วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/37960" type="text/javascript"></script>
กระดาษชะลอผลไม้สุก
คณะอุตสาหกรรมเกษตร ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ มช.ตั้งอยู่ในพื้นที่ด้านทิศใต้ของดอยสุเทพ ซึ่งไกลจากพื้นที่ มช.หลักฝั่งสวนสักและสวนดอกพอสมควร อากาศบริสุทธ์ตอนเช้าที่หาไม่ได้ตามฝั่งสวนสักผ่านเข้ามาทักทายเมื่อพวกผมเดินทางมาถึงพื้นที่อีกส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย
ผู้เขียน: ปอแมนเอ็กซ์ ชมแล้ว: 15,727 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 25 July 2008, 2:53 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 28 July 2008, 2:28 pm

หน้าที่ 1 - ประสิทธิภาพและผลการวิจัยโดยรวม

ใครๆก็เรียกฝั่งนี้ว่า “ฝั่งแม่เหี๊ยะ”


                  เด็กแม่เหี๊ยะ คือ คำนิยามนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ได้มาอยู่ในที่ห่างไกลแต่เป็นมิตรกับธรรมชาติ ผมหลงความสดชื่นของธรรมชาติตามแนวริมดอยสุเทพ จนผ่านคณะอุตสาหกรรมเกษตรโดยไม่รู้ตัว ด้วยความที่มีนักศึกษาอยู่กันประมาณ ๙๐๐ คน ที่นี่จึงไม่วุ่นวายและมีบรรยากาศน่าเรียนกว่าฝังสวนสักเป็นอย่างมาก

                 “ตอนผมมาอยู่ใหม่ๆ ” อ.สุพัฒน์ คำไทย ทักทายพวกผมอย่างเป็นกันเอง “ผมกลับกรุงเทพทุกวันหยุด ศุกร์ เสาร์ คือมันทำใจไม่ได้ มันเงียบเหงามาก ตอนนี้ยังดีเมื่อก่อนถนนหน้าคณะยังเป็นดินลูกรังอยู่เลย”

                 ผมเปิดสมุดโน้ตมองหาคำถามที่เตรียมมาถามท่านอาจารย์ สุพัฒน์  ถึงงานวิจัยเรื่อง “กระดาษชะลอสุกและยับยั้งเชื่อราในผลไม้” แต่อ.สุพัฒน์เริ่มก่อนที่ผมจะได้ยิงคำถาม

                 “ตอนเริ่มต้นเราคิดว่าเราจะนำกระดาษมาทำเป็นผิวที่กล่องให้มีคุณสมบัติยืดอายุ แล้วเราก็จะมาดูกันว่า มันจะช่วยยืดอายุของผลไม้ได้หรือเปล่า เราทดลองที่กล้วยก่อน พวกกล้วยหอมทอง กับ มะม่วง เพราะมันเป็นผลไม้ส่งออก ผลไม้พวกนี้มีอายุการเก็บรักษาประมาณ๒ อาทิตย์  เราก็ตั้งโจทย์กันว่าเราจะคิดกระดาษแปะที่ผิวกล้อง แล้วยืดอายุให้ได้มากกว่าเดิมอย่างน้อยสัก ๑ อาทิตย์”

                 “ตอนที่ไปแสดงผลงานคือเราเริ่มจากกระดาษรีไซเคิล เอามาทำเป็นกระดาษดูดซับ แต่ก็มีนักวิชาการหลายท่านบอกมาว่า ผลไม้พวกนี้มันเป็นของกิน ดังนั้นกระดาษรีไซเคิลมันอาจจะมีน้ำหมึก ถึงแม้จะเป็นผลไม้ที่ต้องปลอกเปลือกเช่น กล้วยหรือมะม่วงก็ตาม แต่มันมีผลทางความรู้สึก ก็เลยเปลี่ยนมาทำเป็นเยื่อฟอกขาว แล้วก็ใส่สารเคมีเข้าไป ทำให้ตัวมันเองมีคุณสมบัติดูดซับ แต่พอเอาไปใช้จริงๆ เราก็พบว่ามันเกิดจุดดำ ตามเปลือกหรือตามขั่วของผลไม้ จะมีเชื้อรา ก็เลยมานั่งคิดนั่งพัฒนากันต่อว่า กระดาษไม่น่าจะทำหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่บรรจุภัณฑ์ต้องทำหน้าที่ได้หลายอย่าง”

                 “จากนั้นเราก็มาพัฒนากันต่อว่า เราจะออกแบบให้มันทำหน้าที่ได้สองอย่าง คือ ยืดอายุผลไม้ และ ป้องกันเชื้อราไปด้วยในบรรจุภัณฑ์เดียวกัน ธรรมชาติของมะม่วงกับกล้วย เวลามันสุก มันจะเริ่มจากเขียวเป็นเหลืองแล้วก็จะเริ่มมีจุดดำ เราต้องทำให้ผิวมันสวย ระยะแรกเราทดลองกับกล้วยหอมทอง จากปกติมันก็ ๑๔ วันโดยประมาณ มันก็ยืดอายุได้ ๒๔ ถึง ๒๘ วัน ยืดได้สองสัปดาห์”

                                                 

 
กระดาษห่อชะลอสุกที่ได้รับการปรับแต่งพัฒนามาเรื่อยๆ
                 
                 “ส่วนเรื่องที่เราพบเชื้อราที่ขั้วหวี เราก็มาคิดกันต่อว่า ทำอย่างไรไม่ให้มันเกิด ก็ไปทดลอง ในการทดลองปรากฏว่า เราใส่สารยับยั้งเชื้อราตัวนี้เข้าไป มันทำให้ตรงขั้วหวีเกิดเชื้อราช้าลง คือธรรมชาติของกล้วยที่สุกวันที่ ๑๔ เชื้อราจะเกิดในกล้วยปกติประมาณวันที่ ๑๒ แต่เมื่อเราทดลองกับกระดาษตัวที่เราพัฒนา เชื้อราจะมาประมาณวันที่ ๒๑ เปลือกกล้วยกำลังเหลือง คือมันช้าลง มันก็ดีอยู่ แล้วการทดลองกับมะม่วง ปกติมะม่วงอยู่ได้ ๑๒ วัน แต่เรายืดไปได้ถึง ๒๗ วัน ก็เลยตอบโจทย์ได้ว่า มันสามารถยืดเวลาสุกแล้วก็ชะลอการเกิดเชื้อราได้”



: เกี่ยวกับตอนคิดจะทำงานวิจัยชิ้นนี้?

                 “ผมอาจจะเป็นคนประหลาด เวลาที่ผมคิดจะทำงานชิ้นนี้ คือตอนนั้นผมนั่งคิดถึงตากับยายคู่หนึ่งที่ผมไปเห็นแกบ่มผลไม้ โดยใช้ไฮโดเจนซัลฟาย มันก็เหม็นกลิ่นแก๊สมาก ก็เลยมาคิดว่าทำไมเราต้องทำอะไรที่มันต้องมีกลิ่นขนาดนี้ล่ะ เราน่าจะลองทำอะไรที่ง่ายกว่านี้ แล้วมันยืดอายุได้ ผมก็มาเจอถ่านกัมมันต์ที่มีคุณสมบัติดูดแก๊สไม่ว่าเป็นแก๊สอะไรก็ตาม แล้วทำไมมันจะดูด “เอธิลีน”จากผลไม้ไม่ได้ ผลไม้ทุกชนิดมีการหายใจเมื่อมีการหายใจก็จะเกิดแก๊ส เมื่อเราต้องการให้มันสุกช้าเราก็ต้องหาวัสดุอะไรที่มีคุณสมบัติดูดแก๊สเอธิลีนส่วนรสชาติความสมบรูณ์ของผลไม้ยังเหมือนเดิม”

: เอาไปใช้กับอย่างอื่นเช่นผักได้หรือไม่?

                 “มันจะมีกลุ่มผลไม้ที่จัดอยู่ในกลุ่มการหายใจสูง คือมีกระบวนการสุกโดยใช้แก๊สเอธิลีน ผลไม้มีกล้วย มะม่วง  แต่ถ้าเป็นผักก็จะมีกระเจี๊ยบเขียว ส่งออกมากในญี่ปุ่น แล้วก็มีกลุ่มดอกบ็อคโครี่ สังเกตได้ว่าดอกเขียวมันจะมีสีเหลืองเป็นย่อมๆ เคยทดลองเอามาใช้ครับ แต่ปรากฎปัญหาว่า เราไม่สามารถควบคุมได้ว่ามันจเหลืองย่อมไหน กระเจี๊ยบเขียวเราก็เคยทำมันก็ยืดได้เหมือนกัน ปกติ ๗ วัน มันยืดได้ ๑๐ วัน แต่เรามีปัญหาว่า มันต้องหุ่มฟิลม์ แต่ตอนมันหายใจ ไอน้ำมันก็ไปเกาะที่ฟิลม์ แล้วมันก็เป็นตัวเร่งให้เกิดเชื้อรา ถ้าถามว่ามาลองใช้กับผักมันก็ได้ แต่มันควบคุมลำบากมาก อย่างผลไม้มันไม่มีไอน้ำ หน้าสัมผัสก็ไม่ซับซ้อนเหมือนผัก”

: ขั้นตอนการทำกระดาษ และงบประมาณที่ใช้

                 “กระดาษที่พวกผมออกแบบมาอย่างง่ายๆ เพราะผมตั้งเป้าอยากให้ชาวสวนทำกระดาษได้เองในไร่ ผมตั้งใจว่า จะไม่ขายงานชิ้นนี้ แต่จะให้เกษตรกรเลย และให้เขาได้ไปผลิตใช้กันเอง ไม่ต้องไปซื้อที่ไหน เพียงแต่หากระดาษขาวที่สั่งมาแล้วก็สามารถนำมาปันเองได้ เหมือนเทคนิคการทำกระดาษสา ก็ใช้ตระแกรงช้อนขึ้นมา ก็จะได้เป็นกระดาษสีอย่างนี้ เสร็จแล้วเราก็นำมาใส่กล่อง โดยส่วนตัวนะครับ ผมไม่อยากให้งานนี้ไปตกอยู่ในมือของโรงงาน เพราะว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต ก็เลยคิดไว้ว่าเราจะจดสิทธิบัตรไว้ก่อน เพราะเราจะล็อคไว้ ถ้าเป็นเกษตรกรมาขอผม คุณสามารถเอาไปใช้ได้เลย เพราะมันมีขั้นตอนและอุปกรณ์ที่ไม่ยุ่งยากเลย ไม่ต้องไปซื้อเขา เราช่วยเขาได้”
                 
                 “อย่างเอนไซม์ที่ลองเอามาเล่น จากภาคตรงข้าม เขาสกัดออกมาแต่ก็ไม่รู้จะทำอะไร ผมก็เลยเอามาลองใช้ฟอกเยื่อกระดาษสา ปกติเราไฮโดรเจนเปอร์อ๊อกไซด์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ฟอกขาว ได้ความขาว ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ผมก็มาลองดูว่าถ้าเราใช้เอนไซม์ แล้วลดไฮโดรเจนเปอร์อ๊อกไซค์เหลือ ๖ เปอร์เซ็นต์ มันก็จะได้ความขาวเท่ากันเลย แต่เริ่มต้นมีปัญหาว่าเอนไซม์สกัดมามันแพง ใครเขาจะกล้าทำหรือเปล่า? แต่ผมมองว่าเราส่งออกไปได้กำไรมาก ถ้าวันหนึ่งฝรั่งมันถามเราว่า กระบวนการต่างๆของเราเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า ผมว่ามันคุ้มค่าถ้าเราจะทำให้ผลิตภัณฑ์ของเราได้รับการยอมรับ ดีกว่าวันหนึ่งสินค้าของเราโดนตีคืน น้ำทิ้งจากเอนไซน์ไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว”

“สารประกอบของกระดาษ ผมใช้ถ่านกัมมันต์ คือถ่านที่เราใช้ในไส้กรองของเครื่องกรองน้ำ กับสารยับยั้งเชื้อราที่เรียกว่า “สารคาเบนดาซิน” ผมรู้ว่าคาเบนดาซินมีระดับการใช้ คือ ห้ามใช้มากกว่านี้เดี๋ยวมันจะเป็นพิษต่อผู้บริโภค เขากำหนดมาว่าสารนี้ห้ามใช้ในอาหารเกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ คือมีอยู่ ๕ กรัมต่อน้ำ ๑๐๐ ปกติทางการเกษตรเวลาเขาต้องการจะยับยั้งเชื้อราเขาจะใช้วิธีชุบผลไม้โดยตรงกับสารยับยั้ง เสร็จแล้วก็เอามาแขวนตากลม ซึ่งผมมองว่ามันมันยุ่งยาก ก็เลยจะเอาสารพวกนี้มารวมอยู่ด้วยกันในกระดาษยืดอายุผลไม้ แล้วนำไปทดลอง ปรากฎว่า วิธีห่อกระดาษสามารถยับยั้งการเกิดเชื้อราได้นานกว่าวิธีชุบแบบเดิม”

“ต้นทุน คาเบนดาซิน ขายขวดล่ะ ๙๐ บาท กระปุกมี ๕๐๐ กรัม  ได้เยอะนะเพราะว่าเราแค่ ๕ % ส่วนถ่านกัมมันต์ อาจจะแพงนิดหนึง แต่ว่าเราใช้ต่อแผ่นน้อยมาก ประมาณ ๒ กรัม หน้ากว้างประมาณ ๑ ฟุต กระดาษหนึ่งแผ่นไม่ถึง ๕ บาท อันนี้เป็นราคาแลปนะครับ ถ้าเราทำเยอะมันน่าจะถูกลง ส่วนพวกอุปกรณ์ก็เหมือนกับอุปกรณ์ทำกระดาษที่ชาวบ้านใช้ทำกระดาษสาทั่วไป สามารถหาได้ และ ทำได้เลย ตอนนี้งานผมกำลังลงไปตามหนังสือพิมพ์แต่ผมกลัวว่า สูตรมันจะรั่ว ผมก็เลยยื่นเรื่องขอจดสิทธิบัตร์เผื่อไว้ในกรณ์ที่มีคนเอาไปทำเพื่อการขาย เพราะว่าตั้งใจจะให้เกษตรกรจริง”
 

                                                

                   จากขวา เป็นกระดาษห่อชะลอสุกยุคแรกๆเนื้อยังหยาบๆ ซ้ายมือเป็นรุ่นต่อมามีความละเอียดและประสิทธิภาพมากขึ้น



: ประสิทธิภาพและผลการวิจัยโดยรวม

                 “โดยทั่วไปผลไม้ส่งออกมักส่งออกไปทางเรือ กะว่าไปถึงปลายทางปกติแล้ว เขาจะส่งออกอุณหภูมิ ๒๐ องศาฯ บวก ความชื้นสัมพัทธ์ ถ้าเป็นมะม่วง ความชื้นสัมพัทธ์ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ และกล้วย ประมาณ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ เวลาเราไปซูเปอร์มาร์เก็ตผลไม้ก็จะวางอยู่บนนั้น ตัวอุณหภูมิก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการยืดอายุของมัน ในการทดลองกล้วยหอม อุณหภูมิ ๒๕ จะอยู่ได้ ๒๐ วัน ถ้า อุณหภูมิ ๒๐ มันจะอยู่ได้ ๒๘ วัน  ในส่วนของมะม่วง ถ้าอุณหภูมิ ๒๐ จะอยู่ได้ประมาณ ๒๗ จะเห็นได้ว่าอุณหภูมิยิ่งต่ำก็สามารถเก็บผลไม้ได้นาน แต่ผลไม้ก็มีข้อจำกัด หากเราใช้อุณหภูมิที่ต่ำกว่านี้ มันจะเกิดอาการชิลลิ่ง คือผิวมันจะเกิดผลกระทบเนื่องจากความเย็น ถ้าเย็นมากมันก็จะช่ำ มีรอยน้ำตาลเกิดขึ้น มีบาดแผล ดังนั้นวิทยาการการเก็บเกี่ยวเขาจะกำหนดมาเลยว่า ผลไม้ชนิดนี้ อยู่ในความชื้นเท่านี้ อุณหภูมิเท่านี้จะดีที่สุด เคยมีการทดลองกับมะม่วง เราพบว่า ๑๕ ถึง ๒๐ เป็นอุณหภูมิที่ดีที่สุด”

“เวลาเราไปตลาดเพื่อเลือกซื้อผลไม้สักอย่างนั้น เราก็ต้องดูโดยรวมด้วยตา ดูขนาด ดูตำหนิ ดูสี ชิมรสชาติ เปรี้ยวหรือหวานไปหรือเปล่า มีกลิ่นแปลกๆเนื่องจากการเน่าเสียหรือไม่ ทุกอย่างมันเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการซื้อหรือไม่ซื้อ พอเราทดลองในแลปปรากฏว่าผลไม้ที่ห่อด้วยกระดาษยืดอายุนั้น ในวันที่ ๒๘ ผู้บริโภคก็ยังซื้ออยู่ ถ้าผมเป็นคนซื้อผมคิดว่าวันที่ ๒๐ น่าจะดีที่สุด ถ้าเป็นมะม่วง”





การทดลองกระดาษชะลอสุก:โดยมีการควบคุมตัวแปร ให้มีอุณหภูมิ ๒๕ องศาฯ ความชื้นสัมพัทธ์ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ผลการทดลอง กล้วยอยู่ได้ ๒๑ วัน(วัดจากการยอมรับได้ของผู้บริโภค)

    
ควบคุมตัวแปร ให้มีอุณหภูมิ ๒๐ องศาฯ ความชื้นสัมพัทธ์ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ผลการทดลอง กล้วยอยู่ได้ ๒๔ วัน


                                                 
ควบคุมตัวแปร ให้มีอุณหภูมิ ๒๕ องศาฯ และเคลือบสารคาเบนดาซินในกระดาษ ความชื้นสัมพัทธ์ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ผลการทดลอง กล้วยอยู่ได้ ๒๔ วัน โดยวันที่ ๒๔ เริ่มปรากฎจุดดำบนผิวกล้วย

 
ควบคุมตัวแปร ให้มีอุณหภูมิ ๒๐ องศาฯ และเคลือบสารคาเบนดาซินในกระดาษความชื้นสัมพัทธ์ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ผลการทดลอง กล้วยอยู่ได้ ๒๘ วัน โดยวันที่ ๒๘ เริ่มปรากฎจุดดำบนผิวกล้วย
 

                                                
จากการทดลองพบว่าเมื่อนำกระดาษชะลอสุกและยับยั้งเชื้อราทดลองใช้ห่อหุ้มมะม่วง ทำการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียล และ ความชื้นสัมพันธ์ 75%ปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไป 24 วันของการเก็บรักษา จุดดำหรือเชื้อรายังไม่ปรากฏขึ้นจนกระทั่งในวันที่ 27 ของการเก็บรักษา



: ปัญหาที่พบในการวิจัย และ สิ่งที่คิดจะทำต่อไปในอนาคต

                 “ในแลปผมมันก็มีคำถามมาเรื่อยๆ พอเราทำกระดาษยืดอายุผลไม้ บางคนก็บอกว่า ทำไม ไม่ทำกระดาษเร่งสุกบ้าง มันจะมีโจทย์ใหม่มาเรื่อยๆ  ผมก็บอกว่าน่าสนใจ แต่ในความคิดของผม เวลาเกษตรกรเขาทำผลไม้ให้สุกเร็วๆ เขาจะใช้การบ่มแก๊ส เราจะรู้ได้เลยเวลาเราทาน เพราะผลไม้นั้นจะมีรสชาติแปลกๆ ผลไม้มันจะหวานจืดๆ เราจะได้กลิ่นพวกแก๊สไข่เน่าไฮโดนเจนซัลฟายอยู่ นั้นคือวิธีการฝืนธรรมชาติ ซึ่งผมไม่อยากทำ ส่วนกระดาษยืดอายุผลไม้ รสชาติยังเหมือนเดิมทุกอย่างแม้ผ่านการยืดเวลามาแล้ว”

ปัญหาของการวิจัยกระดาษห่อ คือตอนนี้ผมเจอโจทย์ใหม่ๆ อยู่ตลอด แต่สิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหาที่เห็นได้ชัดคือ การเลื่อมกันระหว่างระยะเวลาที่เกิดเชื้อรากับการสุกของผลไม้ ตามธรรมชาตินั้น ผลไม้จะเกิดเชื้อราที่ขั่วก่อนการสุกอยู่แล้ว ซึ่งกระดาษห่อยืดอายุก็สามารถยับยั้งเชื้อราได้อย่างที่บอกไปแล้ว แต่ผมอยากขจัดปัญหาการเลื่อมกันระหว่างเชื้อรากับการสุกของผลไม้ออกไป รวมทั้งเรื่องของการทำบรรจุภัณฑ์ให้กันกระแทกได้”

“โจทย์ใหม่ของตอนนี้คือเรากำลังพัฒนากระดาษให้มีคุณสมบัติกันกระแทก แต่ก่อนเราใช้การแปะกับกล่อง กับบรรจุภัณฑ์ แต่ผมพบแล้วว่า การจะทำให้ผลไม้ยืดอายุได้มีประสิทธิภาพนั้น เราจะต้องให้หน้าสัมผัสของกระดาษสัมผัสกับผลไม้โดยตรง ถ้าเรายังใช้วิธีแปะ หรือว่าไม่สำผัสผลไม้โดยตรงนั้นเชื้อรามันก็จะเกิดอยู่ ตอนนี้เราจึงทำถุงห่อ หรือกระดาษที่นำมาห่อตัวผลไม้เลย ปกติเรากินมะม่วง หรือว่า สาลีแล้ว เราจะพบว่าผลไม้พวกนี้มันอยู่ในถาดที่ห่อหุ่มกันกระแทก ทางเราก็มาคิดกันว่า เราจะทำให้กระดาษยืดอายุผลไม้ของเรามีคุณสมบัติกันกระแทกได้อีกอย่างด้วย ไม่เพียงแต่รักษาผิวมะม่วงหรือเชื้อราเท่านั้น เราก็จะขึ้นรูปเป็นอย่างที่เขาทำตามตลาด”



: ปัญหาผู้บริโภคกลัวสารพิษตกค้าง

                 “ในเรื่องของสารพิษตกค้าง ผมคิดว่ากระดาษห่อมีน้อยกว่าแน่นอน เพราะ วิธีชุปผลไม้ลงไปในสาร มันวิธีโดยตรง มันอาจจะมีการซึ่มสารเข้าไปในเนื้อผลไม้ แต่การห่อกระดาษนั้นผลไม้จะไม่โดนสารโดยตรง แต่ที่พูดมาทั้งหมดไม่ต้องตกใจนะครับ สารพวกนี้ทาง อ.ย. เขารับรองไว้อยู่แล้วว่าสามารถใช้ได้ในปริมาณที่กำหนดไว้   แต่ความรู้สึกของคนกับสารเคมี คนก็ยังมีอคติกับพวกนี้อยู่ ทั้งเรื่องกระดาษรีไซเคิล หรือสารคาเบนดาซิน มีคนบอกว่าทำไมผมไม่ใช้สารที่สกัดจากธรรมชาติ ก็มีคนแนะนำว่าให้ใช้เปลือกส้มสกัด ผมก็หามาจากสวนส้มแถว อ.ฝาง แล้วก็สกัดเป็นน้ำผม และผงเปลือกส้มเอาไปผสมในกระดาษที่ปกติเราใส่สารคาเบนดาซิน ปรากฏว่ามันก็ได้ผลสามารถยับยั้งการเกิดเชื้อราได้ แต่มันก็มีข้อเสียอยู่ที่ว่าสารสกัดจากเปลือกส้มมันมีกลิ่นแรงมาก ถ้าราเอาไปห่อ กลิ่นส้มมันต้องเข้าไปตีกับกล้วยหรือมะม่วงแน่นอน ซึ่งมันก็เป็นโจยท์ต่อไปของพวกผม ในเรื่องของการหาสารสกัดจากธรรมชาติ”



: งบประมาณการวิจัย และ ผู้สนับสนุน

                 “งานวิจัยนี้เริ่มต้นได้เงินของคณะแค่ ๔๐,๐๐๐ บาท ไม่พอครับ ไปขอที่ไหนเขาก็ไม่ให้ ก็เลยใช้เงินเดือนผมเอง ไปหาซื้อกล้วยแล้วก็เอามาทำงาน ระหว่างทำเราก็เอาไปเสนอคณะบดีก็เลยได้เงินมาตามนั้น กล้วยนี่ผมไปซื้อมาทีเหมายกสวน เพราะมันทำการทดลองหลายรอบ น้ำหนักต่อผลต้องเท่ากัน วิธีการคัดเลือกเราก็ต้องยอมจ่ายแพง เพราะเราขอเข้าไปในสวนเอง หรือไปคัดที่ลงตลาดเอง เราจะไม่เอากล้วยที่มียา หรือมีสารเคมีในการชะลอทุกอย่าง ดีที่สุดคือเราไปที่สวน ย่านรอยต่อ อ.สารถี เป็นดงกล้วยหอมทอง เราไปบอกเขาว่าอย่าทำอะไรเด็ดขาด แล้วเราก็ขอตัดเอง ควบคุมให้น้ำหนักอยู่ในแนวเดียวกัน เสร็จแล้วก็เอามาแลป ผมก็มาเปิดห้องควบคุมอุณหภูมิ และ ความชื้น มาเช็คดูทุกอย่างทุกๆสามวัน”

“เบ็ดเสร็จโครงการที่เริ่มต้น ผมได้เงินจากคณะ แล้วก็ขอโครงการโครงงานนักศึกษา ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ โครงการ i put รวม  ประมาณ ๕๐,๐๐๐ แต่ก็ยังมีอีกหลายโจทย์ แต่โชคดีที่ผมนำผลงานนี้ไปประกวดแล้วมันได้ที่ ๒ หลังจากนั้นผมก็เริ่มสบายใจขึ้น เพราะเมื่อก่อนผมไปขอที่ไหนก็ไม่มีคนให้ ตัวผมเองก็ไม่ได้มีตำแหน่ง เป็นแค่ อ. ไม่ใช่ ผศ.ดร. หรืออะไร ก็บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่มีใครให้ก็ทำเท่าที่มี เมื่อผลงานมันออกมาน่าพอใจ ก็น่าจะมีคนให้ อีกอย่างหนึ่งคือว่าจะไปขอของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทุนนักวิจัยรุ่นใหม่ และ คิดว่าจะเข้าไปขอ สกว.ในอนาคต”

“ถ้าเราเริ่มต้นจากอะไรที่ไม่มีใครทำ เราจะกล้าที่จะผิดหวังไหม? ถ้าเราบอกว่าเราขอที่ไหนไม่ได้ เราจะหยุด จะท้อหรือ? แต่ผมทำไม่ได้ ผมมีลูกศิษย์ คือรับปากไว้แล้วว่า “อาจารย์จะหาให้ได้” กว่าจะได้มันใช้เวลามากๆ กับคำกล่าวที่ว่า ไม่มีทางทำได้ ผมก็อยากบอกนักวิจัยทั่วประเทศว่า ตอนนี้มันก็ยังมีโอกาสนะ ผมว่าทุกวันนี้ดีกว่าแต่ก่อนนะ เพราะมีหลายที่ยังเปิดโอกาสให้เรา แต่เราต้องทำงานที่ไม่มีใครทำ เราก็ต้องเอารางวัลเป็นใบเบิกทาง ถ้าเราไม่มีอะไรเลยมันก็ยาก เราต้องมีตัวเลขมีการยืนยัน”

ก่อนผมจะกลับ อ.สุพัฒน์ พาพวกผมไปเยี่ยมชมห้องทำงาน ห้องแลป และห้องควบคุมอุณหภูมิ ที่ดัดแปลงสภาพจากห้องเรียนของนักศึกษาโดยใช้กระดาษแข็งแปะตามหน้าต่างข้างฝาห้อง เปิดเครื่องปรับอากาศ และมีการใช้คนดูแลควบคุมความชื้น อุณหภูมิ ทุกๆ ๒๔ ชัวโมงแทนห้องเย็นที่มีเครื่องควบคุม เป็นการใช้ทรัพยากร(เงินวิจัย)ให้คุ้มค่ามากที่สุดและได้ผลดี จากนั้นก็พาพวกผมไปดูวิวสวยๆจาก มช.ฝั่งแม่เหี๊ยะยามแดดเริ่มแรง
 
                                                 

                                                
 
                                อ.สุพัฒน์ คำไทย กับ สถานที่ให้กำเนิด “กระดาษชะลอสุกและยับยั้งเชื้อราให้ผลไม้”




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 11 ส.ค. 2551 (20:58)
105206

อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับชีวะอะครับ {#emotions_dlg.a8}


kazekung เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


porman_xx
(ปอแมนเอ็กซ์)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 884 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 8 เดือน
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 70 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.