วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/37693" type="text/javascript"></script>
พายุ 'นาคเล่นน้ำ' : สะพานเชื่อมนภา & วารี
ใครที่อยู่ใกล้ทะเล หรือไปเที่ยวทะเลบ่อยๆ อาจจะเคยเห็นปรากฏการณ์ทางลมฟ้าอากาศที่น่าตื่นตาตื่นใจที่มักเรียกกันว่า "พายุงวงช้าง" อย่างในช่วงสงกรานต์ปี 2548 ก็มีปรากฏการณ์นี่เกิดขึ้นและเป็นข่าวในบ้านเรา
ผู้เขียน: ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ชมแล้ว: 34,182 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 11 July 2008, 1:06 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 11 July 2008, 2:09 pm

หน้าที่ 1 - พายุงวงช้าง


พายุนาคเล่นน้ำที่เกาะหวาย ถ่ายโดยนักท่องเที่ยวชาวไทย(ภาพจาก forwarded e-mail - กำลังสืบหาที่มา)




แวะชมภาพฉบับเต็มได้ที่


http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=noumy&date=13-04-2007&group=1&gblog=40 หรือที่
http://fwmail.teenee.com/strange/2686.html หรือที่
http://picpost.mthai.com/view_picpost.php?cate_id=36&post_id=321407




New!  Movie Clips : นาคเล่นน้ำ


 --------------------------------------------------------------------------------
 



ใครที่อยู่ใกล้ทะเล หรือไปเที่ยวทะเลบ่อยๆ อาจจะเคยเห็นปรากฏการณ์ทางลมฟ้าอากาศที่น่าตื่นตาตื่นใจที่มักเรียกกันว่า "พายุงวงช้าง" อย่างในช่วงสงกรานต์ปี 2548 ก็มีปรากฏการณ์นี่เกิดขึ้นและเป็นข่าวในบ้านเรา โดยข่าวระบุว่า


 



ที่มา : นสพ. ไทยรัฐ ปีที่ 56 ฉบับที่ 17251  วันศุกร์ที่ 15 เมษายน 2548 หน้า 1


              “พายุงวงช้าง ที่เกิดขึ้นกลางทะเลอันดามัน ห่างชายฝั่ง ต.ราชกรูด อ.เมืองระนอง ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 10 กม. ถูก 2 ช่างภาพสมัครเล่นบันทึกภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญเอาไว้ได้ … โดยมีนักกอล์ฟที่สนามกอล์ฟค่ายรัตนรังสรรค์เห็นเหตุการณ์หลายสิบคน โดยนายอำนวย เจริญวิภาสเจต อายุ 52 ปี  ระบุว่า เห็นท้องฟ้ามืดครึ้ม จึงมองออกไปในทะเล พบเส้นสีเทาหมุนเป็นเกลียวพุ่งจากท้องฟ้าลงไปในทะเล เกิดเป็นเกลียวหมุนอย่างรวดเร็วดูดน้ำทะเลขึ้นไปบนอากาศแบบเดียวกับพายุทอร์นาโดในสหรัฐอเมริกา ทำเอาคนในสนามกอล์ฟพากันวิ่งหนีจ้าละหวั่น แต่ก็มีนายพรชัย เอี่ยมโสภณ และนายสรายุทธ สุทธิวงษ์ ผู้ดำเนินรายการของสถานีวิทยุชุมชมระนอง บันทึกภาพปรากฏการณ์พายุงวงช้าง ซึ่งกินเวลานาน 20 นาทีไว้ได้ โดยพายุดังกล่าวไม่ได้พัดเข้าสู่ชายฝั่ง และสลายตัวไปในอากาศเอง”


(ข่าวจาก นสพ.และเว็บไซต์ของไทยรัฐ)


 


เท่าที่ผมทราบจากผู้ที่เคยเห็น และอ่านจากเว็บ เข้าใจว่าเคยมีคนเห็นอีกหลายแห่ง เช่น ในทะเลจังหวัดตราด
 และได้นำไปโพสต์ไว้ในเน็ต โดยเรียกว่า ‘พายุงวงช้าง’ เหมือนข่าวจากหนังสือพิมพ์ครั้งนี้


อย่างไรก็ตามผมขอให้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่า พายุหมุนแบบนี้จะเรียกว่าพายุงวงช้างก็ไม่ผิด
 แต่ชื่อเรียกที่ชัดเจนกว่าคือ นาคเล่นน้ำ หรือ พวยน้ำ ซึ่งฝรั่งเรียกว่า waterspout
       


‘นาคเล่นน้ำ’ มาจากไหน? ทำไมจู่ๆ จึงเกิดท่อเชื่อมผืนฟ้าและพื้นน้ำขึ้นมาได้?
       


นักอุตุนิยมวิทยาบอกว่า นาคเล่นน้ำมี 2 แบบ ได้แก่


แบบแรก : เป็นพายุทอร์นาโดที่เกิดขึ้นเหนือผืนน้ำ (ซึ่งอาจจะเป็นทะเล ทะเลสาบ หรือแอ่งน้ำใดๆ) โดยพายุทอร์นาโดจะเกิดขึ้นระหว่างที่ฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก เรียกว่า พายุฝนฟ้าคะนองแบบซูเปอร์เซลล์ (supercell thunderstorm) และมีระบบอากาศหมุนวนที่เรียกว่า เมโซไซโคลน (mesocyclone)  พายุนาคเล่นน้ำแบบนี้จึงเรียกว่า นาคเล่นน้ำที่เกิดจากทอร์นาโด (tornadic waterspout) ซึ่งใครที่เคยชมภาพยนตร์เรื่อง ทวิสเตอร์ (Twister) คงพอจะนึกภาพออก เพราะมีอยู่ฉากหนึ่งที่มีทอร์นาโดหลายงวงอาละวาดอยู่ในน้ำ
 


แบบที่สอง : แบบนี้เกิดบ่อยกว่า และน่าจะตรงกับกรณีที่เกิดขึ้นในบ้านเรา (เพราะตามข่าวดูเหมือนจะไม่มีฝนฟ้าคะนองร่วมด้วย) เกิดจากการที่มวลอากาศเย็นเคลื่อนผ่านเหนือผิวน้ำที่อุ่นกว่า โดยบริเวณใกล้ๆ ผิวน้ำมีความชื้นสูง และไม่ค่อยมีลมพัด (หรือถ้ามีก็พัดเบาๆ เอื่อยๆ) ผลก็คือ อากาศที่อยู่ติดกับผืนน้ำซึ่งอุ่นในบางบริเวณจะยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้อากาศโดยรอบไหลเข้ามาแทนที่ จากนั้นจึงพุ่งเป็นเกลียวขึ้นไป แบบนี้เรียกว่า นาคเล่นน้ำของแท้ (true waterspout) หรือ นาคเล่นน้ำที่เกิดในช่วงอากาศดีพอสมควร (fair-weather waterspout)



จุดแตกต่างระหว่างนาคเล่นน้ำทั้งสองแบบนี้ก็คือ


นาคเล่นน้ำที่เกิดจากทอร์นาโด จะเริ่มจากอากาศหมุนวน (ในบริเวณเมฆฝนฟ้าคะนอง) แล้วหย่อนลำงวงลงมาแตะพื้น คือ อากาศหมุนจากบนลงล่าง


ส่วนนาคเล่นน้ำของแท้นั้น จะเริ่มจากอากาศหมุนวนบริเวณผิวพื้นน้ำ แล้วพุ่งขึ้นไป คือ อากาศหมุนจากล่างขึ้นบน


 


ในช่วงที่อากาศพุ่งขึ้นเป็นเกลียววนนี้ หากน้ำในอากาศยังอยู่ในรูปของไอน้ำ เราจะยังมองไม่เห็นอะไร แต่หากอากาศขยายตัวและเย็นตัวลงถึงจุดหนึ่ง ไอน้ำก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำจำนวนมาก ทำให้เราเห็นท่อหรือ ‘งวงช้าง’ เชื่อมผืนน้ำและเมฆ
 


 


ซ้าย :ในการก่อตัวระยะแรก จะยังไม่เห็นลำของพายุ แต่จะปรากฏบริเวณสีเข้ม (dark spot) บนผืนน้ำ


ขวา : เมื่อก่อตัวเต็มรูปแบบ จะเห็นเป็นลำอย่างชัดเจน เนื่องจากไอน้ำควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ
 สังเกตการหมุนวนของพื้นผิวน้ำเป็นเกลียว ในภาพเป็นพายุนาคเล่นน้ำที่เกิดที่ฟลอริดา คียส์ (Florida Keys) ในวันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 1969



 
ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ลำพายุจะเอียง และมีฝนตกไล่ตามมาทางด้านหลัง
ทำให้อากาศเย็นลง และนาคเล่นน้ำจะสลายไปอย่างรวดเร็ว


 


                    พายุนาคเล่นน้ำส่วนใหญ่ยาวประมาณ 10-100 เมตร แต่ยาวมากถึง 600 เมตร ก็เคยพบ
                    เส้นผ่านศูนย์กลางก็ตั้งแต่เล็กๆ แค่ 1 เมตร ไปจนถึงหลายสิบเมตร


        ในนาคเล่นน้ำแต่ละตัว อาจมีท่อหมุนวนเพียงท่อเดียวหรือหลายท่อก็ได้ โดยแต่ละท่อจะหมุนด้วยอัตราเร็วในช่วง 20-80 เมตรต่อวินาที (ลองเปรียบเทียบกับพายุทอร์นาโดซึ่งมักจะยาวประมาณ 100-300 เมตร และหมุนวนเร็วกว่าคือ 40-150 เมตรต่อวินาที) กระแสลมในตัวพายุเร็วถึง 100-190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอาจสูงถึง 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งคว่ำเรือเล็กๆ ได้สบาย
 


 
ภาพวาดแสดงเรือใบ Trombes ขณะกำลังเผชิญอันตรายจากพายุนาคเล่นน้ำที่มากันโขยง
(ภาพจาก Les Meteores, Margolle et Zurcher, 3rd Ed., 1869)



ภาพวาดแสดงขั้นตอนการเกิดพายุนาคเล่นน้ำจากตำราอุตุนิยมวิทยาสมัยก่อน
ชื่อ A Treatise on Meteorology โดย Elias Loomis, New York, Harper & Brothers, 1880


                    (สังเกตว่า ความเข้าใจกลไกการเกิดพายุนาคเล่นน้ำในสมัยนั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะภาพนี้ทำให้เข้าใจไปว่า อากาศหมุนจากเมฆด้านบนลงสู่พื้น แต่ภาพนี้แสดงให้เห็นว่า ฝรั่งบันทึกความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้ว)


                     นอกจากหมุนวนรอบตัวเองแล้ว นาคเล่นน้ำยังสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วตั้งแต่ 3 ถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่จะเคลื่อนที่ค่อนข้างช้าประมาณ 18-28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นจึงมีคำแนะนำสำหรับชาวเรือว่า ให้สังเกตทิศทางการเคลื่อนที่ให้ดี แล้วหนีไปในทิศตรงกันข้าม (ซึ่งอาจโชคดีหนีได้ทัน)


                    อย่างไรก็ดี พายุนาคเล่นน้ำมีอายุไม่ยืนยาวนัก คืออยู่ในช่วง 2-20 นาที (แต่นานถึง 30 นาทีก็เคยพบ) และหากนาคเล่นน้ำขึ้นฝั่ง ก็จะสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว


                    นาคเล่นน้ำมักจะเกิดพร้อมๆ กันคราวละหลายตัว คือ มากันเป็นครอบครัว ตามสถิติที่ค้นได้พบว่า เคยเกิดขึ้นพร้อมกันทีเดียว 7 ตัว ที่เกรทเลคส์ (Great Lakes) ตามแนวพรมแดนระหว่างแคนาดากับอเมริกา ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า เหตุการณ์นาคเล่นน้ำครั้งมโหฬารแห่งปี 2003 (The Great Waterspout Outbreak of 2003) เพราะมีนาคเล่นน้ำปรากฏโฉมถึง 66 ตัว (เป็นอย่างต่ำ) ในช่วงเวลามหัศจรรย์ 7 วัน คือตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน ถึง 3 ตุลาคม ค.ศ. 2003

        
        
    
นาคเล่นน้ำอาจมาเป็นคู่ (หรือมากกว่านี้ก็มีบ่อยๆ)
       


 


                                            
        
        แผนผังแสดงตำแหน่งที่เกิดนาคเล่นน้ำที่เกรทเลคส์
ในช่วงที่เหตุการณ์นาคเล่นน้ำครั้งมโหฬารแห่งปี ค.ศ. 2003


  


ส่วนในเขตประเทศอเมริกาเองนั้น นาคเล่นน้ำมักจะเกิดแถวๆ ฟลอริดาในบริเวณที่เรียกว่า ฟลอริดาคียส์ (Florida Keys) ซึ่งอยู่ใกล้ๆ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ทำให้บางคนสันนิษฐานว่า นาคเล่นน้ำอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินและเรือจำนวนมากสูญหายไปในบริเวณสามเหลี่ยมลึกลับนี้ก็เป็นได้
  
 
รู้จักนาคเล่นน้ำกันไปแล้ว เลยอยากแถมพายุงวงช้างอีกแบบหนึ่งที่เคยเกิดในบ้านเรา เพราะมีบันทึกอยู่บนปกของวารสารวารสารอุตุนิยมวิทยาฉบับหนึ่ง (โปรดดูภาพประกอบ) โดยในหน้าสารบัญ ให้ข้อมูลสั้นๆ เพียงว่า “พายุฤดูร้อนรูปงวงช้าง ที่ก่อตัวขึ้นกลางท้องนา จังหวัดพิษณุโลก”


 

ปกวารสารอุตุนิยมวิทยา ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2546 



ในกรณีนี้ ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมดังนี้

                     -  หากพายุนี้เกิดขึ้นพร้อมกับพายุฤดูร้อนจริง พายุนี้ก็ควรเรียกว่า พายุทอร์นาโด เหมือนในต่างประเทศ เพราะเมฆที่ให้กำเนิดพายุจะต้องเป็นเมฆคิวมูโลนิมบัส (cumulonimbus) หรือ เมฆฝนฟ้าคะนอง แต่จะต้องเป็นฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก และเกิดเมโซไซโคลน ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว (แต่ดูเหมือนจะไม่มี) 
                     -  แต่หากไม่ใช่พายุทอร์นาโด ก็ต้องดูพื้นผิวของบริเวณที่เกิดงวงช้าง ซึ่งถ้าเป็นผืนน้ำ พายุนี้ก็คือ พายุนาคเล่นน้ำของแท้นั่นเอง แต่หากเป็นพื้นดิน พายุนี้จะเรียกว่า แลนด์สเปาท์ (landspout) (ผมค้นชื่อไทยไม่พบ แต่จะเรียกว่า นาคเล่นดิน ก็ยังไงๆ อยู่)


      พายุแลนด์สเปาท์มีกลไกคล้ายกับนาคเล่นน้ำของแท้ กล่าวคือ เกิดจากมวลอากาศเย็นเคลื่อนที่ผ่านพื้นดินที่ร้อนจัด เพราะถูกแดดแผดเผา อากาศก็เลยยกตัวลอยขึ้นไปและหมุนวนเป็นเกลียว (ดูจากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ผมขอเดาว่า พายุบนปกวารสารเล่มนี้น่าจะเป็นแลนด์สเปาท์ เพราะไม่เห็นพื้นน้ำในภาพ)



ใครโชคดีมีโอกาสได้พบเห็นพายุนาคเล่นน้ำนี้ ก็ช่วยเล่าสู่กันฟังบ้าง และหากถ่ายภาพไว้ได้ ก็ลองส่งมาให้เพื่อนๆ ชมกันบ้างครับ


 

 --------------------------------------------------------------------------------




ที่มา : http://gotoknow.org/blog/weather/193167
         http://gotoknow.org/blog/weather/101100
         http://gotoknow.org/blog/weather/151010 




แนะนำขุมทรัพย์ทางปัญญา


ขอแนะนำบทความ  Water Twisters เขียนโดย Keith C. Heidon, PhD ใน The Weather Doctor Almanac 2002 ที่ http://www.islandnet.com/~see/weather/almanac/arc2002/alm02oct.htm 
สำหรับกรณีศึกษาในการเกิดเหตุการณ์นาคเล่นน้ำครั้งมโหฬารแห่งปี 2003 โปรดอ่านเรื่อง The Great Waterspout Outbreak of 2003 เขียนโดย Wade Szilagyi ใน Mariners Weather Log Vol. 48 No. 3 December 2004 ที่ http://vos.noaa.gov/MWL/dec_04/waterspout.shtml


 


ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสารสารคดี
ตีพิมพ์รวมเล่มในหนังสือ Know How & Know Why กฎพิสดาร ปรากฏการณ์พิศวง
ดัดแปลงเพื่อนำลงใน G2K เพื่อประโยชน์สาธารณะ และการอภิปรายประเด็นนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 7 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 12 ก.ค. 2551 (09:54)

ถ้าอย่างนั้นที่เคยได้ยินข่าว เรื่อง ...ฝนตกมา เป็น กบ หรือปลา

ก้น่าจะเกิดจาก...มีปรากฏการณ์นี้ เกิดขึ้นใกล้ๆ แหล่งปลา ...หรอ กบ .....

แล้วถูกพัดพาไป ตกพร้อมฝน ....ในพื้นที่อื่น ... 


.....Tanu เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 338 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 173 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 12 ก.ค. 2551 (12:03)

สวัสดีครับ คุณ Tanu

       ถูกต้องแล้ว เรื่องนี้ผมเคยเขียนไว้ที่อี่น พร้อมตั้งข้อสังเกตไว้ว่า

           - จะเห็นว่า บริเวณที่ฝนตกลงมาเป็นปลา กบ หรือสัตว์น้ำตัวเล็กๆ เหล่านี้ จะอยู่ใกล้แหล่งน้ำเสมอ
 
          - สัตว์ที่ตกลงมา มักจะเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ เท่านั้น ยังไม่เคยมีใครพบว่า มีสัตว์ที่ใหญ่กว่านั้น เช่น เป็ด ไก่ ฯลฯ ตกลงมาพร้อมฝน (เคยคุยเล่นๆ ว่า ถ้าฝนตกลงมาเป็นช้าง ก็คงจะตัวใครตัวมัน...คุยแบบล้อเล่นนะครับ)

      มีจุดที่น่าคิดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การที่คนไทยแต่โบราณมีชื่อเรียก waterspout ว่า นาคเล่นน้ำ ก็แสดงว่า คนไทยเรารู้จักพายุชนิดนี้มานานแล้ว
และน่าจะบันทึกคำๆ นี้เอาไว้ในเอกสารบางฉบับ แต่ตอนนี้ผมยังค้นไม่พบครับ พบแต่ในพจนานุกรม และเอกสารของกรมอุตุนิยมวิทยาเท่านั้น

      ในอีกทางหนึ่ง ในภาษาไทยดูเหมือนจะไม่มีชื่อเรียก landspout หรือผมอาจจะไม่เคยได้ยินก็ได้ - มีใครพอทราบบ้างไหมครับ?

ขอบคุณครับ


พี่ชิว เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 16 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 12 ก.ค. 2551 (17:08)

สวัสดีเช่นกันครับ ...พี่ชิว

สมัยเด็กผมเคยได้ยินคำว่า "ลมหัวด้วน" - ทางใต้ใช้เรียกลมหมุนขนาดเล็กๆ ครับ..

ผมไม่แน่ใจว่า จะใช่ที่ใช้ เรียก "Landspout" หรือเปล่า....เพราะในชีวิตจริงก้ไม่เคยเจอ ครับ


.....Tanu เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 338 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 173 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 13 ก.ค. 2551 (12:06)
101694

ทำไมพายุแบบนี้จึงไม่ยอมเกิดที่ภาคใต้อ่า ทั้งที่ภาคใต้ได้รับลมมรสุมจากภาคตะวันตกเฉียงใต้ และก็ทะเลขนาบทั้งสองด้านแต่ทั้งที่ผมอยู่ตรัง(ภาคใต้เผื่อใครไม่รู้)แต่ผมไม่เคยเห็นพายุแบบนี้จิงๆซักทีถ้ามีไรสอนก็แอดมาที่เอ็มผมนะครับ
jo-jo_dek_d@hotmail.com นะคับ


joyotin เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 4 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 15 ก.ค. 2551 (10:48)

สวัสดีครับ น้อง Tanu

       น่าสนใจจังครับ "ลมหัวด้วน" นี่ ไปช่วยกันค้นดีไหมครับ ^__^

       ถ้าเป็นลมบ้าหมูที่หอบฝุ่นทราย หรือของชิ้นเล็กๆ บนพื้น (ซึ่งมักจะร้อน) ฝรั่งเรียกว่า dust devil ครับ

       เคยอ่านหนังสือของคุณ นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ซึ่งมีบางเรื่องที่เธอได้เล่าเกี่ยวกับชื่อลมประจำถิ่นเอาไว้ครับ อาจจะมีพูดถึงอยู่ในนั้นก็ได้

       ฝาก link เอาไว้ เผื่ออยากเข้าไปดู พายุนาคเล่นน้ำในกัมพูชา :

              http://gotoknow.org/blog/weather/101380

ไว้คุยกันใหม่ครับ
พี่ชิว / บัญชา ธนบุญสมบัติ


พี่ชิว เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 16 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 15 ก.ค. 2551 (10:55)

สวัสดีครับ คุณ joyotin

     ลองดูในเว็บ พบว่าทางใต้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วเหมือนกันครับ
          
http://topicstock.pantip.com/camera/topicstock/2007/04/O5317377/O5317377.html

     ขอบคุณครับ


พี่ชิว เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 16 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 15 ก.ค. 2551 (17:39)

แบ่งความสงสัยนิดนึงครับ

ว่ากันว่า พายุ/ลมหมุน (หรือที่เรียกว่า "ตาพายุ") ในใจกลางลมจะ "นิ่ง"..

และถ้าเราอยู่ใจกลาง หลอดพายุนี้ และหลอดพายุตรง เด่ว ....

เราเงยขึ้นไปในใจกลางพายุ....ท้องฟ้าในใจกลางพายุ "จะใส ไม่มีเมฆกวนเลย"

ไม่รู้จริงหรือ ปล่าว เพระ ...ไม่เคยได้ยินว่าเคยเข้าไปอยู่ ในใจกลางพายุ

แบบไม่บุบสลาย เลยสักคน

แต่ในทางทฤษฎี แล้ว น่าจะจริงนะ....ท่านอื่นๆ ว่าอย่างไรบ้างครับ 

มีความรู้เรื่องพายุ ....ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ครับ 

ชื่อ ว่า "The Great Red Spot of Jupiter" - หรือจุดแดงใหญ่แห่งดาวพฤหัส 

เป็นพายุที่มีอายุกว่า 400 ปี ...ซึ่งถูกพบครั้งแรกโดย กาลิเลโอ เมื่อ 400 ปีก่อน

พายุมีขนาดใหญ่พอที่จะใส่โลกเข้าไปได้สองใบเลยที่เดียวครับ

พายุลูกนี้อยู่ทางซีกใต้ของดาวพฤหัส...ต่ำกว่าระดับเส้นศูนย์สูตร...

พายุลุกนี้ต่างจากพายุ ทุกลุกบนโลกเนื่องจาดเป็นพายุประเภท

Anticyclonic storm - คือเป็นพายุประเภท กดอากาศเข้าสู่ภายใน (พายุแรงกดอากาศสูง) พายุบนโลกจะเป็นแบบ แรงกดอากาศต่ำ ครับ ...

พายุลุกนี้ หมุนทวนเข็มนาฬิกาอีกต่างหาก ....counterclockwise

น่าสนใจมาก ...ความเร็วกระแสลมรอบพายุ...จิ๊บๆ ประมาณ 120 ไมล์ต่อวินาทีครับ...

ถ้าคิดเป็นกิโลเมตรต่อชั่ว โมงจะได้...430 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ สรุปว่าพายุลูกนี้ใช้พลังงานจากไหน ถึงหมุนอยู่ได้เป็นร้อยปี

(แต่ผมว่า /คิดนอกกรอบ/ น่าจะเกิดจากสาเหตุการหมุนรอบตัว...ที่เร็วจี๋ของดาว คือหมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลา 9 ชั่วโมง 56 นาที

ทั้งๆที่ใหญ่กว่าโลกถึง 11 เท่า และจะมีก๊าซบางส่วนที่หมุนตามไม่ทัน

...และมีการพัดย้อนกลับของกาซนั้น

กลายเป็นพายุลุกใหญ่ และไม่มีวันจบสิ้นตราบเท่าที่ดาว ไม่หยุดหมุน)

แถมยังมีการเสริมแรงจากพายุลูกเล้กๆดดยรอบที่เข้ามา เติมพลังให้อยู่เรื่อยๆ...

อยากเห็นการหมุนของ พายุบนดาวดวงนี้ มั๊ยครับ ...คลิกตามด้านล่างนี้ครับ

http://en.wikipedia.org/wiki/Great_Red_Spot


.....Tanu เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 338 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 173 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พี่ชิว
(ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 3,247 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 4 ปี
แบ่งปันความรู้ 16 ครั้ง
ได้รับดาว 155 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.