วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/381" type="text/javascript"></script>
เจ้าพระยามหิธร
เรียบเรียง ประวัติ ผลงาน และ บทบาท ของ เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) เนติบัณฑิตหมายเลข ๑ แห่งประเทศไทย ผู้เป็นตัวอย่าง และแรงบันดาลใจให้คนไทยและเด็กไทยทุกคน
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 20,480 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 11 August 2006, 6:24 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 11 August 2006, 6:24 pm

หน้าที่ 6 - เจ้าพระยามหิธร...ตอนจบ
เจ้าของงานเขียน แ้ก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่
พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ แม้ว่าจะพ้นผิดจากเรื่องที่ทำลงไป ได้กลับเข้ารับราชการเป็นปลัดทูลฉลองเหมือนเดิม แต่มรสุมลูกใหญ่ที่ท่านเผชิญก็ยังไม่สงบอยู่ดี


อย่างแรกคือท่านถูกงดความดีความชอบ ควรจะได้รับพระราชทานพานทอง ก็เลยไม่ได้


อย่างที่สอง พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ เป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อเจ้านายเดิม เสมอต้นเสมอปลาย แม้กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงพ้นตำแหน่งเสนาบดีแล้ว พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ก็มิได้เปลี่ยนแปลงกิจวัตร เคยเข้าเฝ้าเป็นประจำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นเช่นเดิม ถือว่าท่านเคยเป็นทั้งลูกศิษย์และผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่มีสิ่งใดมาทำให้เปลี่ยนแปลง เรื่องจะตีตนออกห่างนายเก่า โผไปหานายใหม่ คนอย่างท่านไม่ทำ


ก็ด้วยความดีข้อหลังนี้เอง หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ จึงเห็นว่าท่านเป็น"คนของกรมหลวงราชบุรีฯ" ใจอยู่ที่นายเก่า ทำให้นายใหม่ไม่ไว้วางใจ และผลคือทำงานเข้ากับนายใหม่ไม่ได้ พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์เองก็ลำบากใจที่จะทำงานกับหม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ผู้มีหลักการแตกต่างจากกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เพราะท่านเคยได้รับการสั่งสอนมาว่า อย่าให้ตัดสินว่าผู้ใดผิดจนกว่าจะได้พยานหลักฐานหรือมีกรณีแวดล้อมพอที่จะเชื่อได้ว่าผิด ฉะนั้นเมื่อถูกเกณฑ์ให้เปลี่ยนหลักเป็นตรงกันข้ามจึงกลับตัวไม่ทัน






หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์เองก็เป็นผู้ที่ไม่ง้อคน เมื่อเข้ากันไม่ได้ ก็เห็นว่าไม่สมควรจะเอาไว้ใช้งานอีก ในตอนนั้นตำแหน่งกรรมการศาลฎีกาว่างลงเพราะพระยาอนุชิตชาญชัย(สาย สิงหเสนี) ถูกย้ายไปเป็นจางวางพระตำรวจ พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ จึงถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งนี้แทน และพระยาราชเสนา( เลื่อน ศุภสิริวัฒน์) เจ้ากรมมหาดไทย ย้ายมาเป็นปลัดทูลฉลอง


ความผันแปรในหน้าที่การงานมีผลกระทบกระเทือนถึงฐานะทางบ้านด้วย พระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ปรึกษาคุณหญิงกลีบว่า บัดนี้ฐานะท่านไม่มั่นคงเหมือนเมื่อก่อน จะหวังพึ่งเงินเดือนราชการอย่างเดียวไม่ได้ เพราะอาจจะเกิดเหตุคาดไม่ถึงในวันไหนก็ได้ คุณหญิงกลีบ ก็เริ่มทำงานหารายได้ช่วยสามีอีกแรงหนึ่ง ด้วยการทำน้ำอบไทย แป้งนวล น้ำปรุง ขี้ผึ้งสีปาก พวกเครื่องสำอางอย่างไทยๆ ให้สาวใช้หาบไปขายวันละ ๖ หาบ ตามวังต่างๆ พอจะเก็บเงินทองเป็นค่าใช้จ่าย เลี้ยงบุตรธิดาและบริวารกันไปได้


เคราะห์ร้ายอย่างที่สามของท่านคือกรมขุนศิริธัชสังกาศ ผู้มีพระคุณ สิ้นพระชนม์ลงในปี ๒๔๕๔ นั้นเอง


พายุร้ายเข้ามาในชีวิตพระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ได้ไม่นาน ฟ้าก็เริ่มใสขึ้น เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพอพระราชหฤทัยในการทำงานและอัธยาศัยของท่าน มิได้ทรงเพ่งเล็งความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หลังจากเป็นกรรมการศาลฎีกาอยู่ปีเดียว ก็โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่งราชเลขานุการกฤษฎีกาเพิ่มขึ้นอีกตำแหน่ง เท่ากับท่านได้กลับไปสู่ถิ่นเดิมที่เคยอยู่เมื่อหนุ่ม และได้รับพระราชทานพานทองซึ่งถูกงดมาตั้งแต่เกิดเรื่อง


การทำงานของพระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ได้ถวายงานอย่างใกล้ชิดเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย อย่างเช่นตำแหน่งนายทะเบียนของจิตรลดาสโมสร และตำแหน่งปลัดพระธรรมนูญเสือป่า ท่านตามเสด็จพระราชดำเนินไปซ้อมรบเสือป่าที่นครปฐมทุกปี


ส่วนตำแหน่งงานของท่าน ก็ก้าวไปในทางกฎหมายเช่นเดิมแต่ว่าเป็นตำแหน่งใหม่จากหน่วยงานใหม่ที่ตั้งขึ้นในรัชกาลที่ ๖ คือสมุหพระนิติศาสตร์ และต่อมาก็อธิบดีศาลฎีกา และผู้กำกับราชการกรมพระนิติศาสตร์ เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางที่ท่านใช้ความรู้ความชำนาญทางกฎหมายได้เต็มที่ และเป็นเส้นทางที่ราบเรียบมีแต่จะทอดสูงขึ้นทุกที


ในฐานะสมุหพระนิติศาสตร์ ท่านได้เป็นนายทะเบียนประกอบพิธีอภิเษกสมรสให้เจ้านายหลายพระองค์ รวมทั้งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนสุโขทัยธรรมราชา และพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ ด้วย


พิธีอภิเษกสมรสในรัชกาลที่ ๖ ทำคล้ายพิธีฝรั่ง ไม่เหมือนการรดน้ำแต่งงานแบบไทย ในพระราชพิธีอภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประธาน เมื่อเสด็จออกแล้ว เสนาบดีกระทรวงวังก็กราบบังคมทูลเบิกคู่สมรสออกมาถวายคำนับ แล้วสมุหพระนิติศาสตร์ทำหน้าที่คล้ายพระผู้ประกอบพิธีแต่งงานของฝรั่ง คือตั้งคำถาม ถามคู่สมรส


เช่นเมื่อครั้งมีพิธีอภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชา และหม่อมเจ้ารำไพรรณี


" ฝ่าพระบาทตั้งพระหฤทัยที่จะรับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีเป็นชายาด้วยความเสน่หารักใคร่ และตั้งพระทัยจะทะนุถนอมให้มีความสุขสืบไป จนตลอดฉะนั้นฤา"


พระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ทรงตอบว่า


"ข้าพเจ้าตั้งใจเช่นนั้น"


สมหุพระนิติศาสตร์ ทูลถามหม่อมเจ้ารำไพพรรณีว่า


"ท่านตั้งหฤทัยจะมอบองค์ของท่าน เป็นชายาในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ด้วยความเสน่หาจงรัก สมัครจะอยู่ในโอวาทของพระสามีสืบไป จนตลอดฉนั้นฤา"


หม่อมเจ้ารำไพพรรณีทรงตอบว่า


" ข้าพเจ้าตั้งใจเช่นนั้น "


ต่อจากนั้น พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานน้ำสังข์ ทรงเจิม แล้วสมุหพระนิติศาสตร์จัดให้คู่สมรสลงพระนาม พระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย มีสักขีพยานในพระราชพิธีลงพระนามและนาม ต่อจากนั้นจึงพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ


****************


แม้ว่าพระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ไม่ได้กลับมาเป็นปลัดทูลฉลองอีกก็ตาม แต่ก็กลับดียิ่งกว่า เพราะตำแหน่ง "อธิบดีศาลฎีกา"ของท่าน ก็คือ" ประธานศาลฎีกา" ที่ถือว่าเป็นตำแหน่งประมุขฝ่ายตุลาการ


ส่วนหม่อมเจ้าจรูญศักดิ์นั้น บริหารงานในกระทรวงพบความไม่ราบรื่นหลายอย่าง ในที่สุดก็โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ไปเป็นเอกอัครราชทูตไทยที่กรุงปารีส


ในพ.ศ. ๒๔๖๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนาพระยาจักรปาณีศรีศิลวิสุทธิ์ ขึ้นเป็นเจ้าพระยามหิธร และพระราชทานเงินจำนวนหนึ่งเพื่อสร้างบ้านใหม่ให้สมเกียรติด้วย นับว่าท่านได้ผ่านพ้นอุปสรรคมาถึงจุดสูงสุดของชีวิต ปลายปี ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวประชวรหนัก เจ้าพระยามหิธรได้เฝ้าดูพระอาการจนถึงวาระสุดท้าย การเสด็จสวรรคตนำความเศร้าโศกมาให้ท่านและครอบครัวอย่างยิ่ง


ขึ้นรัชกาลที่ ๗ มีการยุบเลิกหน่วยงานหลายแห่งเพื่อตัดทอนงบประมาณให้พอกับรายจ่าย แม้แต่กระทรวงมุรธาธร หรือกระทรวงวัง ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเป็นเสนาบดีก็ถูกยุบมารวมกับกรมราชเลขาธิการ เจ้าพระยามหิธรจึงได้ดูแลทั้งสองหน่วยงาน มีฐานะเท่าเสนาบดี เพียงแต่ไม่ได้เรียกว่าเสนาบดีเท่านั้นเอง แต่พอถึงพ.ศ. ๒๔๗๕ ก็เปลี่ยนนามราชเลขาธิการว่าเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร


เมื่อคณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ เจ้าพระยามหิธรอยู่ที่หัวหิน เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อรู้ว่าตัดสินพระทัยพระราชทานรัฐธรรมนูญ ท่านก็ขึ้นรถไฟมากรุงเทพเพื่อแจ้งให้คณะผู้ก่อการฯ ทราบ พอทหารที่สถานีรถไฟทราบว่าท่านเป็นใครก็คุมตัวขึ้นรถยนต์ ทหารยืนบนบันไดรถเอาปืนจ่อเข้ามาในรถตลอดทาง จนกระทั่งเข้าไปแจ้งให้คณะราษฎร์รับทราบเสร็จจึงถูกปล่อยตัวกลับบ้านโดยไม่มีปืนจี้อีก


หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระยามโนปกรณ์นิติธาดานำความมาบอกเจ้าพระยามหิธรเป็นส่วนตัวว่า คณะราษฎร์จะยุบตำแหน่งราชเลขาธิการ เพราะราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเหลือแต่งานส่วนพระองค์ ส่วนงานบริหารราชการแผ่นดินจะไปผ่านทางคณะราษฎร์แทน ถ้าถูกยุบตำแหน่งราชเลขาธิการ ก็จะลดฐานะเจ้าพระยามหิธรลงไปเท่าปลัดทูลฉลอง เป็นการเสียเกียรติยศ เจ้าพระยามหิธรก็เห็นด้วย ท่านจึงลาออกจากราชการ ในวัย ๕๘ ปี


เจ้าพระยามหิธรพักผ่อนอยู่บ้านได้แค่ ๓ ปี รัฐบาลก็มาเชิญท่านไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านทำงานอยู่ ๒ ปี เมื่อรัฐบาลพระยาพหลพลหยุหเสนาพ้นจากตำแหน่งเจ้าพระยามหิธรก็พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี นับเป็นการออกจากราชการครั้งที่ ๒ เมื่ออายุได้ ๖๓ ปีเศษ มาเป็นข้าราชการบำนาญโดยสมบูรณ์


เมื่ออายุ ๗๐ ปีเศษ เจ้าพระยามหิธรเริ่มมีอาการสมองเสื่อม ร่างกายก็เสื่อมลง แต่ไม่มีโรคภัยอย่างอื่นรบกวน ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อพ.ศ. ๒๔๙๙ ด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุได้ ๘๑ ปี


บุตรหลายคนของเจ้าพระยามหิธรได้ไปศึกษาต่อที่ยุโรป ท่านเขียนจดหมายถึงลูกๆเสมอ มีโอวาทหลายอย่างของเจ้าพระยามหิธรที่คมคาย สมกับเป็นนักบริหาร และไม่ล้าสมัยจนบัดนี้ ดังเช่น


"ตามธรรดาที่นิยมว่าเป็นผู้ใหญ่ควรแก่วัยอายุนั้น คือรู้จักหาทรัพย์ได้ในทางที่ชอบ แล้วใช้ทรัพย์ในทางที่ชอบ คือไม่เกินกว่าที่หาได้ ผู้ใดประพฤติได้ดังนี้นับว่าเป็นผู้ใหญ่บริบูรณ์ไม่มีใครคัดค้าน แต่ผู้ที่ยังหาเงินไม่ได้เองเช่นฐานะยังเป็นนักเรียนอยู่ ถึงอายุจะครบกำหนด ก็ยังทำอย่างผู้ใหญ่ไม่ได้ทุกๆประการ ใครขืนทำ ก็ต้องลำบาก นัยหนึ่งว่าขาดสติรอบคอบ ความขาดสติรอบคอบนี้เองแสดงว่ายังไม่เป็นผู้ใหญ่แท้ดังที่ตนเข้าใจ"


"เป็นความจริงถึงพ่อชอบใช้มีดคม แต่รู้สึกอยู่ว่าความรอดตัวของพ่อไม่ได้อยู่แก่คนเหล่านี้เลย เพราะสำคัญอยู่ที่คนใช้ต่างหาก ไม่ใช่อยู่ที่มีด พ่อเคยใช้มีดขี้เท่อบ่อยๆเหมือนกัน แต่อาศัยเหตุที่รู้จักใช้ การก็สำเร็จได้เท่ากัน"


" สุภาษิตที่ว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดนั้น ต้องประกอบกับประโยคว่า ถ้าประพฤติตัวไม่ดี เป็นประโยคเดียวกัน เพราะจรรยาก็เป็นสำคัญในชีวิตมนุษย์ซึ่งขาดไม่ได้ ควรเข้าใจดังนี้จึงเป็นสุภาษิต"


" พระยาปฏิพัทธ์(หมายถึงพระยาปฏิพัทธ์ภูบาล คอยู่เหล ณ ระนอง) นั้นเป็นเพื่อนชอบกับพ่อมาก เขาเป็นคนใจคอกว้างขวางตามที่พ่อเห็นฤๅได้เป็นเพื่อนกันมาก แต่บางคนก็หาความแกอย่างตรงกันข้ามว่าแกดีด้วยแต่บางคนที่พึ่งพาอาศัยได้ ข้อนี้เป็นอยู่สำหรับคนฉลาด เพราะถ้าหว่านโปรยไปหมด ไม่เลือกหน้า ก็แย่กันเท่านั้น พ่อจึงยังเห็นว่าแกถูก"


" สุภาษิตของเรามีว่า ทำแต่งานไม่มีเล่นก็เป็นบ้า ไม่ทำงานเอาแต่เล่นก็เป็นตุ๊กตา ไม่ดีทั้งสองอย่าง สู้กลางๆไม่ได้ คือถึงที่เล่นก็ให้รู้จักการเล่น ถึงที่ทำงานก็ทำ ถ้าจะเอาแต่เรียนตะพึดไป ไม่เล่นสนุกบ้างเลยก็น่ากลัวอันตรายอยู่เหมือนกัน"


"ถ้าหากมีฝีมือทำงานดี แต่เข้าคนไม่เป็น ผูกใจคนไม่อยู่ ผู้นั้นต่ำแต้ม ฉะนั้นการเป็นคนปอบปูล่าควรปลูกนิสัยมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน จะผัดว่าเมื่อนั่นเมื่อนี่หาได้ไม่"


"ใครมีนิสัยคบเพื่อนเป็น คนนั้นก็มีเพื่อนได้เร็ว"


" ถ้าเราจะนั่งติดกับแขกฤๅพม่า ก็ควรพูดจาปราศรัยกันได้ และดูเหมือนยิ่งเป็นการง่ายกว่าจะทำกับฝรั่ง เพราะเป็นพวกเอเชียติกด้วยกัน ฝรั่งมันดูถูกพวกผิวเหลืองผิวดำ เพราะมันถือว่ามันผิวขาวก็ไปอย่างหนึ่ง แต่หากผิวเหลืองผิวดำก็กลับดูถูกกันเองด้วย เป็นการดูถูกซ้อนดูถูก พ่อไม่เข้าใจว่าเพื่อใด นอกจากผู้นั้นลืมตัว"



*********************





หนังสืออ้างอิง


๑.บันทึกต้นรัชกาลที่ ๖ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว


๒.เรื่องของคนห้าแผ่นดิน โดย ท่านผู้หญิงดุษฎี มาลากุล


๓.หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยามหิธร


*********************



<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 5) หน้าถัดไป (หน้า 7) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


เทาชมพู
(เทาชมพู)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 13,889 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 8 ปี
แบ่งปันความรู้ 5,218 ครั้ง
ได้รับดาว 185 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.