|
วิทยาศาสตร์ที่ถูกบิดเบือน : กรณี "ไอน์สไตน์พบ พระพระพุทธเจ้าเห็น"
การค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ มีการพัฒนามาเรื่อยๆตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาหลายร้อยปี แต่คุณรู้หรือไม่? ว่าสิ่งเหล่านั้น ไม่เคยถูกบิดเบือนมาแลย จริงหรือ?
|
หน้าที่ 1 - ตัวอย่างความผิดพลาด
เมื่อวันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมานี้ ผมมีโอกาสได้สนทนาทางโทรศัพท์กับ คุณเมตตา อุทกะพันธุ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)โดยมีประเด็นสำคัญได้แก่ การแจ้งให้ทางบริษัทฯ ทราบว่า หนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ซึ่งเขียนโดย ทันตแพทย์สม สุจีรา มีเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ที่ผิดพลาด & คลาดเคลื่อน อย่างมาก (หากพูดแรงๆ ก็คือ แม้การบิดเบือนข้อมูลต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ แต่ได้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้างไปแล้ว และเนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทักท้วงและทำให้ผู้ที่สนใจทั่วไปตระหนักในประเด็นนี้) ทั้งนี้คุณเมตตาได้กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้ทักท้วง เพราะในราว 1 ปีที่หนังสือเล่มนี้ออกมา ไม่มีใครแจ้งมาว่าหนังสือมีข้อผิดพลาด
ผมจึงเรียนคุณเมตตาไปว่า ในช่วงที่หนังสือเล่มนี้พิมพ์ซ้ำได้สัก 3-4 ครั้งนั้น ผมได้รับการติดต่อจากบรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้ ทั้งทางโทรศัพท์และทางจดหมาย เพื่อให้ทำการแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาอังกฤษ แต่ในตอนนั้น ผมได้แจ้งบรรณาธิการไปว่า หนังสือมีข้อเท็จจริงในทางวิทยาศาสตร์ผิดพลาดมาก หากจะมีการแปล จำเป็นต้องแก้ไขความผิดพลาดเสียก่อน มิฉะนั้น ทั้งผู้เขียน & สำนักพิมพ์ จะสูญเสียความน่าเชื่อถือในระดับสากล ต่อมา ผมได้มีโอกาสสนทนากับผู้เขียน (คือ ทพ.สม) ทางโทรศัพท์ และได้บอกไปว่า มีประเด็นที่ต้องแก้ไขหลายประเด็น และอยากใช้การพบกันเพื่อพูดคุยชี้แจง
แต่ ทพ. สม บอกว่าให้ผมแจ้งไปว่าประเด็นใดบ้าง เขาจะได้ไปเตรียมตัวมาก่อน...
ราว 1 ปีผ่านไป ประเด็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง ผมจึงขอนำตัวอย่างความผิดพลาด (บางส่วน) ในหนังสือเล่มนี้มาบันทึกไว้เป็นหล้กฐาน
เพื่อใช้ในการเรียนรู้ & อ้างอิงได้ต่อไป
1) ตัวอย่างความผิดพลาดที่ตรงไปตรงมา (ซึ่งแก้ไขได้ไม่ยากนัก)
ในกรณีที่เป็นข้อเท็จจริงในเชิงประวัติศาสตร์ (เช่น ใครค้นพบอะไร) หรือแนวคิดพื้นฐานที่มีนิยามชัดเจน ก็มักจะสามารถพบเห็นความคลาดเคลื่อนได้ง่าย ทำให้ชี้แจงและแก้ไขได้ไม่ลำบากนัก เช่น
1-A) “มักซ์ พลังค์ (Max Planck) เป็นผู้ค้นพบทฤษฎีควอนตัมและเทอร์โมไดนามิก” (หน้า 16):
ข้อชี้แจง :
ที่ถูกต้องคือ มักซ์ พลังค์ เป็นผู้ค้นพบปรากฏการณ์ที่นำไปสู่การพัฒนาทฤษฎีควอนตัมยุคเก่า (the old quantum theory)
สำหรับเทอร์โมไดนามิกส์ (thermodynamics) หรือวิชาอุณหพลศาสตร์ นั้นมีพัฒนาการมายาวตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 1650 แล้ว โดยต่อมามีทั้งนักทฤษฎีและนักทดลองจำนวนมากช่วยกันเติมเต็มความรู้ในแง่มุมต่างๆ ส่วนชื่อ thermodynamics เสนอโดย เจมส์ จูล (James Joule) ในปี ค.ศ. 1858
มักซ์ พลังค์
1-B) “...ไอน์สไตน์ได้เรียกควอนตัมของแสงว่าโฟตอน..” (หน้า 22) :
ข้อชี้แจง :
ผู้ที่เสนอคำว่า โฟตอน (photon) ได้แก่ นักเคมีเชิงฟิสิกส์ (physical chemist) ชื่อ กิลเบิร์ต เอ็น ลิวอิส (Gilbert N. Lewis) โดยเสนอในปี ค.ศ. 1926
ส่วนไอน์สไตน์นั้นใช้คำว่า das Lichtquant ในภาษาเยอรมัน ซึ่งแปลว่า ควอนตัมของแสง (light quantum)

กิลเบิร์ต เอ็น ลิวอิส
1-C) “...เมื่อมีการค้นพบ Chaos Theory (ทฤษฎีแห่งความยุ่งเหยิง) จากทฤษฎีนี้ทำให้เกิดปัญญาว่า โมเลกุลของน้ำมีสภาพของความสับสนอลหม่านยุ่งเหยิงเสียดสีกันอยู่ภายในตลอดเวลา” (หน้า 128):
ข้อชี้แจง :
ทฤษฎีที่พูดถึงโมเลกุลของน้ำซึ่งสั่นไหวและเคลื่อนที่เสียดสีกันอยู่ตลอดเวลานั้น ได้แก่ กลศาสตร์เชิงสถิติ (statistical mechanics) โดยต่อยอดมาจากทฤษฎีจลน์ของแก๊ส (kinetics theory of gases)
ส่วนทฤษฎีเคออสนั้นแม้ชื่อจะแปลว่า โกลาหล หรือยุ่งเหยิงสับสน (chaos) แต่ไม่ได้มีความหมายในทางวิทยาศาสตร์อย่างที่กล่าวอ้างถึง
1-D) “ทางเดียวที่จะพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพด้วยตัวเองได้คือการพิสูจน์ทางจิต…เมื่อจิตละเอียดถึงจุดจะพบกับความมหัศจรรย์ของเวลาตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์” (หน้า 174) :
ข้อชี้แจง :
การตรวจสอบผลทำนายจากทฤษฎีสัมพัทธภาพในเรื่องเวลานั้น มีการทดลองทางกายภาพหลายการทดลองและได้ทำมานานแล้ว เช่น การตรวจวัดอายุขัยของอนุภาคต่างๆ และการใช้ผลการคำนวณเวลาในระบบบอกพิกัดตำแหน่งบนพื้นโลก (GPS, Global Positioning System) เป็นต้น ข้อความดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง
สำหรับข้อกล่าวอ้างที่ว่า เรื่องเกี่ยวกับเวลาในทฤษฎีสัมพัทธภาพสามารถพิสูจน์ได้ด้วยจิตได้นั้น คงต้องตรวจสอบก่อนว่า นิยามของคำว่า “เวลา” ที่ผู้ที่กล่าวอ้างมีประสบการณ์ตรงทางจิตนั้นตรงกับนิยามของ “เวลา” ที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพกล่าวถึงหรือไม่

ภาพจากหนังสือ An Illustrated A Brief History of Time โดย Stephen Hawking
เพราะแม้แต่ในทางวิทยาศาสตร์เอง เวลาก็มีได้หลายแบบแล้วแต่ว่าจะอิงกับทิศทางของอะไร เช่น อิงกับทิศทางของปรากฏการณ์ตามกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์ (thermodynamic arrow) อิงกับทิศทางการขยายตัวของเอกภพ (cosmological arrow) หรือ อิงกับความรู้สึกหรือการรับรู้ในทางจิตวิทยาว่าเวลาผ่านไปอย่างไร (psychological arrow) เป็นต้น
2) ตัวอย่างความผิดพลาดที่มีประเด็นซับซ้อน (ซึ่งต้องใช้ความพยายามในการแก้ไขมาก)
แนวคิด สมมติฐาน ทฤษฎี หรือผลการสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์หลายอย่างมีความซับซ้อน และจำเป็นต้องเข้าใจพื้นฐานที่เกี่ยวข้องมาก่อนเป็นอย่างดี หากผู้ที่นำไปกล่าวถึงไม่เข้าใจเงื่อนไขการใช้งานโดยแจ่มแจ้ง ก็ย่อมจะสุ่มเสี่ยงต่อการผิดพลาดได้โดยง่าย
การแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวต้องใช้ความพยามยามและเวลาอย่างมากทั้งในส่วนของผู้ที่อธิบายและผู้ที่ต้องทำความเข้าใจ
ในตัวอย่างต่อไปนี้จะให้คำอธิบายไว้เพียงเบื้องต้น เพราะประเด็นทางวิชาการที่เกี่ยวข้องมีความซับซ้อนเกินกว่าจะนำมาขยายความได้ทั้งหมดไว้ในบทความนี้ ทั้งนี้ ผู้เขียนจะหาโอกาสขยายความในโอกาสต่อไป หากมีผู้สนใจ
2-A) “ทุกๆ สิ่งในจักรวาลหลังการระเบิดครั้งใหญ่ (บิ๊กแบง) จะมีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะที่ยุ่งเหยิงมากขึ้นเสมอ” (หน้า 73-74):
ข้อชี้แจงเบื้องต้น :
ข้อความนี้ถูกบิดเบือนมาจากกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์ที่ว่า
“เอนโทรปี (entropy) ของระบบโดดเดี่ยว (isolated system) มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นหรือคงที่”
โดยระบบโดดเดี่ยวในทางเทอร์โมไดนามิกส์หมายถึง ระบบที่ไม่แลกเปลี่ยนทั้งมวลสารและพลังงานกับสิ่งแวดล้อม
ในทางเทอร์โมไดนามิกส์ ระบบเปิด (open system) ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนมวลสารและพลังงานกับสิ่งแวดล้อมได้สามารถมีความเป็นระเบียบเพิ่มสูงขึ้นได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ
2-B) “พระพุทธองค์ตรัสว่า “อัตตา (ตัวตน) ของคนเรานั้นไม่เคยมีอยู่จริง สรรพสิ่งในโลกเป็นเพียงสิ่งสัมพัทธ์ (อิทัปปัจยตา)” ไอน์สไตน์ยืนยันซ้ำพร้อมสูตรทางวิทยาศาสตร์ว่า “ยิ่งเรียนรู้ความลับของธรรมชาติ ยิ่งทำให้มนุษย์เราต้องถ่อมตนและสันโดษ สรรพสิ่งสัมพัทธ์กันไปหมด”....” (หน้า 162) :
ข้อชี้แจงเบื้องต้น :
ประเด็นนี้น่าสนใจทีเดียว เพราะชื่อทฤษฎีสัมพัทธภาพ (theory of relativity) นั้นชวนให้เข้าใจผิดพลาดไปได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสัมพัทธ์ (คือแล้วแต่ว่าสังเกตเทียบกับใครหรืออะไร) แต่จริงๆ แล้วนั้น ในทฤษฎีนี้ มีแนวคิดหรือปริมาณที่ตรงกันข้ามกับสภาพสัมพัทธ์อยู่ด้วย นั่นคือ ความไม่แปรเปลี่ยน (invariance)
ที่น่าสนใจก็คือ สมมติฐาน 2 ข้อที่ใช้ในการพัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (special relativity) ก็คือ ความไม่แปรเปลี่ยนนี้ ผู้ที่สนใจโปรดดูแหล่งข้อมูลอ้างอิง [แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์]
ตัวอย่างความเข้าใจที่ผิดพลาดที่ยกมานี้
หากปรากฏในหนังสือ หรือแหล่งข้อมูลใดเป็นจำนวนมาก
ก็ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่า เหตุใดผู้ที่ให้ข้อมูลจึงแสดงข้อมูลและทัศนะที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม้แต่ข้อมูลบางอย่างที่ตรวจสอบได้ไม่ยาก
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ เช่น
หนังสือหรือเอกสารที่ใช้อ้างอิงส่วนใหญ่ไม่ใช่หนังสือแนววิชาการที่เน้นความแม่นยำ แต่เป็นหนังสือแนววิทยาศาสตร์อ่านสนุกสำหรับทั่วไป (popular science) ซึ่งทำให้เรื่องราวต่างๆ ง่าย (simplified) แต่หากง่ายจนเกินไป (over-simplified) ก็ย่อมทำให้ผู้อ่านที่ขาดพื้นฐานที่ดีเพียงพอเข้าใจไขว้เขวไปได้โดยง่าย
แม้หนังสือหรือเอกสารที่ใช้ในการอ้างอิงจะมีความถูกต้องในทางวิชาการ แต่หากผู้ใช้ขาดพื้นฐานที่ดีเพียงพอ (โดยเฉพาะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ซึ่งมีความจำเป็นพอสมควรสำหรับวิชาฟิสิกส์) ก็อาจจะทำให้ผู้ที่นำข้อมูลไปใช้มีแนวโน้มที่จะเลือกนำข้อความบางอย่างมาสนับสนุนความเชื่อของตน โดยละเลยบริบท (context) ในการใช้งานข้อความที่ยกมานั้น ลักษณะเช่นนี้ก็ย่อมทำให้เกิดความผิดพลาดได้เช่นกัน
ที่มา : http://gotoknow.org/blog/science/192799
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
[Chaos-1] James Gleick, Chaos : Making a New Science (ISBN 0-14009-250-1)
[Chaos-2] Ian Steward, Does God Play Dice? The Mathematics of Chaos (ISBN 0-631-16847-8)
[เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว] บัญชา ธนบุญสมบัติ, , Know How & Know Why : กฎพิสดาร ปรากฏการณ์พิศวง, สนพ. สารคดี, หน้า 128-137 เรื่อง “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” หมายความว่าอย่างไร
[แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์ ] บัญชา ธนบุญสมบัติ, แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์, บ. ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 41 ความเห็น, หน้า |
1 |
2 |
3 |
ความเห็น 2 11 ก.ค. 2551 (13:40) ผมก็ตะหงิดอยู่แล้วรวมทั้งในเดอะท็อปซีเคร็ตด้วยมีความผิดพลาดหลายแห่ง แต่ก็ไม่มีปัญญาวิจารณ์ท่านเพราะความรู้ต่ำต้อยกว่าท่านหลายขุม เพียงตะหงิดตรงไหนก็ค้นหาในเน็ตเพิ่มเติม และผมก็ยังติดตามผลงานของท่านผู้เขียนนี้อยู่ตลอดเวลาไม่ใช่ไล่ตามจับผิดนะ แต่ชอบลีลาการใช้สำนวนเชิงเปรียบเทียบได้ดีท่านหนึ่งทั้งยังเพิ่มปัญญาเพื่อเป็นการการต่อยอดให้ตนเองอีก ก็ชื่นชมทั้งผู้เขียนและผู้วิจารณ์พร้อมทั้งเป็นการชี้ให้เห็นว่าหลัก"กาลมสูตร"ใช้ได้ทุกผู้ ทุกกาล.
ขอบคุณครับที่ให้แสดงความคิดเห็น
ความเห็น 3 11 ก.ค. 2551 (14:51) ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือหลายๆอย่าง รวมทั้งหนังสือของ ทพ.สม หลายเล่ม ก็อ่านไปคิดไปด้วย ก็มีหลายอย่างที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดี บางอย่างก็คิดว่าไม่สมเหตุสมผลหรือไม่น่าใช้ประโยชน์ได้ ก็มองข้ามไป หนังสือหรือความเห็น รวมถึงคนแต่คนย่อมมีข้อเด่นข้อด้อย อยู่ที่เราว่ามีปัญญาหรือสติที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่มีคุณค่า คุณค่าของหนังสืออยู่ที่นำไปใช้ประโยชน์จริงได้ ไม่ใช่ว่าอ่านเป็นนกแก้วนกขุนทอง
ความเห็น 4 11 ก.ค. 2551 (19:21) ข้อมูลที่ถุกค่ะ
ความเห็น 5 11 ก.ค. 2551 (22:27) 1-D) “ทางเดียวที่จะพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพด้วยตัวเองได้คือการพิสูจน์ทางจิต…เมื่อจิตละเอียดถึงจุดจะพบกับความมหัศจรรย์ของเวลาตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์” (หน้า 174) :
ข้อชี้แจง :
การตรวจสอบผล "ทำนาย" จากทฤษฎีสัมพัทธภาพในเรื่อง "เวลา" นั้น มีการทดลองทางกายภาพหลายการทดลองและได้ทำมานานแล้ว เช่น การตรวจวัดอายุขัยของอนุภาคต่างๆ และการใช้ผลการคำนวณเวลาในระบบบอกพิกัดตำแหน่งบนพื้นโลก (GPS, Global Positioning System) เป็นต้น ข้อความดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง
สำหรับข้อกล่าวอ้างที่ว่า เรื่องเกี่ยวกับเวลาในทฤษฎีสัมพัทธภาพสามารถพิสูจน์ได้ด้วยจิตได้นั้น คงต้องตรวจสอบก่อนว่า นิยามของคำว่า “เวลา” ที่ผู้ที่กล่าวอ้างมีประสบการณ์ตรงทางจิตนั้นตรงกับนิยามของ “เวลา” ที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพกล่าวถึงหรือไม่
เรียนท่านผู้รู้มากทั้งสอง ความผิดถูกทางวิชาการหรือการวัดอะไรต่างๆ เที่ยงตรงหรือไม่นั้น ท่านต้องคุยกันเองนะ เพราะหมดปัญญา ให้ความเห็น
เพราะวันนี้ นักวิทยาศาสตร์คนนี้ ว่ายังงี้ ต่อมาก็ว่ากันไปอีกอย่างหนึ่ง เปลี่ยนแปลงไปได้ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ได้เลย เป็นสัจจะ ที่อยู่รอการพิสูจน์มากว่า สองพันปี เช่น เรื่อง จาก คลื่น ก็เป็น ควอนตัม และยังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรอีก แต่ที่แน่ๆ คือ สันตติ ของการเกิดดับ แสงอาทิตย์ต้องใช้เวลากว่าจะส่องถึงโลก เพราะอะไร ทำไมไม่ส่องปั๊บถึงปุ๊บเลยล่ะ และได้ที่ แสงส่องมาได้หนึ่งนาทีแล้วถึงตรงไหน แต่พออีกหนึ่งวินาที แสงทำไมเลื่อนไปถึงอีกทีหนึ่งได้ ช่วยคิดหน่อยนะ งง คิดไม่ออก
และที่เห็นว่าเที่ยง พระพุทธองค์ตรัสว่า เพราะมิจฉาทิฏฐิ หรือไม่ก็ว่าเอาเอง เพราะคงรออยู่ดูความไม่แปรผัน ไม่ได้ เนื่องจากเวลาที่กล่าวถึงนี้ ไม่รู้ว่าเข้าทฤษฎีไหนนะ มันนานเกินรอ
แต่ที่แน่ๆ คือ เป็นไปตามที่พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า "แปรผัน" มาสองพันกว่าปีแล้ว ยังเถียงไม่ได้ และทฤษฎีต่างๆ ที่ยกมาอ้างกัน วันหนึ่ง ข้างหน้า แต่ไม่รู้เมื่อใดก็ต้อง อาจมีคนมาแย้งว่าไม่ถูกต้องได้เช่นกัน เพราะอำนาจของความแปรผัน แล้วทฤษฏี "ความไม่แปรผัน" ที่มีของใครถูกต้อง
อีกประการหนึ่ง ถ้ามี "ความไม่แปรเปลี่ยน (invariance)" เป็นทฤษฎีอยู่ด้วย ก็คงเลิกวิเคราะห์เทียบกับพุทธะได้เลย เพราะพุทธะกล่าวเป็นสัจธรรมว่า สรรพสิ่งไม่พ้นกฎอนิจจตาไปได้เลย ยกเว้นสภาวะนิพพานอย่างเดียวที่เที่ยงแท้ เพราะไม่มีเวลาเข้าเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งท่านต้องเข้าไปให้ถึง เพื่อเรียนรู้เวลาของธรรมะของพระพุทธองค์ ว่าตรงกับทฤษฎีใด คงบอกให้ไม่ได้เพราะทฤษฎีที่อ้างมาซับซ้อนเกินที่จะเข้าใจ แต่ยังไม่เชื่อสักทฤษฎี เพราะพิสูจน์เองไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อย่าเชื่อ แม้พระองค์เองผู้เป็นศาสดา จนกว่า จะพิสูจน์เห็นจริงแล้วด้วยตนเองว่าเป็นจริง จึงเชื่อ"
แต่ที่น่าติดใจว่า ท่านเข้าใจเวลาในความพันทุกข์ของพุทธะหรือยังล่ะ ที่ท่านว่าของเขาไม่ถูกต้องนั้นนะ และที่แย้งมาก็ยังเป็น "การทำนาย" อยู่ ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม? แล้วความจริงคืออะไร? เพราะเวลาของพระพุทธเจ้านั้น เป็นเวลาที่ไม่มีเวลา ทุกอย่างไม่ต้องใช้เวลา มีอะไรบ้างไหม? ที่ทำให้มวลเป็น 0 ได้บ้าง และทำได้หรือยัง ถ้าทำได้ ก็พิสูจน์ทฤษฎีของไอน์ได้ แต่ทางจิตทำได้ คือ ความพ้นจากกิเลสทั้งปวง คือวาระจิตเป็น 0 แม้แต่สิ่งที่ท่านทั้งสองกำลังยึดอยู่ก็ไม่มี หากท่านลองมาศึกษาทางพระพุทธศาสนาดู จนพบความจริงที่แท้ ท่านอาจจะต้องรีบมาโพสต์ใหม่ก็ได้
และที่ว่ามีการทดลองมานานแล้ว ผลการทดลองบอกได้ชัดเจนไหม? ว่าเป็นเวลากี่ปี กี่วัน กี่เดือน ก็ไม่ใช่ เป็นเพียงคาดเดาเอาหรือเปล่า สักวันหนึ่ง มีเครื่องมือที่วัดได้ละเอียดกว่านี้ที่ว้ดไว้แล้วคืออะไร? สงสัยไหม?
ถ้าที่ท่านอ้างมาจริง ก็หมายความ พระพุทธเจ้ากํบไอน์ โกหก ถ้างั้นก็โปรดพิจารณากันเอาเอง ไม่ขอแสดงความเห็นด้วย เพราะมันละเอียดเกินเครื่องมือที่ท่านใช้อยู่จะวัดได้ ท่านสามารถผลิดคลื่นอะไรได้บ้างหรือยังที่ไปข้ามจักรวาลได้เพียงเสี้ยวของนาโนวินาที มันไม่มาตรวัดนี้หรอกนะ แต่อยากเทียบให้เห็นเท่านั้น ว่า พระพุทธเจ้าวัดได้ละเอียดกว่านั้นจริงๆ
อีกประการหนึ่ง ทุกสิ่งที่ยกมาแย้ง หรืออยู่ในหนังสือก็เป็นเพียงทฤษฎีที่อุปมานหรืออนุมานเอาเท่านั้น ความจริงเป็นอย่างไรยังไม่รู้ใช่ไหม? เป็นสัจจธรรมหรือยัง
และเรื่องความสัมพัทธ์ก็เช่นกัน พระพุทธองค์ตรัสโดยไม่ต้องอ้ำอึ้งว่าเป็นทฤษฎีว่า "เมื่อมีผล ต้องมีเหตุ ไม่มีผลใด ที่ไม่มีเหตุ และไม่มีเหตุใด ที่ปราศจากผล" เป็นเวลากว่า 2,500ปี ยังไม่มีใครกล้าทักท้วงเลย ซึ่งแสดงว่า สรรพสิ่งเกี่ยวข้องกันทั้งหมด ไม่มีอะไรที่พ้นจากความสัมพันธ์กันไปได้เลย ดังนั้น เชื่อว่า ทฤษฎีสัมพัทธ์ของไอน์ น่าจะเขียนจากที่เห็นจริงมากกว่าจากที่คิดเช่นนักวิทยาศาสตร์ทำกันอยู่
ฝากข้อคิดไว้เพียงเท่านี้นะ และขอโทษ ที่เป็นไส้เดือนกิ่งกือ ริบังอาจฝากข้อคิดให้จักรพรรคิ์คิด ผิดพลาดอะไรขออภัย โดยไม่มีอะไรแอบแฝงทั้งสิ้น
ความเห็น 6 11 ก.ค. 2551 (22:44) สงสัย ในอนาคต อาจเหลือเพียงทฤษฎีเดียวคือ
การค้นพบ Chaos Theory (ทฤษฎีแห่งความยุ่งเหยิง)
เพราะทฤษฎีต่างๆ มันแย้งกันให้ยุ่งไปหมดหรือเปล่าหนอ
และนักวิทยาศาสตร์ก็รักษาสุขภาพบ้างนะ อย่างให้สมอง และจิตยุ่งเหยิงเหมือนทฤษฎีที่ค้นพบล่ะ
ค่อยคิด ค่อยทดลอง ก็ได้ ไม่ต้องรีบรัอน เพราะธรรมชาติรอให้พิสูจน์อยู่ตลอดเวลา เพียงแต่รอเครื่องมืองและมาตรวัดที่ถูกต้องแม่นยำไม่มีผิดพลาดเลยเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างคงเข้าที่ ถูกต้อง และสมบูรณ์ จริงนะ
อ้อ อีกอย่าง พยายามกำจัดเวลาออกจากทฤษฎีให้ได้ เพราะเวลาเป็นตัวถ่วงความถูกต้อง และแม่นยำ และมันเป็นตัวการทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลง ไม่คงที่สักอย่าง ถ้าทำได้ ทุกอย่างเป็นจริงหมดเลย
ความเห็น 7 12 ก.ค. 2551 (07:24) สวัสดีครับ ทุกๆ ท่านที่แวะมาอ่าน โดยเฉพาะท่านที่แสดงความคิดเห็น
ผมจะค่อยๆ ทยอยให้ข้อมูลเพื่อนำไปพิจารณา สำหรับผู้ที่สนใจนะครับ
เอาเรื่อง ความไม่แปรเปลี่ยน (invariance) ก่อน โดยผมจะขอใช้รูปแบบถาม-ตอบ จะได้แยกเป็นประเด็นย่อยๆ ที่ติดตามได้ง่าย (ถ้ามีวิธีอื่นโปรดเสนอด้วยครับ)
ถาม : คำว่า ความไม่แปรเปลี่ยน ขัดกับ อนิจจัง ในหลักไตรลักษณ์ไหม?
ตอบ : ฟังเผินๆ แล้วขัดกันใช่ไหมครับ แต่ไม่ขัดเลยครับ
คำว่า ความไม่แปรเปลี่ยน (invariance) ในฟิสิกส์มีความหมายจำเพาะ และไม่ได้หมายถึง ความคงอยู่อย่างถาวรและไม่เปลี่ยนแปลง แต่อย่างใด
ถาม : ขอตัวอย่างง่ายๆ ด้วย
ตอบ : สมมตินะครับ ว่ามีคน 2 คน
คนหนึ่งอยู่นิ่งๆ (at rest) เรียกว่า คุณนิ่ง ก็แล้วกัน
ส่วนอีกคนเคลื่อนที่ไป (moving) เรียกว่า คุณวิ่ง
ใครที่พอรู้ทฤษฎีสัมพัทธภาพเบื้องต้น ก็จะทราบว่า
1) ในมุมมองของคุณนิ่ง...
1.1) คุณวิ่งจะมีขนาดหดสั้นลง (length contraction) ในทิศทางการเคลื่อนที่
1.2) เวลาของคุณวิ่งจะเดินช้าลง (time dilation)
2) แต่ในมุมมองของคุณวิ่ง เขาสามารถใช้ตนเองเป็นกรอบอ้างอิง...เขาจะบอกว่า
2.1) คุณนิ่งเคลื่อนที่ห่างจากเขาไป ดังนั้น คุณนิ่งต่างหากที่หดสั้นลงในทิศทางการเคลื่อนที่
2.2) เวลาของของเดินไปปกติดี แต่เวลาของคุณนิ่งต่างหากที่เดินช้าลง
ที่ว่ามาทั้งหมด ได้แก่ 1) และ 2) นี้ คือ ผลของสัมพัทธภาพ (relativity) กล่าวคือ จะเป็นอย่างไร แล้วแต่ใครมอง แต่ละคนใช้กรอบอ้างอิงของตนเอง
*------ มีต่อครับ ------ *
ความเห็น 8 12 ก.ค. 2551 (07:49)
มาต่อเรื่อง คุณนิ่ง กับ คุณวิ่ง นะครับ
สมมติว่า คุณวิ่งถือวัตถุชิ้นหนึ่ง โดยที่วัตถุชิ้นนี้มีประจุรวมเท่ากับ Q ในมุมมองของเขา
ในมุมมองของคุณนิ่ง แม้ว่าวัตถุชิ้นนี้จะหดสั้นลง (เพราะว่ามันเคลื่อนที่ไปกับคุณวิ่ง) แต่คุณนิ่งก็จะตรวจวัดได้ว่า วัตถุนี้มีประจุ Q เท่ากับที่คุณวิ่งบอก
กล่าวคือ ไม่ว่าใครก็ตาม จะอยู่นิ่งๆ หรือวิ่งอยู่ ก็จะวัดประจุในวัตถุได้เท่ากัน นี่คือ ความหมายของคำว่า ความไม่แปรเปลี่ยน (invariance) อย่างง่าย ครับ (หมายถึงว่า คำๆ นี้ยังมีนัยยะอื่นที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่...เอาไว้จะเล่าให้ฟังหลังเรื่องนี้จบ)
ถาม : แล้วที่ว่า ความไม่แปรเปลี่ยน (invariance) ไม่ขัดกับ อนิจจัง ล่ะ? ช่วยยกตัวอย่างหน่อยสิ
ตอบ : สมมติอย่างง่ายที่สุดนะครับว่า ประจุ Q ดังกล่าว คือ อิเล็กตรอน (electron) เพียงตัวเดียว นั่นคือ Q = -e
หากมีเหตุการณ์ที่ทำให้อิเล็กตรอนตัวนี้ไปพบกับโพซิตรอน (positron) ซึ่งเป็นปฏิอนุภาค (antiparticle) ของอิเล็กตรอน...
ผลก็คือ อิเล็กตรอน (ซึ่งมีประจุ -e) จะเกิดการทำลายล้าง (annihilate) กับโพซิตรอน (ซึ่งมีประจุ +e) ทำให้สสารหายไปกลายเป็นพลังงาน ตามสูตร E = mc^2
พลังงานในที่นี้คือ รังสีแกมมา (gamma ray) ซึ่งมักจะพุ่งออกไปใน 2 ทิศทาง (แต่ออกไปใน 3 ทิศทางก็เป็นไปได้ในบางกรณี) แต่ไม่ว่ากรณีไหน โมเมนตัมรวมของระบบต้องคงเดิม ตามหลักการอนุรักษ์โมเมนตัม (conservation of momentum)
จะเห็นว่า อิเล็กตรอนนั้นไม่ได้เที่ยงแท้ คงทน ถาวร และสามารถเปลี่ยนไปได้ตามเหตุปัจจัย ซึ่งหากจะตีความตามหลักทางพุทธศาสนา ก็ย่อมจะสอดคล้องกับหลักอนิจจัง นั่นเอง
วิทยาศาสตร์นั้นหากใช้อย่างถูกต้องแล้ว ในบางกรณี (ย้ำ! ในบางกรณี ไม่ใช่ทุกกรณี) สามารถเทียบเคียงกับพุทธศาสนาได้อย่างงดงามครับ
ดังนั้น ข้อกล่าวหาที่ว่า บทความนี้อาจจะหมิ่นเหม่ต่อการกล่าวโทษพระพุทธองค์จึงไม่เป็นความจริง
ในทางตรงกันข้าม ผมศรัทธาและนับถือพระพุทธองค์เป็นอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง หลักกาลามสูตร ครับ
ส่วนการตีความคำว่า "อิทัปปัจยตา" ว่าเป็น "สัมพัทธ์ (ในทางฟิสิกส์)" นั้น ผมอยากฝากให้ผู้ที่สนใจจริงๆ ลองไปศึกษาว่า
- พุทธศาสนา ให้ความหมายคำว่า อิทัปปัจยตา ไว้อย่างไร
- ฟิสิกส์ ให้ความหมายคำว่า สัมพัทธ์ หรือสัมพัทธภาพ ไว้อย่างไร
หากความหมายตรงกัน ค่อยมาวิเคราะห์ต่อว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร
แต่หากความหมายไม่ตรงกัน ผู้ที่กล่าวอ้างว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการกล่าวตู่คำสอนของพระพุทธองค์ครับ
ความเห็น 9 12 ก.ค. 2551 (08:34) จะให้ข้อมูลนิดหนึ่ง ที่คุณเมตตาอ้างว่า หนังสือเล่มนี้ออกมานับปีโดยไม่มีใครทักท้วงนั้นไม่น่าจะนำมาเป็นข้ออ้างได้นะครับ ผมสงสัยเหมือนกันว่าการออกหนังสือลักษณะนี้ทางสำนักพิมพ์ได้ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญทางสาขาวิทยาศาสตร์ตรวจสอบก่อนหรือไม่?
ซักสองสามเดือนที่แล้ว มีคนจากสำนักพิมพ์นี้โทรมาสอบถามข้อมูล เข้าใจว่าเพื่อจะนำไปโปรโมทหนังสืออีกเล่มหนึ่งของนักเขียนคนเดียวกัน โดยได้ขอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่า จิตจักรวาล หรืออะไรทำนองนั้น ผมก็ได้ให้ข้อมูลกลับไปว่า สิ่งดังกล่าวไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร หรือทฤษฎีใด ๆ ยืนยัน และในความเห็นส่วนตัว (ในฐานนะผู้ทำงานวิจัยด้านจักรวาลวิทยา) เรื่องดังกล่าวไม่ใช่วิทยาศาสตรแต่อย่างใด พร้อมกันนั้นได้แจ้งกลับไปด้วยว่า หนังสือที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในบทความนี้ มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และ มีการตีความที่ผิดพลาดมาก ควรที่จะได้รับการแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดความสบสนแก่คนทั่วไป
เพราะฉนั้นที่อ้างว่าไม่เคยมีใครทักท้วงคงจะไม่ถูกต้องครับ เพียงแต่เจ้าหน้าที่ผู้ติดต่อจะนำความไปพิจารณาหรือไม่เท่านั้นเอง
ความเห็น 10 12 ก.ค. 2551 (08:47) ผมคงไม่วิจารณ์ในประเด็นความถูกต้องในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องพุทธศาสนา ขอยกประโยชน์ให้โดยอนุโลมว่าผู้เขียนมีความเข้าใจในศาสตร์นั้นเป็นอย่างดี แต่เท่าที่เห็นจากเนื้อหาทางด้านวิทยาศาสตร์ ผมคาดว่าผู้เขียนมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน และอ่อนด้อยในการค้นหาข้อมูลอยู่หลายจุด ทำให้ข้อสรุปที่ผู้เขียนพยายามเสนอ เกิดความคลาดเคลื่อนอย่างร้ายแรง
ผมคิดว่าผู้เขียนควรจะให้ข้อมูลที่รัดกุมกว่านี้ โดยเฉพาะถ้าต้องการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับประเด็นทางศาสนาซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หรืออย่างน้อยควรจะปรึกษาความเห็นจากผู้รู้ทางสายวิทย์เสียก่อน
ความเห็น 11 12 ก.ค. 2551 (10:59) ก็ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของแต่ละคนนะคะ
แต่เบาๆ หน่อยก็ดีนะ ฟังเหตุผลคนอื่นอย่างเป็นกลางบ้างก็ดี
เหอๆ
คุณพี่ชิวคะ อ่านเรื่องคุณนิ่ง กะ คุณวิ่ง ซ่ะจนมันวิ่งวนในหัวหมดเลยคะ
อิอิ
ความเห็น 12 12 ก.ค. 2551 (12:23) สวัสดีครับ ดร.จ้อ
ขอบคุณมากเลยครับ สำหรับข้อมูล ข้อคิดเห็น & แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่พบมา
พี่เข้าใจว่า เป็นไปได้อย่างมากครับที่ ผู้ที่รับข้อคิดเห็นจากจ้อ (ใครก็ตาม) และพี่ (ท่านบรรณาธิการของหนังสือเล่มที่กำลังคุยกันอยู่นี่) คงจะไม่ได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาคนอื่น หรือหากปรึกษา ก็ไปไม่ถึงผู้บริหารสูงสุดของเครืออมรินทร์ คือ คุณเมตตา
พูดแบบง่ายๆ คือ โดน "ตัดตอน" ไปโดยไม่เห็นความสำคัญนั่นเอง
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากให้ ดร.จ้อ และผู้ที่อาจจะเกี่ยวข้องได้ทราบไว้ก็คือ ระหว่างที่คุณเมตตาคุยกับพี่อยู่ ท่านถามว่าจะให้พี่เป็นบรรณาธิการ และแก้ไขหนังสือเล่มนี้ได้ไหม?
พี่ก็เรียนท่านไปตรงๆ ว่า ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ในหนังสือไอน์สไตน์พบ-พระพุทธเจ้าเห็น นี่มีข้อผิดพลาดมาก ถ้าแก้ให้ถูกต้องตามวิทยาศาสตร์กระแสหลัก ก็ย่อมนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า คลาดเคลื่อนมาตั้งแต่ชื่อปกแล้ว...
ทางอัมรินทร์ก็เลยพยายามหาทางออกโดยจะหานักฟิสิกส์มาตรวจสอบ ตอนนั้นพี่ก็บอกไปว่าดี และน่าจะหาหลายๆ ท่าน
แต่มาคิดดูอีกที เรื่องนี้ต้องระวังด้วยเช่นกัน เพราะฟิสิกส์เรานั้นก็มีสาขาเฉพาะหลากหลาย ต้องให้คนที่รู้ spacetime physics, quantum physics และ chaos theory มากหน่อยตรวจสอบ
ถ้าถามผิดคน ก็จะได้ข้อคิดเห็นที่ไม่ละเอียด คล้ายๆ กับไปถามเรื่องการออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ กับวิศวกรโยธา (ยกเว้นวิศวกรโยธาที่เก่งอิเล็กทรอนิกส์นะครับ
) ก็ย่อมจะไม่ได้คำตอบที่แม่นยำ ละเอียด เท่ากับถามวิศวกรไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำงานด้านนี้มาโดยตรง
คงต้องมาดูกันต่อไปครับว่า บริษัทที่ทำงานแบบมืออาชีพจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แค่ไหน และจะจัดการปัญหานี้ให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งตัวบริษัทเอง และสังคมโดยรวมได้อย่างไร
ขอบคุณ ดร.จ้อ อีกครั้งนะครับ ^__^
พี่ชิว
ความเห็น 13 12 ก.ค. 2551 (12:38) สวัสดีครับ คุณ c_cin
เวียน head นี่ คงต้องออกไปเดินเล่น หรือทำอย่างอื่นก่อน
แล้วค่อยกลับมาอ่าน (หาเรื่องเวียนเฮดซ้ำ) ครับ ^__^
ผมให้ข้อมูลอย่างเป็นกลางแล้วนะครับ เพราะเป็นข้อเท็จจริง (fact) และการตีความ (interpretation) ตามวิทยาศาสตร์กระแสหลัก
โดยเฉพาะ ดร.จ้อ นั้นแสดงข้อเท็จจริง & ความคิดเห็น ตรงไปตรงมาด้วยเช่นกัน ดังที่นักวิชาการที่ยึดถือความถูกต้องพึงกระทำครับ
----------------------------------------------------------------
สวัสดี (ย้อนหลัง) คุณ devotee51
เห็นด้วยครับ ว่าผู้เขียนเขียนได้ลื่นไหล แต่การที่ไม่แม่นยำในข้อเท็จจริงนี่แหละที่ทำให้ลื่นไหลครับ...
------------------------------------------------------
สวัสดีครับ คุณ Ryochiro_032
เห็นด้วยเช่นกันครับว่า หากข้อมูลในหนังสือสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ก็ย่อมถือได้ว่าหนังสือมีคุณค่า
อย่างไรก็ดี ข้อมูลในหนังสือหรือเอกสารต่างๆ นั้น นอกจากจะนำไปประยุกต์แล้ว ยังอาจใช้เป็นฐานในการต่อยอดความรู้ได้ด้วยครับ นี่เองที่ทำให้เกิดประเด็นที่ว่า หากฐานมีข้อผิดพลาดมาก ก็สมควรได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและทันท่วงทีครับ
มิฉะนั้น อย่างเบาะๆ ก็ย่อมจะก่อให้เกิดความสับสน (ว่าอะไรกันแน่ที่ถูกต้อง หรือถ้าถูกต้อง จะใช้ภายใต้เงื่อนไขใด) แต่ถ้าอย่างหนักๆ ก็อาจเสียหายได้ (ลองนึกถึง ตัวเลขในหนังสือประเภท Handbook ทางวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมที่พิมพ์ผิด หรือล้าสมัย)
ความเห็น 14 12 ก.ค. 2551 (18:59) เราก็ไม่รู้หรอกนะว่าใครผิดใครถูกอะไร...แต่ในความคิดของเราอะไรที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีจริง อย่างในวิชาพระพุทธศาสนาครูเปรียบเทียบหลักการของวิทย์กับหลักพระพุทธศาสนาให้ฟัง เราว่าทั้งสองหลักมันก็เหมือนกันแหละ พระพุทธเจ้ากับนักวิยาศาสตร์เหมือนกันตรงที่เป็นเพียงผู้ค้นพบไม่ใช่ผู้สร้าง แล้วก็ที่วิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับพระพุทธศาสนาไม่ใช่เพราะไม่เชื่อ แต่เพราะวิธีรับรู้ต่างกัน วิทย์จะเชื่อในประสาทสัมผัสทั้ง 5มากกว่าเพราะพิสูจน์ในห้องทดลองได้ แต่สภาวะจิตนั้นเป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์เข้าถึงวิธีการได้แล้วแต่ไม่สามารถไปถึงที่สุดของกระบวนการได้ ก็เหมือนกับรู้ว่าจะปีนขึ้นภูเขาที่สูงที่สุดได้อย่างไร แต่ก็ปีนไปไม่ถึงสักที ดังนั้นจึงมีน้อยคนที่จะเข้าถึงแก่นพระพุทธศาสนา
สรุปแล้วคือว่า พระพุทธศาสนาสามารถพิสูจน์เห็นจริงได้เฉพาะตนเท่านั้น
ความเห็น 15 12 ก.ค. 2551 (19:34) เพียงแต่หนังสือนอกเวลา ไม่ใช้ตำราวิชาการ
ความเห็น 16 12 ก.ค. 2551 (19:42) 
๑. ถาม : คำว่า ความไม่แปรเปลี่ยน ขัดกับ อนิจจัง ในหลักไตรลักษณ์ไหม?
ตอบ : ฟังเผินๆ แล้วขัดกันใช่ไหมครับ แต่ไม่ขัดเลยครับ
คำว่า ความไม่แปรเปลี่ยน (invariance) ในฟิสิกส์มีความหมายจำเพาะ และไม่ได้หมายถึง ความคงอยู่อย่างถาวรและไม่เปลี่ยนแปลง แต่อย่างใด
**เพิ่มเติมนะ: ความจริง คือความจริง การอนุมานก็เป็นอนุมาน ไม่ใช่ความจริง
ที่ว่า ความไม่แปรเปลี่ยน ไม่ขัดกับ อนิจจัง นั้น มันก็ผิดตั้งแต่ คำที่คนทั่วไปรับรู้แล้ว ในขณะที่บอกว่า ไม่แปรเปลี่ยน เหมื่อนกับ แปรเปลี่ยน ก็คือ ๑=๒ ใช่ไหม? จริง แม้อาจพิสูจน์(โกงๆ)ได้ว่า เป็นจริง แต่ก็มีจะที่ไม่จริงซ่อนอยู่ ดังนั้น ยังงัยๆ
ความไม่แปรเปลี่ยน ก็ขัดกับ อนิจจัง แน่นอน จะดูตัวอย่างจาก นิ่งกับวิ่ง ของคุณเองก็ได้นะ ที่บอกว่า นิ่งกับวิ่งวัดได้เท่ากันนั้น ก็บอกว่าไม่จริง ถ้าจะให้จริงทศนิยมของคุณต้องกี่ล้านตำแหน่ง เพราะขณะนิ่งก็มีการเปลี่ยนแปลง แต่คุณอาจมองไม่เห็น และยิ่งในขณะวิ่งก็ยิ่งเปลี่ยนแปลง และอยากจะชี้ให้เห็นจากข้อความที่กล่าวว่า "-e) จะเกิดการทำลายล้าง +e) เช่นนี้ วัตถุนิ่งกับวิ่งจะใช่วัตถุเดียวกันไหม? เหมือนน้ำที่ตรงคุณดำลงไป เป็นน้ำเดียวกันกับน้ำที่คุณโผล่ขึ้นมาไหม? ดังนั้น ทฤษฎ๊ทางฟิสิกส์ที่อ้างมาหยาบเกินไป ใช้การอนุมานเอาว่า -e กับ +e ที่หายไป กับ พลังงาน ในข้อความ ทำให้สสารหายไปกลายเป็นพลังงาน ตามสูตร E = mc^2 นั้น ๑. เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยัง? ๒. เป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่? ใครก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ ไอน์ก็รับในเริ่องนี้ เขาเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่เขาไม่ได้บอกว่า เป็นอันเดียวกัน เพียงแต่บอกว่ามันเปลี่ยนไป และมีอย่างมหาศาล แถม ... รังสีแกมมา (gamma ray) ... พุ่งออกไปใน 2 ทิศทาง (แต่ออกไปใน 3 ทิศทางก็เป็นไปได้ในบางกรณี) ... โมเมนตัมรวมของระบบต้องคงเดิม ... การอนุรักษ์โมเมนตัม" ก็ยังไม่แน่อีกว่าพุ่งออกไปกี่ทิศทาง ที่ ปรมาณู ระเบิด มันพุ่งออกไปกี่ทิศทาง แต่ก็ไม่ใช่สาระ เพราะในห้องทดลองต้องต่างจากของจริงอยู่แล้ว แต่ที่อยากรู้ว่า พลังงานมหาศาลมาจากไหน? สำหรับ -e กับ +e ไม่มากนัก และก็เป็นไปกับสารบางอย่างเท่านั้น ไม่ใชเสมอไป ก็เป็นอนิจจังอีก
เอาละ ขอแสดงความคิดของกิ้งกือน้อย เพียงเท่านี้ คงปวดขมับแล้วนะ สวัสดี
ความเห็น 17 12 ก.ค. 2551 (20:22) 
ส่วนการตีความคำว่า "อิทัปปัจยตา" ว่าเป็น "สัมพัทธ์ (ในทางฟิสิกส์)" นั้น ผมอยากฝากให้ผู้ที่สนใจจริงๆ ลองไปศึกษาว่า
- พุทธศาสนา ให้ความหมายคำว่า อิทัปปัจยตา ไว้อย่างไร
- ฟิสิกส์ ให้ความหมายคำว่า สัมพัทธ์ หรือสัมพัทธภาพ ไว้อย่างไร
ต่างกันแน่นอน
อิทัปฯ มีความหมายชัดเจน พิสูจน์ได้เสมอ แต่วิธีพิสูจน์คงไม่ใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์แน่ เพราะเครื่องมือวิทยาศาสตร์วัดไม่ได้ และที่ว่าชัดเจนก็เพราะ พระพุทธองค์ตรัสว่า "มีเหตุย่อมเกิดผล" แต่ใน "อิทัปฯ" พระพุทธองค์กลับตรัสว่าเป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนให้เกิด นี่คือความชัดเจนการวัดของพระพุทธองค์ ซึ่งหมายความว่าต้องมีสิ่งอื่นประกอบด้วย ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียว มิฉะนั้นจะเป็นเหตุ ท่านกล่าวว่า ถ้าเกิดก็ต้องมีการแก่ แต่การเกิดของอริยสงฆ์บางองค์ ไม่แก่ ซึ่งมีอยู่ และอาจมีชีวิตอยู่ได้ถึงกัปหนึ่งหรือมากกว่าอีกด้วยนะ
ซึ่งต่างกับนักวิทย์ ที่ต้องเห็นต้องจับต้องได้ซึ่งเป็นวัตถุหยาบๆ แล้วฟันธงลงไปเลย แต่ยังอ้างว่าเป็นเพียงทฤษฎ๊ หาใฃ่สัจจธรรมไม่ เช่น วัตถุกระทบกันทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศทาง ซึ่งบางทีก็ไม่ใช่ เช่น ถุงน้ำกระทบก้อนหิน มันไม่ได้เปลี่ยนทิศทางเพียงอย่างเดียว มันเปลี่ยนรูปร่างด้วยใช่ไหม? ลูกปืนที่แล่นเข้าร่างคน มันก็ไม่เปลี่ยนความเร็ว ไม่ใช่ทิศทางใช่ไหม? แต่นักวิทย์ คิดว่า ของที่กระทบกันยังคงเดิม ท้งที่มันไม่ใช่อันเดิมแล้ว และโมเมนตัมก็เช่นกัน ตราบใดที่ค่า พาย ยังไม่แน่นอน โมเมนตัมจะอนุรักษ์ไม่ได้ เพียงแต่ ความเปลี่ยนแปลงนี้มนุษย์วัดไม่ได้ ซึ่งน้อยมาก จนให้ละเลยไปเสีย ก็เพียงเพื่อการเรียนรู้กันได้เท่านั้น เพราะถ้าไม่ละเลยเสียบ้าง ก็จะเป็นปัญหาการศึกษาวิทย์อย่างยิ่ง จริงเท็จก็ลองพิจารณาดูก็ละกั
ที่สำคัญ การเปลี่ยนแปลงของพุทธะ ยังละเอียดถึง การเปลี่ยนแปลงของนาม ซึ่งเร็วมากจนท่านเองก็รับรู้ไม่ได้ อย่าว่าแต่นามเลย แม้ลมหายใจของตัวเอง ยังไม่รู้เลยว่า ขณะที่ท่านอ่านตรงนี้ * หายใจเข้าหรือหายใจออก
ที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นเพียงอุทธาหรณ์ถึง ในโลกนี้หามีสิ่งใด นิจจัง ไม่ และมีสิ่งเดียวที่เหนือโลก เหนือกาลเวลา แม้แต่กฎไตรลักษณ์ก็คุมไม่ถึง การเกิด การตายจึงไม่มี อยากทราบก็ลองเร่งค้นหาเอาเอง ก่อนที่จะไม่มีเวลาหา
อ้อ สิ่งที่เรากำลังกระทำอยู่หากเพื่อเอาชนะ เอาถูก เอาดี ก็ถือว่าเป็น "มานะ" กิเลสที่ทำให้ วัฏฏะ ยืดยาวได้ไม่สิ้นสุด แต่ตรงนี้เป็นความเห็นเพื่อ อยากให้มองอะไรอย่างหลวมๆ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เพียงแต่เจ้าตัวยุ่ง คือ เวลา ตัวเดียวเท่านั้น มากำหนดให้ว่า ช้าหรือเร็ว เท่านั้น
สวัสดี อาจได้พบกันใหม่
ความเห็น 18 12 ก.ค. 2551 (20:25) และที่สุด
ก็ยังเชื่อว่า
ไอน์เห็น ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าพบ แต่ไม่เท่ากับที่พระพุทธเจ้าพบ เท่านั้น
สวัสดีอีกครั้งละกัน
ความเห็น 19 12 ก.ค. 2551 (21:54) เป็นความผิดพลาดที่สวยงาม..............ของไอสไตน์มากๆ ตะหงิดๆอยู่แล้ว
ความเห็น 20 12 ก.ค. 2551 (23:11) พี่ชิวครับ ในฐานะที่ผมเป็นคนรักวิทยาศาสตร์และนับถือศาสนาพุทธเป็นอย่างยิ่ง
ผมคิดว่า การค้นพบทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าถ้าหากมีทฤษฎีอื่นใด ที่ดีกว่า นักวิทยาศาสตร์ก็ย่อมใช้ทฤษฎีที่ดีกว่า ผมคิดว่าหนังสือไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็นเป็นหนังสือที่ดีทางด้านหลักธรรม โดยนำมาเชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีข้อผิดพลาดอยู่ในด้านทางทฤษฎีวิทยาศาตร์ที่เคยมีผู้ค้นพบ
และได้นำทฤษฎีนั้นมา ผมคิดว่า การที่พี่ชิวนำสิ่งนี้มาเผยแพร่เป็นสิ่งที่ดี
เพราะจะได้ให้ทางผู้เขียนจัดพิมพ์ปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป เนื่องจากผมเองไม่รู้เบอร์โทรศัพท์ของผู้เขียน ซึ่งคือ ทันตแพทย์สม สุจีรา ก็ขอให้พี่ชิวซึ่งรู้จักกับ ทันตแพทย์สม สุจีรา ช่วยนำความจริงทางวิทยาศาสตร์มาเผยแผ่ และให้ทางผู้เขียนปรับปรุงในส่วนที่จำเป็นต้องแก้ไขด้วย
ด้วยความเคารพในวิทยาศาสตร์ทุก สาขา ด้วยความเคารพในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้หนังสือเล่มนี้เผยแผ่ไปยังสากลทั่วโลก
ขอให้การพูดความจริงจากใจของผมที่ได้เขียนไปนี้ ได้เป็นความเห็นส่วนหนึ่ง เพื่อสามารถที่นำไปสู่สากลทั่วโลกได้ และขอให้สามัคคีกัน และใช้ความจริงและความถูกต้องในการแก้ไข ปรับปรุง ด้วยเทอญ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ขอให้ข้อความนี้พี่ชิวได้มาอ่านด้วยเถิด ผมเองอาจจะมีความรู้ไม่แตกฉาน ไม่ลึกซึ้ง แต่สิ่งที่ผมเขียนและพูดไปทั้งหมดนี้เป็น ความในใจของผมทั้งหมด เพื่อที่จะดำรงวิทยาศาสตร์ และพระพุทธศาสนาไว้ต่อไว้และฝากความรู้สึกดีๆ ให้แก่พี่ชิว และ ทันตแพทย์ สม สุจีราด้วยครับ
ความเห็น 21 13 ก.ค. 2551 (04:15) ความเห็นที่ 14
>วิทย์จะเชื่อในประสาทสัมผัสทั้ง 5มากกว่าเพราะพิสูจน์ในห้องทดลองได้
อันนี้ไม่ถูกต้องแน่นอนครับ ใครก็ตามที่เคยเรียนวิทยาศาสตร์ เราสอนตั้งแต่มัธยมต้นแล้ว ว่าไม่ให้เชื่อในประสาทสัมผัสทั้ง 5 รวมถึงไม่ให้เชื่อสามัญสำนึกของเราเองด้วย (ถ้าจะเชื่อมโยงกับหลักทางศาสนาพุทธก็อาจจะยอมรับได้ว่ามีบางส่วนที่คล้ายกัน)
ความเห็นที่ 18
จะดีกว่าไหมครับถ้าจะแบ่งแยกระหว่างความเชื่อ หรือความศรัทธา กับข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงของสาขาวิชานั้น ๆ ผมคิดว่าพี่ชิว และ ตัวผม ที่ออกมาโต้แย้งหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้จะบอกว่า วิทยาศาสตร์ดีกว่า หรือ เด่นกว่าศาสตร์อื่น เราออกมาเรียกร้องความถูกต้องของข้อมูลในส่วนของวิทยาศาสตร์ เท่านั้นเองครับ
ถ้าข้อมูลผิด สิ่งที่สมเหตุสมผลก็คือ แก้ไขซะ
ผมคิดว่าประเด็นนี้ตรงไปตรงมา และ ไม่น่าที่จะไม่มีใครโต้แย้งได้ครับ