วิชาการ.คอม - โหราศาสตร์ การดูดวงชะตาที่ฟ้ากำหนด (เรื่องของโหราฯ) (ปฏิทินโหราศาสตร์) วิชาการ.คอม - คลังข้อสอบ บทเรียนออนไลน์ บทความ โครงงาน ข่าววิทย์ ข่าวทุน นิยาย ลงโฆษณา
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/37541" type="text/javascript"></script>
โหราศาสตร์ การดูดวงชะตาที่ฟ้ากำหนด
ดูดวงเพราะอยากหยั่งรู้อนาคต หรือจะไว้เป็นทางแก้พลิกลิขิตสวรรค์ ไม่เว้นแม้แต่การหาคำทำนายให้ตรงกับธงที่ตั้งไว้ในใจ ศาสตร์แห่งการหยั่งรู้ตามคำบอกของดวงดาวทั้งหลายในจักรวาล การมีอยู่ของโหราศาสตร์ และศาสตร์นี้เข้ามาในวิถีชีวิตคนไทย ตั้งแต่เมื่อใดกัน
ผู้เขียน: บัวอื่น ชมแล้ว: 40,551 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 30 June 2008, 12:24 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 30 June 2008, 1:41 pm

หน้าที่ 1 - เรื่องของโหราฯ

                ย้อนกลับไปอ่านคอลัมน์เก่าๆจากหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ที่เอามารวมเล่ม ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เขียนไว้เมื่อปี ๒๕๒๐ คุณชายบอกว่ายุคนั้น เป็นยุคที่คนดูหมอกันมากที่สุด และเชื่อหมอดูกันมากที่สุด ท่านเขียนของท่านอย่างนั้น เพราะท่านเอาประสบการณ์ของตนเองที่อยู่เมืองไทยมากว่า ๖๐ ปี นี่หากท่านอายุยืนมาถึงปีที่ ๙๑ ได้ผ่านยุคแห่งจตุคาม และเห็นสังคมของคนสมัยนี้ ไม่แน่ว่าท่านอาจะกล่าวว่านี่เป็นยุคที่ประชาชนทั้งยากจน รวมทั้งเจริญด้วยลาภยศต่างก็อยากรู้อนาคต หรือไม่มั่นใจในอนาคตของตนเองและบ้านเมืองน้อยที่สุดหนักกว่ายุคท่านเสียก็เป็นได้


แต่จะแปลกตากว่า ก็ตรงโหราศาสตร์ และการดูดวงทำนายทายทักยุคนี้ มีมากรูปแบบ พร้อมเสิร์ฟทุกความต้องการ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง


                ในบทความนี้ผู้เขียนจะไม่ขอเสี่ยงตายหาข้อสรุปว่า เรื่องของโหราฯ พยากรณ์ เราควรถือมั่นในเรื่องการดูดวงหรือไม่อย่างไร จะชวนคุยก็แต่เรื่องที่มาของโหราศาสตร์ไทยอย่างนั้นดีกว่า ว่าศาสตร์นี้ได้แต่ใดมา


 



รูปจาก http://www.jesus-is-savior.com/False%20Religions/Wicca%20&%20Witchcraft/astrology.jpg


โหราศาสตร์ (Astrology) นั้นหลักๆ ก็คือการยึดถือว่าดวงดาวต่างๆ ในฟากฟ้านั้น มีอิทธิพลต่อการเกิดเหตุการณ์ต่างๆในโลกนี้


                 อธิบายเสียให้ยาวหน่อยก็จะได้ว่า เป็นศาสตร์ของการพยากรณ์อนาคตของปรากฏการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในโลก ไม่ว่าจะเป็นดวงชะตาของคน ดวงบ้านดวงเมือง  โดยมีเครื่องมือหลักนั้นก็คือผู้ที่จะทำนายต้องมีความรู้เรื่องตำแหน่งและการโคจรของดาว เพื่อที่จะเอามาทำการผูกดวงแล้วตีความ  ซึ่งจะไม่เกี่ยวกับการดูดวง ด้วยวิธีอื่นๆ อย่าง ดูลายมือ กราฟชีวิต การถอดไพ่ เซียมซีพวกนั้น จึงจะเห็นว่าศาสตร์ด้านนี้ต้องมีความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ประกอบเป็นสำคัญ


 
รูปจาก http://www.geocities.com/wilsontctc/astrology_discovery.jpg


                เรื่องโหราศาสตร์นั้นหากจะว่ากัน ก็ต้องย้อนไปนับพันๆปี  สมัยที่คนโบราณ มีเวลาเฝ้ามองท้องฟ้า ได้สังเกตการเคลื่อนที่ของดวงดาว นานเข้าก็เริ่มทำการจดบันทึก ทำแผนที่ดูดาว และปฎิทิน เก่าแก่มากก็ยกให้เป็นของไอยคุปต์ ที่มีมาตั้งแต่ 3,689 ปีก่อนพุทธกาล


                พอคนโบราณเริ่มสังเกตเห็นว่าตำแหน่งการเคลื่อนของดวงดาวต่างๆนั้น ดูแล้วช่างมีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นของโลก  ก็นำบันทึกนั้นมาวิเคราะห์พินิจพิจารณา ละม้ายเป็นไปตามวิชาสถิติอยู่บ้าง จนพอจะเอามาสรุปเป็นวิชาโหราศาสตร์ ถ่ายถอดความรู้สืบต่อกันมา นับเป็นวิชาที่เก่าแก่เอาการเลยทีเดียว


                กาลต่อมา วิชาความรู้การดูดาว  และเครื่องมือต่างๆก็พัฒนา เมื่อดาราศาสตร์ก้าวหน้าโหราศาสตร์ก็ถือว่าได้ควงคู่กันรุดหน้าไปด้วย  นับว่ามีการเปลี่นแปลงทั้งสงบสุขเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และเปลี่ยนไปในทางที่ต่างฝ่ายต่างก็มีประเด็นที่เกิดขึ้นใหม่มาห่ำหั่นกัน ทั้งการแตกแยกทางความคิด การตีความ รวมทั้งแนวทางการคำนวณ นั้นย่อมเป็นธรรมดาของสิ่งที่มีมานานและต้องผ่านกาลเวลา ดูอย่างแต่ละศาสนานั้นสิ จุดที่เริ่มเมื่อแรก และวันนี้กลับต้องแตกแขนงกันออกไปหลายแนวทาง



หน้าที่ 2 - ปฏิทินโหราศาสตร์

                 เมื่อเห็นบรรยากาศโหราศาสตร์โลกแล้ว ที่นี่จะย้อนมาดูโหราศาสตร์ในบ้านเรา ซึ่งจากการศึกษาประวัติศาสตร์ พบว่าความเชื่อทางโหราศาสตร์ของไทยมีมานาน อย่างน้อยก็สี่ถึงหน้าพันปี เช่นหลักฐานทางโบราณคดี ที่เป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับจักรราศี ดวงดาวต่าง ๆ  ที่ขุดพบในอารยะธรรมที่บ้านเชียง


หรือตามที่ นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว กล่าวถึง “จิตรกรรมหมู่ดาวอัศวินี ที่วัดราชนัดดาราม ซึ่งวาดกลุ่มดาวในลักษณะ "วิมาน" ของเทวดา ตามคติความเชื่อจากไตรภูมิพระร่วง” รวมทั้งภาพจิตกรรม ตามโบสถ์ และวิหาร อันเป็นศาสนสถานทั้งหลายในเมืองไทย รวมทั้งจากวรรณคดีต่างๆเช่น พระอภัยมณี ตอนที่ นางสุวรรณมาลีสอนนางอรุณรัศมีดูดาว บทชมดาวอยู่ในวรรณคดีอิเหนา เป็นต้น


                 เชื่อว่าโหราศาสตร์อยู่กับสังคมไทยมานานนับสี่ถึงห้าพันปี  ได้อิทธิพลรับผ่านมาทางจากทางพม่ารามัญ และมอญบ้านใกล้เรือนเคียง  ที่สำคัญคือ ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเรานั้น ในสมัยโบราณได้รับเอาวัฒธรรม คติความเชื่อ หลายอย่างมาจากฝั่งอินเดีย ในเรื่องโหราศาสตร์นั้น อินเดียก็เป็นต้นตำรับที่สำคัญ เห็นชัดในเรื่องของศัพท์ที่ใช้ในตำราโหราศาสตร์ต่างๆ  ทั้ง  ชื่อดาวนักษัตร ชื่อราศี  อาจจะเป็นจากเหล่าพราหมณ์ และนักบวชที่เดินทางมายัง ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำคัมภีร์ และความรู้ต่างๆติดมาด้วย


                  โหราศาสตร์ในอินเดียนั้น มีมานานก่อนพุทธกาล โดยเริ่มศึกษากันในแวดวงของ เดิมทีศาสตร์นี้หมู่สมณะพราหมณ์  ด้วยว่าพราหมณ์นั้น นับว่าเป็นผู้ที่เป็นชนกลุ่มผู้นำทางความคิดและจิตวิญญาณ เป็นตัวแทนของเทพเจ้า และในสมัยนั้นพราหมณ์ถือว่ามีบทบาทในสังคมชั้นปกครอง ด้วยจะได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ เป็นที่ปรึกษา และวางแผนต่างๆทางการเมือง


                 หากอ่านพุทธประวัติก็จะเห็นคติความเชื่อทางโหราศาสตร์ อย่างเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้า ประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ได้ ๕ วัน พระบิดาคือพระเจ้าสุทโธทนะ ท่านก็ได้เชิญพราหมณ์ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในวิชาโหราศาสตร์ ๘ ท่าน เข้ามาทำนายพระลักษณะของพระราชโอรส


 
รูปจาก http://ecurriculum.mv.ac.th/science/library_sci/phisics111/
203.158.100.100/charud/scibook/buddhist1/buddhist1pic/7.jpg



               ในครั้งนั้นเหล่าพราหมณ์ต่างก็ทำนายเป็น ๒ นัย คือ หากครองราชย์ ก็จะเป็นใหญ่ในทางโลกทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ หากผนวชจะได้เป็นใหญ่ในทางธรรม บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกในโลก  ยกเว้นท่านโกณฑัญญพราหมณ์  ท่านได้ ได้ยกนิ้วขึ้นมานิ้วเดียว แล้วพยากรณ์อย่างเด็ดเดียวว่า พระราชโอรสผู้นี้จะต้องออกบวช และตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกในโลกแน่นอน  ชื่อของพราหมณ์ท่านนี้ ปรากฎต่อมาเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะออกผนวช โกณฑัญญพราหมณ์ได้ออกบวชตาม พร้อมกับเหล่าพราหมณ์อีก ๔ ท่าน รวมเป็น ๕ ท่าน เรียกว่าเหล่า "ปัญจวัคคีย์" นั้นเอง


             อินเดียนั้น นับได้ว่าเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ด้านวิชาโหราศาสตร์ที่ยาวนานมาก และเฟื่องฟูมากเป็นต้นตำรับให้ชนชาติอื่นๆได้ศึกษาก็มากอยู่ จากนั้นท่านบูรพาจารย์โหรไทย ก็ได้ปรับประยุกต์ ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจนเหมาะสม แล้วนำมาสั่งสอนให้ได้สืบทอดกันมา มีเอกลักษณ์ที่เด่นเป็นของตัวเองอย่างเช่น


             โหราศาสตร์ไทยจะใช้ดาวเพียง10 ดวง เท่านั้น ได้แก่ ดาวอาทิตย์ ดาวจันทร์ ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวพฤหัสบดี ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวราหู ดาวเกตุ และ ดาวมฤตยู ต่างจากของ ตะวันตก ( ระบบยูเรเนียน ) ที่อิงตามดาวมากกว่า เช่นเพิ่ม เนปจูน พลูโต โครโนส ฮาเดส


             ซึ่งในประเด็นนี้  หากจะมองว่า การใช้ดาวมากย่อมอธิบายได้แม่นยำกว่าหรือไม่นั้น นั้นก็คงจะเป็นการเถียงกันเสียเปล่า เพราะแต่ละตำราก็ถือว่าได้อธิบายตามเครื่องมือนั้นก็คือดาวตามที่คิดว่าถูกต้องดี จะใช้ดาวอธิบายเยอะก็ควรเปิดตำราเล่มที่เขียนมาเพื่อการนั้น หากหยิบเอามาสับสนกันแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้ของผิดฝาผิดตัว ความสำคัญนั้นน่าจะดูที่ความถนัดของแต่ละคน และความสามารถที่จะเข้าใจในศาสตร์นั้นๆได้ท่องแท้ ตีความได้แม่นยำ หากขาดความลึกซึ้งแล้ว ไม่ว่าถือตำราใดก็ดูจะไม่ช่วยอะไรนัก


             อีกประเด็นคือการใช้ปฏิทินโหราศาสตร์ นั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน แต่ละชาติหรือหลังๆแม้แต่มาจากทางอาจารย์สายเดียวกัน ก็อาจใช้ปฏิทินที่แตกต่างกันไป  แต่ไม่ว่าจะมีความต่างกันในเรื่องของจำนวนดาว การคำนวณ การยึดหลักปฏิทิน แนวคิดทฤษฎี แต่แก่นหลักที่คล้ายกันนั้นก็คือเรื่องของราศรี ที่แบ่งเป็น 12 ราศี 12 เรือนชะตาไม่ต่างกัน หรือหากจะว่าไปการตีความหมายของดาวหลักๆ นั้นก็ไม่ได้ต่างกันนัก


             ในสังคมไทยของไทย ก็ไม่ต่างจากอินเดีย หรือประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะยุคใดโหราจารย์ก็มีบทบาทต่อวิถีชีวิตทั้งกับชนชั้นสูงในราชสำนักและไพร่ฟ้าสามัญชน  กษัตริย์จะมีการแต่งตั้ง “โหร” ผู้มีความสารถประจำราชสำนัก เป็นผู้ให้คำแนะนำ ทำปฏิทิน หาฤกษ์ยาม ทั้งเมื่อการสงคราม หรือจัดพิธีกรรมต่างๆ


              โดยเฉพาะพระสงฆ์ ถึงแม้จะไม่ได้หน้าที่โดยตรงในการดูดวง พยากรณ์อนาคตอย่างโหร เพราะ ตามพระวินัยนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงห้ามให้พระสงค์ทำการดูดวง หรืออวดอ้างตนในศาสตร์แขนงนี้ คือให้ภิกษุ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เพียงให้ศึกษาโหราศาสตร์ไว้ใช้ในการดูดาว ให้รู้วันที่นั้นเอง แต่ก็จะเห็นว่าพระสงฆ์เป็นผู้มีความสำคัญในการเป็นครูบาอาจารย์สืบทอดศาสตร์ด้านนี้ อย่างเมื่อใดที่ชาวบ้านต้องประกอบการณ์ใด ก็มักจะไปวัดเพื่อขอฤกษ์งามยามดี เว้นแต่บางรายที่หนักไปทางไปขอหวยดูดวง ผูกดวงเสริมดวงชะตา ซึ่งนั้นก็จะดูว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์เลย


             ผู้ที่สนใจในวิชาโหราศาสตร์นอกจากโหรหลวง ในราชสำนัก ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในชนชั้นสูง แต่ก็พบว่าไพร่ฟ้าสามัญคนก็ให้ความสนใจ การศึกษาวิชาทางด้านนี้เป็นศาสตร์ที่ได้รับความสนใจไม่น้อยในยุคนั้น และ เป็นวิชาที่มีคุณค่า คนให้ความนับถือกันมาก ไม่ถูกดูแคลนว่าเป็นศาสตร์ที่เชื่อถือไม่ได้ ไม่มีความสมเหตุสมผลทางวิทยาศาสตร์รองรับเช่นในยุคนี้  เพราะในยุคก่อนที่อารยธรรมตะวันตกจะเข้ามา เรื่องของดาวประจำเมือง หรือดาวประจำตัวแม่ทัพนายกอง เป็นเรื่องที่สำคัญนัก การจะประกอบศึกคราใดก็ต้องดูดาวประจำเมืองตน และดาวประจำเมืองศัตรูให้รู้แจ้ง โดยมีตัวอย่างบันทึกต่างๆ เกี่ยวกับโหราศาสตร์ เช่น


             ก่อนที่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศ “อิสรภาพ” ยุคนั้น พม่าบังคับหลาย ๆ อย่าง รวมทั้งการให้อยุธยาใช้จุลศักราช จากเดิมใช้มหาศักราช กล่าวกันว่ามีผลต่อระบบโหราศาสตร์ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน


             มาในสมัยก่อนกรุงรัตณโกสินทร์ ราวปี พ.ศ.๒๓๐๒ กล่าวกันว่า เมื่อครั้งที่ นายทองด้วง (พระนามเดิมของรัชกาล๑) ได้อุปสมทบเป็นพระภิกษุ จำพรรษาร่วมกับพระภิกษุสิน (พระนามเดิม พระเจ้าตากสิน) อยู่วัดมหาทะลาย  ขณะที่ท่านออกบิณฑบาตได้มีซินแสจีน ทำนายว่าท่านทั้ง ๒ พระองค์ว่า จะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน


กล่าวถึงล้นเกล้ารัชกาลที่ ๑ แล้วนั้น ท่านทรงมีพระปรีชาเรื่องโหราศาสตร์ ทรงใช้ดวงเมืองพยากรณ์อายุเมืองล่วงหน้าถึงร้อยกว่าปี ให้ปรากฏผลถูกต้องแม่นยำ


 
หนังสือดาราศาสตร์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงใช้ศึกษาวิชาดาราศาสตร์
รูปจาก  http://www.navy.mi.th/hydro/image2.jpg


 


                รวมถึงพระบิดาแห่งโหราศาสตร์ไทยและพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถเป็นเลิศ ในวิชาดาราศาสตร์ ทรงคำนวณวัน, เวลา  และสถานที่ว่าจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง วันอังคารที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๑ เวลา ๐๕.๓๖ น. ๒๐ วินาที ที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นที่อัศจรรย์แก่สายตาชาวโลก  และในทางวิชาโหราศาสตร์ พระองค์ได้ทรงบัญญัติ  ดวงดาวขึ้นมาอีกหนึ่งดวง พระราชทานนามว่า "เกตุ" ซึ่งในทางโหราศาสตร์ได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นที่ยอมรับในเรื่องความ ถูกต้องและแม่นยำเป็นอันมาก ทั้งยังทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเกี่ยวกับโหราศาสตร์ ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเป็นจำนวนมาก 
  


คุณโณปการอย่างสำคัญของโหราศาสตร์ที่ต้องไม่ลืมคือ "ปูมโหร"  เพราะโหราศาสตร์ ทำให้มีการจดบันทึกเรื่องราวในอดีต ว่าเมื่อดาวเคลื่อนมาทำมุมในองศาใดๆนั้น เกิดเหตุการณ์อันเป็นเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมือง ใดเกิดขึ้นอย่างไร บันทึกได้จนพัฒนาเป็นกฎเกณฑ์ของตำราโหราศาสตร์ ก็มีคุณค่าในสามารถศึกษาในทางประวัติศาสตร์ได้อย่างดี ให้รู้ถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีการลงวันที่ละเอียดชัดเจน


 
รูปจาก http://img162.imageshack.us/img162/3223/img2659nb2.jpg


 


                 ปูมโหรจึงเป็นต้นกำเนิดให้กับ หนังสือพงศาวดารอย่างมีความสำคัญ จึงนับว่าเป็นคุณค่าของเอการทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญทีเดียว หรือจดหมายเหตุบางตอนก็มีการคัดลอกมาจากปูโหรนั้นเอง


แต่ปัญหาของผู้ที่ศึกษาในยุคหลัง อาจต้องพบกับความคลาดเคลื่อนของวันที่ หรือการต้องตีความ ว่าเหตุการณ์นั้นๆ เกิดเมื่อใดกันแน่ ด้วยว่าการบันทึกแต่ละยุคสมัยก็มีการเปลี่ยนการนับวัน นับปีที่แตกต่างกันไป จึงขอยกตัวอย่าง การคำนวณวัน เดือน ปี และการเรียกที่แตกต่างกันไปแต่ละสมัยให้ได้ศึกษา
 



รูปจาก http://www.alittlebuddha.com/Calendar/ca010.jpg



เช่นการนับปี

๑. บอกเป็นพระพุทธศักราช (พ.ศ.)   นับ  ๑  จากปีมะเมีย ไปตามลำดับ พ.ศ. ๑ นับเมื่อพระพุทธองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน
๒. บอกเป็นจุลศักราช (จ.ศ.)  นับ  ๑  จากปีกุน  ไปตามลำดับ จ.ศ.  ๑  นับเมื่อพระพุทธศักราชล่วงแล้ว  ๑๑๘๑  ปี
๓. บอกเป็นรัตนโกสินทรศก (ร.ศ.) นับ  ๑  จากปีขาล  ไปตามลำดับ ร.ศ.  ๑  นับเมื่อพระพุทธศักราชล่วงแล้ว  ๒๓๒๔  ปี
๔. บอกเป็นคริสตศักราช (ค.ศ.)  นับ  ๑  จากปีระกา  ไปตามลำดับ  ค.ศ. ๑  นับเมื่อพระพุทธศักราชล่วงแล้ว  ๕๔๓  ปี
๕. บอกเป็นมหาศักราช (ม.ศ.)  นับ  ๑  จากปีเถาะ   ไปตามลำดับ ม.ศ. ๑  นับเมื่อพระพุทธศักราชล่วงแล้ว  ๖๒๑  ปี
  การสืบต้น และหาความชัดเจนทางประวัติศาสตร์ เป็นความท้าทาย และเป็นสิ่งที่บางคนให้ความหลงใหลทั้งนักศึกษา นักโบราณคดี นักเขียนเรื่องราวย้อนยุค จนถึงผู้จัดทำภาพยนต์ ที่จะเห็นว่า ในวันนี้เขาเหล่านั้นทำการบ้านเพื่อความสมจริงมากขึ้น  การประติดประต่อเรื่องราวจากหลากหลายเอกสาร ของกลุ่มบุคคลที่ต้องการเห็นตำตอบที่ย้อนเวลาไปเองไม่ได้ เหล่านี้ล้วนต้องขอบคุณวงการโหราสศาสตร์ไม่ใช่หรือ
 ส่วนในด้านของความเชื่อ ที่จะต้องถกกันว่า โหราศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็นหรือสมควรมีอยู่หรือไม่นั้น โปรดใช้วิจารณญาณของท่านเพ่งพินิจทุกแง่มุมเองเถิด



อ้างอิง

สารคดีพิเศษ : จากพิษณุโลกสู่เวียงแหง ตามรอยนเรศวรมหาราช นอกกรอบประวัติศาสตร์ “ชาตินิยม” – ล้อมกรอบ : สุเจน กรรพฤทธิ์
การพิสูจน์พุทธศักราช (พ.ศ.) ตามหลักโหราศาสตร์: ผศ.(พิเศษ) ปุ่น  แดงทับ  พ.ม., กศ.บ., M.A. in Edu, L.T.C., ธศ.เอก
สรรพปัญญาจากตำราดาว  : นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว
ความเป็นมาของโหราศาสตร์ www.mahamongkol.com
โหราศาสตร์ มีวิชาเดียว  http://www.rojn-info.com/
พระบิดาแห่งโหราศาสตร์ไทยและพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย http://www.meename.com/index.asp
ที่มาที่ไปของโหราศาสตร์ไทย : อ.พัฒนา  พัฒนศิริ


 



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


บัวอื่น
(บัวอื่น)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 25,375 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 2 ปี
แบ่งปันความรู้ 951 ครั้ง
ได้รับดาว 251 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

หางาน - สมัครงาน
งานคุณภาพจากบริษัทชั้นนำของไทย
www.JobTH.com

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   ทีมการตลาด
คุณอันนา : 086-4907585
คุณนัชชา : 086-4907600
คุณกนกแก้ว: 089-8613727
สำนักงาน :   02-5832802 ,0847619653
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.