 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/379" type="text/javascript"></script> |
|
วัยโจ๋ ร.ร. ปากน้ำปราณ ใช้วิธีธรรมชาติแก้ปัญหาดินเค็ม
การแก้ปัญหาการสูญเสียหน้าดินและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ด้วยไอเดียสุดยอดจาก จากนักเรียนโรงเรียน ปากน้ำปราณ ในการใช้ปุ๋ยหมักเพิ่มธาตุอาหารในดินเค็มเพื่อปลูกหญ้าแฝก ในการช่วยลดการพังทลายของดินบริเวณโรงเรียนปากน้ำปราณวิทยา
ผู้เขียน: VMaster ชมแล้ว: 16,677 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 4 April 2007, 1:28 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 4 April 2007, 1:28 pm
|
หน้าที่ 3 - แนะนำวัยโจ๋คนเก่ง
นายต้น นามแก้ว (ม่อน) กล่าวกับเราว่า ทางโรงเรียนได้ส่งนักเรียนไปเข้าค่ายยุวหมอดิน พอกลับมาก็เกิดความคิดกันว่าดินในโรงเรียนมีปัญหาน่าจะช่วยกันปรับปรุง โดยกันกับม่อนทำหน้าที่เก็บตัวอย่างดิน ส่วนฉิ่มจัดหาข้อมูลอย่างอื่นประกอบการทำวิจัย และทั้งสามคนก็ช่วยกันลงแรงปลูกและทำวิจัยกันทุกขั้นตอนก็ว่าได้
ม่อนเล่าต่อว่าตอนที่ทดลองปลูกหนแรกหญ้าแฝกตายอาจเป็นเพราะว่าดินเค็มมากและไม่มีสารอาหาร เลยขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน เจ้าหน้าที่จึงใช้ปุ๋ยหมักมาใช้ปรับสภาพดิน แล้วนำตัวอย่างดินมาหาค่าธาตุอาหาร จากนั้นก็ลงมือปลูก และคอยดูแล ปัญหาที่พบอย่างหนึ่งก็คือ ช่วงที่เริ่มปลูกหญ้าแฝกใหม่ ๆ เป็นช่วงปิดเทอม ทุกค่อยก็แยกย้ายกันไปทำงานเพื่อสะสมเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียนเทอมต่อไป โดย กันไปเป็นพนักงานขายโทรศัพท์ที่ กทม. ม่อนต้องทำงานก่อสร้างที่หัวหิน ส่วนฉิ่มไปช่วยงานญาติที่สุรินทร์จึงไม่ได้ดูแลหญ้าแฝกกันเท่าไหร่
ตอนแรกคิดว่าหญ้าแฝกจะไม่รอดเสียแล้ว ต้นเหลืองซีดหมดเลย โชคดีที่ช่วงปิดเทอมฝนตกครับ ก็เลยรอดตัวไป พอเปิดเทอมเลยต้องมาฟื้นฟูปรับสภาพดินกันใหม่ ในใจผมต้องการปรับสภาพดินให้โรงเรียนปลูกพืชใดก็ได้ให้ขึ้นก่อน เพราะตอนนี้แม้แต่หญ้าก็ยังไม่ขึ้น การทำวิจัยได้ให้ความอดทนกับผม ให้โอกาสผมใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ในการเก็บข้อมูล และตอนนี้กำลังสร้างรุ่นน้องขึ้นมาแทนเพื่อให้สานงานนี้ต่อจากรุ่นผมด้วยครับ
บ้านของม่อนอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ดินแถวบ้านกลับปลูกพืชได้ ต่างจากดินที่โรงเรียน และแต่ก่อนที่ดินของโรงเรียนเป็นนากุ้งเดิมแล้วถึงมาถมที่สร้างโรงเรียนกันทีหลัง ม่อนวางแผนไว้ว่าหลังจากช่วยกันแก้ปัญหาดินเค็มได้แล้ว กะว่าจะปลูกพืชเพื่อเพิ่มทัศนียภาพให้กับโรงเรียน ตอนนี้บริเวณหลังโรงเรียนใช้เป็นเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติด้วย
พ่อแม่ผมเสียชีวิตแล้วครับ ตอนนี้ผมอยู่กับน้าซึ่งทำงานก่อสร้าง ผมชอบเรียนคณิตศาสตร์กับเคมี เหลังจากจบ ม. 6 แล้วอยากเรียนต่อด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จะได้หางานง่าย แต่ยังไม่รู้เลยครับว่าจะมีเงินเรียนได้แค่ไหน ม่อนบอกเศร้า ๆ
นายจิรภัทร เพ็งสลุด (กัน) เล่าว่า โครงงานที่ทำเกิดจากความต้องการช่วงโรงเรียนปรับสภาพดินให้ดีขึ้น ทำให้ตนเองได้ความรู้มากขึ้นทั้งวิธีการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ เข้าใจเรื่องหญ้าแฝก และการวัดคุณภาพดิน โดยที่กันนั้นชอบเรียนชีววิทยา หลังจากจบ ม. 6 อยากจะเรียนต่อด้านวนชาติ เพราะชอบทางนี้ พร้อมกับแนะนำเพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่คิดอยากจะทำโครงงานวิทยาศาสตร์บ้างว่า ถ้าจะทำโครงงานวิทยาศาสตร์จะต้องเริ่มจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง จะได้คิดหาคนทางแก้ปัญหาได้ตรง ๆ และเสาะหาความรู้เบื้องต้นเพื่อศึกษาให้เข้าใจก่อน
ในส่วนของอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างคุณครูสมพร นวไพบูลย์ ได้เล่าถึงผลงานของเด็กว่าเป็นการทำวิจัยที่ดี เพราะนักเรียนได้ทดลองเห็นสภาพจริง และได้ทดลองศึกษากับสภาพพื้นที่ของโรงเรียนจริง ๆ จะช่วยหาคพตอบและแก้ไขปัญหาได้ การทำงานนี้มีหลายฝ่ายยื่นมือเข้ามาช่วยสนับสนุนและให้ คำแนะนำ ทั้ง สสวท. และกรมพัฒนาที่ดิน
และงานนี้ต้องขอขอบคุณคุณวินัย อยู่สุข สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นพิเศษเพราะช่วยลงแรงขนรถบรรทุกพันธุ์หญ้าแฝก และปุ๋ยหมักมาส่งให้ถึงโรงเรียน
นับว่าเป็นการลงมือลงแรงร่วมด้วยช่วยกันระหว่างครู นักเรียน หน่วยงานของรัฐ
และผู้เกี่ยวข้องโดยแท้ และที่สำคัญเป็นโครงงานที่แก้ปัญหาได้จริงตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
...........................................................................โดย ชมจันทร์ ธารา
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 17 ม.ค. 2551 (20:08) เก่งมากเลยค่ะ เป็นโครงงานที่ดีมาก ใช้ได้จริงด้วย
ต้องสนับสนุนเด็กไทยต่อไปค่ะ