การพัฒนากระบวนการการขึ้นรูปโลหะผงและผลิตภัณฑ์เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนโลหะไทย

การพัฒนากระบวนการการขึ้นรูปโลหะผง

วิรุฬหกกลับ


 

 

“การพัฒนากระบวนการการขึ้นรูปโลหะผงและผลิตภัณฑ์เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนโลหะไทย” เป็นงานวิจัยชิ้นสำคัญที่ ดร.อัญชลี มโนนุกุล นักวิจัยประจำศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ(ศ.ว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) กำลังศึกษาค้นคว้าอยู่ งานวิจัยชิ้นนี้เพิ่งจะได้รับทุนสนับสนุนจากลอรีอัล ประเทศไทยเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ ในสาขาวัสดุศาสตร์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 6 โดยการสนับสนุนของสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์ และ วัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ

 

 

 

ดร.อัญชลี มโนนุกุล

 

                ดร.อัญชลี มโนนุกุล ได้รับทุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามความต้องการของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ(ศว.) เพื่อศึกษาต่อเนื่องในระดับปริญญาตรี-โท-เอกที่ประเทศอังกฤษ ทั้งนี้ในปี พ.ศ. 2538 สำเร็จการศึกษาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต(เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) สาขาวิศวกรรมการผลิต จาก University of Mancheter Institute of Science and Technology (UMIST) ได้รับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์แล้วได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด

 

                การขึ้นรูปโลหะมีอยู่หลายวิธีซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของชิ้นงาน ว่าควรจะเลือกใช้วิธีการไหน ดร.อัญชลี มโนนุกุลได้อธิบายถึงการขึ้นรูปโลหะแบบผงให้เราฟัง

 

                “ชิ้นส่วนโลหะวิธีการที่ทำให้ได้รูปร่างนี้ทำได้หลายแบบเขาจะแบ่งโดยขึ้นอยู่กับว่าตั้งต้นแล้วมันเป็นอะไร ที่ประเทศไทยคุ้นเคยกันน่าจะเป็นโลหะแผ่นหรือโลหะก้อน อย่างพวกโลหะในรถยนต์พวกนี้จะเป็นโลหะแข็งแล้วก็มาปรับให้ได้รูปร่าง หรือถ้าเป็นพวกชิ้นๆ อย่างพวกเกียร์พวกเฟือง ไม่ได้เป็นแผ่นพวกนี้จะขึ้นรูปมาจากโลหะก้อน ก็จะนำมาคลึงไสเจาะเจียร หรือว่าใช้วิธีล้ออย่างพวกล้อแม็กซ์ แต่มันจะมีวิธีการขึ้นรูปอีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่แบบเป็นโลหะแผ่นหรือโลหะก้อน แต่เป็นกลุ่มของการขึ้นรูปของโลหะผง

ตัวผงโลหะ ถ้าเอามาเกาะรวมกันเช่นเอามาอัดรวมกันในแม่พิมพ์แข็ง หรือมาฉีด ก็จะทำให้เราได้รูปร่างขึ้นมา นึกภาพของปราสาททรายเหมือนเราไปทะเลเราก่อปราสาททราย เราอัดทรายอัดลงไปในแบบจนแน่นก็จะเกิดเป็นรูปร่าง นี้ก็เป็นวิธีขึ้นรูปวิธีหนึ่งคือการอัดเข้าแบบ พออัดเสร็จแล้วนี้ ทำยังไงจะให้มันแข็งแรงก็คือต้องนำไปเผาที่อุณหภูมิที่สูงมากวิธีการขึ้นรูปโลหะแบบผงนี้ มันจะทำได้ทั้งโลหะและเซรามิค หรืออย่างการปั้นหม้อนี้ก็เป็นการขึ้นรูปเหมือนกันเป็นการขึ้นรูปแบบโดยการใช้มือเปล่า พอได้รูปร่างปุ๊ปเขาจะนำไปเผาเพื่อให้ผงมันเชื่อมกัน คือมันจะต่างกันที่ตัวตั้งต้นของวัสดุมันจะเริ่มจากผง พอมันเป็นผงแล้วสามารถขึ้นรูปได้หลายวิธี วิธีที่ประเทศไทยคุ้นเคยคือการอัดขึ้นรูปในแม่พิมพ์แข็ง

การขึ้นรูปแบบอัดจะมีข้อจำกัดในเรื่องความซับซ้อนของชิ้นงาน คือจะมีเอวไม่ได้เพราะมันจะเอาออกจากแม่พิมพ์อัดไม่ได้ ดังนั้นรูปร่างจะไม่ซับซ้อนมาก คือตัวที่ Labเราทำนี้เราเน้นการขึ้นรูปที่ไม่ใช่วิธีอัดก็คือการขึ้นรูปแบบเช่นการขึ้นรูปแบบวิธีการฉีดขึ้นรูปโลหะผง วิธีการฉีดเราไม่ได้เป็นคนคิด แต่คิดมาจากต่างประเทศคืออเมริกา แล้วมาขยายที่ยุโรปแล้วก็ประเทศญี่ปุ่น ”

 

 

 
ดร.อัญชลี มโนนุกุลขณะทำการวิจัย 

 

สำหรับจุดเริ่มของงานวิจัย“การพัฒนากระบวนการการขึ้นรูปโลหะผงและผลิตภัณฑ์เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนโลหะไทย” เริ่มจากการที่ได้รับทุนวิจัยจาก New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO) จากประเทศญี่ปุ่นในการตั้งห้องปฎิบัติการเฉพาะทางของการฉีดขึ้นรูปโลหะผง ซึ่งเหมาะสำหรับงานขึ้นรูปที่ต้องการผลิตชิ้นส่วนโลหะที่มีขนาดเล็กและต้องการรายละเอียดของงานมาก

 

 

 “เมื่อปี 47 เราได้ ทุนวิจัยมาจากองค์กรเนโด (New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO)) จากประเทศญี่ปุ่นองค์กรนี้เป็นองค์กรของรัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งเขาถ่ายทอด เทคโนโลยี MIM (Metal Injection Molding)ให้เรา แล้วให้อุปกรณ์ทั้งหมดมาด้วยเขาสอนให้เรา รู้พื้นฐานของการขึ้นรูปผงเหล็ก เหล็กกล้า หรือว่าสแตนเลส หลังจากนั้นก็อยู่ที่ว่าเราจะทำยังไงต่อ”

 

จากองค์ความรู้ที่ได้รับมาประกอบกับได้ทำการตกลงกับบริษัทแคสเต็ม(ประเทศไทย)จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนโลหะด้วยวิธีฉีดขึ้นรูปโลหะผงอยู่แล้ว แต่ยังประสบปัญหาทางด้านการผลิตอยู่ดังนั้นจึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทแคสเต็ม(ประเทศไทย)จำกัด และ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ(ศว.) เพื่อร่วมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการฉีดขึ้นรูปผงไททาเนียมบริสุทธิ์และไททาเนียมผสม Ti-6A1-4V

“ต้องเล่าก่อนว่าเทคโนโลยีนี้จัดว่าใหม่มากสำหรับประเทศไทย คือเราไม่ได้เป็นคนคิดเทคโนโลยีนี้ เรารับมาเลยจากญี่ปุ่น ในประเทศไทยมีการผลิตแบบผงประมาณ 10 กว่าบริษัท แต่คือใช้แบบอัดหมดเลย แต่ใช้วิธีฉีดนี้มีแค่บริษัทเดียว เป็นโรงงานของญี่ปุ่น ตอนที่เราได้ Lab มาตั้งมีคำถามตามมาว่าเราจะทำไรกับมันส่วนแรกเลยก็คือเราก็คุยกับบริษัทแคสเต็มไทยแลนด์ เราก็คุยกับบริษัทว่าสนใจให้เราวิจัยให้ไหม เขามีอะไรให้เราช่วยวิจัยไหม ซึ่งปรากฏว่าปัจจุบันเขาผลิตแล้วขายได้จริง แต่กลุ่มตลาดของเขาอยู่ในกลุ่มเหล็ก เขายังทำไททาเนียมไม่ได้ เราก็เลยบอกว่าให้ลองทำไททาเนียมให้ไหมเริ่มจากไททาเนียมบริสุทธิ์ก่อนก็ได้ คือเรามีโครงการกับบริษัทนี้มาสองโครงการแล้วกำลังจะมีโครงการที่ 3  Lab เราจะไม่เหมือนที่อื่น เราจะทำงานที่จ้างโดยบริษัท แล้วแต่ใครอยากได้อะไรก็จะทำให้

 

 

 

บริษัทนี้จ้างเราทำไททาเนียม เขาเคยจ้างมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นทำวิธีวิจัยแบบ MIM ไททาเนียมแล้วแต่ว่าเขาทำเสร็จ ไม่สามารถถ่ายทอดให้บริษัทและผลิตจริงเพื่อนำออกมาขายได้ เพราะว่าคุณสมบัติเชิงกลไม่ดีเท่าทีควร เขามาจ้างเราใหม่มาทำวิจัยให้เขา 

เราทำทั้งไททาเนียมบริสุทธิ์และไททาเนียมผสม แล้วถ่ายทอดเทคนิควิธีการผลิตให้แก่เขา คือเราจะทำการทดลองตามปรกติ เปลี่ยนตัวแปรต่างๆ จนสามารถหาว่าทำแบบนี้ดีที่สุดมีคุณสมบัติเชิงกลดีที่สุด เอาล่ะคุณไปทำตามเราแล้วกัน ”

 

จากโครงการดังกล่าวทำให้ปัจจุบันบริษัทแคสเต็ม(ประเทศไทย)จำกัดกลายเป็นโรงงานแห่งที่สองในเอเชียที่สามารถผลิตชิ้นงานไททาเนียมบริสุทธิ์และไททาเนียมผสมด้วยวิธีการฉีดขึ้นรูปผงโลหะที่สามารถผลิตออกมาขายในเชิงพาณิชย์ได้โดยบริษัทบริษัทแคสเต็ม(ประเทศไทย)คาดการณ์ว่าจะสามารถทำกำไรได้ปีละประมาณ 200 ล้านบาทเลยทีเดียว

 

 

 

“ไททาเนียมนี้ไม่ใช่ไม่มีคนทำได้ มีคนทำได้แต่จำนวนไม่มากนัก ในการขายเชิงพาณิชย์ มีแค่ประมาณ 10-20 บริษัททั่วทั้งโลก ในเอเชียมีแค่บริษัทไซโก-แอปสัน คือเขารวมกันเป็นบริษัทเดียวกัน บริษัทนี้เป็นบริษัทเดียวที่ทำ MIM ไททาเนียมได้และหลังจากที่เราถ่ายทอดความรู้ให้บริษัทแคสเต็ม(ประเทศไทย)จำกัดไปแล้ว เขาเป็นบริษัทที่สองในเอเชียที่ทำได้ อันนี้จดสิทธิบัตรไม่ได้เพราะเคยมีคนทำมาแล้วแต่ทุกคนเก็บเป็นความลับทางการค้า

 

อย่างเครื่องดื่มโค้กนี้ไม่จดสิทธิบัตรเพราะถ้าจดจะต้องเปิดเผยว่ามีอะไรบ้างเขาเลยเลือกที่จะเก็บไว้เป็นความลับ ทำให้คนสามารถผลิตแป๊ปซี่ ผลิตโค้กเทสโก้ออกมาได้แต่ว่าไม่สามารถทำให้เหมือนโค้กจริงได้ มันก็จะเป็นแนวนั้น  ตอนนี้ไททาเนียมก็มีคนทำได้จำนวนหนึ่ง แต่ที่เราทำนี้ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี อย่างที่ญี่ปุ่นที่เราทำให้เขาก็ยังสนใจนะว่าทำไมเราถึงทำได้ดีขนาดนี้”

 

สำหรับเทคโนโลยีต่างๆที่คิดค้นขึ้น ดร.อัญชลี มโนนุกุล ยืนยันว่าคนไทยมีสิทธิได้ใช้แต่ต้องขึ้นอยู่กับคู่สัญญาว่าตกลงกันไว้อย่างไร ส่วนหนึ่งงานวิจัยต่างๆที่เกิดขึ้นต่างคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและคุณภาพชีวิตของคนไทยเป็นหลัก

 

 

 

ตัวอย่างชิ้นงานที่ได้จากการผลิต 

 

“คือมันอยู่ที่สัญญา อย่างโครงการผลิตไททาเนียมด้วยวิธี MIM  เป็นสัญญาระหว่าง สวทช. เอ็มเทค กับ บริษัทเอกชน แต่ละสัญญาไม่เหมือนกันแต่อย่างกับบริษัทไททาเนียมกลุ่มนี้นี้มีการคุยกันแล้วตอนเซ็นสัญญาว่า เทคโนโลยีจะเป็นประโยชน์กับบริษัทในประเทศไทยด้วย

 

มีความพยามของสำนักงานของผู้วิจัยเองและสำนักงานที่เอ็มเทคนี้อยากจะให้ถ่ายทอดให้บริษัทอื่นในประเทศไทยได้ด้วย ในที่สุดก็ตกลงกันว่า เราจะเก็บความลับให้เขา 5 ปีโดยที่ไม่ถ่ายทอดให้ใครเลย เขามีเวลาเดินก่อน 5 ปี ในที่สุดเราควรจะถ่ายทอดให้ใครได้ด้วยเพราะจะทำให้มีโรงงาน MIM มากกว่า 1 โรงงานในไทย  อย่างบริษัทใหญ่ๆเวลาสั่งของก็อยากสั่งที่เดียว บางทีบริษัทเดียวไม่สามารถรับออเดอร์ได้ทั้งหมดมันก็ต้องมารวมกันอยู่ดี

 

บริษัทนี้เขาก็โอเค ถ้ามองกันจริงบริษัทไทยตอนนี้ยังไม่มีโรงงานเลยนะ คือถ้าหากบริษัทไทยตั้งโรงงานขึ้นมาก็ไปผลิตสแตนเลสก่อนแล้วค่อยมาเริ่มไททาเนียมคือมันต้องใช้เวลาอีกนานเขาเองก็ได้ใช้ประโยชนืจากงานวิจัยนี้อีกนาน แต่ถ้าถามว่าเรามีสิทธิในการถ่ายทอดไม่ ก็มีแต่ต้องหลังหมดสัญญา

 

 

 คู่สัญญาพวกนี้ที่สวทช.ก็จะมีฝ่ายนิติกรดูแลอยู่  เป้าหมายของสวทช ตั้งขึ้นมาเพื่อทำประโยชน์ให้อุตสาหกรรมและประชาชนไทยจริง เพราะฉะนั้นหลายๆอย่าง ที่เราทำนี้เราก็ต้องมองพื้นฐานของประชาชน เป็นหลัก

แรกๆที่ตั้งนี้สวทช ใช้งบประมาณของรัฐบาลไทยเท่านั้นซึ่งก็มีคนมองว่าเป็นหน่วยงานที่ใช้งบประมาณค่อนข้างเยอะ คือเป็นกรมที่ใหญ่ในกระทรวงวิทย์ฯและเป็นหน่วยงานที่ค่อนข้างจะใช้งบประมาณของกระทรวงวิทย์เยอะมาก 

นโยบายของสวทช.ก็ต้องการให้เรามีรายได้ของเราเอง  อย่างของเมืองนอกที่ศูนย์วิจัยแห่งชาติมีคนมาออกเงินให้ช่วยวิจัย แล้วรัฐบาลจะลงน้อยลงเรื่อยๆ ยกเว้น อย่างพวกที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญจริงๆอย่างพวกพลังงานทางเลือกรัฐบาลก็คงต้องลงแต่ถ้าเป็นอย่างอื่นก็จะมีหน่วยงานอื่นมาสนับสนุนมันก็ดี อย่างถ้ามีบริษัทมาลงก็แสดงว่าเขารอรับเทคโนโลยีไปใช้มันก็ดีด้วยกันทุกฝ่าย ก่อนจะเซ็นสัญญาก็มีการคุยกันก่อนบางสัญญาที่เราทำให้ก็จะมีว่าเราจะไม่ทำให้กับคู่แข่งของเขา เช่น สมมติว่าเขาทำนาฬิกาเราจะไม่ทำให้กับบริษัทนาฬิกาแต่ว่าถ้าเป็นบริษัทอื่นที่ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงของเขานี้ ก็ควรจะอนุญาตให้เราทำ”

 

 

 

ดร.อัญชลี มโนนุกุล ยอมรับว่าการได้รวมงานกับ  บริษัทชั้นนำของประเทศญี่ปุ่นเป็นเรื่องดีทั้งในส่วนขององค์ความรู้ที่เกิดขึ้นและเป็นแหล่งอ้างอิงที่ดีในการสร้างงานชิ้นต่อไป  ปัจจุบันมีบริษัทสัญชาติไทยก็ต้องการให้พัฒนาอุปกรณ์ปลูกฝังที่ใช้ในทางการแพทย์ หากสามารถดำเนินการจนเป็นสำเร็จดร.อัญชลี มโนนุกุลเชื่อว่าจะมีผลทั้งในแง่ของคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยที่ดีขึ้นและผลดีในเชิงพาณิชย์ซึ่งสามารถนำไปทำเป็นสินค้าส่งออกได้ด้วย

 

 

 

ชุดโลหะด้ามกระดูกสันหลัง 

 

“การทำพวกโปรเจคกับบริษัทเอกชนมักจะใช้เวลาสั้นๆแต่ต้องนำไปใช้งานได้จริง รอบแรกที่ทำให้เขานี้ก็มีปัญหาเยอะ เพราะความสนใจในรายละเอียดเขาน้อยกว่าเรา  มันจะมีปัญหาการปนเปือนตามมา พอเขาผลิตเสร็จก็เอากลับมาให้เราดู คุณสมบัติเชิงกล มันก็ไม่ได้

เราก็ต้องแก้ปัญหาให้เขา ทำแบบในที่เคยทำไม่งั้นมันจะผลิตจริงไม่ได้ คือปัญหาของเขาคือผลิตออกมาแล้วมันจะเปราะ โลหะมันต้องเหนียวแข็งแรง ถ้ามีออกซิเจนเยอะมากๆมันก็จะเปราะนำออกขายจริงไม่ได้

 

 

นั้นเป็นโครงการชุดแรกของเราถือเป็นรากฐานที่ดีเพราะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้เรา ในปัจจุบันนี้เราทำวัสดุปลูกฝังทางการแพทย์ซึ่งประเทศจะนำเข้าเยอะมาก หากมีการผลิตขึ้นก็จะเป็นการชื้อวัตถุดิบเข้ามาแล้วผลิตในไทย แล้วมาคลึงไสเจาะเจียร การผลิตแบบนี่จะมีเศษเหลือทิ้งเยอะมาก สำหรับเทคนิคที่เราใช้เป็นการผลิตใกล้รูปร่างจริงเพราะฉะนั้นจะมีเศษเหลือทิ้งน้อยกว่าเยอะมาก

ปัจจุบันเรารวมมือกับบริษัท PPMC จำกัด  บริษัทเขาจะเป็นลักษณะนำเข้าอุปกรณ์ปลูกฝังทางการแพทย์ แต่เป็นบริษัทไทยไม่มีทุนเยอะมากอย่างบริษัทญี่ปุ่นก็เลยไปขอทุนมาจากสถาบันไทย-เยอรมันด้วย สถาบันไทย-เยอรมันเป็นสถาบันหน่วยงานที่ได้รับเงินจากกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ ตอนนี้ก็ทำต้นแบบได้จำนวนหนึ่งแล้ว เรารับรองเรื่องคุณสมบัติเชิงกลที่ดี ตอนนี้บริษัทกำลังเขาไปทดสอบความบกพร่องทางด้านการแพทย์  การขึ้นรูปอย่างเดียวมันไม่พอ มันต้องมีคุณสมบัติทางด้านการแพทย์ด้วย

 

 

 

ดังนั้นโครงการนี้อาจจะต้องอาศัยเวลาอีกระยะ บริษัทนี้เขาก็อยากจะทำมาเพื่อขายในประเทศไทย เพื่อให้ต้นทุนมันต่ำลง คนไทยก็จะได้ชื้อถูกลง อย่างสวัสดิการของข้าราชการไทยก็จะมีระบุเลยว่าหากใช้อุปกรณ์พวกนี้ถ้าเป็นไททาเนียมคุณก็จะเบิกไม่ได้ เพราะราคามันสูง แต่ถ้าหากทำสำเร็จราคามันก็จะต่ำลง

องค์กรอย่างสวทช.นี้เราต้องการทำเพื่ออุตสาหกรรมไทยและเพื่อประชาชนไทย เราหวังว่าในที่สุดแล้ว คือถ้าทุกอย่างมันผ่านมันแล้วเขาผลิตออกมาได้มันจะทำให้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยได้ คือส่วนนี้เป็นส่วนเพื่อสังคม มันยกระดับการผลิตได้ด้วย หากเขาทำได้ดีจริงก็จะสามารถส่งออกได้ด้วย ”

 

 

ดร.อัญชลี มโนนุกุล 

 

นอกจากการเป็นนักวิจัยเต็มเวลาอยู่ที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติแล้ว ดร.อัญชลี มโนนุกุล ยังใช้เวลาว่างในการสอนหนังสือโดยรับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในเรื่องการออกแบบจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นสาขาที่ดร.อัญชลี มโนนุกุลเรียนจบมาโดยตรง แล้วยังเป็นอาจารย์พิเศษของปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์หลักสูตรนานาชาติ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยธรรมสาสตร์

 

ปัจจุบันดร.อัญชลี มโนนุกุล มีความสุขในฐานะนักวิจัยเต็มเวลา โดยที่มุ่งหวังจะพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับวงการอุตสาหกรรมโลหะไทยและนี้คืองานวิจัยชิ้นสำคัญที่เกิดขึ้นในวงการศึกษาของไทยที่เกิดจากความสามารถของนักวิจัยไทย ซึ่งมีศักยภาพมากพอในการสร้างและยกระดับอุตสาหกรรมโลหะไทยให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

 

 

วิชาการดอทคอมขอขอบพระคุณ ดร.อัญชลี มโนนุกุล ที่สละเวลาในการให้สัมภาษณ์

tags :

บทความอื่นๆ

​รู้จักเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2557 : อิซามุ อะคาซากิ

​รู้จักเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2557 : อิซามุ อะคาซากิ new post

อิ่วจาก้วยนะ ไม่ใช่ปาท่องโก๋

อิ่วจาก้วยนะ ไม่ใช่ปาท่องโก๋

ลักษณะเสียงร้องของทารก..สิ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้อย่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตลอดของการมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ลักษณะเสียงร้องของทารก..สิ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้อย่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตลอดของการมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

เติมทรายแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาภัยพิบัติที่วิกฤตที่สุดของประเทศไทย!!!

เติมทรายแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาภัยพิบัติที่วิกฤตที่สุดของประเทศไทย!!!

ห้องเรียนกลับด้าน ผังการเรียนรู้ผสานโซเชียลมีเดียและอินโฟกราฟฟิค ศาสตร์การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

ห้องเรียนกลับด้าน ผังการเรียนรู้ผสานโซเชียลมีเดียและอินโฟกราฟฟิค ศาสตร์การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21