วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/381" type="text/javascript"></script>
เจ้าพระยามหิธร
เรียบเรียง ประวัติ ผลงาน และ บทบาท ของ เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) เนติบัณฑิตหมายเลข ๑ แห่งประเทศไทย ผู้เป็นตัวอย่าง และแรงบันดาลใจให้คนไทยและเด็กไทยทุกคน
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 20,351 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 11 August 2006, 6:24 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 11 August 2006, 6:24 pm

หน้าที่ 2 - ช่วงชีวิตของเด็กชายลออ
เจ้าของงานเขียน แ้ก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่
เด็กชายลออเริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ สมัยนั้นเป็นโรงเรียนที่รับแต่เฉพาะเจ้านายและบุตรข้าราชการเท่านั้น


หลักสูตรการเรียนสมัยต้นรัชกาลที่ ๕ เป็นหลักสูตรง่ายไม่ซับซ้อนอย่างสมัยนี้ ไม่ได้แบ่งเป็นชั้นประถมมัธยม แต่เรียกว่า"ประโยค" มีแค่ประโยค ๑ และประโยค ๒


ประโยค ๑ เรียนอ่านเขียนและเลข เป็นความรู้ทั่วไป เพื่อจะอ่านออกเขียนได้และรู้จักบวกลบคูณหาร เรียนจบก็สอบไล่ประโยค ๑ พอสอบไล่ได้แล้ว ความรู้แค่นี้ก็ถือว่ามากพอใช้ ใครจะลาออกก็ได้ ไม่จำเป็น ต้องเรียนต่อ หรือบางคนก็ไปเรียนภาษาอังกฤษเป็นวิชาเฉพาะทาง แต่ถ้าอยากเรียนต่อก็เรียนประโยค ๒ ต่อไป


ประโยค ๒ เป็นวิชาทำงานออฟฟิศ มีวิชาเรียงความ ย่อความ แต่งจดหมาย เขียนตามคำบอก และเลข(ระดับสูงกว่าประโยค ๑) กับหัดแต่งโคลงกลอนบ้าง ถือว่ากวีนิพนธ์เป็นความรู้ชั้นสูงของคนไทย


เด็กชายลออเรียนอยู่ ๖ ปีก็จบทั้งสองประโยค ในตอนนั้นกลายเป็นนายลออ ชายหนุ่มอายุ ๑๗ ปี พระยาเพ็ชรรัตน์นำไปฝากพระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนศิริธัชสังกาศ อธิบดีศาลฎีกา เสด็จในกรมฯ ก็ทรงรับเข้าทำงานเป็นเสมียนตรีเงินเดือน ๑๖ บาท ประจำศาลฎีกา ซึ่งในตอนนั้นตั้งอยู่ที่ประตูต้นสนในพระบรมมหาราชวัง


แต่ภายในปีเดียว นายลออทำงานเป็นที่พอใจของเจ้านาย จึงได้เลื่อนเงินเดือนถึง ๔ ครั้ง รับเงินเดือนเพิ่มถึง ๓๐ บาท ๓๐ บาทในยุคนั้น มูลค่าอาจจะมากกว่าสามหมื่นบาทในสมัยนี้เสียอีก


ศาลฎีกาสมัยกรมขุนศิริธัชฯ ไม่ได้มีหน้าที่อย่างศาลฎีกาสมัยนี้ แต่มีหน้าที่ตรวจฎีกาหรือคำร้องทุกข์ของราษฎร และทำความเห็นประกอบขึ้นไปเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงพระราชวินิจฉัย พูดอีกนัยหนึ่ง คือแทนที่จะเรียกว่าศาลฎีกา ควรเรียกว่า "กรมตรวจคำร้องทุกข์" จะถูกต้องกว่า เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อพระเจ้าอยู่หัว เพราะกระทรวงยุติธรรมยังไม่ได้ตั้งขึ้นในราชอาณาจักรสยาม






ตอนที่นายลออเข้าทำงาน วิชาที่เรียนมาถือว่าเป็นวิชาชั้นสูงหายาก เรียนจบได้ถือว่าเก่ง ผู้ใหญ่พอใจใช้สอยว่าเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ คล่องแคล่วรอบรู้การทำงานออฟฟิศเป็นอย่างดี เมื่อตั้งกระทรวงยุติธรรม กรมขุนศิริธัชฯ ทรงย้ายไปเป็นราชเลขานุการฝ่ายกฤษฎีกา นายลออก็ได้ย้ายตามเจ้านายไปอยู่กรมราชเลขานุการด้วย


ที่ทำงานใหม่นี้เองเป็นเหตุให้นายลออมีโอกาสได้เข้าเฝ้ารับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดจนพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เล็กๆได้บ่อยมาก เพราะว่ากรมหรือที่เรียกว่า ‘ออฟฟิศหลวง’ ตั้งอยู่บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทด้านตะวันตกอันเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะนั้น พระเจ้าอยู่หัวเสด็จลงมาทำงานที่ออฟฟิศหลวงอยู่เนืองๆ พระราชโอรสธิดาพระองค์เล็กๆก็เสด็จมาเที่ยวที่ออฟฟิศ ทรงเล่นหัวกับข้าราชการในออฟฟิศอย่างเป็นกันเอง


ออฟฟิศนี้ถือเป็นที่สั่งราชการของพระเจ้าแผ่นดิน แม้นอกเวลาราชการก็ต้องมีข้าราชการเปลี่ยนเวรกันมาอยู่ เรียกได้ว่าไม่ปิดเลยตลอด ๒๔ ชั่วโมง






ในวิฤติการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ เมื่อฝรั่งเศสเอาเรือรบมาปิดปากอ่าวไทย นายลออเป็นเสมียนโท ได้มีโอกาสรู้เห็นบรรยากาศตึงเครียดติดต่อกันหลายวันหลายคืนในพระบรมมหาราชวัง


มีเกร็ดเล็กๆน่าขำที่นายลออจำได้ก็คือ ตอนเกิดเรื่องที่เรือรบฝรั่งเศสรุกล้ำอ่าวไทย เข้ามาจอดลอยลำถึงหน้าสถานทูตฝรั่งเศส ผู้บัญชาการทหารเรือไทยในตอนนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์คที่ไทยจ้างมาฝึกทหารเรือ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น พระยาชลยุทธโยธี ท่านได้รับรายงานเรื่องนี้ก็เดือดดาลมาก ถือว่านอกจากฝรั่งเศสดูถูกคนไทยแล้วยังเป็นการสบประมาทถึงเดนมาร์คด้วย


พระยาชลยุทธโยธีก็ไม่รอช้าถือว่าถึงขั้นรบกันก็ต้องรบ ออกคำสั่งให้ติดไฟเรือพระที่นั่งมหาจักรีซึ่งเป็นเรือรบที่มีอานุภาพมากที่สุดของไทยในตอนนั้น เตรียมพร้อมรบเต็มกระบวนศึก แล้วท่านก็แต่งเครื่องรบเต็มที่รีบลงเรือกรรเชียงจากฝั่งไปขึ้นเรือกลางแม่น้ำเพื่อจะบัญชาการรบ พอถึงเรือมหาจักรี พระยาชลยุทธโยธีใจร้อนเผ่นจากเรือกรรเชียงขึ้นบันไดเรือรบ บังเอิญคืนนั้นมืดมากมองอะไรไม่เห็น ท่านก็เลยพลาดบันไดเรือหล่นตูมลงในแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งชุดเครื่องรบ ทำให้ทหารเรือไทยต้องโดดน้ำตามลงไปช่วยผู้บัญชาการกันจ้าละหวั่น ฉุดเอาตัวขึ้นมาได้ การตกน้ำแทนที่จะทำให้พระยาชลยุทธโยธีใจเย็นลง กลับทำให้โกรธมากขึ้น


เคราะห์ดีก่อนเรือมหาจักรีจะออกไปยิงกับฝรั่งเศส เจ้าพระยาอภัยราชา(โรแลง ยัคมินส์) ผู้เชี่ยวชาญชาวเบลเยี่ยมซึ่งมีตำแหน่งเป็นที่รึกษาราชการแผ่นดิน ได้รับรายงานเข้าเสียก่อน เห็นว่าถ้าถึงยิงกันจะเกิดเรื่องลุกลามใหญ่โต จึงรีบนำความขึ้นกราบบังคมทูลขอให้มีพระบรมราชโองการห้าม พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงห้ามเสียทัน พระยาชลยุทธโยธีจึงไม่ได้รบกับฝรั่งเศส





อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในช่วงนั้นไม่มีใครขำออกเลย เพราะมีแต่ความตึงเครียดไปทั้งเมืองตั้งแต่พระบรมมหาราชวังถึงชาวบ้านร้านถิ่น


ภายในพระบรมมหาราชวัง มีการลากปืนใหญ่เข้าประจำที่ หัดทหารกันทั้งวันทั้งคืน และเกณฑ์ทหารใหม่เข้าเพิ่มเผื่อรับมือ พระเจ้าอยู่หัวและเสนาบดีเข้าประชุมกันตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่มีใครกลับบ้าน ออฟฟิศหลวงเปิดตลอด ๒๔ ชั่วโมง ข้าราชการประจำรวมทั้งนายลออต้องมาประจำหน้าที่ไม่ได้กลับบ้านติดต่อกันหลายวัน กินนอนกันอยู่ในออฟฟิศนั่นเอง


พอตกกลางคืน เจ้านายสำคัญๆและเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ที่มาปรึกษางานกันเคร่งเครียดตลอดวัน ก็เอาที่นอนหมอนมุ้งไปปูนอนกันตามระเบียงพระที่นั่งจักรี ตอนดึกๆ พระเจ้าอยู่หัวบรรทมไม่หลับ เสด็จออกมา เจ้านายและเสนาบดีก็ลุกจากมุ้งไปเข้าเฝ้า ประชุมกันต่อไม่เป็นอันหลับนอนจนเช้า ส่วนเจ้านายฝ่ายในตลอดจนบรรดานางข้าหลวงทั้งหลาย ออกมาประชุมปะปนกับผู้ชายไม่ได้ก็จริง แต่ก็รวบรวมข้าวของและเงินทอง เตรียมพร้อมทูลเกล้าฯถวายเพื่อเป็นค่าซื้อปืนสู้กับฝรั่งเศส


ในเหตุการณ์นี้เองที่ได้มีการดำริตั้งสภาอุณาโลมแดงขึ้น ซึ่งต่อมาคือสภากาชาดไทย สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระบรมราชินี(หรือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ)ทรงเป็นนายกสภา เพื่อจะได้ช่วยรักษาพยาบาลทหารที่บาดเจ็บจากสงคราม


ทางฝ่ายราษฎรในเมืองหลวงก็ไม่ประมาท พวกผู้หญิงพากันคั่วข้าวตากทำเป็นเสบียง เตรียมตัวพร้อมจะอุ้มลูกจูงหลานหลบหนีเข้าป่า เผื่อข้าศึกบุกเข้ามาถึงเมือง ส่วนผู้ชายก็คึกคักพร้อมรบ ไม่กลัวฝรั่งเศส นัดยกพวกแห่กันไปริมแม่น้ำใกล้เรือรบ ด่าว่าท้าทายต่างๆจนฝรั่งเศสไม่กล้าลงจากเรือรบ ยันกันอยู่อย่างนั้น





ในที่สุดก็อย่างที่ทราบกันคือไทยกับฝรั่งเศสตกลงกันได้ด้วยสันติวิธี แต่ไทยต้องเสียค่าปรับอย่างมหาศาล ต้องสละดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส เรียกได้ว่าฝรั่งเศสได้เปรียบ แต่ไทยก็จำต้องสละส่วนน้อยไว้เพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้ให้คงอยู่


ปีต่อมา เจ้าพระยามหิธรได้เลื่อนขึ้นเป็นเสมียนเอกเงินเดือน ๔๐ บาท มีอายุครบปีบวชคือ ๒๐ ปี หลังสึกออกมาแล้วก็ได้สมรสกับนางสาวกลีบ บางยี่ขัน ธิดาหมื่นนราอักษร ท่านใช้ครองคู่กันต่อมา จนบั้นปลายชีวิต คุณนายกลีบได้เป็นท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 1) หน้าถัดไป (หน้า 3) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


เทาชมพู
(เทาชมพู)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 13,798 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 8 ปี
แบ่งปันความรู้ 5,218 ครั้ง
ได้รับดาว 185 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.