<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/37584" type="text/javascript"></script> |
|
สังคม 2,000 วัตต์
ภาวะขาดแคลนน้ำมันกำลังเป็นปัญหาใหญ่สำหรับทุกประเทศ เนื่องจากเป็นพลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทุกประเภท ถึงเวลาแล้วที่ทุกประเทศต้องเร่งหาวิธีประหยัดพลังงาน เพื่อส่วนรวมและตัวของเราเอง
post ครั้งแรก: Fri 4 July 2008, 11:30 am ปรับปรุงล่าสุด: Fri 4 July 2008, 2:40 pm
|
ดร. อธิคม บางวิวัฒน
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
วิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในขณะนี้กำลังเป็นที่วิตกกังวลของหลายประเทศ ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น เกือบทุกประเทศกำลังพยายามหาทางลดการใช้พลังงานลงไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานในรูปแบบใด จะเป็นน้ำมันที่ใช้ในการขนส่ง อุตสาหกรรม หรือจะเป็นไฟฟ้าที่ใช้กันภายในบ้าน โรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานในสาขาใด เพื่อการผลิต การบริการ หรือส่วนตัวก็ตาม มีการรณรงค์ให้มีการประหยัดพลังงาน ลดการใช้ไฟฟ้า ลดการใช้รถยนต์ มีความพยายามที่จะปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงของรถยนต์เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนให้ได้ระยะทางไกลขึ้นด้วยปริมาณเชื้อเพลิงเท่าเดิม มีความพยายามที่จะใช้เชื้อเพลิงจากชีวมวล เช่น เอทานอล และไบโอดีเซล มาทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นต้น
เกือบทุกประเทศตระหนักดีว่าการลดการใช้พลังงานภายในประเทศ คงไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาสั้นๆ ต้องมีการปรับตัวของคนภายในประเทศซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร อาจจะไม่ใช่ปีสองปี คงต้องใช้เวลานานกว่านั้น ที่ยากไปกว่านั้นคือ ทุกประเทศต้องพยายามลดการใช้พลังงานลง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องรักษาระดับมาตรฐานการดำรงชีพของคนในประเทศ ประชาชนเคยมีความสุขสบายในการดำรงชีวิตอย่างไร ก็ยังคงมีความเป็นอยู่ไม่ด้อยไปจากเดิม
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศก็ยังคงต้องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเหมือนที่เคยเป็นในอดีตหลายประเทศเริ่มเล็งเห็นแล้วว่า ลำพังความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในประเทศเพียงแต่อย่างเดียวคงจะไม่พอ ต้องมีนวัตกรรมใหม่ๆมาช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้ให้ได้ มีการริเริ่มโครงการวิจัยเพื่อหาทางลดการใช้พลังงานภายในประเทศโดยไม่ทำให้มาตรฐานการครองชีพและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง ประเทศหนึ่งที่มีการริเริ่มโครงการเช่นนี้คือประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่มีการจัดตั้งโครงการวิจัยเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย สังคม 2,000 วัตต์ (2,000 watt-society)

ภาพจาก : www.novatlantis.ch
สถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธรัฐสวิสซ์ (Swiss Federal Institute of Technology) ที่เมืองซูริค ได้ตั้งเป้าหมายสำหรับโครงการวิจัยในการลดการใช้พลังงานให้เหลือเพียง 2,000 วัตต์ต่อคนต่อปี ในปี ค.ศ.2050 ตัวเลขนี้เป็นค่าความต้องการพลังงานเฉลี่ยของคนทั้งประเทศในหนึ่งปี ซึ่งถ้าคำนวณเป็นพลังงานจะได้เท่ากับ 2,000 x 8,760 วัตต์-ชั่วโมง (1ปีมี 8,760 ชั่วโมง) หรือ 17,520 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (หรือเทียบเท่า น้ำมันดิบ 1.5 กิโลกรัม) พลังงานจำนวนนี้แม้จะใช้หน่วยเป็นพลังงานไฟฟ้า แต่ไม่ได้จำกัดที่พลังงานไฟฟ้าที่ใช้เท่านั้น พลังงานที่หมายถึงนี้เป็นพลังงานเฉลี่ยซึ่งรวมพลังงานทุกประเภทที่ใช้ในทุกภาคการผลิตไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม ขนส่ง ครัวเรือน และอื่นๆ จะเห็นได้ว่าเป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างห่างไกลมาก (ดูจากกราฟแท่ง Western Europe) ในปัจจุบันประชากรในประเทศสวิสเซอร์แลนด์บริโภคพลังงานโดยเฉลี่ยประมาณ 5,500 วัตต์ต่อคนต่อปี โดยที่ 60% ของพลังงานที่บริโภคหรือราว 3,000 วัตต์เป็นพลังงานที่ได้มาจากฟอสซิล โดยปรกติเมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้น การใช้พลังงานก็จะเพิ่มขึ้นการประหยัดพลังงาน มักจะเป็นการทำให้อัตราการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่การใช้พลังงานยังคงเพิ่มขึ้นทุกปีดังนั้นการตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2,000 วัตต์ ต่อคนต่อปี จึงเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างมาก

ภาพจาก : Step towards a 2000 Watt-Society
จากงานวิจัยเบื้องต้นของสถาบันดังกล่าวได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ถ้าประเทศสวิสเซอร์แลนด์จะลดการใช้พลังงานเพื่อให้เป็นสังคม 2,000 วัตต์ให้ได้ จะต้องลดการใช้พลังงานขั้นต้น 1,132 พีต้าจูลล์ (1 พีต้าจูลล์ เท่ากับ 1015 จูลล์ หรือเทียบเท่าน้ำมันดิบ 23,885 ตัน) ในปี ค.ศ. 2000 ลงอีกเป็นจำนวนประมาณ 460 พีต้าจูลล์ ในปี ค.ศ.2050 โดยเริ่มจากการปรับปรุงการแปรรูปพลังงานเพื่อลดการสูญเสียลง 90 พีต้าจูลล์ จากนั้นต้องลดการใช้พลังงานในทุกภาคส่วนลง 365 พีต้าจูลล์ ภาคขนส่งจะสามารถลดลงได้มากที่สุดเป็นจำนวน 160 พีต้าจูลล์ รองลงมาเป็นภาคอุตสาหกรรม ครัวเรือน และธุรกิจเป็นจำนวน 85, 70 และ 50 พีต้าจูลล์ตามลำดับ การแปรรูปจากพลังงานขั้นต้นเป็นพลังงานที่ใช้ประโยชน์ได้ในรูปของ พลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานความร้อน ได้มีการแนะนำระบบผลิตไฟฟ้าความร้อนร่วม (Co-generation) เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูป และลดการสูญเสีย อีกทั้งการใช้ประโยชน์ของพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานชีวมวล การลดความสูญเสียในภาคขนส่งจะทำได้โดยการปรับปรุงวัสดุที่ใช้ในรถยนต์ให้มีน้ำหนักเบา ลดความต้านทานลม พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ใช้ในเครื่องบินให้มีประสิทธิภาพการใช้น้ำมันให้สูงขึ้น นำรถไฟความเร็วสูงมาใช้แทนการเดินทางโดยเครื่องบินในระยะทางไม่ไกลมากนัก เพื่อลดการใช้น้ำมันของเครื่องบิน ในภาคครัวเรือน การลดความสูญเสียความร้อนตามประตู หน้าต่างและการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบทำความร้อนเป็นแนวทางหลักที่จะช่วยลดการใช้พลังงานได้มาก ทั้งนี้เพราะประเทศสวิสเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี จึงแตกต่างจากประเทศในเขตร้อนอย่างประเทศไทย
หันกลับมาดูประเทศของเราบ้าง จากรายงานพลังงานของประเทศไทย 2549 ซึ่งจัดทำโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน พลังงานขั้นต้นซึ่งรวมทั้งที่ผลิตได้ในประเทศ นำเข้าจากต่างประเทศและส่วนต่างจากการเก็บสต๊อค เป็น 116,078 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) สามารถแปลงเป็นพีต้าจูลล์ได้ประมาณ 4,900 พีต้าจูลล์ (1 toe เท่ากับ 42.24 x 10-6 พีต้าจูลล์) ซึ่งเมื่อเทียบกับพลังงานขั้นต้นของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ 1,132 พีต้าจูลล์ ประเทศไทยใช้มากกว่าถึง 4 เท่า แต่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์มีประชากรเพียง 7 ล้านคน เทียบกับ 63 ล้านคนของประเทศไทยแล้ว แค่ 1 ใน 9 เท่านั้น เมื่อแปลงเป็นล้านเมกะวัตต์ชั่วโมง จะได้ 1,362 ล้านเมกะวัตต์ชั่วโมง (คูณด้วย 1 พีต้าจูลล์ เท่ากับ 0.278 ล้านเมกะวัตต์ชั่วโมง) เมื่อหารด้วย 8,760 ชั่วโมง และ 63 ล้านคน จะได้เท่ากับ 2,468 x 10-6 เมกะวัตต์/คน/ปี หรือ 2,468 วัตต์/คน/ปี
ดูเหมือนประเทศไทยในปัจจุบันก็อยู่ไม่ห่างไกลจาก สังคม 2,000 วัตต์ มากนัก แต่ในปี ค.ศ.2050 หรืออีก 42 ปี ข้างหน้า ซึ่งต้องมีการพัฒนาประเทศต่อไปเรื่อยๆ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องมีการขยายอย่างต่อเนื่อง รายได้ประชาชาติจะเพิ่มขึ้น ประชาชนมีรายได้มากขึ้น กินดีอยู่ดีมากขึ้น และที่แน่นอนจะมีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น จึงควรที่จะต้องเริ่มคิดว่า ทำอย่างไรประเทศไทยจะสามารถลดการใช้พลังงานหรืออย่างน้อยก็รักษาอัตราการใช้พลังงานให้อยู่ระดับนี้ต่อไป โดยไม่ทำให้การพัฒนาประเทศต้องสะดุดลง และไม่ทำให้มาตรฐานการดำรงชีวิตต้องถดถอยลงไป
หมายเหตุ
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ได้รับการสนับสนุนจากสำนักพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน บทความนี้ เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง