 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/375" type="text/javascript"></script> |
|
|
เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้เหรียญทองโอลิมปิก
ร่วมยินดี กับนักเรียนไทย คว้าเหรียญทองชีววิทยาโอลิมปิก อันดับ 1 ของโลก และพูดคุยกับบุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเด็กไทย วิชาการ.คอม ชวนคุยกับทั้งคุณพ่อและคุณแม่
post ครั้งแรก: Wed 26 July 2006, 12:28 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 26 July 2006, 12:28 pm
|
หน้าที่ 2 - ผู้อยู่เบื้อหลังความสำเร็จเจ้าของคะแนะชีวะอันดับหนึ่งของโลก
สินีนาฎ ทาบึงกาฬ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สสวท.
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
นางกมลพร จันทรโชติชัชวาล พนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นคุณแม่ของนายชนติ จันทรโชติชัชวาล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กทม. เจ้าของเหรียญทองชีววิทยาโอลิมปิก และทำคะแนนได้อันดับ 1 ของโลก จากการแข่งขันชีววิทยาโอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2549 ณ เมืองริโอคาร์โต ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อวันที่ 9 - 16 กรกฎาคม 2549 ได้เล่าว่าเลี้ยงดูลูกแบบใกล้ชิดมาก ให้เวลากับลูกเสมอ ไม่ว่า ลูกกำลังจะดูการ์ตูนหรือไปไหนมาไหนก็จะไปเป็นเพื่อน ทำตัวเป็นเพื่อนกับลูก และคอยกำลังให้ใจเสมอ
ตนเองสังเกตว่าลูกมีความมานะพากเพียร ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ มีความตั้งใจสูงมาก จะเตือนลูกเสมอว่าเวลาทำอะไรให้มีสติ ให้ลูกตั้งสติเอาไว้ ปกติเขาจะรู้จักการเจริญพรสวดมนต์และนั่งสมาธิอยู่แล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ดีมาก เพราะการศึกษาชีววิทยาต้องอ่านเยอะ การนั่งสมาธิจะเป็นการจัดระเบียบความคิดให้ดีขึ้น การอ่านหนังสือบวกกับการนั่งสมาธิจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกประสบความสำเร็จ
ตั้งแต่ชนติเป็นเด็กเล็ก ๆ จนโตจะมีคุณยายซึ่งเคยเป็นครูคอยอบรมสั่งสอน และดูแลเวลาทำการบ้าน ความที่เราใกล้ชิดกัน ลูกจะเห็นแบบอย่างในสิ่งที่เราทำ แล้วเขาก็จะขยันตามที่เขาเห็น
คุณแม่กมลพรบอกว่าการเคี่ยวเข็ญที่ในสิ่งที่ลูกไม่ได้ชอบจริง ๆ จะทำให้ลูกเบื่อ พ่อแม่ต้องรู้ว่า ลูกชอบอะไร แล้วให้เดินไปในสิ่งที่ชอบ เพราะแต่ละคนมีความถนัดต่างกัน พ่อแม่ต้องเข้าใจและให้การสนับสนุน อย่างชนตินั้นมีความสามารถด้านวาดรูปมาก ไม่ใช่เพียงด้านวิชาการอย่างเดียว พ่อแม่ก็จะสนับสนุนเขาทุกด้านที่สนใจ
หลังจากประกาศผลชีววิทยาโอลิมปิก ชนติส่ง SMS ตรงมาจากอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นเวลาตีห้าของประเทศไทย ตอนแรกก็ยังไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า เมื่อได้คุยกับผู้ปกครองของกนกวรรณซึ่งได้แสดงความยินดีกับตนเอง จึงแน่ใจว่าลูกได้เหรียญทองจริง ๆ และยังได้อันดับ 1 ของโลกด้วยก็ดีใจมาก ร้องไห้ตรงนั้นเลย
เมื่อถามว่าจะให้รางวัลอะไรกับลูกชายคนเก่งเป็นพิเศษหรือเปล่า คุณแม่บอกว่า ปกติก็ให้รางวัลสม่ำเสมออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินเก็บเงินออม หรือถ้าลูกอยากได้อะไรที่ไม่เกินขอบเขตมากนักก็จะให้เขาได้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 11 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 27 ก.ค. 2549 (15:01) ขอบคุณน้อง ๆ ทุกคนที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ทุกคนจริงทั้งที่ได้รางวัลและไม่ได้ เพราะน้อง ๆ คือผู้ที่มีความสามารถ เรื่องรางวัลเป็นตอบแทน ตามระดับความสำเร็จเท่านั้น (แต่น้อง ๆ ได้รับผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่แล้ว คือการเป็นตัวแทนประเทศไทย ในการแข่งขัน)
ขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับน้อง ๆ ทั้งครู อาจารย์ ผู้สนับสนุนต่าง ๆ ที่นำมาซึ่งเกียรติและชื่อเสียงของน้อง และประเทศชาติ เป็นลำดับ
และขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ ทั้งผู้ปกครองของน้อง ๆ ที่ท่านดูแลน้อง ๆ ได้ดีเยี่ยมขนาดนี้ และยังแบ่งปันประสบการณ์ในการเลี้ยงดูน้อง ๆ ด้วย
ที่ผมอยากเห็นตอนนี้ เช่นเดียวกับได้เห็นความสำเร็จของน้อง เหล่านี้คือ เด็กไทยรักการเรียน เด็กไทยรักการอ่าน เด็กไทยรักการเรียนรู้ทั้งในและนอกโรงเรียน และที่สำคัญคือ"เด็กไทยอ่านหนังสือออกและเขียนหนังสือ" ได้
วอนขอให้ผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการ มองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ด้วยนะครับ เพราะ "เด็กเหล่านี้จะต้องเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต" ครับ (แค่คิดก็หนาวแล้วว่าจะเป็นยังไง)
ขอแสดงความยินดีกับน้องด้วยนะครับ
ขอแสดงความยินดีกับคุณพ่อคุณแม่นะครับ ที่มีบุตรธิดาที่เก่งและดีที่สุดในโลก
ขอบคุณครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 3 ส.ค. 2549 (20:32) ซักวันผมจะต้องทำให้ได้บ้าง...
สักครั้งในชีวิตครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 8 ส.ค. 2549 (22:21) น่าจะเชิญมาออกรายการ อัจฉริยะข้ามคืน..
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 3 ก.ย. 2549 (02:11) สุดบอดจริงๆๆๆครับ เอาใจช่วยสู้ต่อไปคับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 16 มี.ค. 2550 (14:04) Congratulation!
กับพี่ๆทุกคน
เราจะพยายามนะแม้มันจะริบรี่ก็ตาม สู้สู้
Tat
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 13 พ.ค. 2550 (11:03) 
- แล้วคุณครูไทย จะช่วยกันสอน ช่วยกันมองหา ช่วยกันพัฒนนาการสอนให้เด็กที่ท่านสอนได้เข้าทีมสักคนไหมนะ
- แล้วรัฐบาล กระทรวงทั้งหลายจะดูแลปูมบำเน็จรางวัลให้ ครูผู้สอน หรือรร ที่นักเรียนที่ชนะการแบ่งขันกันบ้างไหม?
ครูท่านอื่นๆได้มีกำลังใจ ที่จะทำให้นักเรียนในความดูแลมาเข้าแข่งขันบ้าง ช่วยกันขุดเพชรในตมกันมากๆ
เมือนขุดทองให้ชาติเลย เหมือนในบางประเทศเขาไม่มีทรัพยากรจากธรรมชาติ แต่มีทรัพยากรมนุษย์ ก็ใช้ได้ดีพอกัน
- ผู้อุปถัมภ์รายการทั้งหลายสนใจแต่จะให้เงินให้ทองแก่นักกีฬาโอลิิมปิกเท่านั้นหรือ เก่งแค่ 5ปี 10ปี ก็หมดสภาพแล้ว
กับให้คนที่จะใช้สิ่งที่มีติดตัว ไปทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมือง และถ่ายทอดไปยังคนอีกเป็นพันเป็นหมื่น ไปยันอายุ70-80ปี
- มันไม่น่าสนับสนุนเลยหรือไร ที่จะให้เครื่องมือหรือห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส เคมี ชีวะ์ แก่รร สักห้อง
แล้วท่านจะปะตรา-ปะยี่ห้อสินค้าของท่านทุกชิ้นบนเครื่องมือ ที่ให้มาก็มีสิทธิที่จะทำได้
ก็โฆษณาฟรีๆ ไปอีก 10-20 ปี ก็คงไม่มีใครว่ากัน น่าจะดีกว่าเป็นไหนๆ(นักการตลาดว่าไง จะเถียงว่าไม่คุ้มไหม)
แล้วหากมีนักเรียน ที่รร ที่ใช้เครื่องมือดังกล่าวได้กลับมาชนะอีกสักรอบโดยใช้เครื่องมือของท่าน ก็เหมือนถูกหวยเลย
โก๋แก่
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2629 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 528 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 10 พ.ค. 2551 (11:46) รัฐบาลควรให้ความดูแลนักเรียนที่มีความสามรถทางด้านวิชาการให้มากเหมือนดูแลนักกีฬาที่ชนะการแข่งขันบ้างเพราะเขาคืออนาคตของชาติซึ่งเป็นทรัยากรบุคคลที่อาจทำคุณประโยชน์ให้ประเทศได้มากถ้ารู้จักใช้ความสามารถไปในทางที่ชาติต้องการโดยรัฐบาลต้องเข้ามาดูแลและให้โอกาสพวกเขาควรเฟ้นหาและพัฒนาพวกเขาอย่างจริงจังและจริงใจ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 17 พ.ค. 2551 (11:04) ระบบการศึกษาของไทยนั้นเจริญแล้วก็เสื่อม แต่เสื่อมแล้วจะเจริญอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับครูอาจารย์และนโยบายการศึกษาของรัฐ เป็นสำคัญ นอกจากนี้พ่อแม่ควรกลับไปเรียนรู้วิธีการสอนลูกแบบโบราณ ที่ใช้ไม้เรียวก้านมะยมกำราบลูกดื้อๆ (โปรดอ่านประวัติท่านพุทธทาสในวัยเด็ก)
สมัยก่อนครูจะให้โจทย์ณิตศาสตร์เป็นการบ้านทุกวัน วันละอย่างน้อย 5 ข้อ การฝึกฝนแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ เป็นการฝึกความอดทน อดกลั้น การคิด การวิเคราะห์ ความพยายามแก้ปัญหา การสู้ปัญหา เมื่อคิดไม่ออก เด็กก็จะได้บทเรียนที่ไม่มีสอนในห้องเรียน ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจะสร้างความแข็งแกร่งให้จิตใจ มีภูมิคุ้มกัน มีความหนักแน่น เมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะคิดวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ได้เอง มีความหนักแน่น ไม่อ่อนไหวตามอารมณ์ ไม่น้อยใจง่าย ไม่ฆ่าตัวตายเพราะผิดหวังเรื่องต่างๆ
อย่างไรก็ตาม บรรดาครูอาจารย์ควรจะวางแผนการสั่งงานและการบ้านร่วมกัน เพื่อมิให้นักเรียนต้องมีการบ้านมากเกินไป จนเป็นภาระของผู้ปกครอง หรือ ทำการบ้านจนอดหลับอดนอน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 3 มิ.ย. 2551 (10:16) ดิฉันได้ลองหาข้อมูลที่สถาบันสอนเสริมการเรียนให้ลูก ดิฉันถูกใจที่ที่นึงมากค่ะ และลูกของดิฉันก็ชอบมากค่ะ เพียงแค่ระยะเวลาไม่นาน ดิฉันเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นมากของลูก ปัจุบันนี้ลูกของดิฉันเรียนเก่ง อารมณ์ดี และเพื่อนเยอะ ดิฉันเลยอยากแนะนำที่ๆแห่งนี้ให้หลายๆคนได้รู้จัก ลองเข้าไปดูกันก่อนนะคะ มีประโยชน์มากๆค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 3 มิ.ย. 2551 (10:17) www.mindlabthailand.com