านทั้งหลาย ที่มีตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบ ได้พิจารณากันหาทางออกที่ดีที่สุด ก่อนที่จะัตัดสินใจ เปลี่ยนแปลงอะไร
ตอบคุณฮิกส์แมนนิดนึงตรงประเด็นที่ว่า คะแนนที่สอบที่ได้อาจไม่ได้แสดงถึงความสามารถในการคิดของเด็ก อันนี้ไม่จริงครับ ข้อสอบในระดับมหาวิทยาลัยนั้นแน่นอนว่าเราออกแบบให้เป็นแบบวิเคราะห์ และหาคำตอบที่เหมาะสม เป็นข้อสอบอัตนัย ซึ่งมาตรฐานก็เหมือนกันทุกปี พอมาปีล่าสุด เด็กตกระนาว ไม่ได้หมายความว่าเด็กจำไม่ได้อย่างเดียว แต่เด็กไม่ได้แสดงว่าสามารถคิดแก้ปัญหา วิเคราะห์ปัญหาได้อีกด้วย
อันนี้มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด ไปขอดูโจทย์ได้ จะไปที่จุฬาก็ได้ อาจารย์ที่เกี่ยวข้องก็ได้เสนอไปแล้วด้วย เพียงแต่ไม่ได้นำมาลงไว้ในที่สาธารณะ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ว่าเด็กอาจจะคิดได้แต่ไม่มีเวทีให้แสดง หรือข้อสอบไม่ได้สะท้อนความสามารถนี้นั้น ตกไปครับ
อาจารย์ที่เกี่ยวข้องและต้องสอนทุกท่านก็พยายามแก้ปัญหานี้แบบเฉพาะหน้าไปก่อน ไม่ใช่ว่าเราไม่พยายาม มีทั้งการพยายามเพิ่มการติวพิเศษ จัดผู้ช่วยสอนมาช่วย พยายามกวดขันให้เด็กตั้งใจเรียน เพราะทุกท่านระลึกเสมอว่า เด็กตกน้อยลงหนึ่งคนก็คุ้มค่าแล้ว เพียงแต่ว่าไอ้ระบบตัวนี้มันไม่ได้เรื่องจริงๆ แล้วถ้าหากเรามัวแต่ยึดอัตตาของผู้บริหารหรือผู้ปกครองที่อยากให้ลูกได้ปริญญาแบบสบายๆแล้วมาบีบให้ระบบการศึกษารวมถึงหลักสูตรต้องลดระดับมาตรฐานให้ต่ำลง
แล้วแต่ละปีๆ เด็กก็จะตกอย่างมโหฬาร สิ้นเปลืองงบประมาณและเสียกำลังใจของทุกฝ่าย มีแต่เสียกับเสีย โดยรวมการศึกษาชาติโดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ก็จะแย่ลงๆ ผมอยากจะเน้นว่า ความมักง่ายทางนโยบายมันอาจจะเิติมเต็มอัตตาของคนบางคนได้ แต่มันจะนำไปสู่ผลเสียอันใหญ่หลวงในระยะยาว มันไม่ใช่เวทีงัดข้อระหว่างใครกับใคร นโยบายอันไหนแย่ ดำเนินผิดพลาด เราก็ต้องคุยกัน อภิปรายกันด้วยหลักฐาน ด้วยหลักการ ด้วยข้อพิสูจน์ แล้วก็ต้องแก้ไขมัน
อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกันครับ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ด้าน A-NET & O-NET แต่โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว(ของคนที่มีฟิิสิกส์ในหัวอันน้อยนิด) ถ้าย้อนกลับไปสมัยมัธยมฯเด็กส่วนใหญ่ก็เรียนฟิสิกส์ไม่ค่อยจะรู้เรื่องกัน อาจเป็นเพราะดูแล้วโดยตัววิชาดูแห้งแล้งหรือยากเกินไป(ตัวผมเองก็เรียนฟิสิกส์) หรือ "ผู้สอน" ทำให้เด็กรู้สึกเบื่อหน่าย สุดท้ายอาจารย์ผู้สอนเห็นเด็กเริ่มเบื่อหน่าย ไม่สนใจ ก็กลายเป็นว่า "ตัวเองก็สอนไปตามหน้าที่ได้รับมอบหมาย ถ้าเด็กไม่ได้ก็เป็นเรื่องของเด็กแล้ว" เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของการขาดการเอาใจใส่ของตัวผู้สอนเอง วิชาฟิสิกส์ถ้าตัวผู้สอนมัวแต่หลงระเริงกับการสอนฟิสิกส์ออกไปทางคณิตศาสตร์มากไป โดยไม่ได้บอกความหมายทางกายภาพ การยกตัวอย่างที่เห็นภาพของการคำนวณ และเสนอสิ่งใหม่ งานด้านใหม่ของฟิสิกส์ให้เด็กฟัง ซึ่งบางทีอาจเป็นการคั่นเวลาของการสอน
สุดท้ายแล้วเด็กก็มีความคิดว่า "มาเรียนเอาเวลา เอาชั่วโมง มาเอาวุฒิการศึกษา ส่วนความรู้ที่เอาไปใช้ในมหาวิทยาลัยก็ไปเรียนติวเตอร์เอา" ซึ่งติวเตอร์เกือบทั้งหมด ก็สอนให้เด็กจำสูตร จำวิธีคำนวณเลย นำเอาไปใช้เลย ทฤษฎีเป็นยังไง ความหมายเป็นยังไงนั้นไม่สน(เจอกับตัวเองและก็ถามไถ่มา บางที่อาจไม่เป็นอย่างที่กล่าวก็ได้ครับ) ทำยังไงก็ได้ให้เด็กวิธีการทำโจทย์คำนวณให้ได้มากที่สุด เพื่อจะนำไปใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัย คำถามที่เด็กจะถามคนติวเตอร์ก็คือ "โจทย์ข้อนี้แก้ยังไงครับ" "ถ้าเจอข้อสอบแบบนี้เราจะเริ่มต้นยังไง" แต่คำถามที่อาจจะเจอน้อยมากก็คือ "ได้คำตอบออกมาแล้วมันหมายความว่าไงครับ" แต่จะโทษใครมันก็คงไม่เป็นธรรมทั้งนั้นแหล่ะครับ ทั้งมัธยมฯ และมหาวิทยาลัยก็ต้องช่วยกันเมื่อได้รับผิดชอบต่อหน้าที่ และความหวังของพ่อแม่เด็กเอง ทั้งเอง ควรรู้ว่าเราควรทำอะไรให้เด็กออกไปเผชิญหน้ากับการงานในอนาคตได้อย่างมีคุณภาพ เพื่อพัฒนาสาขาวิชาชีพของตัวเอง เพื่อเกี้อหนุนแต่ละสาขา เพื่อพัฒนาชาติให้เจริญก้าวหน้าดีกว่าครับ
ขอบคุณครับ
การที่จะบอกว่าระบบ Admission มีผลยังไงต่อเด็กที่เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเด็กเองด้วยที่จะมีความกระตือรือร้น หรือมีไฟที่อยากจะเรียนหรือเปล่า มีความสนุก และอยากจะเรียน เหมือนกับที่อยากมาโรงเรียน เพื่อเจอเพื่อนหรือเปล่า ผมว่าการศึกษาน่าจะเปิดโอกาสให้เด็กเสนอกิจกรรมการเรียนเอง โดยที่ครูเป็นผู้ดูแล มิใช่ผู้ชี้ขาดว่าต้องทำ หรือห้ามทำ เพราะผมคิดว่าเกรดเป็นเพียงตัวเลขวัดผลเท่านั้น แต่ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ต้องวัดจากสิ่งที่ได้รับมากกว่าแค่เกรด
TopScholar's Web Editor
http://www.topscholar.org
จากคุณ j_sawat
ทำไมไม่ทำการศึกษาให้เป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรล่ะ ใครอยากเรียนก็เข้าไปเรียน
เรียนไม่ได้ก็เปลี่ยนไปเรียนอย่างอื่น อยากเรียนตอนไหนก็เข้ามาเรียน
เอางานที่ทำนั้นแหละมาเป็นบทเรียนพัฒนาการทำงาน พัฒนาศักยภาพการคิด
การวิจัยงานของตน โรงเรียนแบ่งเป็นห้องเป็นชั้น ควรเลิกได้แล้ว เปลืองเงิน
และไม่คุ้มค่า ออกมาเป็นนายกฯ ปากยังจัดอยู่
ยังโกงเพื่อให้ลูกเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ เป็นรัฐมนตรีเพื่อเอาลูกเข้าทำงานได้
นับว่าเป็นการศึกษาที่เสียหายหลายแสนมาก เพราะไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย
-------------------------------------------------
จริงๆแล้วเนี่ย การศึกษาบ้านเรามีปัญหาอยู่อย่าง คือคนร่างนโยบาย/หลักสูตรไม่ได้สอน คนสอนไม่ได้ร่างหลักสูตร และหลักสูตรก็เปลี่ยนทุกรัฐบาล เพราะถ้าไม่ทำอะไรก็ไม่มีผลงาน
แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่าครูมีหลายแบบ นักเรียนยิ่งมีมากแบบกว่า
นักเรียนนักศึกษา ใช่ว่าเค้าต้องการมาเรียนทั้งหมด
ตอนผมเรียนอยู่ห้องดีๆ หรือที่เรียกว่าห้องคิง บรรยากาศก็จะเป็นอีกแบบ แต่ละคนตั้งใจเรียนกันทั้งนั้น มีอยู่ช่วงนึงผมได้ไปเรียนห้องอันดับท้ายๆ มีนักเรียนอยู่ 40 คน มีคนมาเรียนโดยเฉลี่ย เท่าไหร่รู้ไม๊ครับ... 15 เท่านั้นแหล่ะครับ
บอกเด็ก เด็กมันมันก็ไม่สนใจ บอกพ่อแม่บางทียิ่งไม่สนใจไปใหญ่ ที่กล่าวมาเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดนะครับ...
โรงเรียนอำเภอที่แม่ผมสอนนี่ ยิ่งไปมากกว่านี้...แม่ผมบอกว่าเอายัดใส่ปากมัน มันยังไม่กินเลย...แล้วจะให้มันหากินเองนะ...ยากสสส์
เพราะอะไรครับ...เพราะเค้าไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา..เค้ามองไปทางไหน ก็มีแต่คนที่เรียนไม่สูง...พ่อกินเหล้าแม่เล่นไพ่ ก็เห็นอยู่กันได้.
เค้าเลยไม่รู้จะเรียนไปทำไม ในสถานะการณ์แบบนี้ จะมีซัก 1 ในร้อยครับที่ไปได้ไกล ที่เหลือเค้าก็แค่เรียนให้จบๆ ร้ายกว่านั้น..ถ้านักเรียนมาสอบแก้ ก็ต้องให้ผ่าน....นโยบายกระทรวง..... เห็นไม๊ครับ แล้วจะเอาอะไรกับการศึกษาในเมื่อ
1.เด็กไม่เห็นความสำคัญ 2.นั่งเรียนไปเหอะยังไงก็จบ
นี่คือสถานการณ์ที่เป็นจริง
นี่คือความเป็นจริงในโรงเรียนส่วนใหญ่ของเมืองไทย
ต่อครับ
นี่คือปัญหาที่หนึ่ง นั่นก็คือ การวางหลักสูตร มักจะวางโดยนักวิชาการศึกษา และ/หรือ นักการเมือง ซึ่ง เขาเหล่านี้มักจะเป็นเด็กที่เรียนเก่งและตั้งใจเรียนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมองไม่เห็นปัญหาของนักเรียนส่วนใหญ่ ว่าเค้าขาดแรงบันดาลใจใฝ่สัมฤทธิ์ สิ่งนี้ครับคือปัญหาของนักเรียนส่วนใหญ่ วิธีการสอน หรือ เทคนิคการสอน เป็นเรื่องรอง เพราะว่า เรียนอย่างไร นั้น มันก็แค่ว่าจะมีประสิทธิภาพแค่ไหนเท่านั้นเอง แต่ถ้าไม่เริ่มเรียนซะตั้งแต่แรก ที่เหลือก็ไร้ความหมาย
เวลาคุยกับนักเรียนก.พ.นะครับ ส่วนใหญ่จะพูดเหมือนกันทุกคนว่าการตีหรือใช้ไม่เรียวไม่ได้ช่วยให้
สนใจเรียนมากขึ้น ซึ่งก็อาจจะจริงสำหรับบางคน แต่บางคนอาจจะคิดว่า ทำหน่อยแล้วกันจะได้ไม่ต้องออกไปอายหน้าชั้น (ไม่ได้เพราะกลัวเจ็บ) บางคนก็กลัวเจ็บ เลยทำ.....และ..อาจจะส่วนมาก...ลอกดีกว่าจะได้สบาย
นักเรียนบางคนต้องดุครับ เพราะบางคนจะแรงอย่างที่น้องๆเหล่านี้นึกไม่ถึง ... ลองนึงถึงพวกนักเรียนที่ไปแทงกันตายดูนะครับ....แล้วลองจินตนาการดูว่าจะสอน
เค้ายังไง ถ้าไม่มีความเป็นผู้นำและเด็ดเดี่ยวพอ ไม่ได้หรอกครับ เด็กกินหัวหมดกันพอดี
โดยสรุปแล้วผมว่าแอดมิสไม่แอ๊ดมิส เรื่องเล็กครับ ถ้าเทียบกับปัญหาด้าน motivation
..ปล. แต่เอาวิทย์มารวมกันหมดนี่ก็ไม่ไหว เป็นผมๆก็คงไม่อ่านมากถ้าเทียบกับแยกกัน 3 วิชา
เห็นเค้าเสนอนโยบายเชิงรับว่าให้สอนเด็กเพิ่ม......สมมติว่าผมเป็นมหาลัย ผมจะฟ้องศาลปกครองได้ไม๊เนี่ย ว่า นโยบายนี้ทำให้มหาลัยสิ้นเปลีองต้องจ้างบุคลากรเพิ่มมา ติว เด็ก......แต่เอ๊ะ...หนีไม่พ้นติวอีกแล้วนี่นา

ผมว่าน่าจะมีการทศสอบเกี่ยวกับพรสวรรค์หรือพรเเสวงนะถ้าเด็กเขาชอบวิทย์จริงคงจะทิ้งวิทย์ไมได้หรอก
ย้อนไปสมัยตอนที่ผมเรียนม.ปลาย สำหรับผมแล้ววิทยาศาสตร์คือวิชาที่ผมชอบมากที่สุด ตอนเด็กๆผมจะมีความสนใจเรื่องดวงดาว แสง กาลเวลา ปลาฉลาม ไดโนเสาร์ และก็เข้ามาเรียนแผนวิทย์ด้วยเหตุผลนี้
โดยเฉพาะฟิสิกส์ที่เนื้อหาทั้งมากและเน้นคำนวณเป็นหลัก ยิ่งมหาลัยไม่ต้องพูดถึง มันจะกลายเป็นวิชาที่ทำให้เด็กรู้สึกเบื่อหน่ายได้ง่ายๆ ผมไม่ได้บอกว่าคำนวณไม่สำคัญนะ เพียงแต่เราให้น้ำหนักมันมากเกินไปเกินกว่าที่จะมาอธิบายถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ซึ่งผมว่านั่นเป็นหัวใจของฟิสิกส์มากกว่า
ผมเคยทำโครงงานหลายชิ้นตอนอยู่ม.ปลาย ซึ่งแต่ล่ะชิ้นที่ทำนั้นต้องคิดทั้งวันทั้งคืน ทำแล้วไม่ได้ผลต้องลองเปลี่ยนรูปแบบใหม่ คิดจนหัวแทบแตก หาข้อมูลมากมาย(อาจมีเพียงไม่กี่คนที่เป็นแบบผมนะ) ผมสงสัยเรื่องต่างๆ และพยายามคิดหาสาเหตุ ถามว่าชอบไหม ชอบ แต่เรื่องเรียนล่ะ ถ้ามาให้เวลากับการคิดหาฮธิบายปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น รวมทั้งการคิดทำสิ่งประดษฐ์ให้ออกมาได้ดั่งใจ คุณก็ไม่ต้องเรียนแล้วล่ะครับ ฟิสิกส์ เคมีชีวะคณิตศาสตร์ภาษาอังกฤษภาษาไทยสังคม แล้วแต่ล่ะวิชาก็ลงลึกทั้งนั้น(โอ้โห ไม่รู้ตอนนั้นเรียนเข้าไปได้ไง) "จำ ฝึกให้คล่อง แล้วทำข้อสอบให้ได้" จึงเป็นนิยามของการเรียนกับระบบแบบนี้ เด็กส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เข้ามาเรียนในจุดนี้เพราะมีความรู้สึกสนใจแต่แรก แต่เพราะมันคือแผนวิทย์ ไม่ใช่ศิลป์หรือปวช
ผมเคยแอนตี้กับระบบการศึกษาแบบนี้มากจนหยุดเรียนไป 1 ปี ตอนหลังก็ทำใจแล้วก็เรียนให้มันผ่านๆไป ตอนนี้ก็อยู่ปี2แล้ว ผมน่ะเห็นด้วยกับแนวคิดของหลายๆท่าน โดยเฉพาะคุณJ_SAWAT แต่ถามว่าผู้สอนและผู้เรียนเป็นไปตามนั้นไหม ก็เปล่า ครูเองก็อ่านหนังสือมาสอน ส่วนเด็กของเรา ส่วนใหญ่เป็นเหมือนอย่างที่ว่าๆกันมา สนแค่ว่าเอนให้ติด เข้าวิศวได้แพทย์ได้ ม.ชั้นนำเท่านั้น แค่นั้นแหละ (ส่วนใหญ่นะ)
ถ้าไปถามเหตุผลของบางคนที่จะเรียนต่อโท ก็อาจได้คำตอบว่า แม่อยากให้เรียน เอามาอัฟเกรดเงินเดือน จบDrแล้วมันเท่
คุณเคยดูanimal planet ทางUBCไม๊ ผมเพิ่งดูมาวันนี้ตอนประมาณ 10.00 รายการอะไรไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว เค้าให้เด็ก 2 กลุ่มที่มีความสนใจในสรีรวิทยาของลิงที่โหนต้นไม้ แล้วให้เด็ก 2 กลุ่มมาคิดหาวิธีที่จะให้พวกเขาทำได้เหมือนอย่างลิงที่โหนต้นไม้นั่น ซึ่งพวกเค้าต่างก็คิดหาวิธี ใช้ความรู้ทางฟิสิกส์ ประดิษฐ์เครื่องมือต่างๆ มีการลองผิดถูก แล้วก็มาปรับปรุงหาสาเหตุ
....นั่นล่ะที่ผมเรียกว่าเรียน แต่ก็นั่นล่ะ จะทำแบบนั้นได้เราก็ต้องมีความสนใจและอยากรู้อยากเห็นในเรื่องนั้นเป็นทุน ซึ่งเด็กของเราไม่มี และครูที่สอนก็เคยเป็นเด็กกลุ่มนี้มาก่อน
ที่พูดมานี้ก็ไม่โทษใครหรอกครับ แต่มันมีรากฐานมาจาก "คน" ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเราไม่ได้เกิดมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าเราจะบอกว่าเด็กเป็นอย่างไร คนส่วนใหญ่ของประเทศก็เป็นแบบนั้น และคนเหล่านั้นหรือพวกเราเองนี่แหละที่ร่างหลักสูตรนี้ขึ้นมา แล้วก็เป็นครูที่กลับมาสอนเด็กอีกที ซึ่งสิ่งที่เป็นอยู่ก็อาจจะเหมาะกับพวกเราอยู่แล้วก็ได้
เว็บที่รวมสิ่งที่คุณครู นักเรียน ต้องรู้ครับ http://www.koonkroo.co.cc


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |