vcharkarn
Username : Password : จำไว้ตลอด | ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
facebooktwitter
วิทยาศาสตร์ที่ถูกบิดเบือน : กรณี "ไอน์สไตน์พบ พระพระพุทธเจ้าเห็น"
ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ (47,998 views) first post: Fri 11 July 2008 last update: Sat 12 July 2008
การค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ มีการพัฒนามาเรื่อยๆตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาหลายร้อยปี แต่คุณรู้หรือไม่? ว่าสิ่งเหล่านั้น ไม่เคยถูกบิดเบือนมาแลย จริงหรือ?

หน้าที่ 1 - ตัวอย่างความผิดพลาด

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมานี้ ผมมีโอกาสได้สนทนาทางโทรศัพท์กับ คุณเมตตา อุทกะพันธุ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)โดยมีประเด็นสำคัญได้แก่ การแจ้งให้ทางบริษัทฯ ทราบว่า หนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ซึ่งเขียนโดย ทันตแพทย์สม สุจีรา มีเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ที่ผิดพลาด & คลาดเคลื่อน อย่างมาก (หากพูดแรงๆ ก็คือ แม้การบิดเบือนข้อมูลต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ แต่ได้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้างไปแล้ว และเนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทักท้วงและทำให้ผู้ที่สนใจทั่วไปตระหนักในประเด็นนี้) ทั้งนี้คุณเมตตาได้กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้ทักท้วง เพราะในราว 1 ปีที่หนังสือเล่มนี้ออกมา ไม่มีใครแจ้งมาว่าหนังสือมีข้อผิดพลาด 


ผมจึงเรียนคุณเมตตาไปว่า ในช่วงที่หนังสือเล่มนี้พิมพ์ซ้ำได้สัก 3-4 ครั้งนั้น ผมได้รับการติดต่อจากบรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้ ทั้งทางโทรศัพท์และทางจดหมาย เพื่อให้ทำการแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาอังกฤษ แต่ในตอนนั้น ผมได้แจ้งบรรณาธิการไปว่า หนังสือมีข้อเท็จจริงในทางวิทยาศาสตร์ผิดพลาดมาก หากจะมีการแปล จำเป็นต้องแก้ไขความผิดพลาดเสียก่อน มิฉะนั้น ทั้งผู้เขียน & สำนักพิมพ์ จะสูญเสียความน่าเชื่อถือในระดับสากล ต่อมา ผมได้มีโอกาสสนทนากับผู้เขียน (คือ ทพ.สม) ทางโทรศัพท์ และได้บอกไปว่า มีประเด็นที่ต้องแก้ไขหลายประเด็น และอยากใช้การพบกันเพื่อพูดคุยชี้แจง
แต่ ทพ. สม บอกว่าให้ผมแจ้งไปว่าประเด็นใดบ้าง เขาจะได้ไปเตรียมตัวมาก่อน...


ราว 1 ปีผ่านไป ประเด็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง ผมจึงขอนำตัวอย่างความผิดพลาด (บางส่วน) ในหนังสือเล่มนี้มาบันทึกไว้เป็นหล้กฐาน
เพื่อใช้ในการเรียนรู้ & อ้างอิงได้ต่อไป





1) ตัวอย่างความผิดพลาดที่ตรงไปตรงมา
(ซึ่งแก้ไขได้ไม่ยากนัก)


ในกรณีที่เป็นข้อเท็จจริงในเชิงประวัติศาสตร์ (เช่น ใครค้นพบอะไร) หรือแนวคิดพื้นฐานที่มีนิยามชัดเจน ก็มักจะสามารถพบเห็นความคลาดเคลื่อนได้ง่าย ทำให้ชี้แจงและแก้ไขได้ไม่ลำบากนัก เช่น


1-A) “มักซ์ พลังค์ (Max Planck) เป็นผู้ค้นพบทฤษฎีควอนตัมและเทอร์โมไดนามิก” (หน้า 16):


ข้อชี้แจง :


ที่ถูกต้องคือ มักซ์ พลังค์ เป็นผู้ค้นพบปรากฏการณ์ที่นำไปสู่การพัฒนาทฤษฎีควอนตัมยุคเก่า (the old quantum theory)


สำหรับเทอร์โมไดนามิกส์ (thermodynamics) หรือวิชาอุณหพลศาสตร์ นั้นมีพัฒนาการมายาวตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 1650 แล้ว โดยต่อมามีทั้งนักทฤษฎีและนักทดลองจำนวนมากช่วยกันเติมเต็มความรู้ในแง่มุมต่างๆ ส่วนชื่อ thermodynamics เสนอโดย เจมส์ จูล (James Joule) ในปี ค.ศ. 1858


 
มักซ์ พลังค์



 




 


1-B) “...ไอน์สไตน์ได้เรียกควอนตัมของแสงว่าโฟตอน..” (หน้า 22) :


ข้อชี้แจง :


ผู้ที่เสนอคำว่า โฟตอน (photon) ได้แก่ นักเคมีเชิงฟิสิกส์ (physical chemist) ชื่อ กิลเบิร์ต เอ็น ลิวอิส (Gilbert N. Lewis) โดยเสนอในปี ค.ศ. 1926


ส่วนไอน์สไตน์นั้นใช้คำว่า  das Lichtquant ในภาษาเยอรมัน ซึ่งแปลว่า ควอนตัมของแสง (light quantum)



กิลเบิร์ต เอ็น ลิวอิส


 



 




1-C) “...เมื่อมีการค้นพบ Chaos Theory (ทฤษฎีแห่งความยุ่งเหยิง) จากทฤษฎีนี้ทำให้เกิดปัญญาว่า โมเลกุลของน้ำมีสภาพของความสับสนอลหม่านยุ่งเหยิงเสียดสีกันอยู่ภายในตลอดเวลา” (หน้า 128):
 
ข้อชี้แจง :


ทฤษฎีที่พูดถึงโมเลกุลของน้ำซึ่งสั่นไหวและเคลื่อนที่เสียดสีกันอยู่ตลอดเวลานั้น ได้แก่ กลศาสตร์เชิงสถิติ (statistical mechanics) โดยต่อยอดมาจากทฤษฎีจลน์ของแก๊ส (kinetics theory of gases)


ส่วนทฤษฎีเคออสนั้นแม้ชื่อจะแปลว่า โกลาหล หรือยุ่งเหยิงสับสน (chaos) แต่ไม่ได้มีความหมายในทางวิทยาศาสตร์อย่างที่กล่าวอ้างถึง


 


 




1-D)  “ทางเดียวที่จะพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพด้วยตัวเองได้คือการพิสูจน์ทางจิต…เมื่อจิตละเอียดถึงจุดจะพบกับความมหัศจรรย์ของเวลาตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์” (หน้า 174) :


ข้อชี้แจง :


การตรวจสอบผลทำนายจากทฤษฎีสัมพัทธภาพในเรื่องเวลานั้น มีการทดลองทางกายภาพหลายการทดลองและได้ทำมานานแล้ว เช่น การตรวจวัดอายุขัยของอนุภาคต่างๆ และการใช้ผลการคำนวณเวลาในระบบบอกพิกัดตำแหน่งบนพื้นโลก (GPS, Global Positioning System) เป็นต้น ข้อความดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง


สำหรับข้อกล่าวอ้างที่ว่า เรื่องเกี่ยวกับเวลาในทฤษฎีสัมพัทธภาพสามารถพิสูจน์ได้ด้วยจิตได้นั้น คงต้องตรวจสอบก่อนว่า นิยามของคำว่า “เวลา” ที่ผู้ที่กล่าวอ้างมีประสบการณ์ตรงทางจิตนั้นตรงกับนิยามของ “เวลา” ที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพกล่าวถึงหรือไม่



ภาพจากหนังสือ An Illustrated A Brief History of Time โดย Stephen Hawking


เพราะแม้แต่ในทางวิทยาศาสตร์เอง เวลาก็มีได้หลายแบบแล้วแต่ว่าจะอิงกับทิศทางของอะไร เช่น อิงกับทิศทางของปรากฏการณ์ตามกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์ (thermodynamic arrow) อิงกับทิศทางการขยายตัวของเอกภพ (cosmological arrow) หรือ อิงกับความรู้สึกหรือการรับรู้ในทางจิตวิทยาว่าเวลาผ่านไปอย่างไร  (psychological arrow) เป็นต้น


 


 




2) ตัวอย่างความผิดพลาดที่มีประเด็นซับซ้อน (ซึ่งต้องใช้ความพยายามในการแก้ไขมาก)
          
แนวคิด สมมติฐาน ทฤษฎี หรือผลการสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์หลายอย่างมีความซับซ้อน และจำเป็นต้องเข้าใจพื้นฐานที่เกี่ยวข้องมาก่อนเป็นอย่างดี หากผู้ที่นำไปกล่าวถึงไม่เข้าใจเงื่อนไขการใช้งานโดยแจ่มแจ้ง ก็ย่อมจะสุ่มเสี่ยงต่อการผิดพลาดได้โดยง่าย


การแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวต้องใช้ความพยามยามและเวลาอย่างมากทั้งในส่วนของผู้ที่อธิบายและผู้ที่ต้องทำความเข้าใจ


ในตัวอย่างต่อไปนี้จะให้คำอธิบายไว้เพียงเบื้องต้น เพราะประเด็นทางวิชาการที่เกี่ยวข้องมีความซับซ้อนเกินกว่าจะนำมาขยายความได้ทั้งหมดไว้ในบทความนี้ ทั้งนี้ ผู้เขียนจะหาโอกาสขยายความในโอกาสต่อไป หากมีผู้สนใจ



 



 




2-A) “ทุกๆ สิ่งในจักรวาลหลังการระเบิดครั้งใหญ่ (บิ๊กแบง) จะมีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะที่ยุ่งเหยิงมากขึ้นเสมอ” (หน้า 73-74):


ข้อชี้แจงเบื้องต้น :


ข้อความนี้ถูกบิดเบือนมาจากกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์ที่ว่า


“เอนโทรปี (entropy) ของระบบโดดเดี่ยว (isolated system) มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นหรือคงที่”


โดยระบบโดดเดี่ยวในทางเทอร์โมไดนามิกส์หมายถึง ระบบที่ไม่แลกเปลี่ยนทั้งมวลสารและพลังงานกับสิ่งแวดล้อม


ในทางเทอร์โมไดนามิกส์ ระบบเปิด (open system) ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนมวลสารและพลังงานกับสิ่งแวดล้อมได้สามารถมีความเป็นระเบียบเพิ่มสูงขึ้นได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ
     


 



 




2-B) “พระพุทธองค์ตรัสว่า “อัตตา (ตัวตน) ของคนเรานั้นไม่เคยมีอยู่จริง สรรพสิ่งในโลกเป็นเพียงสิ่งสัมพัทธ์ (อิทัปปัจยตา)” ไอน์สไตน์ยืนยันซ้ำพร้อมสูตรทางวิทยาศาสตร์ว่า “ยิ่งเรียนรู้ความลับของธรรมชาติ ยิ่งทำให้มนุษย์เราต้องถ่อมตนและสันโดษ สรรพสิ่งสัมพัทธ์กันไปหมด”....” (หน้า 162) :


ข้อชี้แจงเบื้องต้น :


ประเด็นนี้น่าสนใจทีเดียว เพราะชื่อทฤษฎีสัมพัทธภาพ (theory of relativity) นั้นชวนให้เข้าใจผิดพลาดไปได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสัมพัทธ์ (คือแล้วแต่ว่าสังเกตเทียบกับใครหรืออะไร) แต่จริงๆ แล้วนั้น ในทฤษฎีนี้ มีแนวคิดหรือปริมาณที่ตรงกันข้ามกับสภาพสัมพัทธ์อยู่ด้วย นั่นคือ ความไม่แปรเปลี่ยน (invariance)


ที่น่าสนใจก็คือ สมมติฐาน 2 ข้อที่ใช้ในการพัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (special relativity) ก็คือ ความไม่แปรเปลี่ยนนี้  ผู้ที่สนใจโปรดดูแหล่งข้อมูลอ้างอิง [แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์]


 




ตัวอย่างความเข้าใจที่ผิดพลาดที่ยกมานี้
หากปรากฏในหนังสือ หรือแหล่งข้อมูลใดเป็นจำนวนมาก
ก็ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่า เหตุใดผู้ที่ให้ข้อมูลจึงแสดงข้อมูลและทัศนะที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม้แต่ข้อมูลบางอย่างที่ตรวจสอบได้ไม่ยาก


สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ เช่น


หนังสือหรือเอกสารที่ใช้อ้างอิงส่วนใหญ่ไม่ใช่หนังสือแนววิชาการที่เน้นความแม่นยำ แต่เป็นหนังสือแนววิทยาศาสตร์อ่านสนุกสำหรับทั่วไป (popular science) ซึ่งทำให้เรื่องราวต่างๆ ง่าย (simplified) แต่หากง่ายจนเกินไป (over-simplified) ก็ย่อมทำให้ผู้อ่านที่ขาดพื้นฐานที่ดีเพียงพอเข้าใจไขว้เขวไปได้โดยง่าย


แม้หนังสือหรือเอกสารที่ใช้ในการอ้างอิงจะมีความถูกต้องในทางวิชาการ แต่หากผู้ใช้ขาดพื้นฐานที่ดีเพียงพอ (โดยเฉพาะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ซึ่งมีความจำเป็นพอสมควรสำหรับวิชาฟิสิกส์) ก็อาจจะทำให้ผู้ที่นำข้อมูลไปใช้มีแนวโน้มที่จะเลือกนำข้อความบางอย่างมาสนับสนุนความเชื่อของตน โดยละเลยบริบท (context) ในการใช้งานข้อความที่ยกมานั้น ลักษณะเช่นนี้ก็ย่อมทำให้เกิดความผิดพลาดได้เช่นกัน 
 




ที่มา   :  http://gotoknow.org/blog/science/192799
แหล่งข้อมูลอ้างอิง


[Chaos-1] James Gleick, Chaos : Making a New Science (ISBN  0-14009-250-1)
[Chaos-2] Ian Steward, Does God Play Dice? The Mathematics of Chaos (ISBN 0-631-16847-8)
[เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว] บัญชา ธนบุญสมบัติ, , Know How & Know Why : กฎพิสดาร ปรากฏการณ์พิศวง, สนพ. สารคดี, หน้า 128-137 เรื่อง “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” หมายความว่าอย่างไร
[แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์ ] บัญชา ธนบุญสมบัติ, แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์, บ. ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)
 



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง



จำนวน 41 ความเห็น, หน้า | 1 | 2 | 3 |
ความเห็น 22 13 ก.ค. 2551 (15:00)

รู้สึกดีจังครับ ที่มีการโต้แย้งข้อมูลต่างๆมากมาย บางอย่างอาจผิดบ้างถูกบ้าง ก็มีหลายทัศนคติให้ความคิดเห็นกัน ในเรื่องของวิทยาศาสตร์นั้น เราเน้นข้อเท็จจริงสิ่งที่พิสูจน์ได้ เช่นเดียวกันกับพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็สอนให้เราอย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ต้องพิสูจน์เหมือนกัน ถ้าว่ากันจริงๆแล้วโดยแก่นสาร 2 สิ่งนี้ นำเราเข้าสู่จุดหมายเดียวกัน แต่ตอนนี้บางทีเราอาจรู้สึกว่าต่างกันมาก ซึ่งก็เป็นเพราะว่า วิทยาศาสตร์นั้นยังเป็นศาสตร์ที่ไม่หยุดนิ่ง ต้องค้นหาอีกมาก ต้องมีการพบและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่พุทธศาสตร์นั้น นิ่งแล้ว ก็คือ หลักทางพุทธความเป็นจริงต่างๆ พุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วเสียสิ้น และสิ่งต่างๆเหล่านั้น ก็ถูกถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น บางที่ ณ ตอนนี้ผมว่า เราอย่าเอารายละเอียดย่อยๆเล็กๆน้อยมาโต้แย้งกัน เป็นเรื่องใหญ่เลย เราหันมาเข้าใจแก่นสารของทั้ง 2 สิ่งนี้เสียดีกว่าครับ อะไรที่เป็นข้อเท็จจริงที่ผิดก็แก้ไข อะไรที่เป็นเรื่องที่ไกลไปพิสูจน์ไม่ได้ เรามีสิทธิ์จะเสนอความเห็นได้แต่ก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อเสียทีเดียวว่า ถูก ถ้าเป็นเช่นนี้ได้ ผมว่าเราจะได้สบายใจกันทั้งสองฝ่ายเลย การโต้แย้งขอให้ทุกท่านเป็นโดยเหตุผลนะครับ อย่าใช้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวจะดีที่สุด ทั้ง 2 สิ่งนี้ อาศัยหลักของเหตุและผลในการอธิบาย ลองพิจารณาดูละกันนะครับ เพราะอารมณ์บางอย่างก็แสดงออกทางตัวหนังสือ ซึ่งในฐานะผู้อ่านคนหนึ่งที่เป็นนักวิทยาศาสตร์และก็นับถือพุทธศาสนาด้วยก็ไม่อยากเห็นในลักษณะนี้เท่าไรครับ ขอบคุณครับ


Mc เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน5 ครั้ง - ดาว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 23 13 ก.ค. 2551 (19:22)

สวัสดีครับ คุณ ts00982538 & คุณ Mc

         ดีจังครับที่มีคนที่สามารถฟังการถกเถียงกันอย่างใจกว้าง และที่สำคัญคือมีทัศนคติที่ดี เปิดใจเรียนรู้ โดยใช้เหตุและผลที่มีพื้นฐานทางวิชาการรองรับอย่างถูกต้อง 

         ในทางวิทยาศาสตร์นี่ ศัพท์เทคนิค (technical terms) หรือศัพท์วิชาการแต่ละคำจะมีความหมายเฉพาะ ตามที่เรื่องๆ นั้นนิยามไว้ครับ ขอเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนนิดหนึ่งนะครับ

         อย่างคำว่า นิวเคลียส (nucleus) ก็มีความหมายเฉพาะ แม้วิทยาศาสตร์ต่างสาขาอาจจะนิยามไว้เหมือนกัน หรือต่างกันก็ได้
             - ฟิสิกส์หรือเคมี หมายถึง แก่นของอะตอม
             - วัสดุศาสตร์ (materials science) หมายถึง กลุ่มของอะตอมที่มารวมตัวกันและเริ่มก่อนตัวเป็นเฟสใหม่ เช่น ในการเปลี่ยนแปลงจากของเหลวไปเป็นของแข็งนั้น อะตอมของของเหลวบางส่วนจะเกาะกลุ่มกันเกิดเป็นนิวเคลียสก่อน (เรียกว่า nucleation) จากนั้น นิวเคลียสนี้ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น หากเงื่อนไขเหมาะสม
             - สาขาอื่นๆ ก็มีนะครับ ผมเว้นที่ไว้ให้คนที่รู้มาเติมให้ก็แล้วกัน ^__^
       
          คำว่า งาน (work) นี่ก็มีความหมายเฉพาะในทางฟิสิกส์อย่างที่เราเรียนมานะครับ คือ เป็นผลคูณของแรงกับระยะทางตามแนวแรง
          ถ้าแบกของ (โดยออกแรงในแนวดิ่ง) แล้วเดินไปข้างหน้า โดยที่ระดับความสูงของของสิ่งนั้นคงเดิม ในทางฟิสิกส์ จะบอกว่า งาน = 0 ใช่ไหมครับ (เพราะว่าทิศทางของแรง ตั้งฉากกับ ทิศทางการเคลื่อนที่) 
          แต่คนทั่วไปย่อมจะเถียงว่า ไม่เรียกว่าทำงานได้ยังไง ก็แบกของเดินไปเห็นๆ 

          นี่แหละครับเป็นประเด็นสำคัญทีเดียวในการทำความเข้าใจ เพราะคำต่างๆ ไม่ว่า "ความไม่แน่นอน" "สัมบูรณ์" "สัมพัทธภาพ" "ความไม่แปรเปลี่ยน" ฯลฯ และศัพท์เฉพาะอีกมากมายนั้น เราต้องเข้าใจบริบท (context) และที่มา-ที่ไป ก่อนจึงจะนำมาถกเถียงกันได้ ไม่งั้นคุยกันคนละเรื่องไปเลย

          ในทางพุทธศาสนานี่ คำหลายคำที่คนไทยเราใช้กัน ก็อาจมีความหมายเฉพาะเช่นกัน อย่างคำว่า "สัญญา" เป็นต้นครับ (ใครสนใจ อยากให้ลองไปค้นคว้าดูเองว่าความหมายในทางพุทธแตกต่างจากความหมายแบบที่เข้าใจกันโดยทั่วไปอย่างไร)

          หากเข้าใจแนวคิดพื้นฐานซึ่งทำความเข้าใจผ่านคำศัพท์เฉพาะตรงกันแล้ว จึงจะคุยกันอย่างราบรื่นครับ

ไว้คุยกันใหม่ครับ


พี่ชิว เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 156 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 24 13 ก.ค. 2551 (19:28)

สวัสดีครับ อาจารย์จ้อ

       ขอบคุณมากเลยครับ และที่กล่าวว่า ทั้งจ้อและพี่ไม่ได้กล่าวอ้างว่าวิทยาศาสตร์เหนือกว่าศาสตร์หรือศาสนาใดๆ เลย 
 
       เพียงแต่อยากให้เข้าใจและแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดไป (แต่มีจำนวนมาก และสำคัญ) เท่านั้น

       หากทำได้ ก็จะทำให้ความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยรวมดีขึ้นด้วย
       แต่ถ้าไม่แก้ไข ก็จะทำให้ความน่าเชื่อถือโดยรวมด้อยลง สำหรับผู้อ่านที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ดีครับ


พี่ชิว เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 156 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 25 14 ก.ค. 2551 (22:46)

เคยเห็นหนังสือนี้ หลายทีละ ไม่คิดจะอ่าน ดูมันเป็นการจับแพะชนแกะ ยังไงก็ไม่รู้
คือพยายามจะทำให้มันเกี่ยวข้องกัน ให้ได้ โดยไม่มีการตีความหมายที่ลึกซึ้งให้ท่องแท้ ทั้งฟิสิกส์ และ ศาสนา
ที่จริงแล้วไอสไตน์ก็เคยบอกว่า

 All religions arts and science are branches of the same tree.


ผมว่า ที่จริงควรจะทำการบ้านมาดีๆ หน่อยนะ


ballsaii เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 26 15 ก.ค. 2551 (11:12)

สวัสดีครับ น้อง ts00982538 

       พี่ฝาก e-mail ไว้ให้ : buncht@mtec.or.th 

       ถ้าต้องการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอะไรก็ใช้ e-mail ได้เลย หรือจะเข้าไปที่บล็อกของพี่ก็ได้ที่

       http://gotoknow.org/blog/science  

       ใน GotoKnow นี้ คุยกันอย่างสร้างสรรค์มากครับ ถกเถียงก้นด้วยความรู้และเมตตาธรรม ^__^


พี่ชิว เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 156 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 27 15 ก.ค. 2551 (11:22)

สวัสดีครับ คุณ ballsaii

     ใช่แล้วครับ หากใครสักคน "ปักใจ" เชื่ออะไรบางอย่างไปแล้ว ก็ย่อมจะมีแนวโน้มที่จะ "เลือก" นำข้อมูลอื่นๆ เฉพาะที่สนับสนุนความเชื่อของตนมานำเสนอ เรียกว่า confirmation bias ครับ
 
     ผมยังมองประเด็นที่ว่านี้ในแง่ดีนะครับ คือ หากเราตระหนักว่า มีผู้รู้บอกว่ามีข้อผิดพลาดมาก ก็ควรรับฟัง จะทำให้อ่านอย่างระมัดระวัง โดยอาจนำประเด็นต่างๆ ไปค้นคว้า ถกเถียง ฯลฯ เพื่อค้นหาความจริง

     หากทำได้เช่นนี้ กลับกลายเป็นว่า หนังสือเล่มนี้จะสร้างประโยชน์ได้ คือ ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบ อย่างที่พระพุทธองค์ตรัสเรื้อง กาลามสูตร นั่นแหละครับ (อย่าเชื่อตามตำรา อย่าเชื่อเพียงเพราะเข้ากับความคิดเห็นของตน ฯลฯ)

    ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยียนครับ


พี่ชิว เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 156 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 28 17 ก.ค. 2551 (20:44)

เล่มนี้ซื้อมานานเเล้วยังไม่ได้เปิดอ่านเลย

สงสัยต้องร่วมค้นด้วยคนล่ะ


บัวอื่น เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน953 ครั้ง - ดาว 393 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 29 17 ก.ค. 2551 (21:02)

สวัสดีครับ น้องบัวอื่น

       อ่านแล้วมีความเห็นยังไง ก็แวะมาบอกกันบ้างนะครับ


พี่ชิว เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 156 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 30 17 ก.ค. 2551 (23:54)

สวัสดี เพื่อนนักคิด

มีความเห็นที่จะแสดงอีกนิดหน่อย แต่น่าจะสำคัญมาก เพราะอาจะแก้ไขความคิดที่เห็นแย้งได้บ้างตามควรแก่เหตุ

วิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนา น่าจะเป็นศาสดร์เดียวกัน ดังที่ ballsaii อ้างไว้และ ที่ lastly แสดงความคิดเห็นไว้ว่า
พระพุทธเจ้ากับนักวิยาศาสตร์เหมือนกันตรงที่เป็นเพียงผู้ค้นพบไม่ใช่ผู้สร้าง แล้วก็ที่วิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับพระพุทธศาสนาไม่ใช่เพราะไม่เชื่อ แต่เพราะวิธีรับรู้ต่างกัน วิทย์จะเชื่อในประสาทสัมผัสทั้ง 5มากกว่าเพราะพิสูจน์ในห้องทดลองได้ แต่สภาวะจิตนั้นเป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์เข้าถึงวิธีการได้แล้วแต่ไม่สามารถไปถึงที่สุดของกระบวนการได้ ดูจะเป็นความเห็นที่ใกล้เคียง แต่ประณีประนอมมาก ที่ใช้ภาษาได้นุ่มนวล แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนอาจไม่เชื่อก็ได้นะ เพราะทุกสิ่งไม่ใช่สัจธรรม กฎย่อมมีข้อยกเว้น ทฤษฎียังต้องมีบทแย้งเลย

เห็นด้วยเป็นส่วนมากกับความคิดเห็นสีแดงที่คัดลอกมา ตรงที่ พระพุทธเจ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ขอเพิ่มว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกเลยก็ว่าได้ ทำไม่จึงกล่าวเช่นนั้น ไม่ใช่ยกยอจนเกินไป แต่กล่าวอย่างมีเหตุผล ดังนี้

โดยทั่วไปนะ นักวิทยาศาสตร์เขาจะศึกษาวัตถุเท่านั้น ถึงแม้บางครั้งวัตถุนั้นจะเล็กมากจนมองไม่เห็นก็ตาม แต่ก็ยังคงเป็นวัตถุเหมือนเดิม และดังที่กล่าวแล้วภายใต้ปัจจัยแห่งเวลา ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแห่งสรรพสิ่ง นักวิทยาศาสตร์จีงต้องมีข้อยกเว้นบาอย่าง สำหรับบางทฤษฎี นักวิทย์จึงยังไม่มีการประกาศสัจธรรมที่ค้นพบ ที่สำคัญเขาพิสูจน์ได้ด้วยมโนภาพของเขาที่คนอื่นอาจตามไม่ถึง จึงรับรู้ไม่ได้ เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนา

คราวนี้ลองหันมาที่นักวิทยาศาสตร์เอกบ้าง พระพุทธเจ้าก็ศึกษาด้วยการทดลองทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกัน แต่พระองค์ท่านไม่ทดลองกับวัตถุ พระองค์ทดลองกับชีวิตจริงๆ ของพระองค์เอง ไม่ทดลองกับชีวิตใครทั้งสิ้น ใครกล้าบำเพ็ญทุกรกิริยาถึง ๖ ปี อย่างพระพุทธองค์ได้บ้าง ไม่มีเลย และคงไม่มีใครแม้แต่คิดจะทำ แต่ท่านทรงทดลอง จนรู้ว่าไม่ใชทางหลุดพ้นจึงประกาศสัจธรรมว่า ห้ามเข้าใกล้วิธีการนี้ ไม่ใช่ทางหลุดพ้น ท่านก็มาทดลองค้นคว้าจิตของท่านดูบ้าง ด้วยทางสายกลาง ในทึ่สุดท่านก็พบสัจธรรมที่ประกาศเป็นศาสนาได้ และพิสูจน์ได้จริงทุกคน หากมีความเพียร กับความชอบ(สัมมา)ตามมรรคมีองค์๘ ตรงนี้ที่นักวิทยาศาสตร์ยังทำไม่ได้ และถ้าหาก นักวิทย์คนใดทำได้จริงตามที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ เขาจะเผาตำราของเขาทุกเล่มทิ้งเลย รับรองได้ เขาจะต้องทิ้งทุกข์ แล้วหันกลับมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ที่มีแต่ความเย็น แทน

คงเห็นแล้วนะว่า ม้นคนละทางกันโดยสิ้นเชิง ทางใครทางมัน แต่ก็มีสิ่งที่ไปด้วยกันได้บ้าง ไม่ใช่ทั้งหมด

อีกอย่างหนึ่ง ข้อติงที่ใช้คำว่า บิดเบื่อน ดูเป็นคำที่หนักเกินไปสำหรับบุคคลทั่วไปที่ยังมีโลกธรรม๘ อยู่ในหัวใจเต็มเปี่ยม

ความจริง ลองพิจารณาดูได้ไหม? อาจไม่ถูกใจก็ได้นะ ถ้ามีอุปาทานในคำว่าข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นชาวพุทธเขาจะไม่เชื่ออยู่แล้ว ถ้าเขาพิสูจน์ให้เห็นจริงด้วยตนเอง และไม่พิสูจน์ถ้าไม่เห็นทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน และหนังสือเล่มนี้ก็เพียงต้องการจะ
แสดงความลงรอยกันของสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสคร์เท่านั้น คงไม่ประสงค์ที่จะแสดงความรู้ทางวิทย์อย่างจริงจัง จะพอไปได้ไหม? มันถึงกับหน้ามือเป็นหลังมือไหม? แต่ถ้าเป็นนิ้วชี้กับนิ้วนางก็น่าจะเพียงแนะในสิ่งที่ต้องแก้ไขก็น่าจะสมควรแก่เหตุกระมัง

ปัจฉิมสวัสดี


j_sawat เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน42 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 31 20 ก.ค. 2551 (11:21)

ชอบหนังสือเล่มนี้มากค่ะ ซื้อมาก็แบ่งเพื่อนๆในโรงเรียนอ่านกันหลายคนเลยค่ะ
แล้วยังซื้อเดอะท๊อป ซีเคร็ด มาอ่านด้วย ก็สนุกดีค่ะ จริงๆแล้วมันก็เป็นแค่หนังสือนอกเวลานะค่ะ ความผิดพลาดมันก็มีกันได้จะว่าเล่มนี้เล่มเดียวก็ไม่ใช่ เล่มอื่นๆก็มีเหมือนกันค่ะแต่ก็เห็นใจคนละแบบนะค่ะ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติท่านเองก็อยากให้หนังสืออกมาดีแปลไปแล้วไม่อายต่างชาติเค้าแต่เท่าที่หนูอ่าน(สำหรับความรู้ระดับเด็กม.4นะค่ะ)ทพ.สม สุจิรา อยากให้ผู้ออ่านอ่านแล้วปฎิบัติวิปัสนากรรมฐานกันมากกว่าค่ะเพราะหนูอ่านแล้วก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆจุดประสงค์ต่างกันค่ะแต่ก็หวังดีด้วยกันทั้งคู่ไม่ใช่หรอค่ะ ขอบคุณพื้นที่ให้ความคิดเห็นค่ะแต่อยากฝากบอกผู้เขียนด้วยค่ะว่าหนังสือสนุกมากและจะติดตามเล่มต่อๆไปอีกนะค่ะเพราะคุณแม่ท่านก็เป็นผู้ปฎิบัติวิปัสนากรรมฐานเหมือนกันโดยปฏิบัติที่วัดอัมพวันเป็นประจำทำให้หนูสนใจเรื่องนี้ด้วย  ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่านสำหรับข้อมูลดี่ๆค่ะ


milk_jin-kame เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน4 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 32 21 ก.ค. 2551 (09:24)

ผมคิดว่า เราน่าจะมาดูกันที่เจตนาของหนังสือกันดีกว่านะครับ

จุดประสงค์หลัก คือ เพียงให้เราได้รู้ถึงหลักธรรม หลักของคุณงามความดี

ซึ่งเป็นจุดที่สูงสุดในชีวิตคนเรา

แม้ข้อมูลจะผิดพลาดไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นหนังสือที่มีประโยชน์ ให้ข้อคิดกับใครๆ

หลายๆคนได้ครับ


indysoft เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 33 21 ก.ค. 2551 (22:41)

ก่อนอื่น ผมขออนุญาติบอกชื่อก่อนนะครับ  ผมชื่อ ไอซครับ
ผมคิดว่าการที่ผู้ตั้งกระทู้นี้ตั้งขึ้นมาเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
เพราะข้อผิดพลาดต่างๆเราควร่ร่วมกันแก้ไข  และสมควรแก้ไขหากต้องการนำไปตีพิมพ์ยังต่างประเทศ  ด้วยความเคารพครับ ...   ท่านประธานครับ


ts00982538 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน6 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 34 22 ก.ค. 2551 (17:04)

เจนตนาที่ดีเป็นเรื่องดี ผมเห็นด้วยครับ แต่ก็มีหลายครั้งที่เจตนาดีกลับให้ผลร้ายได้ การให้ข้อมูลความรู้ที่ผิดพลาดสามารถทำให้คนอ่านงมงายได้นะครับ แทนที่จะให้ปัญญา กลับเพิ่มอวิชาเข้าไปอีก

คือถ้าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือนวนิยาย ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่เท่าที่เห็นคนอ่านหลาย ๆ คนไม่คิดว่าเป็นหนังสือนอกเวลาละมั้งครับ ดูจะเชื่อสนิทใจ จนมองข้ามข้อมูลที่ผิดพลาดไปซะหมด

เขียนสนุก กับเขียนให้ดี มันต่างกันนา


จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน1440 ครั้ง - ดาว 268 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 35 23 ก.ค. 2551 (11:20)

สวัสดีครับ

      ไม่ว่าความคิดเห็นของแต่ละท่านจะเป็นเช่นไร แต่ความเป็นจริงมาถึงขั้นนี้แล้วครับ (ณ ว้นพุธที่ 23 กรกฎาคม 2551)

      บ. อมรินทร์ ระงับการพิมพ์เพิ่มหนังสือ (บางเล่ม) ของ ทพ.สม เพราะมีข้อผิดพลาดมาก :

      http://www.vcharkarn.com/varticle/37918

      นี่คือข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงได้รับทราบแล้วครับ


พี่ชิว เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน16 ครั้ง - ดาว 156 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 36 25 ก.ค. 2551 (17:23)

ผมว่าอย่าเถียงอะไรกันนักหนาเลยครับ แค่ชี้แจงใหม่ให้มีการเข้าใจนำไปปรับปรุง แก้ไข พิมพ์ออกมาในเนื้อหาใหม่ที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถูกต้อง ประยุกต์ทั้งในทางโลกและทางธรรมก็ถือว่า ดีที่สุดแล้ว



ต่อไปถ้าจะมีการพิมพ์ที่อ้างทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เค้าจะได้มีการเตรียมตัวที่ดีกว่านี้เพื่อไม่ให้ผิดพลาดแบบคราวนี้ ทุกชีวิตมีความผิดพลาดกันได้ตั้งแต่เกิดจนตาย


D.E.T. เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน15 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 37 7 ส.ค. 2551 (08:28)
จากคำชี้แจงข้อ 1-A



อาจจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดได้ว่า Max Planck ไม่มีผลงานด้าน Thermodynamics ได้



แต่ผมจำได้ว่า สมัยเรียน ฟิสิกส์1 เรื่อง second law of thermodynamics มี สองข้อความ

ที่สมมูลกันในการอธิบายกฎนี้ หนึ่งในนั้นก็คือ Kelvin-Planck statement

ดังนั้น Planck น่าจะเป็นคนนึงที่มีผลงานสำคัญทาง Thermodynamics
สมชายเข็มขัด เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน5 ครั้ง - ดาว 53 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 38 7 ส.ค. 2551 (13:18)

หนังสือดีๆก็ควรมีคำวิจารณ์ สรรเสริญ ก็ทำให้มันได้ประโยชน์ยิ่งๆ


nawat_phom เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 39 8 ส.ค. 2551 (21:32)

thank you มากคัปYell
อ่านงงๆหน่อยนึงอะคับ{#emotions_dlg.s3}
ไม่ค่อยรู้เรื่องอะคับ
พวกลุงอ่านเข้าใจเหรอคับ{#emotions_dlg.d6}


ketar เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน7 ครั้ง - ดาว 49 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 42 3 มี.ค. 2554 (14:31)
ผมเห็นด้วยกับ คห.ที่30 ผมผู้มีปัญญาอันน้อยนิด ซึ่งผมไม่รู้เรื่องวิทยาศาสตร์เท่าไหร่นัก เท่าที่ผมได้อ่าน ผมคงไม่หวังเอาวิชาการเหมือนท่านอื่นๆ หรือ หลักฐานใดๆมากเท่ากับ การเข้าใจ ที่เราจะได้รับจากสิ่งที่ผู้เขียนได้สื่อออกมา
เพราะหนังสือก็คือตัวอักษรที่สื่อความรู้สึกในใจของผู้เขียนออกมา ใครจะได้อะไรหรือไม่ได้อะไรจากหนังสือก็แล้วแต่ว่าจะตรงกับสิ่งที่เขาคาดหวังหรือไม่ เพราะอย่างน้อยประโยชน์ของหนังสือทุกเล่ม ก็อยู่ที่ตรงนี้ อยู่ตรงที่ใจของเรานี้เอง

ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น เท่าที่ผมเข้าใจ คือมันคล้ายๆการเปรียบเทียบ
เป็นหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีไอสไตน์ที่ค้นพบ และเทียบกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เพื่อความเข้าใจผมขอยกตัวอย่างส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ให้อ่านกันพอสังเขปครับ
"สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสในขณะสนทนาธรรม ครอบคลุมทุกเรื่องของวิทยาศาสตร์กายภาพ ทั้งระดับใหญ่ที่สุดอย่างจักรวาล ระดับเซลล์ จนถึงระดับเล็กที่สุดขั้นปรมาณู การค้นพบทางฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เป็นการค้นพบในภายหลังการตรัสรู้นับพันปี
มีคำถามว่า แล้วทำไมพระพุทธองค์ไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มักไม่ตรัสถึงเรื่องเหล่านี้ขณะสนทนาธรรมเท่าที่ควร ทั้งๆที่ถือว่าเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่เหมือนกัน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ค้นพบเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของพระพุทธองค์ เกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพ การยืดหดของเวลา ยังโด่งดังสะท้านโลก นี่ถ้าพระพุทธองค์ทรงเน้นสอนในเรื่องทางรูปธรรม แทนที่จะเป็นนามธรรมซึ่งเข้าใจยาก ศาสนาพุทธคงจะขจรขจายไปทั่วโลก
เหตุที่พระพุทธองค์ทรงเก็บการค้นพบความจริงของโลกและจักรวาลไว้เพราะการค้นพบเหล่านั้นไม่ใช่หนทางของการหลุดพ้น แม้ว่าการค้นพบของพระองค์ในเรื่องแสงจะทำให้มีเครื่องเล่นดีวีดีก่อนหน้านี้สักพันปี ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะช่วยให้หลุดพ้นได้ และจะยิ่งแล้วใหญ่ถ้าการค้นพบเรื่องปรมาณูนำไปสู่การสร้างระเบิดทำลายล้าง ถ้าแม้พระพุทธองค์ต้องการมีอำนาจชื่อเสียงในทางโลก ก็คงไม่ละทิ้งตำแหน่งจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ๋เพื่อออกบวชแสวงหาความจริงแท้ของทุกข์ ดังที่แสดงแก่ภิกษุหลายร้อยรูป ณ ป่าสีสปาวันประดู่ลาย ใกล้กรุงโกสัมพีว่า "ความรู้ต่างๆที่ทรงรับรู้มาจากสัพพัญญุตญาณนั้นมากมายเหลือเกิน เหมือนใบไม้ทั้งป่า แต่ความรู้ที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นประดุจดังใบไม้ 2-3 ใบในกำมือ" ความจริงที่รู้มีมากมาย แต่เราไม่ได้สอน เพราะความจริงเหล่านั้นไม่เป็นไปเพื่อความเข้าใจอันถ่องแท้ ไม่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ ไม่เป็นไปเพื่อจุดหมายของนิพพาน"


สุดท้ายนี้ ต้องยอมรับว่า ไอน์สไตน์ได้ให้ความสุขสบาย แต่เพียงแค่กายเท่านั้น ที่เหนือชั้นขึ้นคือไปจิตใจต่างหากที่เราทั้งหลายควรจะเข้ามาศึกษาให้รู้เท่าทัน เพราะถ้ามนุษย์ยิงศึกษาไปไกลจากตัวเราเองมากเท่าไหร่ ความโง่ความมืดบอด ก็มีเท่านั้น
sinsar02 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 43 3 ส.ค. 2554 (16:18)
ผมไม่ได้อ่านหนังสือเล่มที่เอามาตั้งกระทู้นะคับ เพราะไม่ใช่คนชอบอ่านหนังสือ
แต่อยากแสดงความเห็นบางอย่างสำหรับคห.ที่ ๓๐ กับ ๔๒ ดังนี้คับ
ผิดพลาดประการใด กรุณาแนะนำด้วย

พระพุทธเจ้ากับนักวิยาศาสตร์เหมือนกันตรงที่เป็นเพียงผู้ค้นพบไม่ใช่ผู้สร้าง
- - ยอมรับว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่ผู้สร้าง แต่คุณไม่รู้เหรอว่าสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายที่คนทั้งโลก ทุกศาสนาต้องใช้กันอยู่ทุกวันนี้
นักวิทยาศาสตร์เป็นผู้สร้างหรือให้กำเนิดทั้งนั้นครับ เช่น สิ่งก่อสร้าง ยานพาหนะ รถไฟฟ้า เครื่องบิน เรือ เตรื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือสื่อสาร เตาแก๊ส ไมโครเวฟ ฯลฯ
หรือว่าที่บ้านคุณไม่มีของใช้อะไรเลย เอะแล้วอยู่ได้ไง? สงสัยบำเพ็ญทุกข์กิริยากันทั้งบ้านเลยมั้ง

โดยทั่วไปนะ นักวิทยาศาสตร์เขาจะศึกษาวัตถุเท่านั้น ถึงแม้บางครั้งวัตถุนั้นจะเล็กมากจนมองไม่เห็นก็ตาม แต่ก็ยังคงเป็นวัตถุเหมือนเดิม
- - นักวิทยาศาสตร์เขาศึกษาทุกอย่างที่ขวางหน้านะครับ ทั้งที่มองเห็น และมองไม่เห็น สัมผัสได้ สัมผัสไม่ได้ เช่น คลื่นเสียง สี แสง ไฟฟ้า ฯลฯ แต่พระพุทธเจ้าศึกษาเฉพาะเรื่องจิตและวิญญาณเท่านั้น

ภายใต้ปัจจัยแห่งเวลา ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแห่งสรรพสิ่ง นักวิทยาศาสตร์จีงต้องมีข้อยกเว้นบาอย่าง สำหรับบางทฤษฎี นักวิทย์จึงยังไม่มีการประกาศสัจธรรมที่ค้นพบ
- - นักวิทยาศาสตร์ประกาศกฏทางวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ประกาศสูตรคำนวณเป็นพัน เป็นหมื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัจจธรรม(อาจใช้คำไม่ถูก)ที่พิสูจน์ได้ และไม่มีใครโต้แย้งได้ จะเรียกว่าสัจจ...อะไรสักอย่างหรือเปล่าครับ นักวิทยาศาสตร์เขากล้าท้าให้คุณพิสูจน์ได้ ไม่ใช่ต้องบอกว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" อย่างที่สาวกพระพุทธเจ้าชอบพูดกันนะคับ
ด้านฟิสิกส์ที่มีข้อยกเว้น เพราะสภาพแวดล้อมที่ต่างกันมีผลต่อคุณสมบัติทางฟิสิกส์บางอย่าง
แต่พระพุทธเจ้า สอนทางเรื่องนรก สวรรค์ ชาติปางก่อน เรื่องพวกนี้เป็นสัจจธรรมที่พิสูจน์ได้เหรอคับ?
พิสูจน์ให้ดูหน่อยเถอะว่า
๑. สวรรค์มี ๗ ชั้น มีเทวดาชื่อนั้น ชื่อนี้
๒. นรกมี ๑๘ ขุม มีเครื่องมือทรมานต่างๆ นานา อย่างั้นอย่างงี้
๓. คนยากจนเป็นเพราะกรรมจากชาติปางก่อน
๔. คนรวยเพราะชาติก่อนทำบุญไว้มาก
ถ้าคนชั่วตายแล้วต้องชดใช้กรรมในนรก ทำไมต้องเกิดมาชดใช้กรรมอีกหละ? แล้วคนดีตายได้ขึ้นสวรรค์แล้วทำไมยังต้องเกิดมาแบบสบายอีก?
๕. พระพุทธเจ้าเคยเป็นช้างมาก่อน เคยยกลูกชายให้ชูชกแบบง่ายๆ

พระพุทธเจ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ขอเพิ่มว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกเลยก็ว่าได้
- - พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์นะคับ ถ้าสิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบเป็นวิทยาศาสตร์ ทำไมจึงไม่มีการศึกษาศาสนาพุทธ ในคณะวิทย์ละครับ แต่จะศึกษาในคณะสังคม ปรัชญา อักษรศาสตร์ แล้วพระพุทธเจ้าทำได้อย่างที่นักวิทยาศาสตร์ทำหรือเปล่าคับ?
๑. เขาสามารถคำนวณได้หรือครับว่าดาวหางวิ่งในอวกาศด้วยความเร็วเท่าไหร่ ดาวต่างๆ อยู่ห่างจากโลกเท่าไหร่?
๒. เขาบอกได้ไม๊ว่าทำไมแสงถึงหักเหได้ เมื่อวิ่งผ่าน Prism?
๓. เขารู้วิธีหาค่าแรงเสียดทาน แรงโน้มถ่วง แรงดัน ฯลฯ หรือไม่?
๔. เขาหาโครงสร้างของสารต่างๆ ได้เหรอ?
๕. เขารู้สาเหตุการเกิดโรค และวิธีรักษาเหรอ?
๖. เขารู้วิธีการสร้างโลก หรือ จักรวาลเหรอ?
๗. เขาพิสูจน์เรื่องนรก สวรรค์ได้เหรอ?
๘. เขาอธิบายได้เหรอว่า ระเบิดปรมาณูสร้างอย่างไร?
ยังมีอีกมากมายเป็นพันเรื่อง ที่นักวิทยาศาสตร์รู้ และอธิบายได้ แต่พระพุทธเจ้าไม่รู้และอธิบายไม่ได้
นักเรียนมัธยมปลายสมัยนี้ยังมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากกว่าพระพุทธเจ้าเลยครับ

พระพุทธเจ้าก็ศึกษาด้วยการทดลองทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกัน แต่พระองค์ท่านไม่ทดลองกับวัตถุ พระองค์ทดลองกับชีวิตจริงๆ ของพระองค์เอง ไม่ทดลองกับชีวิตใครทั้งสิ้น
- - พระพุทธเจ้าไม่ใช่นักทดลองนะครับ ท่านเรียนรู้ชีวิตด้วยการสังเกตุ แล้วพยายามหาเหตุผลมาอธิบาย บางทีท่านก้อนั่งสมาธิเห็นนั้นเห็นนี้ ซึ่งก้อไม่ถือว่าเป็นการทดลอง แต่ท่านเป็นคนช่างสังเกตุแบบนักวิทยาศาสตร์ เพียงแต่ท่านไม่ได้ทำการทดลองอะไรแบบที่นักวิทยาศาสตร์ทำนะครับ ก้อท่านไม่ได้หาคุณสมบัติของวัตถุ ปฏิกิริยาต่างๆ ระหว่างวัตถุ ฯลฯ และสมัยนั้นไม่มีเครื่องมือ ของใช้เหมือนสมัยนี้ นี่ครับ
และมีหลายเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ทดลองกับวัตถุนะครับ เช่น คณิตศาสตร์ โลจิก ดาราศาสตร์ จักรวาล หลุมดำ พลังนอกพิภพ ธรณีวิทยา ฯลฯ เขาใช้วิธีเก็บข้อมูล แล้วเอามาโต้แย้งหาเหตุผลกันครับ

ใครกล้าบำเพ็ญทุกรกิริยาถึง ๖ ปี อย่างพระพุทธองค์ได้บ้าง ไม่มีเลย และคงไม่มีใครแม้แต่คิดจะทำ
- - ความคิดนี้ผิดอย่างยิ่งครับ พระพุทธเจ้าไม่สามารถแสวงหาทางหลุดพ้นจากการบำเพ็ญทุกรกิริยาถึง ๖ ปี ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่ประสบความสำเร็จนะคับ
ลองอ่านประวัติของโยคีนีี้ดู เขาต่างหากที่ไม่มีใครเหนือกว่า
http://thirdeyepower.blogspot.com/2007/10/spheres-of-mind.html
http://thirdeyepower.blogspot.com/2007_10_01_archive.html
พระพุทธเจ้าบำเพ็ญทุกขกิริยาอยู่หลายปี แล้วคิดว่าไม่ใช่หนทางแห่งการหลุดพัน แต่โยคีคนนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าคิดผิด

ถ้าหาก นักวิทย์คนใดทำได้จริงตามที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ เขาจะเผาตำราของเขาทุกเล่มทิ้งเลย รับรองได้ เขาจะต้องทิ้งทุกข์ แล้วหันกลับมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ที่มีแต่ความเย็น แทน
- - ถ้าหากทำได้จริง แล้วต้องมาเผาตำราทิ้ง ผมว่าพวกที่บวชเป็นพระทุกคน คงต้องเอาตำราสมัยอยู่มหาลัย หรือโรงเรียนมาเผากันหมดแล้ว แต่ก้อไม่เห็นมีใครทำกันซักคน ถ้ามีช่วยยกตัวอย่างให้ดูหลายๆ คนด้วย เห็นมีแต่พวกเอาวัตถุมงคลไปกองทิ้งตามที่ต่างๆ เพราะไม่สร้างสิ่งดีให้เขาเลย หลังจากเสียเวลาบูชามาตั้งหลายปี
ที่เห็นบวชกันไม่กี่เดือน ก้อเผ่นออกจากวัดกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอคับ เขาหนีเย็นมาพึ่งร้อนหรือคับ?
ส่วนพวกที่บวชอยู่หลายสิบปี ไม่สึก ไม่ใช่เป็นเพราะเขาต้องการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ที่มีแต่ความเย็น หรอกคับ เขากลัวว่าสึกออกมาแล้วจะกลายเป็นพวกหัวโล้นตกงาน หรือขอทานต่างหากคับ ไม่เชื่อลองไปท้าให้เขาสึกแล้วหางานเลี้ยงชีพตนเองซิครับ ถ้าหางานทำได้ในภายใน ๓ เดือนหลังสึก และทำได้ตลอดถึง ๓ ปี ผมให้แสนหนึ่งเลย โดยเฉพาะพวกเจ้าอาวาสนี่ ไม่มีทางสึกคับ นอกจากจะโดนจับสึก
ถ้าเขาสึกออกมาแล้วมีทางออกที่ดีกว่าการเป็นพระ เขาสึกออกมากันเกือบหมดวัดแล้วขอรับ ดูอย่างพวกที่ไปเผยแพร่ศาสนาพุทธในยุโรป อเมริกาซิคับ สึกออกมาแต่งงานกับคนยุโรป อเมริกาเป็นี่สิบรายแล้วมั้ง
ในเมืองไทยที่สึกมาแล้วไปอยู่กินกับแม่หม้าย แม่ยก มีเยอะแยะเป็นร้อยนะคับ แต่ไม่เป็นข่าวเท่านั้นเอง เพราะเขาไม่เหมือนพวกดาราหน้าเน่า พวกสื่อต่างๆ จึงไม่ชอบเอามาเป็นข่าว

สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสในขณะสนทนาธรรม ครอบคลุมทุกเรื่องของวิทยาศาสตร์กายภาพ ทั้งระดับใหญ่ที่สุดอย่างจักรวาล ระดับเซลล์ จนถึงระดับเล็กที่สุดขั้นปรมาณู การค้นพบทางฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เป็นการค้นพบในภายหลังการตรัสรู้นับพันปี
- - ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าพูดภาษาอะไร ช่วยยกตัวอย่างเวลาพระพุทธเจ้าสอนเรื่องวิทยาศาสตร์กายภาพหน่อยเถอะ สงสัยจริงๆว่าเวลาพระพุทธเจ้าพูดศัพท์วิทยาศาสตร์ เข่น cell atom particle fiction dynamic electric ribosome mitochondia genetic matrix etc. พระพุทธเจ้า จะใช้ภาษาบาลี สันสกฦต คำไหนมาพูด ทุกวันนี้ยังหาศัพท์บาลี สันสกฤตมาแทนภาษาวิทยาศาสตร์หลายคำไม่ได้เลย

เหตุที่พระพุทธองค์ทรงเก็บการค้นพบความจริงของโลกและจักรวาลไว้เพราะการค้นพบเหล่านั้นไม่ใช่หนทางของการหลุดพ้น แม้ว่าการค้นพบของพระองค์ในเรื่องแสงจะทำให้มีเครื่องเล่นดีวีดีก่อนหน้านี้สักพันปี ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะช่วยให้หลุดพ้นได้
- - ถ้าการค้นพบของพระพุทธเจ้าทำให้มีเครื่องเล่นดีวีิีิีดีได้ ประเทศอินเดียหรือประเทศไทยคงผลิตเล่นดีวีดีเป็นประเทศแรกแล้วละ
ทีทำให้หลุดพ้นได้ มีใครหลุดพ้นได้บ้าง ช่วยยกตัวอย่างให้ดูด้วย
อย่างมากก้อคงประมาณหนึ่งในแสนหรือหนึ่งในล้านคับ เห็นส่วนใหญ่อยากนั่งรถเก๋ง อยากมีมือถือ อยากเล่นคอมพิวเตอร์กันทั้งนั้น
ไม่อยากอยู่แค่สองอย่างคือทำงานหนัก หรือเสียสละให้ผู้อื่น

ความรู้ต่างๆที่ทรงรับรู้มาจากสัพพัญญุตญาณนั้นมากมายเหลือเกิน เหมือนใบไม้ทั้งป่า แต่ความรู้ที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นประดุจดังใบไม้ 2-3 ใบในกำมือ
- - ช่วยเอาใบไม้ 2-3 ใบนั้นมาแจกจ่ายให้สังคมด้วยนะคับ คนจะได้หลุดพ้นกันหมด จะได้ไม่ต้องทำงาน ดิ้นรนทำมาหากิน หาเงินมาเลี้ยงดูพวกกาฝากสังคม

ไอน์สไตน์ได้ให้ความสุขสบาย แต่เพียงแค่กายเท่านั้น ที่เหนือชั้นขึ้นคือไปจิตใจต่างหากที่เราทั้งหลายควรจะเข้ามาศึกษาให้รู้เท่าทัน เพราะถ้ามนุษย์ยิงศึกษาไปไกลจากตัวเราเองมากเท่าไหร่ ความโง่ความมืดบอด ก็มีเท่านั้น
- - สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาวิจัยส่วนใหญ่แล้วามารถนำมา ประยุกต์เพื่อความสุขทั้งกายและใจของมนุษย์นะคับ
ถ้าร่างกายคุณเจ็บป่วย จิตใจคุณไม่ว้าวุ่นหรือคับ?
แต่ถ้าจิตใจว้าวุ่น ร่างกายยังเป็นปกติได้
คนเราถ้าเจ็บไข้ได้ป่วย เขาไม่ออกไปทำงานหรอก แต่ถ้าจิตใจว้าวุ่น เขายังออกไปทำงานได้
อย่างนี้แสดงว่า จิตหรือกาย สำคัญกว่ากัน?
นักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาเรื่องใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใกล้หรือไกลตัว ย่อมจะทำให้คนเรารู้จักและเข้าใจสิ่งต่างๆ ดีขึ้น
แต่วิชาที่หยุดกับที่หรือไม่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าถึงจุดอับ มืดมน เหมาะสำหรับพวกชอบโลกแคบ โลกมืดนะคับ
ที่ควรจะรู้เท่าทัน คือต้องทันพวกกาฝาก หรือพวกชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นคับ วันๆ ไม่ยอมทำอะไร อาศัยความโง่ของคนอื่น มาเลี้ยงชีพตนเอง
anonymust เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน6 ครั้ง - ดาว 49 ดวง - โหวตเพิ่มดาว




พี่ชิว
(ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 7,370 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 16 ครั้ง
ได้รับดาว 156 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • scimath
  • ฟิสิกส์ราชมงคล
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
  • ติดต่อลงโฆษณา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อสำนักงานวิชาการ
  • หน้าแรกวิชาการดอทคอม
  • วิชาการดอทคอมคือใคร
  • กฎ กติกา มารยาท
  • ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : star@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-9620127
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in62.7741 seconds !