วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/381" type="text/javascript"></script>
เจ้าพระยามหิธร
เรียบเรียง ประวัติ ผลงาน และ บทบาท ของ เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) เนติบัณฑิตหมายเลข ๑ แห่งประเทศไทย ผู้เป็นตัวอย่าง และแรงบันดาลใจให้คนไทยและเด็กไทยทุกคน
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 20,479 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 11 August 2006, 6:24 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 11 August 2006, 6:24 pm

หน้าที่ 3 - กฎหมายไทยในสมัยแรกๆ
เจ้าของงานเขียน แ้ก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่
ระบบตุลาการอย่างที่เล่าในตอนแรก ดำเนินมาจนถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อถึงการพัฒนาประเทศเป็นการใหญ่ เพื่อการอยู่รอดจากมหาอำนาจล่าอาณานิคม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงปรับปรุงระบบศาลเสียใหม่ จัดระเบียบการบริหารในรูปของกระทรวงยุติธรรม


กระทรวงยุติธรรมตามแบบแผนในปัจจุบัน ตั้งขึ้นก่อนหน้าเหตุการณ์ตึงเครียดนี้แล้ว ตั้งแต่ ร.ศ. ๑๑๐ เสนาบดีพระองค์แรกคือพระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัตน์วิศิษฎ์ (ต้นราชสกุล สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา)






กรมพระสวัสดิวัตน์วิศิษฎ์ ทรงเป็นเจ้านายไทยพระองค์แรกๆที่ได้ไปศึกษาต่อที่อังกฤษ ทรงศึกษาด้านกฎหมายจากเบลเลียลคอลเลจในมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ในระยะสองสามปีแรก กระทรวงยุติธรรมอยู่ในระยะการจัดแต่งปรับปรุงกิจการศาลแบบเก่า ให้มาเข้าระบบใหม่ อะไรต่อมิอะไรยังไม่ลงตัวนัก กรมพระสวัสดิวัตน์วิศิษฎ์ ทรงอยู่ในตำแหน่งได้ ๒ ปี ก็ถวายบังคมลาออกเพื่อไปราชการในยุโรป


เจ้านายพระองค์ต่อมาที่ดำรงตำแหน่งเสนาบดีคือพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร (ต้นราชสกุล คัคณางค์ ณ อยุธยา) แต่ก็ประชวรบ่อยๆจนต้องถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งไปอีกองค์เมื่อ ร.ศ. ๑๑๕


ต่อจากนั้น เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมพระองค์ที่ ๓ ก็คือพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าระพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งสำเร็จการศึกษาทางกฎหมายจาก Christ Church College มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด หรือต่อมา เราก็รู้จักกันในนาม"พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" ยังมี "วันระพี" ให้นักกฎหมายรุ่นหลังได้แสดงคารวะกันมาจนทุกวันนี้






พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าระพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอลำดับที่ ๑๔ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาตลับ ทรงเป็นหนึ่งในพระราชโอรสรุ่นใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และเป็นรุ่นแรกๆที่ได้ไปศึกษาต่อที่อังกฤษ และจบจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดเป็นพระองค์แรก ทรงได้ชื่อว่ามีสติปัญญาปราดเปรื่อง เฉลียวฉลาดเป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงได้รับตำแหน่งเสนาบดีเมื่อพระชนมายุ เพียง ๒๒ เท่านั้นเอง


กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงเสกสมรสกับพระองค์เจ้าอรพัทธประไพ พระธิดาในพระเจ้าน้องยาเธอกรมพระจักรพรรดิพงษ์ นับเป็นคู่บ่าวสาวที่ถือกันว่า เหมาะสมเป็น "กิ่งทองใบหยก" เพราะพระบิดาทางฝ่ายเจ้าสาวก็ไม่ใช่ใครอื่น คือสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงษ์ เป็นพระราชอนุชาร่วมพระชนกชนนีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง


น่าเสียดายว่ากรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระชนม์ไม่ยืนยาวนัก แค่ ๔๗ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๓ ในรัชกาลที่ ๖





ส่วนเรื่องที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเสมียนเอกแห่งกรมราชเลขานุการ ให้กลายเป็นเนติบัณฑิตไทยหมายเลข ๑ เกิดขึ้นดังนี้


ในระหว่างที่นายลออเป็นเสมียนเอกอยู่ที่กรมราชเลขานุการ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ก็เสด็จกลับจากยุโรป ทรงเข้าฝึกหัดราชการที่กรมราชเลขานุการ ในที่นั้น ทรงใช้เวลาศึกษากฎหมายไทยที่มิได้ทรงทราบมาก่อนอย่างขะมักเขม้นเอาจริงเอาจัง ทรงค้นคว้ากฎหมายไทยเก่าๆ และคำพิพากษาต่างๆด้วยพระองค์เอง ทำให้ต้องเสด็จไปที่กรมราชเลขานุการฝ่ายกฤษฎีกาเป็นประจำ


นายลออซึ่งคล่องแคล่วรู้งานเป็นอย่างดี ก็ได้ถวายความสะดวกในการค้นคว้าเรื่องต่างๆให้ จนเป็นที่พอพระทัย ประกอบกับต่างฝ่ายต่างมีอายุเท่ากัน พูดจาประสาคนรุ่นใหม่ด้วยกัน เกิดถูกคอกัน ถึงกับทรงชวนไปเป็นราชเลขานุการ นายลออจึงได้ย้ายจากกรมราชเลขาฯ ตามเสด็จไปอยู่กระทรวงยุติธรรม เมื่อร.ศ. ๑๑๖ทำหน้าที่เลขานุการเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เงินเดือน ๘๐ บาท เมื่ออายุได้ ๒๒ ปี


ในช่วงนั้นเอง กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ก็ทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้น ผลิตนักกฎหมายรุ่นใหม่เพื่อให้รับกับระบบใหม่ของกระทรวงยุติธรรม


โรงเรียนกฎหมายในระยะแรก อาศัยห้องข้างห้องทำงานเสนาบดีเป็นห้องเลคเชอร์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงสอนเองทุกวันหลังเสวยพระกระยาหารกลางวันแล้ว ผู้มาช่วยสอนก็คือพระยาประชากิจกรจักร ขุนหลวงพระไกรสี(เปล่ง เวภาระ)คนไทยคนแรกที่จบเนติบัณฑิตจากอังกฤษ กรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระองค์เจ้าวัชรีวงศ์


ส่วนนักเรียนก็คือผู้สนใจกฎหมายและผู้พิพากษาตามหัวเมือง บางคนก็เป็นถึงอธิบดีผู้พิพากษามณฑลอย่างพระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์และพระยาภักดีราช


ต่อมาห้องชักจะคับแคบเพราะเรียนกันมากขึ้นเป็น ๑๐๐ กว่าคน ก็ย้ายไปที่ตึกสัสดีหลังกลาง หรือที่ทำการบัณฑิตยสภาในระยะหลังจากนั้น


กฎหมายอาญา ใช้กฎหมายอาญาของอินเดียเป็นหลัก ส่วนกฎหมายแพ่งใช้ของอังกฤษ กรมหลวงราชบุรีทรงแต่งตำรากฎหมายขึ้นอีกหลายเล่มด้วยกัน ในที่สุดก็มีการสอบไล่ความรู้ของนักเรียน เพื่อได้เป็นเนติบัณฑิต วิชาที่สอบก็ครอบคลุมความรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้พิพากษาสมัยนั้นจนหมด


ความเอาใจใส่ที่ครูมีต่อนักเรียนกฎหมายในระยะต้นนั้นแน่นแฟ้นมาก ไม่ใช่ว่าสอนในห้องเรียนเสร็จแล้วก็แล้วกัน กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงกวดขันนักเรียน อยากจะให้ใช้วิชาเป็น ไม่ใช่เรียนแต่ตำราในห้อง ทรงสนับสนุนให้ฝึกว่าความบ่อยๆเพื่อให้รู้วิธีการทำงาน คนไหนไม่มีความจะว่า ก็ทรงจัดให้ไปว่าความแทนผู้ต้องหาในเรือนจำ เป็นการฝึกฝนวิชาและไหวพริบในการปฏิบัติงาน ไม่ใช่รู้แค่ทฤษฎี


เมื่อถึงงานเฉลิมพระชนม์พรรษาก็ทรงจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างดี พานักเรียนกฎหมายไป "ออกงาน" เพื่อให้ข้าราชการผู้ใหญ่ได้รู้จัก ว่าพวกนี้จะเป็นข้าราชการกระทรวงยุติธรรมผู้มีเกียรติในอนาคต ไม่ทรงเสียดายพระราชทรัพย์ว่าจะเปลืองไปในการนี้ ผลดีก็ตามมาจริงๆ เพราะเมื่อกระทรวงยุติธรรมตั้งได้มั่นคงแล้ว บุคคลที่สอบได้เป็นผู้พิพากษาในรัชกาลที่ ๖ และต่อมาถึงรัชกาลที่ ๗ ก็ได้รับการยอมรับในสังคมว่าเป็นอาชีพที่โก้ น่าเคารพยกย่อง


ผู้พิพากษาในสมัยนั้นได้รับความเชื่อถือว่าเป็นผู้เที่ยงธรรมและยึดถือความสุจริตในหน้าที่อย่างเคร่งครัด


ร.ศ. ๑๑๖ โรงเรียนกฎหมายจัดสอบไล่ความรู้ผู้ที่จะจบไปเป็นเนติบัณฑิตรุ่นแรก วิชาที่สอบแบ่งเป็น ๖ วิชา คือ


๑)กฎหมายอาญา


๒)กฎหมายสัญญา


๓)กฎหมายมรดกและประทุษฐ์ร้ายส่วนแพ่ง


๔)กฎหมายผัวเมีย ทาสและประกาศอื่นๆ


๕)วิธีพิจารณา


๖)กฎหมายระหว่างประเทศ (วิชานี้ถ้าตก มาสอบใหม่ได้คราวหน้า เพราะว่าตำราเพิ่งจะออกมาล่วงหน้าเดือนเดียว)


การสอบนับว่าหนักเอาการ เพราะสอบถึง ๖ วัน วันละ ๔ ชั่วโมง ไปสอบที่ศาลาการเปรียญวัดพระศรีมหาธาตุ มีอาจารย์ฝ่ายไทยไปนั่งคุมสอบและตรวจกระดาษข้อสอบของนักเรียนไปพลางๆด้วยคือกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระยาประชากิจกรจักร และขุนหลวงพระไกรสี และยังมีกรรมการฝรั่งไปนั่งคุมให้น่าเกรงขามเพิ่มขึ้นอีกคือเจ้าพระยาอภัยราชาสยามมานุกูลกิจ และเมอสิเออร์ อาร์.เย.เกิกปาตริก นักกฎหมายชาวเบลเยี่ยม


ส่วนวิธีให้คะแนน ใช้หลักเกณฑ์ตามแบบมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด คือให้คะแนนเป็นตัวหนังสือ ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ วิธีให้คะแนน แบ่งตัวหนังสือกันถี่ยิบ เช่นว่า


ss ดีที่สุด


s+ ดีมาก


s ดี


vvs ยังอ่อน


vvs- ยังอ่อนค่อนเลว


ns เหลว


ไม่น่าแปลกใจเลยว่า คนที่ผ่านการกลั่นกรองเข้มงวดขนาดนี้ มีเพียง ๙ คน จบเป็นเนติบัณฑิตรุ่นแรก แต่ละคนเป็นคนทำงานมาแล้ว ไม่ใช่นักเรียนหนุ่มไร้ประสบการณ์


๙ คนนี้ยังแบ่งเกรดเป็น ๒ ชั้น ชั้นแรกได้ ๔ คน ชั้นที่สอง ๕ คน


รายชื่อเนติบัณฑิตรุ่นแรกของไทย คือ


ชั้นที่หนึ่ง


๑.นายลออ ไกรฤกษ์ (เจ้าพระยามหิธร) ได้เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา


๒.นายไชยขรรค์ หุ้มแพร( เทียม บุนนาค)ต่อมาได้บรรดาศักดิ์เป็นขุนหลวงพระยาไกรสี เรื่องราวของขุนหลวงพระยาไกรสีเป็นเรื่องใหญ่โตเรื่องหนึ่งในสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ จะเล่าในตอนต่อไป


๓.นายบุ สุวรรณศร ต่อมาได้เป็นหลวงอรรถสารสิทธิกรรม


๔.นายถึก ต่อมาเป็นหลวงนิเทศยุติญาณ





ชั้นที่สอง


๑.นายทองดี ธรรมศักดิ์ ต่อมาคือพระยาธรรมสารเวทย์วิเชตภักดี บิดาของนายสัญญา ธรรมศักดิ์


๒.นายจำนงค์ อมาตยกุล ต่อมาคือพระยาเจริญราชไมตรี


๓.นายสุหร่าย วัชราภัย ต่อมาคือพระยาพิจารณาปฤชามาตย์


๔.นายโป๋ คอมันตร์ ต่อมาคือพระยาพิพากษาสัตยาธิปตัย บิดาของนายถนัด คอมันตร์ อดีตรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงต่างประเทศ


๕.ขุนสุภาเทพ (เภา ภวมัย) ต่อมาคือพระยามหาวินิจฉัยมนตรี


ด้วยเหตุที่นายลออ หรือเจ้าพระยามหิธร สอบกฎหมายได้ชั้นที่ ๑ คะแนนสูงเป็นที่ ๑ ในปีที่ ๑ ของการสอบเนติบัณฑิต ท่านจึงได้รับการยกย่องให้เป็น “เนติบัณฑิตหมายเลข ๑ แห่งประเทศไทย” แต่นั้นเป็นต้นมา


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 2) หน้าถัดไป (หน้า 4) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


เทาชมพู
(เทาชมพู)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 13,889 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 8 ปี
แบ่งปันความรู้ 5,218 ครั้ง
ได้รับดาว 185 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.