<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/37958" type="text/javascript"></script> |
|
งานวิจัยข้าวด้วยเทคโนโลยีชีวภาพของไทยและการแก้ปัญหาดินเค็ม
ดร.เฉลิมพล เกิดมณี ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับงานวิจัยการแก้ปัญหาดินเค็ม-ดินแล้ง เพราะก่อให้เกิดประโยชน์ในแง่ของการฟืนฟูพื้นที่เป็นดินเค็มซึ่งไม่เหมาะต่อการเพาะปลูก ทำให้กลายเป็นพื้นที่ที่สามารถทำการเพาะปลูกได้
post ครั้งแรก: Fri 25 July 2008, 12:00 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 19 August 2008, 10:32 pm
|
วิรุฬหกกลับ
ดร.เฉลิมพล เกิดมณี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านพืชสวนจาก
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลังจากจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีก็ได้ไปทำงาน ก็เข้าทำงานใน
บริษัท Asahi Industriesประเทศญี่ปุ่นอยู่สองปี หลังจากนั้นเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก
ในสาขา Horticultural Engineering .ในมหาวิทยาลัย Chiba University
1995 Ph.D. (Supreme Award) Horticultural Engineering, Chiba University , Japan
1989 B.Sc. (Honor) Agriculture, Kasetsart University , Thailand March
หลังจากนั้นก็เข้าทำงานใน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ในฐานะนักวิจัย ดร.เฉลิมพล เกิดมณี ถือได้ว่าเป็นนักวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมีผลงานที่ได้
รับรางวัลนานนาชาติ 6 รางวัล ผลงานจดสิทธิบัตร 7 สิทธิบัตร และบทความที่ตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ
อีกกว่า 40 ผลงาน

ดร.เฉลิมพล เกิดมณี
“หลังจากจบปริญญาตรี ทางด้านพืชสวนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ไปทำงาน
ที่ญี่ปุ่นอยู่สองปีในบริษัท Asahi Industries ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำงานในเชิงของการใช้พันธุวิศวกรรม
เพื่อการพัฒนาพันธุ์พืช เช่นพวกกลุ่มของกล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับแล้วก็ผัก หลังจากนั้นก็ตั้งใจเข้าเรียน
ต่อปริญญาโทแต่พอไปสอบแล้วก็ได้คะแนนเต็มเขาก็บอกว่าน่าจะไปเรียนเอกเลย พอไปสอบปริญญาเอก
ก็สอบได้ ก็เลยเข้าเรียนต่อปริญญาเอกเป็นแบบ pass ขึ้นไปโดยไม่ผ่านการศึกษาในระดับปริญญาโท
ปริญญาเอกเรียนสาขาวิศวกรรมด้านพืช เป็น วิทยาศาสตร์ผสม เอาความรู้ทางด้านวิศวกรรมมาผสมกับพืช
เรียนรู้การผลิตพืชขนาดใหญ่ เพื่อรองรับประชากรโลก สมัยเรียนปริญญาเอกก็ทำงานวิจัยในเรื่องของ การใช้
สภาพแวดล้อมเพื่อการ ศึกษาการแสดงออกของพืชของพันธุกรรมพืช สภาพแวดล้อมนี้อย่างเช่นว่า อุณหภุมิแสง
ความชื้น พืชจะมีการตอบสนองออกมาอย่างไร แล้วก็สร้างการผลิตพืชแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
มีงานบางส่วนที่ทำร่วมกับนาซ่าในการ ผลิตพืชสำหรับอวกาศ ตอนที่เรียนใช้เวลาสองปี คือหลักสูตรเขาสามปี
แต่มีผลงานมากจนเขาบอกว่าคุณจบได้แล้ว ก็จบมาแล้วก็เข้ามาทำงานที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีแห่งชาติ ก็เข้ามาอยู่ในห้องแล๊ป ทางด้าน สรีระวิทยาและชีวะเคมีด้านพืช ”
ดร.เฉลิมพล เกิดมณี ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับพืชมากกว่า 12 ปี โดยมุ่งทำงานในเรื่องสภาวะที่ไม่เหมาะสม
ในเรื่องการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งเกิดจาการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมของโลกซึ่งปัจจัยหลัก
อย่างหนึ่ง คือปัญหาที่เกิดจากสภาวะโลกร้อน ก่อให้เกิดผลกระทบต่างๆมากมาย และ ผลกระทบที่ก่อให้เกิด
ปัญหากับภาคการเกษตรของประเทศคือปัญหาดินเค็มที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของประเทศไทย
ลดลงอย่างรวดเร็ว
“ในช่วงระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา สภาวะบรรยากาศของโลกเปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยๆซึ่งเกิดจาก
สภาวะโลกร้อน มันเป็นการสร้างสมดุลใหม่ ของบรรยากาศโลกหากเรามองในเรื่องการเปลี่ยนแปลง
ตามธรรมชาติ แต่สมดุลใหม่นี้ เป็นภาวะที่รบกวนสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโลกBiomass หรือ มวลชีวภาพที่อยู่ใน
โลกนี้ไปอยู่ในที่ที่ไม่ควรจะอยู่ มวลชีวภาพควรถูกเก็บไว้ในดินและในผืนป่า แต่ในปัจจุบันเกิดขึ้นเพราะ
กิจกรรมต่างๆของ มนุษย์เป็นจำนวนมาก จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ขึ้น
สู่บรรยากาศจำนวนมาก การที่มนุษย์นำป่าออกมาใช้ นำพืชมาเป็นอาหาร จึงทำให้มวลชีวภาพเกิดการหมัก
ซึ่งจริงๆมันควรจะหมักอยู่ในที่ๆเหมาะสมในสภาพป่าซึ่งใช้เชื้อราในการหมัก แต่การหมักแบบขยะจะเป็น
การหมักแบบใช้แบคทีเรียซึ่งจะทำให้เกิดก๊าซมีเทน ก๊าซมีเทนก็ขึ้นไปทำลายชั้นบรรยากาศของโลก
อีกระลอกหนึ่ง จนถึงการที่ระบบเกษตรในบ้านเรามีการทำให้คาร์บอนและก๊าซที่อยู่ในดินลดลงอย่าง
รวดเร็วอย่างเช่น การเผาป่า การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้คาร์บอนขึ้นสูบรรยากาศได้เร็วขึ้น
คาร์บอนไดออกไซต์ มีเทน ก็เข้าไปจับกับชั้นโอโซนที่ทำหน้าที่เสมือนฟิล์มกรองแสงของโลก
บางลงแสงก็จะเข้าได้มากขึ้น ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกหรือสภาวะโลกร้อน
เป็นห่วงโซ่ที่เป็นวัฎจักร เมื่อภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นเราจะพบว่าเกิดการระเหยของน้ำที่รุนแรง
การที่ผืนป่าในโลกลดลงน้ำก็จะระเหยขึ้นจากผิวดินโดยตรงอย่างรวดเร็ว ในอดีตนับไปหลายล้านปี
แผ่นดินส่วนใหญ่จมอยู่ใต้มหาสมุทร เกลือก็ถูกสะสมไว้ด้วย จึงถูกดันขึ้นมาพร้อมกับน้ำ ประกอบกับพอ
โลกร้อนขึ้นน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทำให้น้ำใต้ดินยกระดับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้ละลายเกลือดันขึ้นสู่ผิวดินมากขึ้น
ขณะที่ภาวะโลกร้อนทำให้การไหลของกระแสน้ำเย็นเปลี่ยนทิศทางเพราะมีน้ำเย็นไหลลง
มามากขึ้น กระทบกับกระแสน้ำอุ่นทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศทาง พายุหมุนก็เปลี่ยนจุดตำแหน่งของการเกิด
อย่างเช่นเมื่อก่อนจะไม่ค่อยเห็นการเกิดพายุในพม่า อินเดีย ก็ทำให้เกิดมากขึ้น น้ำจืดในมหาสมุทรมีมากขึ้น
การเกิดพายุหมุนจะหอบน้ำจำนวนมากขึ้นมา น้ำทะเลเหล่านั้น ท่วมขึ้นสู่แผ่นดิน ทำให้มีการแพร่ระบาดของ
พื้นที่ดินเค็มอย่างรวดเร็ว”
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการแพร่กระจายของพื้นที่ดินเค็มเป็นจำนวนมาก
ประเทศไทยเองได้รับผลกระทบจากพื้นที่ดินเค็มทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงอย่างรวดเร็วซึ่ง
ดร.เฉลิมพล เกิดมณี เปิดเผยว่าปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ดินเค็มอยู่ราว21 ล้านไร่
ถือว่าเป็นพื้นที่จำนวนมากเลยทีเดียว

ดร.เฉลิมพล เกิดมณี
“ประเทศไทยมีพื้นที่ดินเค็มอยู่ประมาณ 21 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายทะเลประมาณ 4 ล้านไร่ และ
อยู่ในพื้นที่แถบภาคอีสานประมาณ 17 ล้านไร่ เกลือในดินมีทั้งประโยชน์และโทษ ในแง่ของประโยชน์
เราพบว่า ผลไม้ที่มีรสหวาน จะปลูกได้ดีในพื้นที่ที่มีน้ำทะเลขึ้นมาถึงเช่น ระยอง จันทบุรี ตราด
นครปฐม นนทบุรี น้ำในทะเลมีส่วนกระตุ้นให้ภายในเซลพืชสร้างความเข้มข้น ขึ้นมา ทำให้ผลไม้
มีรสหวาน ซึ่งความเค็มมันมีทั้งประโยชน์และโทษ ในแง่ของโทษความเค็มทำให้ผลผลิต
ทางการเกษตรของประเทศไทยลดลงอย่างรวดเร็ว ”
จากปัญหาดังกล่าวดร.เฉลิมพล เกิดมณี จึงสนใจในปัญหาดินเค็มสำหรับภาค
การเกษตรเพื่อทำการศึกษาโดยตั้งเป้าในการฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็มที่มีศักยภาพในการเพาะปลูกน้อยให้
กลับกลายเป็นพื้นที่ที่มีความสามารถในการเพาะปลูกอีกครั้ง ซึ่งงานวิจัยดังกล่าว ดร.เฉลิมพล เกิดมณี
เลือกที่จะใช้ข้าวเป็นพืชต้นแบบในการศึกษา เพราะเหตุผลที่ว่าข้าวเป็นอาหารหลักและพืชเศรษฐกิจ
ของคนไทย นอกจากนี้ ดร.เฉลิมพล เกิดมณี ยังได้ประเมินความสูญเสียที่เกิดจากภาวะดินเค็มของประเทศ
พบว่าความเค็มก่อให้เกิด ความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศปีละประมาณ 2 พันล้านบาท
ซึ่งเป็นตัวเลขที่ซ่อนอยู่ ดังนั้นการแก้ไขภาวะดินเค็มจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนปัญหาหนึ่ง
ในภาคการเกษตรของประเทศ
“การผลิตข้าวของโลกประเทศจีนสามารถผลิตได้ประมาณ 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่
ญี่ปุ่นก็ 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ในขณะที่ประเทศไทยสามารถผลิตข้าวได้ประมาณ 400
อย่างเก่งก็ 700 กิโลกรัมต่อไร่ น้อยกว่าจีนเกือบ 3 เท่าตัว เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะ
ประเทศไทยมีพื้นที่ผลิตข้าวกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในภาคอีสาน ในขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยของ
ภาคตะวันออกเฉียงใต้หรืออีสานอยู่ที่ 200-300 กิโลกรัมต่อไร่ ถึงแม้ภาคกลางจะสามารถ
ผลิตข้าวได้เฉลี่ย 7-800 กิโลกรัมต่อไร่ แต่พอนำมาเฉลี่ยกันก็ทำให้ค่าเฉลี่ยลดลงไป
ทำให้ค่าเฉลี่ยของประเทศไทยสามารถผลิตข้าวได้เพียงปีละประมาณ 400 กิโลกรัมต่อไร่
ผลกระทบที่ทำให้พื้นที่ในภาคอีสานทำการผลิตข้าวได้น้อยเหตุผลที่สำคัญอย่างที่ 1 คือ
พื้นที่ 1ใน 3 เป็นพื้นที่ที่มีการแพร่กระจายของความเค็ม คือใต้ดินมีเกลือ อย่างที่2
เกิดจากความแห้งแล้ง อันนี้เกิดจากสภาวะโลกร้อนที่สืบเนื่องมา อันที่ 3 คือแผ่นดินไทย
เป็นแผ่นดินเก่า คือเป็นแผ่นดินที่ไม่มีภูเขาไฟระเบิด มันถูกใช้มานานความอุดมสมบูรณ์ของ
ดินก็จะลดต่ำลง ซึ่งทำให้เป็นพื้นที่ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้
แล้งจัด ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ก็เลยทำให้กลายเป็นภาวะเกษตรอับจนยั่งยืน
เราทำงานในการฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็มที่เป็นแหล่งที่แพร่กระจายความเค็มอย่างเช่น
ในแหล่งที่ผลิตเกลือสินเธาว์ คือทำนาเกลือในแผ่นดิน แถบพื้นที่อีสานเราก็ไปฟื้นฟูที่บริเวณนั้น
เรามีพื้นที่ต้นแบบที่บอระบือประสบความสำเร็จ ในเนื้อที่ประมาณ 50ไร่ ร่วมกับสถาบันราชพฤกษ์
เราทำงานร่วมกับบริษัทเกลือพิมาย โดยทำการฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็มที่เกลือพิมาย เรากำลังฟื้นฟูพื้นที่
บริเวณอำเภอบ้านม่วงและอำเภอบ้านดุงซึ่งเป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์เช่นกัน ในประเทศไทยเรามี
แหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ขนาดใหญ่ก็จะมีสามแหล่งนี้แหละซึ่งเราได้เข้าไปศึกษาถึงการตอบสนอง
ของพื้นต่อความเค็มความแล้ง”
การศึกษาเกี่ยวกับความเค็มความแล้งของดินสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช คัดพืช
การปลูกในกระถาง ปลูกในไฮโดรโปลิค หรือการปลูกทดสอบในแปลง แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเกือบ 30 ปี
ของประเทศไทย ที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาดินเค็มยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าทีควรเพราะมีความคลาดเคลื่อน
ของปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมดในการทดลอง ส่วนการทดลองของดร.เฉลิมพล
เกิดมณีและศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้ใช้
วิธีการการคัดพันธุ์พืชโดยการควบคุมสภาพแวดล้อม ซึ่งนอกจากการการได้รับการยอมรับ
ในระดับนานาชาติแล้วงานวิจัยชิ้นนี้ยังได้รับการจดสิทธิบัตรด้วย
ดร.เฉลิมพล เกิดมณี
“การศึกษาเกี่ยวกับปัญหาดินเค็มที่ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จในประเทศไทยเนื่องจากการทำ
การวิจัยมักจะไม่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ เช่นการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมันจะมีความชื้น
ในขวดพืชมักจะมีความชื้นสูง พอมีความชื้นสูงทำให้พืชไม่ค่อยตอบสนองต่อความเค็มและความแล้ง
คือยังมีชีวิตอยู่ได้ การคัดพันธุ์ในแปลง ในกระถ่าง ในน้ำ สภาพแวดล้อมก็คุมไม่ได้หลายปัจจัย
ส่วนของเรานี้เราได้พัฒนาระบบการคัดพันธ์พืชโดยการควบคุมสภาพแวดล้อม
ระบบนี้ช่วยให้เราสามารถทราบว่าพืชต้นไหนทนสภาวะแวดล้อมได้อย่างไรภายใน 3 ชั่วโมง
เราใช้เครื่องมือในการตรวจจับคาร์บอนไดออกไซต์ที่พืชใช้แล้วคายออกมา จึงทำให้เรารู้การตอบสนองได้
เช่น ถ้าเราออกกำลังกายด้วยการวิ่ง พอหอบเราก็จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ออกมา พืชก็เช่นกัน
เมื่ออยู่ในภาวะเครียดก็จะมีการใช้คาร์บอนไดออกไซต์มากขึ้น ตรงนี้ทำให้เราสามารถตรวจจับได้
อย่างรวดเร็วว่าพืชต้นใดทนไม่ทน เราพบว่ามีพืชในกลุ่มตระกุลถั่วซึ่งรวมถึงพืชตระกูลถั่วใน
พวกไม้ยืนต้นใหญ่ ๆ ด้วย อย่างเช่น นนทรีบ้าน นนทรีป่า พวกราชพฤษ จามจุรี กลุ่มพืชในพวกสะเดา
พวกนี้จะทน แต่พืชที่ทนมากที่สุดคือพวกยูคาลิปตัส และ พวกไม้สน จากข้อมูลที่ไม่มีความชัดเจน
ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าพวกนี้ทน เราได้นำพืชเหล่านี้ไปปลูกในพื้นที่ดินเค็มและจากระยะเวลา 4 ปี
สามารถลดระดับความเค็มจาก 10 เปอร์เซ็นต์เกลือเหลือเพียง 0.8 เปอร์เซ็นเกลือเท่านั้น
ซึ่งสามารถทำการเกษตรตามปรกติได้
หลักการก็คือการดึงน้ำจากใต้ดิน เหมือนกับการใช้ปั๊มน้ำ ซึ่งดูดน้ำจากใต้ดินขึ้นสู่อากาศ
พอน้ำลดระดับลง เกลือก็จะละลายไม่ได้ พอมีฝนตกลงมาก็จะทำให้กดเกลือลงไปเก็บใต้ดินอีกครั้งหนึ่ง
ด้วยกลไลนี้ คือการเก็บเกลือเข้าสู่ใต้ดินตามหลักธรรมชาติ เราทำการฟื้นฟูพื้นที่ต้นแบบจากบอระบือจนมาถึง
โคราชที่เกลือพิมายและไปสู่ บ้านดุงบ้านม่วงที่สกลนคร อุดรธานี ทำให้เราสามารถฟื้นฟูพื้นที่
ดินเค็มที่รกร้างว่างเปล่าได้
หลังจากนั้นเราพบว่า เราจะทำไม่ได้เลยหากไม่มีพันธมิตรที่เป็นเกษตรกรเข้ามา
ร่วมกันฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็ม และ เกษตรกรเองก็จะทำงานไม่ได้เลยหากไม่มีรายได้กลับคืน
งานวิจัยของการหาพืชเศรษฐกิจที่สามารถปลูกได้ทั้งดินเค็มดินแล้ง ซึ่งเราได้ทำเป็นงานต้นแบบกับ
พืชชนิดแรกคือข้าว การคัดพันธุ์โดยการตรวจจับคาร์บอนไดออกไซต์นี้ได้ถูกนำมาใช้ในการหา
พันธุ์ข้าวหอมในเมืองไทย เราใช้พันธุ์ข้าวหอมของเมืองไทยที่เก็บสะสมไว้กว่า230 กว่าสายพันธ์
พบว่ามีข้าวหอมชนิดหนึ่งที่ขึ้นชื่ออยู่ในลุ่มน้ำปากพนัง ปากพนังเป็นพื้นที่น้ำทะเลขึ้นมาท่วมถึง
มันอาจจะเป็นการปรับตัวทางธรรมชาติ ซึ่งเราใช้ข้าวตัวนี้เป็นการศึกษากลไกการทนเค็มภายใน
และใช้ข้าวตัวนี้ ในการพัฒนาพันธุ์ข้าว ขณะนี้เราได้ข้าวหอมมะลิ และ ข้าวปทุมธานี
ซึ่งมีคุณสมบัติทนเค็มและทนโรคใบไหม้
ขณะนี้พันธ์ข้าวอยู่ระหว่างเพิ่มจำนวนเม็ดพันธ์เพื่อจะนำไปใช้ปลูกทดสอบ ว่าเขาโต
ได้ในพื้นที่ใดในประเทศไทย ตัวพันธุ์ข้าวนี้เราได้ ปลูกบนแปลงตากเกลือของบริษัทเกลือพิมายซึ่ง
มีความเค็มอยู่ในระดับสัก 1-1.5 เปอร์เซ็นเกลือซึ่งถือเป็นระดับความเค็มตามมาตรฐานของประเทศไทย
ข้าวได้ผลผลิตได้ดีกว่าการปลูกข้าวในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นทิศทางที่ดีว่าเกษตรกรในเมืองไทย
จะมีพันธ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง ทนเค็มได้ดี สามารถสร้างได้และใช้เป็นพืชที่ใช้ลดความเค็มของดินได้
คือเมื่อเราปลูกข้าว มีระบบน้ำอยู่มีระบบต้นพืชอยู่พืชเหล่านี้จะช่วย ลดความเค็มของดินได้
นี้คือลักษณะงานที่เราทำ”
การทำงานของ ดร.เฉลิมพล เกิดมณีและทีมงานเป็นไปในลักษณะของการปรับปรุงพันธ์ไม่ใช่การตัดต่อ
ทางพันธุ์กรรมโดยเน้นการวิจัยไปในทางการปรับปรุงพันธุ์ตามธรรมชาติและเน้นการรักษาคุณสมบัติเด่น
ของข้าวเอาไว้ แต่เปลี่ยนแปลงลักษณะอย่างอื่น เช่นการ ทำให้ทนเค็ม ทนโรคใบไหม้ ใช้พื้นที่เพาะปลูก
น้อยลงโดยการเปลี่ยนแปลงลักษณะของทรงต้น ทำให้สามารถสังเคราะห์แสงได้มากขึ้น มีระบบรากที่แข็งแรง

ห้องปฎิบัติการในศูนย์ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค)
“GMO(Genetically Modified Organism) คือการตัดต่อทางพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิต
โดยไม่ใช่วิธีทางธรรมชาติโดยมนุษย์เป็นผู้ทำ การผสมพันพืชเป็นการโยกย้ายทางพันธุกรรมเหมือนกัน
แต่จะเป็นไปในรูปแบบของกระบวนการทางธรรมชาติ แต่ GMO โยกย้ายข้ามเผ่าพันธุ์ได้ เราใช้วิธีการ
ปรับปรุงพันธุ์ตามแต่โบราณ เราใช้วิธีพวกนี้เป็นตัวย้ายพันธุกรรม
เราดูการแสดงออกทางพันธุกรรมจึงสามารถทำให้เราทำงานได้ไว ไม่ต้องไปปลูกในแปลง
ก็สามารถรู้ว่านิสัยใจคอของพืชนั้นเป็นอย่างไร ในสภาวะแวดล้อมที่มีการควบคุม ถ้าไม่ให้น้ำข้าว
ข้าวก็ย่อมเหี่ยว ถ้าปลูกในแปลงต้องรอดูฝน มันช้ากว่าต้นข้าวจะโต ในระดับทดลองต้นข้าวสูงแค่ 1 นิ้ว
เราก็รู้แล้ว และมีผลใกล้เคียงกับทางธรรมชาติ เราใช้เครื่องหมาย DNA ถ้าเครื่องหมายใดแสดงว่าทนโรคได้
ในพันธุ์พืชใดมีเครื่องหมายทางพันธุกรรมอันนั้นก็แสดงว่ามันมีแนวโน้มที่จะทนได้ด้วย
สำหรับพันธุ์ข้าวจากลุ่มน้ำปากพนังเราได้ข้าวนี้มาจากหมู่บ้านหนึ่งซึ่งเขาปลูกไว้กินเอง
ไม่ใช่ข้าวเศรษฐกิจก็ใช้ตัวนี้มาพัฒนาโดยนำมาผสมกับข้าวเศรษฐกิจแล้วใช้วิธีการทางไบโอเทคใน
การปรับปรุงพันธุ์อย่างรวดเร็วแต่ไม่ใช่วิธีการตัดต่อยีนส์นะครับ ข้าวตัวนี้ทนเค็ม 1.5 เปอร์เซ็นเกลือถือว่า
ทนเค็มมากที่สุดในโลกก็ได้เพราะว่างานอันนี้เองเมื่อ 4 ปี ที่แล้ว นิตยสารไทม์ ที่ฮ่องกงเอาไปลงแล้ว
มีการบันทึกว่าเป็นพันธุ์ข้าวที่ทนเค็มที่สุดในโลก”
ปัจจุบันงานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการทดลองปลูกอยู่ในพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ จะมีแผน
จะขยายต่อไปในปีหน้าเป็นจำนวน 4,000 ไร่ ซึ่ง ดร.เฉลิมพล เกิดมณี คาดการณ์ว่า เกษตรกร
สามารถใช้ไปในใช้งานได้จริงในเรื่องของพันธ์ข้าวอีกประมาณ 2 ปี ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาดินเค็มจะ
ใช้เวลาประมาณ 2 ปีครึ่ง ดังนั้นต้องถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทำให้พื้นที่การเกษตรของไทยกลับกลาย
เป็นพื้นที่สีเขียวอีกครั้ง และนั้นหมายถึง ความเป็นอยู่ที่อุดมสมบูรณ์ขึ้น สมกับคำกล่าวที่ว่าในน้ำมีปลา
ในนามีข้าว และนั้นย่อมหมายถึง ภาคการเกษตรที่แข็งแกร่งขึ้นของประเทศไทย
“สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ถือว่าได้ผลเกินความคาดหมาย คือ ทำในสิ่งที่ประเทศไทยพยามทำกันมา 30 ปี
แล้วยังทำไม่ได้ ได้ฟื้นฟูพื้นที่ที่ทำการเกษตรไม่ได้ให้สามารถกลับมาใช้ในการเพาะปลูกได้ นี้ถือว่าเป็น
ความใหม่และยิ่งใหญ่ อย่างที่สองทำพันธุ์พืชที่ไม่ทนเค็ม เช่นข้าวที่ไม่ทนเค็มให้กลายเป็นข้าวที่ทนเค็ม
ได้และยังให้ผลผลิตที่สูง กว่าการปลูกในพื้นที่ไม่เค็มอีก
เทคโนโลยีชุดเดียวกันนี้ได้ถูกนำไปถ่ายทอดให้แก่ภาคเอกชนเช่น มิตรผลวิจัย
ใช้เทคโนโลยีทนเค็มไปพัฒนาพันธุ์อ้อยของเขา เทคโนโลยีชุดเดียวกันนี้กำลังถ่ายทอดให้กับบริษัท
ที่ผลิตต้นกล้ายูคาลิปตัส และขณะเดียวกัน ลงสู่ระบบรากหญ้าใช้ทำงานกับตัวเกษตรกรจริงๆ
ขณะนี้ทำอยู่ที่ 100 ไร่ และปีหน้าจะทำที่ 4,000ไร่ ก็ต้องบอกว่าเป็นงานจากเทคโนโลยีบริสุทธ์ที่เข้าใจ
การเรียนรู้มาสู่การปรับแต่ง มาสู่การประยุกต์ใช้ สู่ภาคอุตสาหกรรม และมาสู่การปรับใช้กับเกษตรกรระดับรากหญ้าได้
เมื่อขยายพื้นที่เป็น 4,000ไร่ ก็จะกลายเป็นพื้นที่ป่าสู่ป่าขึ้นมา จะช่วยลดภาวะโลกร้อนลงได้
ส่วนที่ สอง เมื่อมีป่า ป่าก็จะดึงฝนกลับมาให้ เดิมอีสานมีภาวะอย่างนี้ครับ ประเทศไทยนะมีน้ำไม่ได้ขาด
แต่ปัญหาจะเป็นเรื่องของการจัดการน้ำ ฝนไม่ตกตรงจุดที่ควรจะตกไม่อุ้มน้ำในที่ที่ควรจะอุ้มน้ำ
หลักการของเราก็คือว่า ไปปลูกพืชยืนต้นบนเส้นทางที่ฝนผ่าน เมฆฝนจะเกิดในทะเลจีนใต้เข้าเข้าสู่
อีสานเหนือ แต่ป่ามีไม่เยอะ การเกิดก้อนเมฆ เพื่อทำให้เกิดเป็นเมฆหนัก ยาก ก็ทำให้เมฆเบาบางเหล่านี้
บินข้ามาเข้าสู่แถวเพชรบูรณ์ กำแพงเพชร แถวนั้นมีป่า ก็จะเกิดเป็นฝนตกบริเวณนั้นน้ำก็ท่วมภาคเหนือ
ตอนล่างภาคกลางตอนบน น้ำก็ท่วมอยู่ทุกปี วิธีการระดับมหภาคก็คือ การปลูกป่า ในเส้นทางฝนผ่าน
ทำการเก็บเมฆได้คือพื้นที่ป่าสีเขียวขนาดใหญ่บนเส้นทางที่ฝนวิ่งมาจากทะเลจีนใต้ เพื่อให้ฝนตกใน
บริเวณภาคอีสาน ซึ่งเป็นบริเวณต้นน้ำ เมื่อฝนตกก็จะทำให้มีเมฆที่เบาบางกระจายสู่ภาคเหนือ
ตอนล่างภาคกลางตอนบน สภาวการณ์เกิดน้ำท่วมก็จะลดลง ซึ่งมันสามารถเพิ่มความอุดมสมบูรณ์
ของดิน คาร์บอนไดออกไซต์ถูกเก็บไว้ในต้นพืช พอมีพื้นที่ป่ากระกระจายตัวของเกลือก็จะลดลง
ภาวะสมดุลย์ของโลกก็จะย้อนกลับไปสู่อดีตได้ อันนี้ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่ง
อีกอย่างหนึ่งคือคนต้องใช้ทรัพยกรอย่างประหยัด ซึ่งทุกสิ่งที่
เราใช้ไปนี้เป็นส่วนกระตุ้นให้ภาวะโลกร้อนเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก ปัจจุบันนี้น่าเป็นห่วงเพราะว่า
มนุษย์กำลังกลับไปมองปัญหาเฉพาะหน้าคือเรื่องพลังงาน เรื่องภาวะโลกร้อนนี้เข้ามาสักประมาณ 2 ปี
พอภาวะพลังงานมาก็ซักซีเรียสจัดคนก็เลิกสนใจเรื่องโลกร้อน แต่ถ้าดูกันจริงๆแล้วนี้เรื่องโลกร้อน
กับภาวะพลังงานนี้เป็นเรื่องเดียวกัน เช่น โลกร้อนทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางของลม ปัจจุบันเรา
ได้พลังงานสะอาดจากลมเข้ามา หรือการปลูกปาล์มน้ำมัน อ้อย พวกนี้ช่วยให้เก็บคาร์บอนเข้าสู่ต้นพืช
เข้าสู่ดิน ก็จะช่วยรื่องโลกร้อนได้เช่นกัน ”
งานวิจัยชิ้นนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรของประเทศไทยดังนั้นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
จึงต้องอาศัยการร่วมมือกันทุกภาคส่วนสำหรับการคืนพื้นที่สีเขียวให้แก่ประเทศไทย
โดยเฉพาะเกษตกรในพื้นที่ ซึ่งเปรียบเหมือนต้นธารแห่งการฟื้นฟู ดังนั้น ดร.เฉลิมพล เกิดมณี
และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) จึงเชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการดังกล่าว
“เราทราบดีกว่าเกษตรกรมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเราคงต้องการการร่วมมือจากภาคเกษตรกรด้วย
เราต้องสร้างเกษตรกรให้มีความแข็งแกร่งขึ้น เราจึงเชิญชวนเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่มองเรื่องสภาวะแวดล้อม
และสังคมด้วย เราชวนบริษัทเกลือพิมาย มูลนิธิเครือซิเมนตไทย ได้เข้ามาร่วมกับเรา
ในการเร่งนำเทคโนโลยีกระจายสู่การใช้งาน ในขณะนี้เราได้เริ่มทำในพื้นที่ต้นแบบประมาณ 100 ไร่
ในพื้นที่ จังหวัด สกลนคร อุดรธานี และในปีหน้า เราจะขยายพื้นที่เป็น 4,000ไร่
และเราเองอยากจะประกาศหา อบต. กลุ่มอบต. ที่อยู่บนพื้นที่ดินเค็มและอยากจะฟื้นฟูทำการเกษตร
บนพื้นที่ดินเค็ม มาเป็นพันธมิตรทำงานร่วมกับเรา ในชุดโครงการ 4,000 ไร่ เพื่อคืนพื้นที่สีเขียวให้แก่
แผ่นดินไทย ซึ่งเราต้องอาศัยพืชสองกลุ่มใหญ่ คือข้าว กับพวกไม้ยืนต้น ซึ่งให้ตอบตอบแทนทาง
เศรษฐกิจและทนเค็มสูง ยุคาลิปตัสจึงเป็นตัวเลือกตัวหนึ่งที่เราเลือกมาใช้ปลูกในพืชที่ที่พืชชนิดอื่น
ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดี ยูคาลิปตัสจะถูกเปลี่ยนโฉมจากที่เคยถูกมองว่าเมื่อปลูกในพื้นที่ที่มีความ
อุดมสมบูรณ์เขาดูดกินน้ำธาตุอาหารเก่ง เมื่อปลูกในพืชที่แห้งแล้งเขาก็โตได้และสามารถคืน
ความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ได้ หากมีอบต.ที่ไหนสนใจก็สามารถติดต่อกลับมาได้ผม
ดร.เฉลิมพล เกิดมณี เบอร์โทร 081-985-8545 เรายินดีที่จะร่วมมือกับท่านในการช่วยกัน
เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ดินเค็ม ”

การเพิ่มพันธุ์ต้นกล้าในชุดทดลอง
ก่อนจบการสนทนาในวันนั้นดร.เฉลิมพล เกิดมณี ได้กรุณาแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกับสถานการณ์ข้าวและชาวนาไทยในปัจจุบัน
“สถานการณ์ข้าวของไทยในปัจจุบันเป็นอันตรายอย่างยิ่งในการคิดใน
ระบบเกษตรของเรา ราคาข้าวดี แต่ราคาข้าวที่ถีบตัวสุงขึ้นไม่ได้เกิดจากความสามารถของคนไทย
แต่เกิดจาการที่ภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินเดีย ไม่สามารถผลิตข้าว
เพียงต่อต่อความต้องการของประเทศ ซึงพวกนี้เป็นผู้ขายข้าวหลักในตลาดโลกเช่นเดียวกับประเทศไทย
ความต้องการเท่าเดิมแต่ความสามารถในการผลิตเข้าสู่ตลาดโลกน้อยลงจึงทำให้
ราคาข้าวถีบตัวสูงขึ้น ดังนั้นราคาข้าวที่สูงขึ้นจริงไม่ใช่ราคาข้าวจริงๆ ข้อได้เปรียบของเราคือ
บนที่ตั้งของไทย มีความสมบูรณ์แล้วก็คงที่ ไม่ค่อยถูกรบกวนจากภาวะแผ่นดินไหว
หรือภัยธรรมชาติอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะเช่นนี้เองนี้ ถ้ามีภาวะแล้ง คือต้นนี้โลก
มีภาวะแล้งที่ทวีปอเมริกา น้ำมากที่เอเชีย แต่มันก็จะเวียนในทุกๆประมาณ 3 ปี ดังนั้นหากแล้ง
เมื่อไหร่ก็จะกลับกันไทยจะแห้งแล้งอย่างมาก แต่พวก ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินเดีย
ก็จะสามารถปลูกข้าวได้ดีขึ้น ดังนั้นหากเราไม่สามารถผลิตข้าวที่ทนเค็มทนแล้งได้ไม่ทันก็
อาจจะเกิดปัญหาขึ้นมาได้ ถ้าพูดถึงสภาวะของข้าวในตอนนี้ก็คงต้องบอกว่า ราคาข้าวที่
เปลี่ยนไปไม่ได้เกิดความสามารถ แต่เป็นเรื่องวของ Demand-Supply
อีกเหตุผลหนึ่งคือประเทศไทยเราเองระบบเกษตรเริ่มเปลี่ยนไปเยอะ
ส่วนลูกหลานที่ได้ร่ำเรียนแล้วนี้ก็ไม่ค่อยจะกลับไปช่วยพ่อแม่ในการทำนาทำไร่ ก็จะทำให้
ความสามารถในการแข่งขันเกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตรจะลดลงแต่ตรงนั้นมันยังมีช่องโอกาส
อีกเยอะเป็นเกษตรเทคโนโลยี เช่นที่จีน หรือญี่ปุ่นผลิตข้าวลูกผสม ที่ให้ผลผลิต 2,000 กิโลกรัมต่อไร่
หรือการผลิตปาล์มน้ำมัน ซึ่งให้ผลกำไรที่ดีกว่าการปลูกข้าว ถึง 3 เท่าตัว ตลาดมีความต้องการสูง
สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้ เราสามารถพันธุ์พืชไปได้อีกเยอะ และทำให้ประเทศไทยมีความยั่งยืน
ทางเศรษฐกิจได้
เราสำหรับชาวนาไทยต้องมองว่าโลกมันเปลี่ยน แต่จริงๆแล้วยังมีอยู่ แต่เปลี่ยน
จากระบบร่วมลงแขก มาเปลี่ยนเป็นระบบการจัดจ้าง ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คล้ายๆกันเพียง
แต่ว่าเอาเงินมาเป็น อุปกรณ์ในการตีราคา แต่เดิมเขาใช้วิธีตีเป็นแรงงาน แล้วอีกอย่างคือ
เวลาปลูกข้าวงนี้จะปลูกพร้อมๆกันดังนั้นการหมุนเวียนของแรงงานก็จะทำได้ยาก
เราต้องมาเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรให้ใช้แรงงานได้น้อยลง แต่ผลผลิตมากขึ้น
ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ทำนาเนี่ยมีคำพูดว่าทำนาหาเงินให้คนขายปุ๋ย แต่ยังไงเชื่อว่าอาชีพชาวนา
จะต้องมีอยู่เพราะโดยวิสัยของคนไทย การมองเห็นข้าวในนานั้นหมายความว่าปีหน้ายังมีชีวิตรอด
ข้าวจึงไม่ใช่เรื่องของเงิน แต่ข้าวเป็นวัฒนธรรมความมั่นคงทางจิตใจ”
วิชาการดอทคอมขอขอบคุณ ดร.เฉลิมพล เกิดมณี ที่สละเวลาในการให้สัมภาษณ์


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |