|
||
|
|
|
การประชุมนิวเคลียร์ฟิวชั่นในประเทศไทย
งานวิจัยและศึกษาด้านพลาสมา และนิวเคลียร์ฟิวชั่นมีอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว จึงเกิดงานสัมมนาโดยความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้
|

Experts from IAEA: 1. Mr. Fernandes Horacio (Ph.D. Physics, Portugal)
2. Mr. Del Bosco Edson (Ph.D. Plasma Physics, Brazil )
3. Mr. Gryaznevich Mikhail (Ph.D. Physics, EURATOM/UKAEA, UK)
เนื่องด้วยงานวิจัยและศึกษาด้านพลาสมา และนิวเคลียร์ฟิวชั่นมีอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากการร่วมมือกันและสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของ มหาวิทยาลัยต่างๆ และหน่วยงานของภาครัฐ อย่างไรก็ตามงานวิจัยดังกล่าวในประเทศไทยยังคงตามหลังหลังผลงานวิจัยของต่างชาติอยู่มาก โดยเฉพาะงานวิจัยด้านการใช้พลาสมา และพลังงานฟิวชั่น ดังนั้นทางทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประทศ (IAEA) ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านประกอบด้วย Dr. Horacio Fernandes (Portugal), Dr. Edson Del Bosco (Brazil ), และ Dr. Mikhail Gryaznevich (EURATOM/UKAEA, UK) เพื่อจัดอภิปรายและประเมินด้านงานวิจัยพลาสมาและพลังงานฟิวชั่นในประเทศไทย ในวันที่ 18-19 สิงหาคม 2551 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต การประชุมครั้งนี้ได้มีการจัดโดย สถาบันนานาชาติ สิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (TINT)
ผู้เชี่ยวชาญจากสามประเทศ จากซ้ายไปขวา: Dr. Horacio Fernandes (Portugal),
Dr. Mikhail Gryaznevich (EURATOM/UKAEA, UK), และ Dr. Edson Del Bosco (Brazil )
ซ้าย: ผู้เชี่ยวชาญร่วมรับประทานอาหารเย็น กับผู้แทนจาก สทน. สิรินธร และ ม. ธรรมศาสตร์
จุดประสงค์การสัมมนาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างจุดริเริ่ม และพัฒนาหลักสูตรและงานวิจัยนิวเคลียร์ฟิวชั่น โดยให้ความสำคัญกับหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเครื่องโทคาแมคขนาดเล็กและเครื่อง DPF (Dense Plasma Focus) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างกระบวนการพลังงานฟิวชั่น
ในช่วงแรกได้อธิบายถึงความจำเป็นด้านงานวิจัยของนิวเคลียร์ฟิวชั่น โดย Dr. Mikhail Gryaznevich (EURATOM/UKAEA, UK) ซึ่งประเด็นแรกคือ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรโลกที่มีถึง 6.6 พันล้านคนในปี 2008 (กรกฎาคม) ที่เป็นเหตุผลหลักในการบริโภคพลังงานมากถึง 11 ล้านล้านวัตต์ ซึ่งอัตราส่วนใหญ่ที่ใช้พลังงานคือกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา

ขวา: คุณมานิตย์ ซ้อนสุข (รอง ผสทน.) คุณเดชาชัย ชาญบัญชี และ คุณวิเชียร รตนธงชัย
ร่วมต้อนรับ และแนะนำเครื่องปฏิกรณ์ ในเช้าวันที่ 19 ส.ค. 2551
ทั้งนี้ ปัจจุบันได้มีการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิง (fossil fuel) โดยใช้หลักการเผาไหม้ของพลังงานเชื้อเพลิงทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ถ่านหิน ปิโตรเลียม และ ก๊าชธรรมชาติ ข้อดีข้อแรกของวิธีนี้คือ ความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วในการดำเนินการ ข้อสองคือ พลังงานเชื้อเพลิงในรูปแบบของเหลวที่ใช้กันแพร่หลายและจำนวนมากเช่น น้ำมันดิบชนิดเบา (light crude oil), น้ำมันเบนซิน (gasoline), และ แก๊สปิโตรเลียมเหลว (LPG – liquefied petroleum gas) สามารถที่จะแจกจ่ายเพื่อจำหน่ายได้สะดวก อย่างไรก็ตาม การเผาไหม้พลังงานเหล่านี้ยังสามารถทำให้เกิดปัญหาตามมา ซึ่งหนึ่งปัญหาใหญ่คือ ภาวะโลกร้อน (global warming) โดยขณะที่เกิดการเผาไหม้ของพลังงานเชื้อเพลิง ก๊าชที่ถูกปล่อยออกมาคือ ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวเก็บกักความร้อนภายในชั้นบรรยากาศโลก ในระยะเวลามากกว่า 150 ปี การเผาไหม้พลังงานคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้จำนวนคาร์บอนไดออกไซด์บนชั้นบรรยากาศมีเพิ่มมากขึ้นถึง 25 เปอร์เซ็นต์
อีกหนึ่งตัวเลือกนอกเหนือจากการใช้พลังงานเชื้อเพลิง นั่นคือ การใช้พลังงานหมุนเวียน (renewable energy) ซึ่งเป็นวิธีการที่น่าสนใจเมื่อพูดถึงผลลัพธ์ในระยะยาว เพราะนี่คือพลังงานที่ถูกสร้างขึ้นจากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แสงอาทิตย์ ลม น้ำ ฯลฯ ในขณะเดียวกันอีกหนึ่งแหล่งพลังงานแห่งอนาคตนั่นคือ พลังงานนิวเคลียร์ (nuclear power) เป็นวิธีการสร้างพลังงานได้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีอื่นที่กล่าวมาข้างต้น อีกทั้งพลังงานนิวเคลียร์ไม่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์, ธาตุปรอท, และธาตุกำมะถัน ซึ่ง 2 ส่วนประกอบหลังนี้มีอยู่ในถ่านหิน วิธีนี้ได้ใช้หลักการจากพลังงานที่ได้จากดวงอาทิตย์ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของอะตอมของไฮโดรเจน เกิดเป็นอะตอมของธาตุฮีเลียม แล้วปล่อยพลังงานออกมา ไฮโดรเจนที่ทำปฏิกิริยานั้นจะมีสภาพเป็นพลาสมา
ประเด็นสำคัญหนึ่งคือ จุดประสงค์ในการลดจำนวนการปล่อยก๊าชเรือนกระจก 60 เปอร์เซ็นต์ภายในปี ค.ศ. 2060 แต่ความหวังข้างหน้าในการใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นแนวทางเลือกยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประเด็น ซึ่งตามรายงานได้พบปัญหา นั่นคือ ความเสี่ยงในศักยภาพด้านความปลอดภัยเมื่อถูกแพร่หลาย และการจัดการในระยะยาวของของเสียนิวเคลียร์
การบรรยายยังรวมไปถึงประวัติและการพัฒนาทางด้านวิจัยเรื่องนิวเคลียร์ฟิวชั่นในปีที่ผ่านมา และผู้เชี่ยวชาญได้แจ้งถึงปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ แต่ในที่สุดก็สามารถหาวิธีแก้ปัญหาโดย ในอนาคตจะมีการใช้วิธีการกำเนิดเชื้อเพลิงซึ่งเป็นการใช้นิวตรอนที่มีพลังงานสูง และมีประสิทธิภาพมากกว่า อีกทั้งยังทำให้สามารถใช้งานเชื้อเพลิงได้นานกว่าเดิมหลายเท่า สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยหลักที่แต่งต่างจากการใช้นิวตรอนแบบเทอร์มอลในปัจจุบัน
พลังงานฟิวชั่น เกิดจากขั้นตอนที่นำนิวเคลียส 2 อันมาหลอมรวมกัน โดยทำให้เกิดพลังงานปริมาณมากมายมหาศาล ในการสร้างพลังงานฟิวชั่นให้สมบูรณ์เช่นนี้ มีความจำเป็นต้องใช้อุณหภูมิที่สูงมาก ซึ่งสามารถสร้างภาวะดังกล่าวให้เกิดขึ้นบนโลกได้โดยการใช้สนามแม่เหล็กเข้ามาช่วยในการควบคุมพลาสมา ซึ่งวิธีการนี้มีความเพียงพอที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นที่ควบคุมได้ และสามารถผลิตพลังงานที่จะนำไปสร้างพลังงานไฟฟ้าได้ปริมาณมหาศาลต่อไป
ในขณะที่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์กำลังทำงานอยู่นั้น ส่วนหนึ่งของพลังงานที่ได้จากปฏิกริยานิวเคลียร์มีหน้าที่ประคองอุณหภูมิให้คงอยู่ไว้ อย่างไรก็ตามช่วงที่เริ่มใช้งานเครื่องปฏิกรณ์ พลาสมาจำเป็นที่จะต้องทำให้ร้อนขึ้นถึง 100 ล้าน องศาเซลเซียส ซึ่งมีความร้อนมากกว่า 6 เท่าของภายในดวงอาทิตย์ ซึ่งวิธีการนี้เป็นหนึ่งในวิธีการหลักในการทำฟิวชั่น

JET (Joint European Torus) เมือง คูแลม ในสหราชอาณาจักร (Culham, UK)
Dr. Mikhail Gryaznevich มีความเห็นว่า การทำวิจัยค้นคว้าเรื่องฟิวชั่นเป็นเรื่องซับซ้อน เพราะการวิจัยจำเป็นต้องอาศัยความรู้ด้านพลาสมาฟิสิกส์ ฟิสิกส์ของระบบสุญญากาศ วิศวกรรมไฟฟ้า และใช้หลักวิเคราะห์ได้อย่างละเอียด นอกเหนือจากด้านวิชาการ การบรรยายยังมุ่งไปที่ผลงานด้านวิจัยในเมือง คูแลม ในสหราชอาณาจักร (Culham, UK) ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลการออกแบบของ JET (Joint European Torus) ซึ่งเป็นเครื่องโทคาแมคที่ประสบความสำเร็จและมีขนาดที่ใหญ่ที่สุดที่เคยสร้างมา JET ประกอบด้วยการทำงานระบบรีโมทเพื่อรับมือภาวะกัมมันตภาพรังสีที่เกิดขึ้นจาก เชื้อเพลิง Deuterium-Tritium (D-T) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่มาจากโรงงานฟิ่วชั่นรุ่นแรก
การสร้างความร้อนพลาสมาของ JET ได้ใช้ทั้ง 3 วิธี ดังนี้
1. Ohmic heating – ในเมื่อพลาสมาเป็นตัวนำไฟฟ้าอย่างดี จึงเป็นไปได้ที่จะให้พลาสมาร้อนโดยการใช้กระแสวิ่งผ่าน ความเป็นจริงแล้วกระแสที่สามารถผลิตสนามแม่เหล็กในแนวตั้งยังให้ความร้อนแก่พลาสมาด้วย ซึ่งเป็นการใช้หลักการเดียวกันกับหลอดไฟฟ้า และเครื่องทำความร้อนด้วยไฟฟ้าอีกด้วย
2. Neutral-Beam Injection – เป็นการเปลี่ยนอะตอมพลังงานสูงให้เป็นไอออนและทำการกักขังไอออนเหล่านี้ไว้โดยสนามแม่เหล็ก ส่วนหนึ่งของไอออนพลังงานสูงเหล่านี้จะถูกย้ายไปยังอนุภาคของพลาสมาเมื่อมีการปะทะซ้ำกันอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ตามมานั่นคือ พลาสมามีอุณหภูมิที่สูงขึ้น
3. Radio-Frequency Heating – วิธีนี้ ใช้การถ่ายพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปยังอนุภาคที่ถูกชาร์จแล้วในตัวพลาสมา ในทางกลับกันมันจะถูกเร่งให้ปะทะกับอนุภาคพลาสมาตัวอื่นๆ ทำให้กลุ่มก้อนพลาสมานั้นมีอุณหภูมิสูงขึ้น
ความจริงแล้ว ฟิวชั่นได้เริ่มขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ส่วนเครื่องโทคาแมคที่ JET นั้นได้มีการสร้างพลังงาน 18 MW แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเรื่องของการควบคุม ซึ่งเป็นปัญหาทางเทคนิคมากกว่า ในส่วนนี้เอง ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า เครื่องโทคาแมคสามารถปรับปรุงและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพที่ดีกว่านี้ได้หรือไม่ คำตอบคือ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาโดยสร้างโทคาแมคทรงกลม (ST-Spherical Tokamak) โดยในช่วงปี 1991-1998 การทดสอบ START (Small Tight Aspect Ratio Tokamak) ณ เมืองคูลแลม สหราชอาณาจักร ประสบความสำเร็จ เพราะถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ลองพลาสมาร้อนโดยใช้เครื่อง ST นี้ ในการทดลองครั้งนี้สามารถสร้างอุณหภูมิอิเล็กตรอนได้สูงถึง 10 ล้าน องศาเซลเซียส ต่อมาได้มีการทดลองของ MAST (Mega Ampere Spherical Tokamak) ซึ่งเป็นการทดลองนิวเคลียร์ฟิวชั่นโดยใช้ ST รูปแบบเดิมซึ่งแสดงถึงศักยภาพที่มีมากกว่ารูปลักษณ์เดิมนั่นคือ การใช้สนามแม่เหล็กในแนวนอนและวงใหญ่
การสร้างชนิดนี้ได้รับมอบหน้าที่และการสนับสนุนจาก EURATOM/UKAEA, UK ซึ่งใช้เวลาถึง 2 ปีในการออกแบบ และอีก 2 ปีในการทำโครงสร้าง ข้อดีที่เห็นได้อย่างเด่นชัดคือ ของ ST นั่นคือ ใช้พื้นที่ในการสร้างน้อยโดยไม่จำเป็นต้องสร้างเครื่องที่มีขนาดใหญ่เหมือนเดิมในขณะที่สามารถสร้างฟิวชั่นได้อย่างเท่าเทียมกัน และมีพื้นผิวที่ดีทำให้การใช้งานของนิวตรอนมีประสิทธิภาพ ข้อดีอีกอย่างนั่นคือ ST ให้ค่า Beta ที่สูงมากกว่าเดิม 3 เท่า ซึ่งค่านี้เป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้วัดประสิทธิภาพ กล่าวคือปริมาณความดันของพลาสมาที่ถูกกักเก็บไว้โดยสนามแม่เหล็กที่มาจากเครื่องโทคาแมคนั้นมีมากขึ้น เนื่องด้วยมีข้อดีตามที่กล่าวมาทำให้ ST เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น
ในปัจจุบันผลงานฟิวชั่นมีอยู่ทั่วโลก โดยเครื่องโทคาแมคที่กำลังใช้งานอยู่มีทั้งหมด 54 ตัว - 26 (เอเชีย), 15 (ยุโรป), 12 (อเมริกา), และ 1 (แอฟริกา)
ปัจจุบันได้มีโครงการ ITER (International Thermonuclear Experimental Reactor) เกิดขึ้นซึ่งเป็นการร่วมมือกัน ของ 7 ประเทศ คือ สหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการวิจัยเครื่องโทคาแมค เพื่อใช้ในโครงการทดลองเพื่อช่วยให้ความรู้ด้านวิชาการด้านฟิสิกส์พลาสมาก้าวข้ามขั้นเพื่อไปใช้ในการสร้างโรงพลังงานฟิวชั่นที่สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าได้ โดยแนวทางการวิจัยครั้งนี้จะถูกดำเนินงานโดยการใช้เครื่องมือ เช่น DIII-D, EAST, TFTR, JET, JT-60, และ T-15
ทั้งนี้ ITER ถือเป็นความหวังแห่งอนาคต แต่จุดที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ยังมีให้เห็น เช่น การพัฒนาวัตถุดิบ , ด้านเทคโนโลยี, การใช้กรณีศึกษาจากเครื่องโทคาแมคที่ใช้งานอยู่เพื่อทำการวิเคราะห์, และปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือบุคลากร ตารางต่อไปนี้เป็นการคาดการณ์ที่ ITER ได้มีการประเมินเอาไว้
| When? | Fusion Power | |
| JET | 1997 | 16 MW |
| ITER | 2015-2020 | 500-700 MW |
| Power Plant | Appx. 2050 | Appx. 1500-2000 MW |
ก่อนที่จะมีแผนการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ฟิวชั่นในประเทศไทย ดร. ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ได้นำเสนอข้อมูลพื้นฐานด้านความพร้อมสำหรับโครงการนี้ดังนี้

งานวิจัยของ TINT (Thailand Institute of Nuclear Technology)
การวิจัยพลาสมาและนิวเคลียร์ฟิวชั่นในประเทศไทยประกอบไปด้วย 3 องค์กรหลักดังนี้
1. TINT (Thailand Institute of Nuclear Technology) หรือสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ หน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบด้านเกี่ยวกับวิจัยและพัฒนาทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์
2. มหาวิทยาลัย – มีการร่วมมือกันระหว่าง นานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, และมหาวิทยาลัยวิลัยลักษณ์
3. หน่วยงานทุนด้านการวิจัย – ประกอบด้วย National Research Council of Thailand (NRCT), Thailand Research Fund (TRF), National Science and Technology Development Agency (NSTDA)
สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการวิจัย
- TINT – เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ (nuclear fusion reactor), สารกัมมันตรังสีหรือสารรังสี, ผู้เชี่ยวชาญ และโรงกลึง
- นานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์ – ผลงานหลักคืองานทฤษฎีศึกษา และรวบรวมบทสรุป, ระบบการใช้งานคอมพิวเตอร์ระดับสูงเพื่อใช้ในการสร้างฟิวชั่นจำลอง
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย – เครื่องทีตาพินช์, เครื่องพลาสมาโฟกัส, ระบบไมโครเวฟพลาสมา, วิชาสอนด้าน พลาสมาและเทคโนโลยีนิวเคลียร์, วัสดุตัวนำยิ่งยวด (superconductor), นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยและการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีพลาสมาและพลังงานฟิวชั่น
- มหาวิทยาลัยมหิดล – ผลงานด้านทฤษฎี และการทดลองในสาขาฟิสิกส์, การศึกษาของเหลว
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ – สำนักงานวิจัยนิวตรอนพลังงานสูง, เทคโนโลยี Ion Beam, เครื่องกำเนิดนิวตรอน, โรงปฏิบัติงาน, วิชาสอนด้าน พลาสมา
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - ระบบไมโครเวฟพลาสมาและการประยุกต์ใช้, วิชาสอนด้าน พลาสมา, ผู้เชี่ยวชาญ และโรงปฏิบัติงาน
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี – โครงการ Siam Photon, ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ
- มหาวิทยาลัยวิลัยลักษณ์ - ระบบไมโครเวฟพลาสมาและการประยุกต์ใช้, วิชาสอนด้าน พลาสมา
- การร่วมมือระหว่างประเทศ
- การร่วมมือด้านวิจัยระหว่าง TINT/SIIT และ CEA: Fusion simulations, NBI และ RF research (แนวโน้มในอนาคตอาจมี SWIP เข้าร่วมด้วย)
- Lehigh university (USA), JET (UK), Kyoto University (Japan), AAAPT (Asian African Association for plasma training)
ต่อจากนี้ได้มีการแจ้งถึงจุดมุ่งหมายหลักด้านให้มีการฟิวชั่นในประเทศไทยซึ่งก็คือ การพัฒนาโครงการฟิวชั่นแห่งชาติที่ซึ่งสามารถสนับสนุนและส่งเสริมแนวทางที่สำคัญของกลุ่มนิวเคลียร์ฟิวชั่นได้
กุญแจหลักที่สำคัญนั้นคือคำถามที่ว่า ประเทศไทยนั้นอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมที่จะดำเนินโครงการนี้หรือไม่, อะไรคือปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนางานชิ้นนี้, ควรใช้งบประมาณเท่าไหร่, และ อะไรคือสิ่งที่นำมาประยุกต์ใช้ และจะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่แบบใดได้บ้าง
ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านได้เสนอแนะว่า การที่มีนักกลุ่มวิจัยที่มาจากต่างสถาบัน ทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสถาบันหลักอย่างเป็นทางการ เพื่อที่จะสามารถบริหารงานด้านต่างๆได้เป็นอย่างดี ทั้งด้านจัดแบ่งงบประมาณ และด้านการจัดการทั่วไป โดยผู้เข้าประชุมได้เสนอให้ TINT เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
นอกจากนั้น 3 ตัวแทนจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดลได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการฟิวชั่นนี้ ซึ่งผลสรุปโดยรวมนั้นถือว่าเป็นการสร้างประโยชน์ ทั้งด้านการกระตุ้นและสนับสนุนให้นักเรียนหันมาสนใจที่จะเรียนฟิสิกส์ และการทดลองฟิวชั่นนั้นเป็นสิ่งที่น่าติดตาม และช่วยเกื้อหนุนทางด้านทฤษฎีของพลาสมาฟิสิกส์อีกด้วย
ส่วนเรื่องสถานที่ในการสร้างเครื่องโทคาแมคนั้น ยังไม่เป็นที่สรุประหว่าง TINT หรือม.ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำว่าจำเป็นต้องใช้เนื้อที่กว้าง และจะสามารถประหยัดงบประมาณได้อีกมากหากมีตึกที่สร้างอยู่แล้ว และต้องมั่นใจว่าสามารถใช้พลังงานได้อย่างน้อย 5-10 MW เพื่อที่จำทำงานวิจัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอขอบคุณภาพจาก http://www.tint.or.th/en/activities/iaea_fusion_aug2008/iaea_fusion_aug2008.html