พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์…ปิดกั้นเสรีโลกออนไลน์

Written by on . Posted in วิทย์ทั่วไป, อื่น, เทคโนโลยีสารสนเทศ




หน้าที่ 1 - พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

 ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของรายงานสุขภาพคนไทย 2551 กับเว็บไซต์วิชาการดอทคอม

ที่มา : รายงานสุขภาพคนไทย 2551
ปี 2551 เล่ม 5 หน้า 56-60
 


 

พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์... ปิดกั้นเสรีโลกออนไลน์?

          เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นคือสุขภาวะทางสังคมด้านหนึ่ง และถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่ได้รับการประกันจากรัฐธรรมนูญทุกฉบับ แต่พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 คือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่รุกคืบสู่แวดวงผู้ใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตหลายล้านคนในประเทศไทยมีแนวโน้มว่ากฎหมายฉบับนี้อาจก้าวเข้ามาควบคุมเสีรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของคนไทยที่ท่องโลกออนไลน์อยู่

                                                   

จากยกร่างถึงการคลอด พ.ร.บ. อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

          จากความพยายามในการออกกฎหมายฉบับนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ 15 ธันวาคม 2541 เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้คณะกรรมการเทคโนโลยสารสนเทศแห่งชาติ (กทสช.) ดำเนินโครงการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามข้อเสนอของกระทรวงวิทยาศษสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม กระบวนการยกร่างกฎหมายไอทีจำนวน 6 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กำหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ กฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายลำดับรองรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 ว่าด้วยการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานวสารสนเทศอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
1 
          
ในส่วนกฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Computer Crime Law)
กำหนดลักษณะของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ไว้ดังนี้
2

1. อาชญากรรมที่มีเป้าหมายโดยตรงอยู่ที่คอมพิวเตอร์ ตังเครื่อง โปรแกรม และข้อมูลภายในเครื่อง
2. อาชญากรรมที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด
3. อาชญากรรมที่คอมพิวเตอร์มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น การฟอกเงิน การลักลอบโอนเงิน การเผยแพร่ภาพลามก
4. อาชญากรรมอันมีผลมาจากการใช้คอมพิวเตอร์อย่างแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับทั่วไป เช่น การลอกเลียนหรือการปลอมแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การละเมิด
    ลิขสิทธิ์ การปลอมแปลงอุปกรณ์
5. การบีบบังคับหรือขู่เข็ญทางคอมพิวเตอร์ เช่น การขู่เข็ญหรือบุกรุกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ การใช้ข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นหลักฐาน
6. การก่ออาชญากรรมหรือการรบกวนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์

          ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติในปี 2543 และเข้าสู่ขั้นตอนขอวการยกร่างตั้งแต่นั้นมา แต่ยังมิทันจะได้นำเสนอต่อรัฐสภาก็เกิดรัฐประหารขึ้นในวันที่ 19 กันยายน 2549 เมื่อรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เข้ามาบริหารประเทศ นี่จึงเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับแรกที่ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในช่วงปลายปี 2549
3 ผ่านความเห็นชอบจาก สนช. เมื่อวีนที่ 9 พฤษภาคม 2550 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 18 มิถุนายน 2550
4
         
การสนันสนุนและคัดค้านจากองค์กรภาคประชาสังคม

          องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิทะและเสรีภาพของสื่อ คือ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อปฎิรูปสื่อ (คปส.) และเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทสไทย (FACT) เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงพลเมืองไทย ว่าด้วยการบังคับใช้ พ.ร.บ. ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า "เห็นความสำคัญของกติกาที่จะช่วยป้องกันการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณชน แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการควบคุมสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของพลเมือง" พร้อมกับตั้งข้อสังเกต 2 ประการ
5

(1) การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างมากในการตรวจสอบข้อมูล ทั้งยังกำหนดว่าผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (Internet Service Provide - ISP) จะต้องเก็บข้อมูลย้อนหลัง 90 วัน
     ไว้ให้เจ้าหน้าที่รํฐตรวจสอบ โดยเจ้าของข้อมูลไม่จำเป็นต้องรับรู้การถูกตรวจสอบนั้น ซึ่งเปรียบได้กับการถูกค้นบ้านโดยไม่ต้องมีหมายศาลและไม่ต้องแจ้งเจ้าของบ้าน และถือเป็น
     การตรวจสอบข้อมูลที่ลดรอนสิทธิส่วนบุคคลในการสื่อสาร

(2) การที่รัฐบาลเลือกออกฎหมายเฉพาะส่วนทีเป็นการปราบปราม ซึ่งกระทบและลิดรอนสิทธิประชาชนโดยไม่คิดจะยกร่างกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทั้ง ๆ ที่กฎหมาย
     2 ด้านนี้ต่างก็รวมอยู่ในชุดกฎหมายไอทีทั้ง 6 ฉบับ ตามที่ กทสช. กำหนดไว้ในโครงการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ และควรบังคับใช้ร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

          เพียงหนึ่งเดือนหลังจากประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้เว็บไซต์กระทรวงไอซีทีก็ถูกแฮกเกอร์มือดีลองของหน้าหลักเว็บไซต์โดนเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีดำ มีภาพของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร โบกมือทักทายอยู่ตรงกลาง ถัดลงมาเป็นภาพของ พล.อ. สนธิ บุณยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่งคงแห่งชาติ (คมช.) และถ้อยคำไม่สุภาพที่แสดงถึงการขับไล่ คมช.

          สิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในขณะนั้นถือว่า การกระทำดังกล่าวเหมือนเป็นการท้าทายกฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ จึงสั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องติดตามข้อมูลของผู้กระทำผิดและจะดำเนินการลงโทษตาม พ.ร.บ. นี้ ซึ่งจัดอยู่ในส่วนของการละเมิดด้านความมั่นคงของรัฐ
6

          ในเบื้องต้นมีการแจ้งความร้องทุกข์ พร้อมทั้งมอบหลักฐานและข้อมูลเอกสารทั้งหมดแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ติดตามแฮกเกอร์รายนั้นมาดำเนินคดี7 แล้วเรื่องก็เงียบไปจากหน้าหนังสือพิมพ์โดยไม่ปรากฏข่าวการจับกุมตัวผู้กระทำผิดแต่อย่างใด

ลงดาบแรกด้วย "มาตรา 14"

          แม้เนื้อหาในหมวดที่ 1 เรื่องความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะให้น้ำหนักค่อนข้างมากกับเรื่องของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ตามลักษณะการกระทำที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก เช่น เจาะระบบคอมพิวเตอร์ (มาตรา 5) ลักลอบบันทึกการกดรหัสผ่านเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น (มาตรา 6) ขโมยไฟล์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา 7) ลักลอบบันทึกข้อมูลที่สื่อสารถึงกันด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา 8) สร้างไวรัสหรือหนอน (มาตรา 9 และ 10) ส่งอีเมล์ขยะหรือสแปมเมล์ที่มีการปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลหรือ IP Address (มาตรา 11) เป็นต้น (ดูรายละเอียดในตารางด้านล่าง) 

          แต่รายละเอียดของมาตรา 14 ก็ก้าวล่วงเข้ามาคุมเนื้อหาของเว็บไซต์และการแสดงความคิดเห็น ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้อาจถูกใช้เพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต มากกว่าจะจัดการกับพวกแฮกเกอร์หรือมิจฉาชีพในโลกออนไลน์อย่างเอาจริงเอาจัง

          สิ่งที่วิตกกังวลเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น เมื่อสื่อต่างประเทศอย่าง "ไฟแนลเชียล ไทม์" ฉบับสุดสัปดาห์วันที่ 1-2 กันยายน 2550 รายงานข่าวโดยอ้างถึงคำให้สัมภาษณ์ของแหล่งข่าวระดับสูงว่า มีการใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จับกุมผู้ใช้อินเตอร์เน็ต 2 คน แต่นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีฯ ในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2550 ว่าไม่ทราบเรื่อง และหากมีผู้จับกุมด้วยกฎหมายฉบับนี้ก็จะไม่ได้รับการแจ้ง
8

          "ประชาไท" สื่อไทยรายเดียวที่ติดตามประเด็นนี้อย่างต่อเนื่องรายงานว่าได้รับจ้อมูลมาจาก สมบัติ บุญงามอนงค์ ที่อยู่ในเรื่อนจำพิเสษกรุงเทพฯ ในช่วงเวลานั้น เพราะไม่ยอมประกันตัวในกรณีที่ พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร และ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ฟ้องหมิ่นประมาทเนื่องจากทำซุ้มเกมปาเป้าล้อเลียน คมช. และพวกที่สนามหลวง ด้วยเชื่อว่ามีความชอบทำกิจกรรมดังกล่าว

          สมบัติเล่าว่า ได้พบเห็นและพูดคุยกับผู้ต้องหาที่ตำรวจเชื่อว่าเป็นบุคคลที่ใช้นามแฝงว่า "พระยาพิชัย" ซึ่งอยู่ในอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังไม่ได้พบญาติ และไม่มีการแต่งตั้งทนายแต่อย่างใด

          "เขากลัวมากและมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานทั้งหมด กฎหมายคอมพิวเตอร์อะไรเขาไม่รู้เรื่องเลย" สมบัติกล่าวผ่านห้องเยี่ยมในเรือนจำ พร้อมทั้งรับหน้าที่เป็นคนกลาง ในการนำชื่อ-นามสกุล ของชายคนนั้น และที่อยู่ของคนที่เขาต้องการติดต่อมาให้ ทีมงานประชาไทจึงสามารถติดต่อยาติของเขาและในที่สุดเขาก็ได้รับการประกันตัวเมื่อ 6 กันยายน 2550

          ผู้ต้องหาที่ตำรวจเชื่อว่าเป็น "พระยาพิชัย" คือ ชายไทยอายุ 37 ปี ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ "พร็อบพากันดา" ขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับในที่พัก ด้วยความผิด มาตรา 14 (1) และ (2) พร้อมทั้งยึดคอมพิวเตอร์พีซีและโน้ตบุ๊คไปทั้งหมดในช่วงบ่ายของวันที่ 24 สิงหาคม 2550

          รายงานว่า "พระยาพิชัย" ไม่ต้องการให้มีข่าวจับกุม เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกำชับมาว่า อย่าให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในเรื่องนี้ ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของสมบัติที่ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เกลี้ยกล่อมให้ผู้ต้องหารับสารภาพและไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนโดยรับปากว่าจะลงโทษให้น้อยที่สุดเพียง 4 เดือน

          ต่อมาว้นที่ 7 กันยายน 2550 จอน อึ๊งภาภรณ์ อดีตวุฒิสมาชิกและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ประชาไท ได้รับการร้องเรียนจากบุคคลหนึ่งว่าญาติถูกจับกุมด้วย พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกัน และขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานหญิง

          หญิงไทยอายุ 37 ปี คือผู้ต้องหาที่ตำรวจเชื่อว่าเป็นเจ้าของนามแฝง "ท่อนจัน" และเป็นเจ้าของเว็บบล็อกกิโยติน ถูกเจ้าหน้าที่ประมาณ 20 นาย บุกจับถึงห้องนอน ด้วยความผิดมาตรา 14 (1) และ (2) พร้อมทั้งยึดโน้ตบุ๊คและโมเด็มในช่วงเช้าวันเดียวกับที่มีการบุกจับ "พระยาพิชัย" เธอถูกคุมตัวอยู่ที่กองปราบฯ 6 วันแล้วย้ายมาอยู่ที่ทัณฑสถานหญิง9 ก่อนจะได้รับการประกันตัวออกไปในวันที่ 17 กันยายน 2550
10

          ทั้งพระยาพิชัยและท่อนจันเดินทางมารายงานตัวที่ศาลอาญาเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2550 แม้อัยการจะไม่ได้ส่งฟ้อง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ส่งสำนวนมา แต่คดีก็ยังมีอายุความอีก 10 ปี เพระฉะนั้นสิ่งที่ทั้งคู่กระทำลงไปและถูกเรียกว่าเป็นการกระทำความผิด จึงอาจถูกหยิบขึ้นมาฟ้องร้องเมื่อใดก็ได้ภายในระยะเวลา 10 ปี นับจากนี้
11

เสรีภาพการสื่อสารมิใช่อาชญากรรม

                                                  

          เป็นที่น่าสังเกตว่า เหตุการร์ที่เกิดขึ้นในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือนหลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ทำให้รู้สึกได้ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับเล่นงานผู้ที่เสนอข้อมูลแสดงความคิดเห็น หรือวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่ "ล่อแหลม" มากกว่าจะพุ่งเป้าไล่ล่าแฮกเกอร์ อาชญากรโลกไซเบอร์ หรือเจ้าของเว็บไซต์ลามกอนาจารมารับโทษตามเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ในตอนแรก

          ต่อสถานการณ์ข้างต้น องคืกรภาคประชาสังคม คือ คปส. แบละ FACT ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง เนื่องจากความไม่ชัดเจนในการบังคับใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 โดยเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2550 ครบรอบ 1 ปีของการรัฐประหาร พร้อมข้อเรียกร้อง 3 ประการ

(1) ขอให้รัฐบาลและกระทรวงไอซีทีชี้แจงต่อสาธารณชนกรณีบุกจับกุมผู้ใช้อินเตอร์เน็จและเปิดเฟยข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
(2) ขอให้รัฐบาลมีหลักประกัรในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกจับกุมว่า ต้องได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม
(3) ขอให้รับบาลยุติการดำเนินคดีผู้ที่ใช้เสรีภาพในการรับส่งข้อมูลข่าวสารและเผยแพร่เนื้อหาทางสื่อออนไลน์จนกว่าจะมีการปรับแก้มาตรา 14 ที่ต้องแยกเรื่องเสรีภาพในการสื่อสารออก
      จากอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

          คปส. และ FACT ย้ำชัดว่า การสื่อสารและการแสดงออกซึ่งความคิดและข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง รัฐบาลต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างเสรีภาพในการสื่อสารและอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ไม่เช่นนั้นการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวจะคุกคามสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้สื่อออนไลน์ในประเทศไทยอย่างรุนแรง
12

          สุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการ คปส. ให้สัมภาษณ์ต่อ "คณะทำงานสุขภาพคนไทย"13
ว่า คำตอบจากกระทรวงไอซีทีมีเพียง ได้ดำเนินการตามกฎหมายฉบับนี้และกระบวนการยุติธรรมทุกประการ และย้ำถึงความคลุมเครือของมาตรา 14 ว่า

         
เปิดโอกาสให้รัฐใช้อำนาจในการจับกุมใครก็ได้ที่ใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตในลักษณะที่ขัดต่อความมั่นคงหรือศีลธรรมอันดี ซึ่งกินความกว้างมากและไม่มีการให้นิยามที่ชัดเจน จริง ๆ กฎหมายอาญาของไทยก็ควบคุมไว้หมดแล้ว ทั้งเรื่องหมิ่นประมาท หมิ่นพระบรมเดชาสุภาพ หรือโป๊เปลือยอนาจาร เพียงแต่พระรราชบัญญัติฉบับนี้ช่วยระบุให้ชัดเจนขึ้นว่าเป็นสื่อคอมพิวเตอร์ เหมือนจงใจคุมกิจกรรมทางคอมพิวเตอร์และสื่อออนไลน์มากขึ้น โดยที่อ้างว่าจะปราบอาชญากรรมแต่เราก็ยังไม่เห็นการจับกุมอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เช่น พวกแฮกเกอร์ ปล่อยไวรัส หรือก่อการร้ายสักราย

          สุภิญญายังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกมีความพยายามที่จะดูแลการใช้อินเตอร์เน็ตกันอย่างเข้มข้นขึ้น โดยเน้นไปที่อาชญากรรมคอมพิวเตอร์และจะไม่เข้ามาควบคุมเนื้อหาของสื่ออนไลน์ ยกเว้นเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับการทำอนาตารเด้ก ซึ่งเป็นข้อห้ามที่ทุกประเทศยอมรับ เพราะมาตราฐานสากลถือว่าเป็นเรื่องของเสรีภาพทางความคิด ซึ่งแตกต่างจากการบังตับใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ของบ้านเรา

          ดังนั้นการใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาคุมเนื้อหาในการพูดคุยหรือโพสต์ความเห็นผ่านทางเว็บไซต์ ก็แสดงว่า รัฐมองว่ามันเป้นการกระทำที่เข้าข่ายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ทั้งที่มั่วโลกไม่ได้มองว่านี่เป็นอาชญากรรม

          จีรนุช เปรมชัยพร ผู้จัดการเว้บไซต์ประชาไท ซึ่งเป็นอีกคนที่สนใจและติดตามประเด็นนี้มาโดยตลอด ให้ความเห็นต่อว่า "คณะทำงานสุขภาพคนไทย" ว่าไม่ควรมีข้อมาตรา 14 อยู่ใน พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เพระเป็นเรื่องที่กำหนดไว้แล้วในกฎหมายฉบับอื่น เช่น ถ้าเป็นการกระทำความผิดในลักษณะหมิ่นประมาทผ่านทางสื่ออินเตอร์เน็ต ก็ควรจะใช้กฎหมายหมิ่นประมาท โดยใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือช่วยในกระบวนการสืบค้นติดตามตัวผู้กระทำผิด

          ที่สำคัญคือ สาระของมาตรา 15 สามารถทำให้ผู้บริการอินเตอร์เน็ตตกเป็นผู้ต้องหาได้ หากจงใจหรือยินยอมให้ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตกระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 14 มันจึงเป็นผลผลักภาระหน้าที่กลั่นกรองเนื้อหาของเว็บไซต์และความคิดเห็นต่าง ๆ ให้ตกอยู่กับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต

          "ฉะนั้นโดยหลักปลอดภัยไว้ก่อน ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตก็จะทำหน้าที่คัดกรองเนื้อหาขั้นแรกไปดดยปริยาย เกิดกลไก Self-Censorship กลายเป็นว่าผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตจะก้าวเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลเอง โดยที่เจ้าหน้าที่รับไม่ต้องลงมือ" จีรนุช อธิบาย

          จากนี้ไปกลุ่มคนและองค์กรที่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเสรีภาพการสื่อสารในอินเตอร์เน็ต ก็คงจะต้องใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในการรณรงค์และล่ารายชื่อประชาชนจำนวน 10,000 ชื่อ เพื่อเสนอขอปรับแก้กฎหมายฉบับนี้ให้เหมาะสมในการบังคับใช้มากกว่าที่เป็นแย่ในปัจจุบัน
14

          ความเคลื่อนไหวของภาคประชาขนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เมื่อกฎหมายปราบปรามอาชญากรทางคอมพิวเตอร์ กลาอยเป็นเครื่องมือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารสาธารณะที่เปิดกว้างมากที่สุดในเวลานี้

อ้างอิง
1
"ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศไทย". สืบค้นจาก [http://www.spu.ac.th/anouncement/articles/law_it.html]
2
"นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง". สืบค้นจาก [http://dusithost.dusit.ac.th/~librarian/myweb/Chapter9.html]
3
"ลุ้น สนช. ทำคลอด พรบ. คอมฯ หลังแปรญัตติกว่า 5 เดือน". ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 9 พฤษภาคม 2550
4
"ร่าง พรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ...". สืบค้นจาก [http://wiki.nectec.or.th/nectecpedia/index.php]
5"จดหมายเปิดผนึกจาก คปส. และ FACT ถึงพลเมืองไทย ว่าด้วยการบังคับใช้ พ.ร.บ. ความผิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์". 18 กรกฏาคม 2550.
6
"แฮกเกอร์หยามหน้าขิงแก่ ยึดเว็บไซต์ไอซีที ตะเพิด คมช". แนวหน้าฉบับวันที่ 20 กรกฏาคม 2550.
7"นิติกรไอซีทีฟ้องมือแฮก จับมือตำรวจไขคดี". ผู้จัดการออนไลน์. วันที่ 20 กรกฏาคม 2550.
8
"รายงานความคืบหน้า: ชะตากรรมของคนที่ว่ากันว่าคือ 'พระยาพิชัย' และ 'ท่อนจัน'? ใต้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์". ประชาไท. วันที่ 16 กันยายน 2550. สืบค้นจาก
      [http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=9572&key=HilightNews]
9
"รายงานความคืบหน้า: ชะตากรรมของคนที่ว่ากันว่าคือ 'พระยาพิชัย' และ 'ท่อนจัน'? ใต้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์". เพิ่งอ้าง.
10
"พระยาพิชัย-ท่อนจัน รายงานตัวที่ศาล คดีเงียบ อัยการยังไม่ยื่นฟ้อง". ประชาไท วันที่ 13 ตุลาคม 2550. สืบค้นจาก
      
[http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.phpmod=mod_ptcms&ContentID=9899&SystemModulekey
       =HilightNews&SystemLanguage=Thai]
11"
สุขภาพคนไทย" สัมภาษณ์ จีรนุช เปรมชัยพร. วันที่ 16 มกราคม 2551.
12
"คปส-FACT ยื่นหนังสือนายกฯ ชี้แจงกรณีจับกุมชาวเน็ตด้วย พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์". ประชาไท วันที่ 20 กันยายน 2550. สืบค้นจาก
      [http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=9624&key=HilightNews]
13
"สุขภาพคนไทย" สัมภาษณ์สุภิญญา กลางณรงค์. วันที่ 16 มกราคม 2551.
14"สุขภาพคนไทย" สัมภาษณ์จีรนุช เปรมชัยพร. วันที่ 16 มกราคม 2551.



แสดงความคิดเห็น