|
||
|
|
|
แทมโบร่า...อภิมหาภูเขาไฟในรอบหมื่นปี
"โจรปล้นสิบครั้งยังไม่เท่าไฟไฟม้บ้านครั้งเดียว" แล้วถ้าภูเขาไฟระเบิดละ ? ความเสียหายครั้งยิ่งใหญ่ ภูมิศาสตร์เปลี่ยน สิ่งมีชีวิตเดือนร้อนถ้วนหน้า การเข้าใจและสามารถปรับตัวให้เค้ากับสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
|
โดย..วิรุฬหกกลับ
เล่าขานกันสืบมาว่า ณ ดินแดนอันไกลโพ้น กว่า 4,000 ปีที่แล้วมีอาณาจักรแห่งหนึ่งที่เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ประชาชนพลเมืองอยู่อาศัยกันอย่างเป็นสุข อาณาจักรแห่งนั้นถูกขนานนามว่าแอนแลนติส มีศูนย์กลางอยู่บนเกาะ Crete กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
อาณาจักรแอนแลนติสได้มีการการรวมตัวกันเป็นชนเผ่า มีความเป็นอยู่ที่ดี มีวัฒนธรรม มีอารยธรรมซึ่งถูกขนามนามว่า อารยธรรม Minoan เล่ากันสืบต่อมาว่าอาณาจักรแห่งนี้มีกิจการการค้าที่รุ่งเรืองจากการเป็นเมืองท่า มีน้ำมันมะกอกเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ให้ชาวเมือง
แต่แล้ววันหนึ่งดินแดนที่รุ่งเรืองถูกทำให้ล่มสลายลงด้วยธรณีพิบัติถูกถล่มล้มทับจนทำให้ความรุ่งเรืองที่เคยปรากฏต้องถูกกลืนหายไปภายใต้ในท้องทะเลที่เงียบสงบ ตำนานเล่าว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดจากการที่ภูเขาไฟบนเกาะ Thera หรือรู้จักกันในชื่อ Santorini เกิดระเบิดขึ้นซึ่งเป็นการระเบิดที่รุนแรงและมันก็มากพอที่จะทำให้ท้องทะเลปั่นป่วนเกิดเป็นสึนามิขนาดยักษ์ถาโถมเข้าใส่ฝั่งในทั่วทุกสารทิศ เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงบนเกาะ Crete ศูนย์กลางของอารยธรรม Minoan และในที่สุดอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองก็ถูกกลบทับลงภายใต้ท้องมหาสมุทร ทิ้งไว้แค่ตำนานที่กล่าวขานถึงสืบต่อกันมา

แผ่นที่เกาะ Crete และ Thera
ภาพจาก http://www.school.net.th/
เหตุการณ์ของการล่มสลายของอารยธรรม Minoan จะเคยมีอยู่จริงหรือไม่บ้างคนก็เชื่อบางก็คัดค้าน จนกระทั่ง Sir Arthur Evans ซึ่งในขณะนั้นยังถูกจัดให้เป็นนักโบราณคดีมือสมัครเล่นจากประเทศอังกฤษพยายามค้นหาที่ตั้งของนครที่สาบสูญและในที่สุดเขาได้ขุดพบสถานที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระราชวัง Knossos ของอารยธรรม Minoan บนเกาะ Crete ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเสียงคัดค้านตามมาว่า พระราชวัง Knossos บนเกาะ Crete ที่ Sir Arthur Evans ค้นพบไม่เคยจมอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร
ถึงอย่างไรก็ตามแม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับอาณาจักรที่สาบสูญแต่สิ่งหนึ่งที่ตำนานและ Sir Arthur Evans เห็นตรงกัน ไม่มีข้อโต้แย้งต่อกันนั้นก็คือนครที่สาบสูญในตำนานถูกภัยพิบัติจากธรรมชาติที่เกิดจากภูเขาไฟบนเกาะThera ระเบิด และพระราชวัง Knossos ที่ Sir Arthur Evans ค้นพบก็ถูกซ่อนอยู่ภายใต้เถ้าถ่านจากภูเขาไฟระเบิดเช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าเรื่องราวในตำนานจะเป็นอย่างไร แต่ข้อสรุปที่ได้และสามารถยืนยันตรงกันว่าครั้งหนึ่งกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเคยเกิดภูเขาไฟระเบิดที่รุนแรงมากพอที่จะจมเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นอดีตได้
จากตำนานความน่าสะพรึงกลัวของภัยภูเขาไฟระเบิดนักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า อุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน (Yellowstone National Park) อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติตั้งแต่ปีค.ศ. 1872 อุทยานแห่งนี้เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา มีเนื้อที่ครอบคลุมถึงสามรัฐคือ Wyoming, Montana, and Idaho เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา แต่ภายใต้ความยิ่งใหญ่และทัศนียภาพอันสวยงามทางธรรมชาติ ลึกลงไปประมาณ 8 กิโลเมตร(5 ไมล์) นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีหินที่กำลังหลอมละลายและก๊าซจำนวนมหาศาล ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจจะไม่เกิดระเบิดขึ้นหรืออาจจะเกิดระเบิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

อุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน
ภาพจาก http://www.desktopscenes.com
ภูเขาไฟภายใต้อุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน (Yellowstone National Park) เคยระเบิดมาแล้วเมื่อประมาณ 2.1 ล้านปีก่อน แรงระเบิดในครั้งนั้นถูกจัดอยู่ในระดับ 8 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดตามมาตรวัดระดับความรุนแรงของการระเบิดจากภูเขาไฟที่เรียกว่า Volcano Explosivity Index (VEI) ซึ่งถูกจัดแบ่งเป็นสเกลไว้ตั้งแต่ 0-8
ภูเขาไฟโบราณแห่งนี้เป็นภูเขาไฟที่มีปล่องขนาดมหึมาที่ 1,500 ตาราไมล์ การระเบิดที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 2.1 ล้านปีที่แล้วทำให้เกิดการพ่นเถ้าถ่านจากภูเขาไฟถึง 2,500 ลูกบาศก์กิโลเมตร ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้โลกทั้งใบเต็มไปด้วยเถ้าถ่านจากภูเขาไฟ และนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าการระเบิดในครั้งนั้นไม่ใช่การระเบิดที่เต็มที่ด้วยประสิทธิภาพของมัน
เราลองหลับตานึกภาพดูว่าสักวันหากภูเขาไฟภายใต้อุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน เกิดระเบิดขึ้นจริงๆ อาจจะทำให้รัฐสถานที่ตั้งและรัฐใกล้เคียงอีก 2-3 รัฐถูกลบหายไปจากแผ่นที่ หรือ ทวีปอเมริกาทั้งทวีปอาจจะถูกถมทับไปด้วย ฝุ่นจากเถ้าถ่านถูเขาไฟ หรือเป็นโลกทั้งโลกอาจจะถึงกาลวิบัติ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
การระเบิดของ Santorini และ ภูเขาไฟโบราณภายใต้อุทยานแห่งชาติเยลโลสโตนเป็นการระเบิดครั้งที่รุนแรง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จัดให้เป็น Super Volcano การระเบิดของภูเขาไฟที่เรียกว่า Super Volcano จะมีความรุนแรงมากกว่าการระเบิดของภูเขาไฟธรรมดามาก ในแง่ของกระบวนการเกิด Super Volcano ก็จะแตกต่างกับการระเบิดของภูเขาไฟทั่วไปเช่นกัน ภูเขาไฟทั่วไปเกิดจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกที่ทำให้เกิดการดันตัวของหินเหลวผ่านปล่องภูเขาไฟขึ้นมาแต่ Super Volcano เป็นการสะสมของหินเหลวจำนวนมหาศาลที่ซุกซ่อนตัวภายใต้พื้นดิน นักวิทยาศาสตร์เรียกจุดที่เกิดการสะสมของหินเหลวนี้ว่า Magma chamber ซึ่งมันจะดูดเอาก๊าซสะสมเอาไว้ด้วยจนวันหนึ่งที่มีปริมาณมากพอก็จะถูกดันออกมา ด้วยจำนวนหินเหลวและก๊าซที่มีรวมตัวกันนานนับพันปีนี้เองที่ทำให้เกิดแรงดันมหาศาลและเมื่อเกิดการระเบิดขึ้นจึงทำให้เป็นการระเบิดที่รุนแรงยิ่งกว่าภูเขาไฟธรรมดา

ความแตกต่างของการระเบิดของภูเขาไฟธรรมดาและ Supervocano
ภาพจาก www.vcharkarn.com
การเกิดระเบิดของ Super Volcano ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเนื่องจากการระเบิดของภูเขาไฟโทบา(Toba) ซึ่งตั้งอยู่บนตอนเหนือของเกาะสุมาตราในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อประมาณ 75,000 ปีที่แล้ว การระเบิดในครั้งนั้นมีแรงดันมหาศาลทำให้ลาวาพุ่งไปไกลถึงภาคใต้ของประเทศอินเดีย คิดเป็นระยะทางกว่า 3,000 กิโลเมตร ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกลดต่ำลงกว่า 5 องศา มีการปล่อยเถ้าถ่านภูเขาไฟออกมามากถึง 2,800 ลูกบาศก์กิโลเมตรและที่สำคัญเป็นข้อสันนิษฐานของนักวิทยาศาสตร์ที่ว่า การระเบิดของภูเขาไฟโทบาทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง โทบาเป็นการระเบิดของภูเขาไฟแบบ Super Volcano และจากหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้โทบา คือการระเบิดครั้งที่รุนแรงที่สุดที่เคยขึ้นมาในโลกของเรา ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ของพืชและสัตว์ชนิดต่างๆ รวมทั้งมนุยชาติด้วย ปัจจุบันพื้นที่ของภูเขาไฟโทบาได้กลายเป็นทะเลสาบที่ถือว่าใหญ่ที่สุดและมีความสวยงามมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเปลี่ยนแปลงจากลักษณะภูมิศาสตร์จนกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่เกิดจากการที่ หินเหลวและก๊าซที่สะสมอยู่ใน Magma chamber ถูกขับออกมาจนหมดทำให้เกิดเป็นพื้นที่ว่างขนาดใหญ่และแผ่นดินเบื้องบนจึงยุบตัวเข้าแทนทีพื้นที่ว่างดังกล่าวจนเกิดเป็นแอ่งทะเลขนาดใหญ่นั้นเอง

ภาพการเกิด Magma chamber และการเปลี่ยนแปลง
ภาพจาก www.vcharkarn.com
ปัจจุบันพื้นที่ดั้งเดิมของภูเขาไฟโทบาได้กลายเป็นทะเลสาบโทบาประติมากรรมชิ้นเอกที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้น ทะเลสาบโทบามี ความยาวของทะเลสาบกว่า 100 กิโลเมตร กว้างกว่า 30 กิโลเมตร และมีจุดที่ลึกที่สุดถึง 505 เมตร กลางทะเลสาบยังมีเกาะขนาดย่อมชื่อ เกาะซาโมเซอร์ และบนเกาะดังกล่าวยังมีทะเลสาบเกิดขึ้นซ้อนอยู่บนเกาะอีกที ทะเลสาบโทบาในปัจจุบันได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศอินโดนีเซียเป็นจำนวนมาก(สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Super volcanoes ได้ที่ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?pid=5730)

ความงามของทะเลสาบโทบาผลพวงของการระเบิดครั้งใหญ่
ภาพจาก http://lh4.ggpht.com/
ภัยธรรมชาติที่มนุษย์อาจจะต้องประสบจนถึงขั้นที่ทำให้โลกทั้งโลกพังทลายนั้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างแรกคือภัยจากดาวหางหรืออุกาบาตรพุ่งชนโลก การระเบิดของรังสีแกมมา และแน่นอนภัยจากภูเขาไฟระเบิดเป็นอีกหนึ่งภัยที่มีความสามารถในกระทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์
การพูดถึงตำนานของอารยธรรม Minoan หรือการซุกซ่อนตัวของภูเขาไฟอุทยานแห่งชาติเยลโลสโตนหรือการระเบิดของโทบาอาจจะดูไกลตัวไปสักหน่อยสำหรับการทำให้มองเห็นความน่าสะพรึงกลัวของภัยจากภูเขาไฟระเบิด แต่เมื่อประมาณ 200 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงช่วงเวลาที่กรุงรัตนโกสินทร์ทำการสถาปนาเป็นราชธานีมาได้เพียง 33 ปี ในขณะนั้นตรงกับแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเพื่อนบ้านของเราก็ต้องประสบกับภัยพิบัติจากภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่อีกครั้งเมื่อเกิดการระเบิดของภูเขาไฟแทมโบร่าขึ้น
การระเบิดของภูเขาไฟแทมโบร่าเป็นการระเบิดของภูเขาไฟครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่และแน่นอนว่ามันทำให้ความน่าสะพรึงกลัวในตำนานถูกตอกย้ำอีกครั้ง การระเบิดของภูเขาไฟแทมโบร่าเกิดขึ้นใน วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2358 แม้คนทั่วไปจะได้ยินกิตติศัพท์และพากันร่ำลือถึงอานุภาพของการระเบิดภูเขาไฟ กรากะตัว ในประเทศอินโดนีเซียมากกว่า แต่ภายหลังนักวิทยาศาสตร์พบว่าการระเบิดของภูเขาไฟแทมโบร่ามีความรุนแรงมากกว่าการระเบิดของภูเขาไฟกรากะตัวหลายเท่า หรือถ้าหากนำความรุนแรงในการระเบิดของภูเขาไฟแทมโบร่าเทียบกับอนุภาพของระเบิดปรมาณูอาวุธที่มีความร้ายกาจะถึงขั้นทำลายโลกแล้ว การระเบิดของภูเขาไฟแทมโบร่ามีความรุนแรงเท่ากับการระเบิดของปรมาณู 60,000 ลูกเมื่อเกิดการระเบิดพร้อมกันเลยทีเดียว และด้วยแรงระเบิดที่มหาศาลทำให้มีฝุ่นละอองที่ล่องลอยปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลกซึ่งมีปริมาณมากกว่าฝุ่นละอองจากการระเบิดของภูเขาไฟกรากะตัวถึง 7 เท่า นักวิทยาศาสตร์จัดแบ่งความรุนแรงของการระเบิดของภูเขาไฟเป็นระดับ จาก ไม่มีการระเบิดเลยใช้แทนความรุนแรงด้วยระดับ 0 –ระดับสูงสุดที่มีอนุภาพมากพอถึงขั้นทำลายล้างโลกใช้แทนระดับความรุนแรงด้วย 8 การระเบิดของแทมโบร่าในคราวนั้นถูกจัดว่ามีความรุนแรงอยู่ในระดับ 7 ซึ่งไม่บ่อยนักที่โลกเราต้องเผชิญกับความรุนแรงที่มากถึงขนาดนี้
ภูเขาไฟแทมโบร่า
ภาพจาก www.scarborough.k12.me.us
ภูเขาไฟแทมโบร่า ตั้งอยู่บนเกาะ Sumbawa ในประเทศอินโดนีเซีย ใกล้ๆกับเกาะ Lombok และ bali การระเบิดของแทมโบร่า ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปไกลถึง 850 กิโลเมตร ต้นไม้ล้มระเนระนาดคล้ายกับโลกทั้งโลกจะพังทลายลงในพริบตา บริเวณนั้นไร้ซึ่งแสงอาทิตย์ตลอดสองวันสองคืนที่เกิดการระเบิดขึ้น หลังจากเกิดการระเบิดของภูเขาไฟแทมโบร่านักวิทยาศาสตร์พบว่า พื้นผิวโลกได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์น้อยลงถึง 20 เปอร์เซ็นต์เพราะ ชั้นบรรยากาศของโลกเต็มไปด้วยฝุ่นที่คละคลุ้งอยู่เต็มไปหมด อุณหภูมิอากาศของซีกโลกเหนือลดลงอย่างมาก ฝุ่นภูเขาไฟที่ลอยคละคลุ้งไปทั่วในชั้นบรรยากาศโลกต้องอาศัยเวลานานหลายปีกว่าจะตกลงมาสู่พื้นโลกจนหมดสิ้น
ในภายหลังนักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่าน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ที่ขุดลงไปเพื่อศึกษามีฝุ่นละอองจากภูเขาไฟปะปนอยู่มากมายเมื่อทำการทดสอบวัดอายุน้ำแข็งที่ห้อหุ้มเถ้าถ่านภูเขาไฟแล้วพบว่าฝุ่นภูเขาไฟเหล่านั้นเป็นฝุ่นละอองที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟแทมโบร่า ในประเทศอินโดนีเซียนั้นเอง การระเบิดที่รุนแรงของภูเขาไฟแทมโบร่าทำให้ความสูงของมันหดหายลงไปถึง 1,400 เมตร และลักษณะทางกายภาพของภูเขาไฟแทมโบร่าได้กลายเป็นหลุมกว้าง 6 กิโลเมตร ลึกลงไป 1 กิโลเมตร แน่นอนว่าการระเบิดของแทมโบร่าไม่ได้สร้างมลพิษที่เกิดขึ้นกับโลกเพียงอย่างเดียวในวันที่เกิดเหตุระเบิดลาวาได้ไหลท่วมทับผู้คนตายบนเกาะ Sumbawa ทั้งเป็นไปกว่า 8,000 คน และทำให้คนเกือบ 100,000 ประสบกับโรคระบาดและต้องกลายเป็นคนพิการในเวลาต่อมา
การระเบิดของภูเขาไฟแทมโบร่าได้ส่งผลกระทบไปยังทั่วทุกมุมโลก ในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือกลายเป็นช่วงแห่งการไม่มีกลางวันเป็นเวลานานนับสัปดาห์เพราะถูกฝุ่นละอองภูเขาไฟบดบังแสงอาทิตย์ไว้ ในจีน บนเกาะ hainan ก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน และทำให้ทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือไม่มีฤดูร้อนในปีนั้น ในประเทศอังกฤษมีฝนตกแทบทุกวัน และแน่นอนว่าสำหรับประเทศไทยของเราที่อยู่ใกล้ๆกับอินโดนีเซียก็คงจะมืดมิดไร้ซึ่งแสงอาทิตย์ด้วยเช่นกัน

แนวภูเขาไฟ
ภาพจาก http://www.nstlearning.com
เมื่อความเลวร้ายได้ผ่านพ้นไปมักจะทิ้งไว้เพียงแค่อดีตที่ทับถมอยู่ภายใต้กองซากศพและผู้คนนับแสนที่ไร้ที่อยู่อาศัย สิ่งสุดท้ายที่ภูเขาไฟแทมโบร่าให้ไว้คือความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินที่เกิดจากการทับถมของเถ้าภูเขาไฟบนเกาะ Sumbawa ผืนดินบริเวณนั้นยังคงเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์มาตราบเท่าทุกวันนี้ แม้มันอาจจะไม่คุ้มค่าต่อสิ่งที่ชาวเกาะ Sumbawa ต้องสูญเสียไปแต่มันก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่พวกเขาเหลืออยู่หลังต้องสูญเสียครอบครัว สูญเสียคนที่รักและที่อยู่อาศัย
ความน่าสะพรึงกลัวของภัยภูเขาไฟระเบิดมีมากกว่าภัยธรรมชาติชนิดอื่นเพราะนอกจากมันจะทำให้ผู้คนล้มตายภายใต้คลื่นลาวาที่ไหลหลาก ร่างไร้ชีวิตนอนสงบนิ่งไม่ไหวติงอยู่ภายใต้เถ้าถ่านภูเขาไฟแล้วมันยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อมของโลกอย่างมาก ปัจจุบันพบว่าทั่วโลกยังคงมีภูเขาไฟระเบิดที่รอการประทุอยู่อีกนับพันลูก แทมโบร่าคือหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นความน่าสะพรึงกลัว และในไม่ช้าไม่นานมันจะกลับมาเขย่าขวัญมวลมนุษยชาติอีกครั้งขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นที่ไหนและเมื่อไหร่