<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/37329" type="text/javascript"></script> |
|
เทคนิควัดการเรืองแสงของโมเลกุลเดี่ยว: การตรวจจับจังหวะการเต้นหัวใจของโมเลกุล
เทคนิคกล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม (Atomic force microscopy) เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในการทำการทดลองกับอะตอมหนึ่งตัวหรือโมเลกุลหนึ่งตัว และเป็นเทคนิคหนึ่งที่เชื่อมโยงหลายศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยาเข้าด้วยกัน
post ครั้งแรก: Wed 18 June 2008, 1:38 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 9 July 2008, 4:08 am
|
คำนำ
โดยทั่วไปนักวิทยาศาสตร์ เวลามองภาพทางทฤษฎีของระบบหนึ่งระบบ มักจะนึกถึงระบบที่ประกอบด้วยอนุภาคเดี่ยว (single entity) ยกตัวอย่างเช่น โมเลกุลเดี่ยว หรือ อนุภาคนาโนหนึ่งอนุภาค แต่ในความเป็นจริงนั้นการทดลองของระบบที่เราคุ้นเคยจะประกอบด้วยโมเลกุลหลาย ๆ ตัวอยู่ในระบบเดียวกัน และเนื่องจากบางครั้งโมเลกุลแต่ละตัวก็มีพฤติกรรมแตกต่างกันมากทำให้ค่าที่วัดได้ของระบบไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแทนที่ดีของโมเลกุลชนิดนั้น จะมีประโยชน์มากถ้าเราสามารถทำการทดลองกับโมเลกุลเดี่ยวได้ทีละโมเลกุลเพื่อเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับมันและติดตามพฤติกรรมในโมเลกุลนั้น เผื่อจะได้พบกับพฤติกรรมพิเศษที่ไม่เคยพบมาก่อนซึ่งไม่อาจวัดได้ในการทดลองกับระบบรวมเนื่องจากอาจจะมีสัญญาณรบกวนจากสิ่งแวดล้อมหรือสัญญาณของโมเลกุลตัวอื่นๆ มาบดบัง
ด้วยไอเดียที่บรรเจิดของนักวิทยาศาสตร์ประกอบกับความก้าวล้ำทางด้านเทคโนโลยีแสงและอิเล็กทรอนิคส์ทำให้เราสามารถทำการติดตามผลของโมเลกุลเดี่ยวอย่างใกล้ชิดได้ด้วยเทคนิควัดการเรืองแสงของโมเลกุลเดี่ยว (Single molecule spectroscopy)
เทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่ค่อนข้างใหม่ ค้นพบช่วงเดียวกันกับเทคนิคกล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม (Atomic force microscopy) และเริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในการทำการทดลองกับอะตอมหนึ่งตัวหรือโมเลกุลหนึ่งตัว เทคนิคทั้งสองนี้เชื่อมโยงหลายศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยาเข้าด้วยกัน ข้อได้เปรียบของเทคนิคทางแสงเมื่อเทียบกับการสแกนภาพก็คือสามารถศึกษากลไกการเคลื่อนไหวของโมเลกุลที่สนใจในช่วงเวลาหนึ่งได้ด้วยความละเอียดในเชิงเวลาสูง (high time resolution) ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างสูงต่อการศึกษาระบบทางชีววิทยาที่มีชีวิต (in vivo) แต่ด้วยราคาและต้นทุนที่สูงของเครื่องมือที่ผลิตขายในปัจจุบัน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องหาลู่ทางในการลงมือสร้างประกอบเอง สำหรับในประเทศไทย อาจารย์ ดร. โฮเซ่ โฮดัค อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้ประสบความสำเร็จในการสร้างเครื่องมือวัดการเรืองแสงของโมเลกุลเดี่ยว สำหรับเนื้อหาในบทความนี้จะเป็นการแปลจากบทความภาษาอังกฤษที่อาจารย์ ดร. โฮเซ่ โฮดัค เขียน บรรยายเป็นภาษาไทยโดย อาจารย์ ดร. สตรีรัตน์ กำแพงแก้ว โฮดัค
การทดลองดั้งเดิมทางจลศาสตร์เคมีเกี่ยวข้องกับการศึกษาอัตราการเกิดปฏิกิริยา ศึกษาว่าเมื่อปฏิกิริยาเริ่มเกิดแล้วจะดำเนินต่อไปได้รวดเร็วเพียงใด สารตั้งต้น (reactant) จะหายไปเมื่อเวลาผ่านไปอย่างไร หรือผลิตผล (product) จะเกิดขึ้นเร็วแค่ ไหน อย่างไรก็ดีข้อดีสำหรับปฏิกิริยาย้อนกลับได้นั้นสารตั้งต้นจะไม่มีทางหายไปหมด ผลิตผลเริ่มเกิดขึ้นมากพอที่จะเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับได้จนอัตราการเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับเท่ากับอัตราการเกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้าหรือที่เรียกว่าการสมดุลของปฏิกิริยา โดยที่อัตราการเกิดปฏิกิริยาสุทธิขึ้นอยู่กับค่าคงที่สมดุล แน่นอนในการตรวจสอบพฤติกรรมของโมเลกุลเดี่ยวเมื่อเวลาผ่านไป โดยที่เราไม่ทราบว่าพฤติกรรมเริ่มต้นจะกลับมาหรือไม่หลังจากเกิดปฏิกิริยาแล้ว หลายเทคนิคถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยในการนี้ เช่น การสร้างเครื่องมือที่สามารถป้อนสารตั้งต้นสองตัวให้เกิดปฏิกิริยาอย่างทันทีที่ต้องการ (stopped-flow mixing) หรือวิธีอื่นที่ใช้กันคือการเตรียมโมเลกุลให้อยู่ในสถานะเดียวกันทันทีทันใด (sudden preparation for synchronization) ให้เริ่มเกิดปฏิกิริยาพร้อมเดียวกันแล้วค่อยติดตามผลเมื่อเวลาผ่านไป ภายใต้สภาวะเช่นนี้ ปฏิกิริยาไปข้างหน้าจาก
เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญก่อนที่ปฏิกิริยาผันกลับจะเกิดขึ้น
จลศาสตร์โมเลกุลเดี่ยวเสนอทางออกแนวทางใหม่อีกแนวทางหนึ่ง ถ้าโมเลกุลเดี่ยวนั้นสามารถอยู่ในสถานะตั้งตั้นหรือสถานะผลิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องตรวจสอบติดตามคือพฤติกรรมจากสถานะหนึ่งของโมเลกุลไปอีกสถานะหนึ่งของโมเลกุล และการหมุนเวียนกลับไปกลับมาได้ระหว่างสองสถานะ
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในสภาวะสมดุลเท่านั้น ยกตัวอย่างการทดลองที่ติดตามการเรืองแสงของโมเลกุลเดี่ยวที่เรืองแสงเฉพาะในสถานะผลิตผลแต่ไม่เรืองแสงในสถานะตั้งต้น ตัวอย่างเช่น เอนไซม์คลอเรสเตอรอลออกซิเดส (enzyme cholesterol oxidaze) ซึ่งมีศูนย์เฟลวินรีดอกซ์ (flavin redox-center) เฟลวินสามารถเปลี่ยนไปมาได้ระหว่างสถานะที่ไม่เรืองแสงกับสถานะที่เรืองแสงซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเฟลวินรับอิเล็กตรอนจากแผ่นรองรับและถ่ายให้อิเล็กตรอนเหล่านั้นให้โมเลกุลออกซิเจน (ปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนและรับอิเล็กตรอน เราเรียกว่าเป็นปฏิกิริยา oxidation – reduction หรือปฏิกิริยารีดอกซ์ (redox reaction) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่สำคัญในไฟฟ้าเคมี) ภายใต้สภาวะที่มีการกระตุ้นด้วยเลเซอร์ เอนไซม์จะเปล่งแสงระหว่างที่มันอยู่ในสถานะถูกออกซิไดซ์หรือเป็นตัวรีดิวซ์ (เป็นตัวให้อิเล็กตรอน) และในทางกลับกันจะไม่เปล่งแสงเมื่ออยู่ในสถานะถูกรีดิวส์หรือเป็นตัวออกซิไดซ์ (เป็นตัวรับอิเล็กตรอน) ความเข้มของแสงที่เอนไซม์ปล่อยออกมาจะถูกวัดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง บ่งบอกถึงการพลิกกลับไปมาระหว่างสองสถานะ คล้าย ๆ กับสัญญานแสดงออกมาจากเครื่องจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่คุณหมอใช้กับคนไข้เพื่อดูจังหวะหดและคลายตัวของหัวใจ
ความท้าทาย (Challenges)
การศึกษาโมเลกุลเดี่ยวหมายถึงเราจะต้องทำการทดลองกับสารที่มีจำนวนโมลน้อย ๆ และแต่ละโมเลกุลที่ทดสอบต้องมีขนาดระดับนาโนเมตร เราจะต้องจับสัญญานแสงที่ออกมาจากโมเลกุลโฟกัสลงบนพื้นที่เล็ก ๆ ที่เป็นไปได้ ในที่นี้โดยการผ่านแสงไปยังเลนส์วัตถุของไมโครสโคปสู่ตัวตรวจวัดแสง ซึ่งสามารถตรวจนับจำนวนโฟตอนได้อย่างแม่นยำ เทคนิคนี้จะลดปริมาณแสงของสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ โมเลกุลนั้น เราจะต้องกระตุ้นการเรืองแสงของโมเลกุลด้วยความเข้มแสงที่สูงพอเพื่อให้แน่ใจว่าโมเลกุลจะดูดกลืนพลังงานจากโฟตอนแสงที่ตกกระทบ แล้วเกิดการเปลี่ยนสถานะไปยังสถานะกระตุ้น จากนั้นจะคายพลังงานออกมาพร้อมกับตกลงมายังสถานะปกติ ณ ช่วงนี้เองที่มีการปล่อยโฟตอนออกมาหรือที่เรียกว่าการเรืองแสง
ถ้าความเข้มแสงมากพอ โมเลกุลสามารถถูกกระตุ้นอีกครั้งทำให้ได้การเรืองแสงของโฟตอนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องที่อัตราที่สูงสุดและทำให้การวัดแสงที่เรืองออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการเตรียมตัวอย่างมีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากการเรืองแสงที่เกิดขึ้นต้องเกิดจากหนึ่งโมเลกุลเท่านั้นและโมเลกุลเหล่านั้นจะต้องแยกห่างกันอย่างชัดเจนจึงต้องเตรียมตัวอย่างในสารละลายที่เจือจางมาก และสารละลายนั้นจะต้องอยู่บนแผ่นรองรับที่สะอาดด้วยเพื่อไม่ให้มีสิ่งเจือปน แสงที่เกิดขึ้นมีความเข้มต่ำมากต้องใช้เครื่องมือตรวจวัดแสงที่ละเอียดเป็นพิเศษ (ที่นิยมใช้ คือ photomultiplier tube หรือ photodiode) แผนภาพการทดลองของเทคนิคการเรืองแสงของโมเลกุลเดี่ยวแสดงดังรูปที่ 1

รูปที่ 1 แสดงแผนภาพอย่างง่ายซึ่งแสดงส่วนประกอบต่าง ๆ ของเทคนิคการเรืองแสงของโมเลกุลเดี่ยว
ในรูปที่ 1 scanning stage เป็นแท่นเลื่อนตัวอย่างในสองมิติซึ่งทำให้การพล็อตค่าความเข้มที่ตัวตรวจวัดจับได้เป็นฟังก์ชันของตำแหน่ง เราจะได้ภาพสองมิติดังแสดงในรูปที่ 2 ภาพที่สะท้อนตำแหน่งของโมเลกุลเดี่ยวจะเป็นจุดสีสว่าง ลักษณะกลม ๆ ขนาดประมาณเท่ากับครึ่งหนึ่งของความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์ที่มากระตุ้น

รูปที่ 2 แสดงโมเลกุลของโรดามีน (rhodamine) บนแผ่นรองรับแก้ว ขนาดของรูปเท่ากับ 4x4 ไมโครเมตร จุดที่สังเกตเห็นเป็นสีต่าง ๆ เกิดจากการที่โมเลกุลแต่ละตัวเรียงตัวต่างกันเมื่อเทียบกับโพลาไรเซชั่นของแสงกระตุ้นและการตรวจวัดสีผสมแสดงการกำลังจัดเรียงตัวใหม่ของโมเลกุล
สีสองสีที่เห็นอย่างชัดเจนในรูปที่ 2 คือสีแดงและสีเขียวซึ่งแสดงการโพลาไรเซชั่นของสองสถานะดังนี้ เมื่อการเรียงตัวของโมเลกุลไม่มีการเปลี่ยนและการเรียงตัวของโมเลกุลเป็นแนวขนานกับแสงเลเซอร์ที่มากระตุ้น แสงที่เปล่งออกมาจะเป็นสีเขียว ถ้าการเรียงตัวของโมเลกุลเป็นแนวตั้งฉากกับแสงเลเซอร์ แสงที่เปล่งออกมาจะเป็นสีแดง ส่วนที่เห็นเป็นสีเหลืองคือการเรียงตัวอยู่ระหว่างแนวขนานและแนวตั้งฉาก สังเกตว่าในบางโมเลกุลที่กำลังเปลี่ยนแปลงการเรียงตัวพอดีจะเห็นเป็นสีแดงสลับกับสีเขียวเป็นแถบ ๆ การศึกษาโมเลกุลเดี่ยวจำนวนมากทีละครั้ง เราสามารถเห็นพฤติกรรมเฉลี่ยของโมเลกุลซึ่งเป็นตัวแทนของระบบรวม ประกอบกับบางปรากฏการณ์ของโมเลกุลที่อาจจะถูกบดบังโดยพฤติกรรมเฉลี่ยของระบบ ตัวอย่างที่จะยกให้เห็นต่อไปนี้เป็นกลไกการพับของกรดนิวคลีอิกซึ่งเป็นแหล่งเก็บข้อมูลทางพันธุกรรมและถ่ายทอดลักษณะของสิ่งมีชีวิต เป็นที่ทราบกันว่ากรดนิวคลีอิกมี 2 ชนิด ได้แก่ Ribonucleic acid (RNA) และ Deoxyribonucleic acid (DNA) เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว RNA ทำหน้าที่ที่ซับซ้อนกว่า
นอกจากนี้แล้ว RNA ไม่เพียงแต่จะถ่ายโอนข้อมูลสำหรับแต่ละกรดอะมิโนเพื่อความจำเป็นต่อเอนไซม์ในการสร้างโปรตีน ด้วยตัวมันเองยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาตัวมันเอง เหตุผลที่มันสามารถทำอะไรได้ซับซ้อน ต้องขอบคุณโครงสร้างทุติยภูมิ (secondary structure) และโครงสร้างตติยภูมิ (tertiary structure) ในตัวมันเอง อย่างที่คาดไม่ถึงเมื่อไม่นานนี้มีรายงานวิจัยพบว่าจากโครงสร้าง RNA ที่เป็นที่รู้จักกันดีนั้น ได้แสดงพฤติกรรมของโมเลกุลที่แปลกออกไปเมื่อได้ศึกษาพฤติกรรมเดี่ยว นั่นคือเป็นเหตุผลที่สำคัญที่จำเป็นต้องมีการทดลองการเรืองแสงของโมเลกุลเดี่ยวที่ทำให้เห็นความต่างกันของโมเลกุลชนิดต่าง ๆ
เราสามารถอธิบายการได้มาถึงสัญญานที่เกิดจากการเรืองแสงและข้อมูลจลศาสตร์จากระบบ RNA ได้ดังนี้ กรดนิวคลีอิกไม่สามารถเรืองแสงด้วยตัวมันเอง ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการติดตั้งโพรบที่เปล่งแสงได้บนกรดนิวคลีอิกเพื่อที่สามารถตรวจสอบการเปล่งแสงจากโพรบแทน โดยใช้สมมติฐานที่ว่าสามารถจะใช้รายงานผลว่ากรดนิวคลีอิกกำลังทำอะไรอยู่ เทคนิคการติดตั้งโพรบที่เปล่งแสงที่ส่วนของโมเลกุลนั้นใช้กันอย่างแพร่หลายกับการวิเคราะห์ DNA และ RNA คำถามมีอยู่ว่า เราจะติดตามดูข้อมูลทางการเคลื่อนไหวของโมเลกุลได้อย่างไร เนื่องจากขนาดของ DNA และ RNA อยู่ในอันดับไม่กี่นาโนเมตร ดังนั้นเราติดตั้งโพรบชนิดต่างกันที่เปล่งแสงได้หรือที่เรียกว่า fluorophore ไว้ที่ปลายทั้งสองข้างของโมเลกุล RNA และใช้อันตรกิริยาระหว่างโพรบสองตัวนี้เป็นตัวบอกระยะทางระหว่างปลายทั้งสองของโมเลกุล โดยจะมีการถ่ายเทพลังงานภายในโมเลกุลเดียวกันจากโพรบที่ดูดกลืนแสงจากแสงเลเซอร์ไปยังอีกโพรบหนึ่งที่รับพลังงานจากโพรบอันแรกและเรืองแสง (acceซึ่งความเข้มของการเรืองแสงจะเป็นตัวบอกระยะทางระหว่างโพรบทั้งสองนี้ เรียกการถ่ายเทพลังงานในลักษณะนี้ว่า Fluorescence Resonance Energy Transfer (FRET)
ระยะทางระหว่างโพรบทั้งสองจะต้องพอ ๆ กับขนาดของ RNA ปกติ ตัวเลือกของโพรบเปล่งแสงเป็นสิ่งสำคัญ ตัวที่สามารถดูดกลืนแสงจากเลเซอร์ได้และเป็นตัวที่ถ่ายทอดพลังงานเรียกว่า donor สำหรับตัวที่สามารถรับพลังงานและเรืองแสงหลังจากได้รับพลังงานจาก donor เรียกว่า acceptor แต่ถ้า acceptor ไกลจาก donor เราจะเห็นการเรืองแสงจาก donor เท่านั้นเนื่องจากเป็นตัวที่สามารถดูดกลืนแสงได้แต่ acceptor ไม่สามารถถูกกระตุ้นด้วยแสงเลเซอร์ ถ้าระยะห่างระหว่างสองตัวใกล้กันขึ้นจะมีการถ่ายโอนพลังงานจาก donor ไปยัง acceptor หลังจากที่ donor ถูกกระตุ้นด้วยแสงเลเซอร์ รูปที่ 4 เป็นไดอะแกรมพลังงานที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้

รูปที่ 3 ไดอะแกรมพลังงานแสดงระดับพลังงานของ donor (สีเหลือง) acceptor (สีส้ม)
การถูกกระตุ้นของ donor แทนด้วยลูกศรสีเขียวพุ่งขึ้น จะนำไปสู่การเปล่งแสงของตัวมันเองแทนด้วยลูกศรสีเขียวพุ่งลง ในกรณีที่ donor และ acceptor อยู่ใกล้กัน จะมีการถ่ายทอดพลังงานจาก donor ไปยัง acceptor ( energy transfer: แทนด้วยลูกศรสีขาวในแนวนอน) การเปล่งแสงของ acceptor แทนด้วยลูกศรสีแดง
เราสามารถแสดงปริมาณสัญญานที่เปล่งออกมาจาก donor และ acceptor ผ่านสมการคำนวณประสิทธิภาพของการถ่ายเทพลังงานเท่ากับ

เมื่อ
และ
เป็นความเข้มแสงของ acceptor และ donor ตามลำดับ โดยความเข้มนี้ได้ถูกหักล้างจากสัญญานรบกวนแล้ว ค่าที่คำนวณได้จะอยู่ระหว่าง 0 และ 1
ถ้าค่าประสิทธิภาพของการถ่ายเทพลังงาน (
) เข้าใกล้ศูนย์ หมายถึงระยะห่างระหว่าง donor และ acceptor ไกลกว่าระยะเฉพาะ (characteristic distance, Ro) เรียกสถานะนี้ว่าสถานะเปิด (open state) หรือ undocked state ในขณะที่ถ้าค่านี้เข้าใกล้หนึ่ง หมายถึง ระยะห่างระหว่าง donor และ acceptor จะใกล้กว่าระยะเฉพาะ เรียกสถานะนี้ว่าสถานะปิด (closed state) หรือ docked state ปกติระยะเฉพาะ Ro จะขึ้นอยู่กับคู่ของโพรบ เช่น dyes ที่เราเลือกใช้ ค่า
ของโมเลกุลเดี่ยว RNA ที่มีโพรบติดตั้งอยู่จะแสดงพฤติกรรมกลับไปกลับมาระหว่างสองสถานะดังรูปที่ 4

รูปที่ 4 แสดงพฤติกรรมปิด-เปิดของโมเลกุลเดี่ยว RNA ในเวลาจริง
เป็นเวลาที่โมเลกุลอยู่ในสถานะปิดหรือ
เรียกว่า docked state และ
เป็นเวลาที่โมเลกุลอยู่ในสถานะเปิดหรือ เรียกว่า undocked state
ถ้ามองดูสัญญาณในรูปที่ 4 นี้ จะคล้าย ๆ กับสัญญานที่แสดงออกมาจากเครื่องจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram) ที่คุณหมอใช้กับคนไข้เพื่อวินิจฉัยจังหวะการเต้นของหัวใจ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจในขณะที่ตรวจวัด เช่นเดียวกับกับเทคนิควัดการเรืองแสงของโมเลกุลเดี่ยวซึ่งเปรียบเปรยได้กับการตรวจจับจังหวะเต้นหัวใจของโมเลกุลอย่างไงอย่างงั้น สิ่งที่ผู้เขียนอยากย้ำก็คือ ความสำคัญของเทคนิคนี้ ทำให้เราเรียนรู้ข้อมูลของโมเลกุลเดี่ยวนั้น ๆ ตามเวลาจริงที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ไปรบกวนความสมดุลของระบบและสิ่งที่น่าสนใจก็คือเราอาจจะพบกับพฤติกรรมพิเศษของโมเลกุลนั้นซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อนก็เป็นได้
References:
1. J. Hodak, Chris Downey, Julie L. Fiore, Arthur Pardi, and David J. Nesbitt, “Docking kinetics and equilibrium of a GAAA tetraloop-receptor motif probed by single-molecule”, FRET. PNAS 102, 30, 10505-10510 (2005) (Impact Factor : 10.27).
2. C. D. Downey, J. L. Fiore, C. D. Stoddard, J. Hodak, D. J. Nesbitt and A. Pardi, “Metal ion dependence, thermodynamics, and kinetics for intramolecular docking of a GAAA tetraloop and receptor connected by a flexible linker”, Biochemistry, 45, 3664-3673 (2006) (Impact Factor : 3.633)
ผู้เขียน
ดร. โฮเซ่ โฮดัค
อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
Website:http://einstein.sc.mahidol.ac.th/~jose


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |