 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/381" type="text/javascript"></script> |
|
|
เจ้าพระยามหิธร
เรียบเรียง ประวัติ ผลงาน และ บทบาท ของ เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) เนติบัณฑิตหมายเลข ๑ แห่งประเทศไทย ผู้เป็นตัวอย่าง และแรงบันดาลใจให้คนไทยและเด็กไทยทุกคน
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 20,476 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 11 August 2006, 6:24 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 11 August 2006, 6:24 pm
|
หน้าที่ 4 - สยามในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕
สยามในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ กำลังปรับปรุงประเทศด้วยระบบงานใหม่ ในหลายๆด้าน ด้านการทหารก็มีโรงเรียนนายร้อยผลิตนายทหาร การศึกษาก็มีกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ)กระทรวงยุติธรรมก็มีโรงเรียนกฎหมายผลิตเนติบัณทิต คนซึ่งเป็นที่ต้องการของระบบใหม่คือคนหนุ่มที่เฉลียวฉลาดเรียนรู้งานเร็ว คนที่มีคุณสมบัติแบบนี้จะก้าวหน้าได้เร็วมาก นายลออเป็นตัวอย่างที่โดดเด่น
เนติบัณฑิตใหม่อย่างนายลออ หลังสอบเสร็จราว ๕ - ๖ เดือนต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาศาลพระราชอาญา เงินเดือนเปลี่ยนจาก ๘๐ บาทเป็น ๒๔๐ บาท คือ ๓ เท่าตัวจากของเดิม เงินเดือนสมัยนั้นจ่ายเป็นเหรียญบาท วันไหนเงินเดือนออก ผู้พิพากษาก็เดินหิ้วถุงเงินใส่เหรียญหนักอึ้งเดินตัวเอียงกลับบ้าน
อธิบดีผู้พิพากษาในเวลานั้นคือขุนหลวงพระไกรสี (เปล่ง เวภาระ) อาจารย์คนหนึ่งของท่าน เมื่อรู้นิสัยและฝีมือของผู้พิพากษาใหม่ ก็ใช้ให้ทำงานรอบตัวก็ว่าได้ นายลออก็เป็นคนที่หนักเอาเบาสู้และทำงานขยันตัวเป็นเกลียวเสียด้วย
งานของนายลออหนักมาก นอกจากเป็นผู้พิพากษาเองแล้วยังต้องเป็นอาจารย์สอนกฎหมายให้นักเรียนรุ่นน้องๆควบคู่กันไป หน้าที่ครูสอนนี้รวมทั้งออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ ตลอดจนไปนั่งเฝ้าคนเรียงพิมพ์ข้อสอบที่โรงพิมพ์ด้วยตนเองจนเสร็จเรียบร้อย เพื่อไม่ให้ข้อสอบรั่วไหลได้
งานทุกอย่างนายลออทำตามที่ได้รับมอบหมายทั้งหมด ด้วยความเรียบร้อยทุกอย่าง ไม่เคยเกี่ยง ไม่เคยบกพร่อง จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "หลวงจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ "และปีต่อมาก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง เมื่ออายุ ๒๕ ปี และได้เป็น " พระจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์" เป็นลำดับต่อมา
พระจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ เป็นตัวอย่างข้าราชการที่ทำงานได้รวดเร็วและเรียบร้อยตามมอบหมายของผู้บังคับบัญชา ท่านจึงเป็นที่ไว้วางพระทัยของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ มากกว่าข้าราชการอื่นๆ เพราะเป็นที่รู้กันว่ากรมหลวงราชบุรีฯทรงเป็นเจ้านายที่ฉลาด ทรงมีอุตสาหะในการทำงานอย่างมาก ที่สำคัญคือพระทัยเร็ว ถ้าใครทำงานชักช้าไม่ทันใจ และไม่รู้พระทัยก็ยากจะทำงานกับพระองค์ท่านได้ ส่วนพระจักรปาณีเป็นคนใจเย็น มีปฏิภาณไหวพริบดี รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว จึงทำงานถวายได้เป็นอย่างดี
ตัวอย่างการทำงานที่ว่องไว เป็นที่สบพระทัยกรมหลวงราชบุรี ก็มีเรื่องหนึ่ง คือในบ่ายวันหนึ่ง กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงปรารภกับพระจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ว่า กระทรวงยุติธรรมจะสร้างที่ทำการศาลมณฑลกรุงเก่า(อยุธยา)ให้สง่างาม แต่ว่ายังทำไม่ได้เพราะยังหาที่ดินก่อสร้างสถานที่ที่เหมาะสมไม่ได้ ก็ทรงมอบให้ปลัดทูลฉลองไปหาที่ดินผืนเหมาะๆมาเพื่อจะสร้าง พอเลิกงาน พระจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ก็ออกจากที่ทำงานขึ้นรถไฟไปอยุธยาทันที ไปหาคนรู้จักซึ่งเป็นคนกว้างขวางอยู่ในอยุธยา ซักถามว่ามีที่ดินผืนงามๆเหมาะจะสร้างศาลจังหวัดที่ไหนบ้าง ได้คำตอบว่ามีที่ดินอย่างที่ต้องการเป็นแปลงติดแม่น้ำ แต่ไม่รู้ว่าเจ้าของจะขายหรือไม่ ท่านก็สั่งให้ไปตามเจ้าของที่ดิน ให้ไปพบท่านที่ตำหนักของกรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ ข้าหลวงเทศาภิบาล (พระอนุชาของกรมขุนศิริธัชสังกาศ)ประมาณ ๒ ทุ่มเจ้าของที่ดินไปถึงตำหนัก ก็เจรจาซื้อขายที่ดินกันทันที เจ้าของก็ตกลงขายโดยไม่อิดเอื้อน ตกลงราคากัน ทำสัญญาซื้อขายลงนามเรียบร้อย
พระจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ นำเงินติดตัวไปประมาณ ๑๐๐ ชั่งเผื่อเหลือเผื่อขาด ก็จ่ายค่าที่ดินกันต่อเบื้องหน้าข้าหลวงเทศาภิบาล ในฐานะพยานว่าเป็นการซื้อขายที่โปร่งใสสุจริต ไม่มีนอกไม่มีใน
พอจบเรื่อง ท่านก็ค้างที่นั่นคืนหนึ่ง เช้าก็นั่งรถไฟกลับกรุงเทพมาทำงานที่กระทรวงทันเวลา กราบทูลกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ว่าซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้ว เป็นที่พอพระทัยอย่างมาก ต่อมาศาลของอยุธยาก็สร้างขึ้นที่ที่ดินตรงนั้นเอง
พระจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์ปลัดทูลฉลอง เมื่ออายุ ๒๘ ปี อำนาจหน้าที่ของท่านในกระทรวงยุติธรรม กว้างขวางกว่าในสมัยหลังเมื่อท่านได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสียอีก เพราะว่ากรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงถือว่าเสนาบดีมีหน้าที่แค่คุมนโยบาย ส่วนงานปฏิบัติงานในกระทรวงเป็นเรื่องของปลัดทูลฉลอง ทั้งด้านปกครองและธุรการ แต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งข้าราชการในระดับต่ำกว่าเจ้ากรม แม้แต่เข้าประชุมเสนาบดี ก็ทรงให้ปลัดทูลฉลองไปแทน พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ จึงต้องทำงานรอบตัวตั้งแต่ตรวจเอกสารราชการเรื่องเล็กเรื่องน้อย ไปจนประชุมกับเจ้านายระดับพระเจ้าลูกยาเธอ
พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ เป็นเลขานุการและศิษย์กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ที่สนิทสนมรู้ใจกันประหนึ่งคนเดียวกัน ในการทำงานก็ประสานงานกันอย่างกลมเกลียวไม่มีข้อขัดแย้ง เมื่อเลิกงาน ท่านก็ไปเฝ้ากรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์บ่อยๆ เพราะมีงานอดิเรกที่ชอบอย่างเดียวกันอีก คือเล่นเรือยนต์ รถยนต์ และถ่ายรูป
ด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดีที่พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์มีต่อกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ นี่เอง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตราชการที่รุ่งโรจน์ของท่าน เกิดพลิกผันแทบจะล้มคว่ำลงมาในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ นี้เอง จากเหตุการณ์ที่รู้จักกันในชื่อ คดีพญาระกา
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม