ข้อสอบ ข่าววิทยาศาสตร์ ทุนการศึกษา บทความ บทเรียน โครงงาน นิยาย blog รวมลิงค์ : วิชาการ.คอม
เว็บเพื่อการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย) | เว็บสื่อวิทย์ฯ ดีเด่น 2549(กระทรวงวิทย์) | เว็บการศึกษายอดผู้ชมสูงสุด 2549-2551(TrueHits)
เซิร์น (CERN), LHC และ หลุมดำจิ๋ว (mini black hole)
ดร. พิเชษฐ กิจธารา (54,716 views) first post: Fri 5 September 2008 last update: Fri 22 May 2009
เครื่องเร่งอนุภาค Large Hadron Collider หรือ LHC เป็นเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่และให้พลังงานสูงที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างมา เป็นความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์หลายพันคนในเกือบร้อยประเทศ เป้าหมายของโครงการนี้ก็เพื่อทดสอบและยืนยันทฤษฏีที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน

หน้าที่ 1 - ภาพรวมการทดลองโดยเครื่องเร่งอนุภาค LHC ที่เซิร์น

  เครื่องเร่งอนุภาค Large Hadron Collider หรือ LHC เป็นเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่และให้พลังงานสูงที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างมา เป็นความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์หลายพันคนในเกือบร้อยประเทศ เป้าหมายของโครงการนี้ก็เพื่อทดสอบและยืนยันทฤษฏีที่เรามีอยู่ในปัจจุบันเกี่ยวกับอนุภาคมูลฐาน และค้นหาหลักฐานต่างๆที่จะเป็นกุญแจสร้างทฤษฏีใหม่เพื่อไขความลับของจักรวาล


หลักการ

     ใช้ธรรมเนียมปฏิบัติของนักฟิสิกส์ที่มีมากว่าหลายสิบปี นั่นคือ เมื่อนักฟิสิกส์อยากรู้ว่าภายในวัตถุหรืออะตอมมีองค์ประกอบมูลฐานอะไรบ้าง ก็จับมันมาชนกัน หรือยิงอะไรสักอย่างเข้าใส่มัน เพื่อให้เกิดการแตกตัวหรืออาจจะรวมตัวเกิดเป็นอนุภาคใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น รัทเทอร์ฟอร์ดยิงอนุภาคแอลฟาเข้าไปในแผ่นทองคำบางๆ ทำให้รู้ว่าอะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสขนาดเล็กตรงกลางและอิเล็กตรอนโคจรอยู่รอบนอก การทดลองที่เซิร์นก็ใช้หลักการเดียวกัน มีการเร่งอนุภาคให้ชนกันแล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และมีการพัฒนาและปรับปรุงให้ระดับพลังงานของการชนสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งได้เครื่อง LHC ในปัจจุบัน 
     
     
ปัจจุบันเรารู้ว่าอะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสและอิเล็กตรอน ภายในนิวเคลียสประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน ภายในโปรตอน(และนิวตรอน)ประกอบด้วยอนุภาคที่เรียกว่า ควาร์ก (quark) จำนวน 3 ตัว    เราเรียกอนุภาคที่ประกอบด้วยควาร์กว่าเป็นอนุภาคประเภท Hadron      อนุภาคที่จะใช้ชนในเครื่อง LHC ทั้งหมดเป็น Hadron จึงเป็นที่มาของชื่อเครื่องนี้   

     ในขั้นแรกนี้จะใช้โปรตอนในการชน   อนุภาคโปรตอนทั้งหมดในการทดลองแต่ละครั้งรวมกันได้ประมาณเท่าเม็ดทรายเม็ดเล็กๆ แต่มีความเร็วสูงมากใกล้ความเร็วแสงและมีพลังงานเทียบเท่ารถไฟ 1 ขบวน     สภาวะพลังงานสูงของอนุภาคที่กำลังชนกันดังกล่าวใกล้เคียงกับสภาวะตอนกำเนิดจักรวาล หรือ Big Bang



                                


วิทยาศาสตร์จากเครื่อง LHC
       สิ่งที่เราจะได้จากการทดลองนี้คือการทดสอบทฤษฏีและการค้นหาหลักฐานเพื่อนำไปสู่ทฤษฏีใหม่ที่สมบูรณ์มากขึ้น ขอยกหัวข้อต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง
-     การค้นหาว่ามวลคืออะไร มาจากไหน    มวลในภาษาชาวบ้านก็คือเนื้อสสาร ซึ่งต่างจากน้ำหนักที่เกิดจากแรงดึงดูดของโลก เมื่อเราออกไปอยู่นอกโลกเราก็สามารถอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักได้ แต่ยังมีมวลอยู่    นักฟิสิกส์คิดกันว่ากลไกที่ทำให้เกิดมวลคือกลไกของฮิกก์ Higgs Mechanism แต่ที่ผ่านมาเราไม่สามารถทดสอบและยืนยันได้เนื่องจากระดับพลังงานไม่สูงพอ     แต่วันนี้ LHC มีพลังงานที่น่าจะสูงพอสำหรับทดสอบกลไกของฮิกก์ และศ้นหาอนุภาคที่ชื่อว่า Higgs Boson

-     การค้นหาแม่เหล็กขั้วเดี่ยว (Magnetic Monopole)    ในทางทฤษฏีเราเชื่อกันว่ามีแม่เหล็กขั้วเดี่ยว แต่เราไม่เคยพบในธรรมชาติ     แม่เหล็กปกตินั้นจะมีสองขั้ว คือเหนือและใต้ หากนำมาหักเป็นสองท่อน แต่ท่อนก็จะกลายเป็นแท่งแม่เหล็กเหนือใต้เหมือนเดิม เพียงแต่ขนาดเล็กลง ไม่ได้กลายเป็นขั้วเหนือและใต้เดี่ยวๆแยกจากกัน ไม่ว่าจะหักเป็นท่อนเล็กๆสักกี่ครั้งก็ตาม     ซึ่งต่างกับกรณีของประจุไฟฟ้าที่เราพบประจุบวกและลบแยกเป็นอิสระจากกันได้      นักฟิสิกส์หลายคนหวังว่าในระดับพลังงานที่สูงมากของ LHC เราอาจจะสร้างแม่เหล็กขั้วเดี่ยวได้ ซึ่งจะช่วยคลี่คลายปริศนานี้ 

-     อื่นๆเช่น การค้นหาอนุภาคใหม่ๆ  การวัดมวลของควาร์กให้แม่นยำมากขึ้น การศึกษามิติเสริม (extra dimension)  การหาแนวทางรวมทฤษฏีควอนตัมและทฤษฏีสัมพัทธภาพเข้าด้วยกัน เป็นต้น


                                  


หลุมดำ

 เรื่องนี้จริงๆไม่ใช่ประเด็นหลักของการทดลองในครั้งนี้  แต่มีหลายคนคิดไปว่าพลังงานของ LHC อาจจะสูงมากพอจนทำให้เกิดหลุมดำขนาดจิ๋วดูดกลืนโลกเข้าไป     ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้มีดังต่อไปนี้

-     ทฤษฏีที่ได้รับการยอมรับและพิสูจน์แล้วในปัจจุบันนั้นเชื่อว่าระดับพลังงานของ LHC ไม่น่าจะสูงพอให้เกิดหลุมดำได้    แต่ก็มีทฤษฏีใหม่ๆที่ถูกเสนอขึ้นมาที่เชื่อว่ามีกลไกพิเศษบางอย่างที่อาจจะทำให้เกิดหลุมดำได้ เช่น บางทฤษฏีเสนอว่ามีมิติเสริม (นอกเหนือไปจาก 3 มิติของอวกาศ และ 1 มิติของเวลา) ที่สามารถช่วยให้หลุมดำเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น  อย่างไรก็ตาม ทฤษฏีใหม่ๆเหล่านี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์  (หากเกิดจริงก็จะเป็นการพิสูจน์ไปในตัว) 

-     หลุมดำจิ๋วนี้ต่างจากหลุมดำที่เราคุ้นเคย      หลุมดำที่เราคุ้นเคยและนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีอยู่จริงคือหลุมดำขนาดใหญ่ในใจกลางกาแลกซี่ มีมวลมหาศาลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเรา      หากเรายุบดวงอาทิตย์ให้เล็กลงจนเหลือขนาดเท่ากำปั้น มันก็จะกลายเป็นหลุมดำที่ดูดทุกสิ่งทุกอย่างได้   ดังนั้น หากเริ่มต้นจากอนุภาคเล็ก หลุมดำจิ๋วที่อาจจะเกิดขึ้นก็ต้องมีขนาดเล็กมาก โดยขนาดเล็กสุดที่เกิดขึ้นได้คือ 10-35 เมตร (หนึ่งในล้านล้านล้านล้านล้านล้านเท่า ของ 1 เมตร) วัตถุต้องอยู่ในระยะประมาณ 10-35 เมตร จากใจกลางหลุมดำจิ๋ว จึงจะโดนดูดเข้าไป    ด้วยขนาดที่เล็กมากทำให้มันสามารถเคลื่อนที่ทะลุวัตถุต่างๆ (รวมถึงตัวเรา) โดยไม่ส่งผลใดๆ  และหากมันอยู่นิ่งกับที่ก็จะใช้เวลาหลายพันล้านปีกว่ามันจะเริ่มสะสมมวลจนมีขนาดใหญ่ขึ้นขนาดสามารถดูดโลกเข้าไปได้อย่างที่หลายคนกลัว

-    หลุมดำจิ๋วที่เกิดขึ้นไม่น่าจะเสถียรและควรหายไปภายในพริบตา (ต่างจากหลุมดำขนาดใหญ่ในใจกลางกาแลกซี่) กลไกที่ทำให้หลุมดำจิ๋วสลายตัวคือการแผ่รังสีของฮอร์กิ้ง (Hawking’s Radiation) ที่ปลดปล่อยพลังงานและอนุภาคออกมาหลุมดำ       หากเกิดหลุมดำขนาดจิ๋วจริงก็จะเป็นการพิสูจน์ทฤษฏีของฮอว์กิ้งไปในตัว และจะเป็นครั้งแรกที่เราจะได้ตรวจวัดอนุภาคที่แผ่ออกมาจากหลุมดำ

-     รังสีคอสมิก (cosmic ray) หรืออนุภาคพลังงานสูงจากอวกาศมีพลังงานสูงกว่า LHC มากและตกกระทบโลกอยู่ตลอดเวลา หากมีกลไกที่ทำให้เกิดหลุมดำจิ๋วจริง มันก็ควรเกิดอยู่ตลอดเวลาในชั้นบรรยากาศโลกเนื่องจากการชนของรังสีคอสมิก แสดงว่าหากมันเกิดขึ้นได้ มันก็ไม่เป็นอันตราย


สรุป หลุมดำอาจจะเกิดขึ้นได้และอันตรายถ้า...
   ถ้าที่ 1. ถ้ามีกลไกพิเศษนอกเหนือไปจากทฤษฏีที่ยอมรับกันในปัจจุบัน ทำให้มันเกิดได้ที่ระดับพลังงานของ LHC
   ถ้าที่ 2. ถ้าทฤษฏีของฮอว์กิ้งผิด หลุมดำจิ๋วเกิดแล้วไม่สลายตัวไป
   ถ้าที่ 3. ถ้ามีกลไกพิเศษที่ช่วยให้หลุมดำเกิดขึ้นในปริมาณมากๆ (ไม่ใช่แค่หลุมเดียว)
   ถ้าที่ 4. ถ้าหลุมดำที่เกิดขึ้นยังวนเวียนอยู่ในอาณาบริเวณของโลกของเราเป็นเวลานานๆ หลายพันล้านปี ไม่เคลื่อนที่ทะลุออกไปเสียก่อน

    แต่จากเหตุผลที่กล่าวไว้ข้างต้น นักฟิสิกส์เชื่อว่าอันตรายจากหลุมดำฝีมือมนุษย์นั้นไม่มี



เริ่มเดินเครื่อง LHC วันที่ 10 ก.ย. 51 นี้
http://www.vcharkarn.com/vnews/151574
http://www.vcharkarn.com/vnews/151578


ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
http://www.vcharkarn.com/varticle/123/
http://www.vcharkarn.com/vcafe/50643
http://www.vcharkarn.com/vblog/33601
http://www.vcharkarn.com/vcafe/49323
http://www.vcharkarn.com/vcafe/34049
http://www.vcharkarn.com/vnews/151568

http://en.wikipedia.org/wiki/Large_Hadron_Collider
http://en.wikipedia.org/wiki/Micro_black_hole
http://cerncourier.com/cws/article/cern/29199



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง




จำนวน 38 ความเห็น, หน้า | 1 | 2 |
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 19 ก.ย. 2551 (19:36)

ราคาของจุดกำเนิดจกรวาลแค่ไม่กี่ พัน,หมื่น,แสนล้านเหรียญเองเหรอ ? {#emotions_dlg.a4}จักรวาลอันหาที่สุดยังไม่ได้มีราคาเพียงแค่นั้นเองนะ ? {#emotions_dlg.a7} ก็เชื่อว่ายังไม่มีทางหาจุดกำเนิดจักรวาลได้หรอก


เค้าบอกว่าแค่ทำให้อนุภาควิ่งเร็วใกล้เคียงแต่ยังไม่เท่ากับแสงพอดี ก็คงหาคำตอบยังไม่ได้หรอก ตราบที่มันใกล้เคียงเราก็ได้แค่หากันต่อไป


คิดเล่นๆว่าคงจะต้องให้เท่ากับแสงพอดีเป๊ะ ต้องไม่มีทศนิมประเภท 99.9999...9อีกกี่ตำแหน่งดีล่ะ {#emotions_dlg.q5}ถ้ายังแบบนี้รับรองได้หาคำตอบไม่เจอ ไอ้ส่่วนที่ขาดไปนี่แหล่ะมั้งตัวปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ให้ได้


แต่ก็นะ... {#emotions_dlg.q6} ตราบใดที่เราสามารถหาตัวจริงของเราเจอเมื่อนั้นเราไม่ต้องเสียเงินหรืออะไรเลยสักอย่างเราก็คงรู้คำตอบของจักรวาลแน่นอน Yell


D.E.T. เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 15 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 20 ก.ย. 2551 (23:04)

แล้วลูกที่สองจะปล่อยอีกครั้งวันที่เท่าไหร่ครับ อยากรู้จัง


gapomsan เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 21 ก.ย. 2551 (10:12)

re: คห.20


ผมเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกนี้ขึ้นมา !!


แต่
ผมกำลังคิดอยู่ว่าใครเป็นผู้สร้างพระเจ้าขึ้นมาต่างหาก....
เพราะเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะมีอยู่ก่อนแล้ว
จะต้องมีผู้สร้างพระเจ้าอีกทีหนึ่ง
และผู้สร้าง ผู้สร้างพระเจ้า คือใครล่ะ
เราก็ต้องมาคิดกันอีกทีหนึ่ง
แล้วจะรู้ใหมเนี้ย


แต่


ถึงคำตอบที่ได้จะถูกต้องหรือไม่ก็เป็นกำไรชีวิต กำไรทางวิชาการ กำไรสมอง
เราไม่ควรลบลู่ ทฤษฎี ความเชื่อ ของใครทั้งสิ้น
ถึงมันจะขัดแย้งกันก็ตาม

นั่นคือความคิดความเชื่อครับ
ปล.หวังว่าคงเข้าใจ แต่นั่นก็คือความเชื่อของคุณ



ถ้าใครอยากได้ข้อสอบเอ็นลองเข้า
http://data.eduzones.com/data-3-5-27677.html
http://data.eduzones.com/news.aspx?zone_id=3&type=5


(ปลากินปูอยู่บนฟ้าในทะเล)


 


 


LithorVita เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 13 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 148 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 22 ก.ย. 2551 (14:38)

ผมว่าแล้วต้องไม่เกิดหลุมดำ

110917

angkrit1 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 27 ก.ย. 2551 (14:33)


สุดยอดแล้วค่ะ แค่คิดที่จะไขว่คว้าก็นับว่ายอดที่สุด

จะเป็นกำลังให้สู้ต่อไป เดี๋ยวไม่นานก็รู้คำตอบ  สู้!สู้ !!.......ค้า


markie เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 29 ก.ย. 2551 (00:18)

(คนไม่่มีความรู้แสดงความคิดเห็น)


เครื่องเร่งอนุภาคหรอ...? เร่งให้เร็วเกือบเท่าแสง...? แล้วนำมาชนกัน...?


ผมว่าไม่สำเร็จนะ หากวิเคราห์ตามหลักธรรมชาติ (นำทฤษฎีสัมพัทธภาพมาช่วยนำเสนอ)


ถึงเราจะทำอย่างไรให้อนุภาคเร็วเท่าแสง ก็ไม่สามารถไขความลับได้หรอกครับ


อันที่จริงทฤษฎีสัมพัทธภาพที่ว่า (ขอนอกเรื่อง) หากเราเคลื่อนที่ได้เร็วเท่าแสงเวลาจะหยุดนิ่ง จริงเท็จเพียงใดไม่มีใครพิสูจน์ได้ร้อยเปอร์เซ็น แต่ทว่าความเร็วของแสง ณ ปัจจุบันเราวัดด้วยอะไร...? (ก็วัดเทียบด้วยตัวเลข เลขในทางคณิตศาสตร์) หรือเลขในรูปสามมิติ


 


มิิติอื่นที่เกี่ยวข้องกับแสง (มิิติที่ 3 + เวลา) เราไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับตัวเลขทางคณิตได้เลย ไม่ว่าจะคำนวณด้วย (บวก ลบ คูณ หาร ฯลฯ)


 


ยกตัวอย่างคือ มีหรอที่ใครๆจะคำนวณอนาคตด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์...?


(การคำนวณทุกชนิด ณ ปัจจุับันทางคณิตศาสตร์ เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ การคำนวณนั้นสิ่งที่คำนวณต้องเกิดขึ้นมาแล้ว...)


เช่น การบวกเลขเป็นล้านๆๆๆๆๆ สิ่งๆนั้นก็เกิดขึ้นมาแล้ว คือ ตัวเลข 0-9 บวกกันนั้นเอง มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว หรือ การคำนวณว่าทุกๆ 76 ปีดาวหางฮัลเล่ห์จะเข้าใกล้โลก ก็เพราะมันเกิดขึ้นมาแล้วไงครับถึงคำนวณไ้ด้


 


*** ไม่มีสิ่งใดที่ยังไม่เกิดขึ้น (มิติเวลาอนาคต) แล้วสามารถคำนวณได้ด้วยเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ในปัจจุบัน


 


เข้าเรื่องต่อเลยนะครับ นึกไปในอดีต การสร้างทฤษฎีต่างๆของนักฟิสิกส์แล้วนำมาเขียนเป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือ แต่เชื่อเถอะครับไม่มีถูกต้องร้อยเปอร์เซ็น


การไขความลับของธรรมชาติมีมาตั้งแต่สมัยก่อน ก็เหมือนกับการที่เราเล่นเกมส์ซูโดกุ (หากมีคนเริ่มตัวเลขมาให้เราก็ต้องใส่ตามเค้าเพื่อให้ตารางมันถูกต้อง) แล้วนักวิทย์สมัยก่อนก็เปรียบกับเค้าใส่ตัวเลขมาก่อนเรา แต่ยังไม่สำเร็จ คนรุ่นใหม่เลยต้องมาใส่ต่อ หากคนรุ่นก่อนนั้นคำนวณผิดหล่ะ เราก็นำความรู้ผิดๆนั้นมาทำให้สิ่งต่างๆนั้นผิดจากความจริง (ซึ่งในปัจจุบันเราก็คงคิดว่ามันถูกต้องที่สุดหล่ะ แต่เมื่อถึงจุดสิ้นสุด เราก็จะรู้เองว่าทุกอย่างตั้งแต่ต้นมันผิด)


 


การทดลองในครั้งนี้อาจจะเกิดปรากฏการใหม่ๆ (หรือไม่เกิดเลย) ก็ตาม แต่ก็ยังไขความลับธรรมชาติไม่ได้หรอกครับ


 


เพิ่มเติม *** ความเร็วแสงแท้จริงแล้วอาจจะไม่ใช่ 3*10^8 อย่างที่เข้าใจกันนะครับ


เพราะการคำนวณด้วยวิธีทางคณิตรูปสามมิติ ให้ความแน่นอนของความเร็วแสงในต่างมิติไม่ได้อยู่แล้ว


006nut เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 29 ก.ย. 2551 (00:21)

ขอเพิ่มอีกนิดครับ (คาใจ)


จะว่าผมไม่มีความรู้ก็ได้นะครับ แต่ให้นึกถึง


เซอร์ไอแซก นิวตัน ไว้ด้วยนะครับ


ทฤษฎีของเค้าเปลี่ยนโลกได้ โดยที่เค้าแต่เดิมเป็นคนธรรมดา ไม่เก่งกาจ


 


แล้วมีสักกี่คนเชียวที่จบระดับด็อกเตอร์ แล้วสามารถคิดทฤษฎีไขธรรมชาติได้ (โดยเป็นบุคคลประวัติศาสตร์) โดยที่พึ่งทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์ก่อนหน้า (หรือพึงเนื้อหาที่เรียนมานั้นมาสืบสาน)...


006nut เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 2 ต.ค. 2551 (20:38)

น่ากลัวง่ะ .... มีใครรู้เกี่ยวกับ e=mc2 บ้างค่ะ  e น่าจะเป็นพลังงาน ส่วนm ต้องเป็นมวล จริงหรือเปล่าค่ะ


nok&kung เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 16 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 48 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 3 ต.ค. 2551 (19:40)

คงต้องไขความลับของตัวเราให้ได้ก่อนมั้ง ถึงจะไขความลับจักรวาลได้


แล้วความลับของตัวเรามันเป็นยังไง? ยังไม่รู้เหมือนกัน เหนื่อยกับการค้นหาความลับข้างนอกแล้วล่ะ


D.E.T. เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 15 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 9 ต.ค. 2551 (21:26)

ถ้าเราเร็วเกือบเท่าแสงจะเดินทางไปในอนาคตได้หรือไม่อะ{#emotions_dlg.a7}{#emotions_dlg.q6}


The science เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 8 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 30 ต.ค. 2551 (19:52)

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายออตโต รอสเลอร์ นักเคมีชาวเยอรมัน ให้ความเห็นว่า แม้ "แอลเอชซี" จะได้ชื่อว่า เป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่น่าทึ่งที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา ทว่า มันมีโอกาสสร้างหลุมดำ ที่จะกลืนกินทุกสิ่งอย่างเข้าไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่อง เป็นลูกโซ่ไปยังอวกาศและเวลา  



รูปภาพ LHC จาก CERN
รูปภาพ LHC จาก CERN




          ดังนั้น กลุ่มของรอสเลอร์ จึงยื่นคำร้องต่อที่ประชุมด้านสิทธิมนุษยชนยุโรป เพื่อขอระงับการทดลอง โดยให้เหตุผลว่า "เป็นการละเมิดต่อสิทธิ์การดำรงชีวิตและละเมิดสิทธิ์ในการมีครอบครัว"เนื่องจากหวั่นว่า เมื่อเดินเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่แล้ว จุดจบของโลกจะมาถึง ซึ่งภาพจินตนาการฝันร้ายที่สุดของมนุษย์ตามความเห็นของรอสเลอร์ หากเกิดความผิดพลาดจากการทดลอง มี 2 แบบ คือ

        
แบบแรก มีการเตือนภัยถึงหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจเป็นช่วงเวลา 1 เดือน โลกจะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง ไม่มีเหตุผลใดๆ ประกอบ เพราะแผ่นดินไหวไม่ได้เกิดขึ้นจากรอยเลื่อนอีกแล้ว แต่จู่ๆ มันก็ไหว และไหวในทุกๆ พื้นที่ แม้ไม่ได้ตั้งอยู่ในแนวรอยเลื่อน

                
แรงสั่นสะเทือนทำให้อาคารบ้านเรือนจะถล่มราบเป็นหน้ากลอง น้ำทะเลเพิ่มระดับอย่างรวดเร็ว เกิดมหันตภัยสึนามิขนาดยักษ์ พัดถล่มพื้นที่ตามชายฝั่งทะเล ฆ่าผู้คนนับล้าน จากนั้นจุดจบของโลกที่แท้จริงจึงมาถึง 

                
โลกเริ่มมีรอยแยกขนาดใหญ่ ลาวาร้อนจัดใต้พื้นปฐพีไหลขึ้นมานองเต็มพื้นดิน มหาสมุทร จนท้องทะเลเดือดพล่าน เกิดเฮอริเคนขนาดยักษ์หลายลูกกระหน่ำโลก สิ่งก่อสร้างทุกชนิดพังทลาย ต้นไม้หักโค่น ภูเขาสูงถล่มลงมา เพราะแผ่นเปลือกโลกแตก 

                
ทุกอย่างบนโลก ไม่ว่าจะเป็นหินนับล้านๆ ตัน น้ำ อากาศ ชีวิตทุกชีวิต ถูกดูดเข้าไปในแรงดูดที่มองไม่เห็นแต่มีพละกำลังมหาศาล ถ้ามองลงมาจากอวกาศเบื้องบนจะเห็นว่า โลกสีฟ้าขาวไหลลงไปในหลุมดำด้วยความเร็วเพียงพริบตาเดียว

        
แบบที่ 2 คือ ไม่มีเวลาสำหรับการเตือนภัยใดๆ และเป็นหายนะที่รุนแรงกว่าแบบแรก โดยภายในเวลา 1 ใน 20 ของวินาที โลกทั้งใบจะหายไปจากจักรวาล จากนั้นอีกไม่ถึง 2 วินาที ดวงจันทร์จะหายไปด้วย 8 นาทีต่อมา ดวงอาทิตย์จะแตกเป็นเสี่ยง ตามด้วยดวงดาวทั้งหมดในระบบสุริยจักรวาล 

                
การทำลายล้างขยายวงจากโลกของเราไปด้วยความเร็วแสง ทำให้มนุษย์ต่างดาวที่อยู่ในจักรวาลอื่นตายไปด้วย และไม่มีเทคโนโลยีใดๆ ที่จะหยุดยั้งหายนะนี้



สำนักงานเซิร์น
สำนักงานเซิร์น



          ขณะที่ "เซิร์น" ออกมาโต้ว่า ไม่มีทางที่หายนะจะเกิดขึ้นกับโลกแน่นอน เพราะการเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี เป็นการเร่งให้อนุภาคชนกันก็จริง แต่การชนกันของ "อนุภาคโปรตอน" ชนกันที่ระดับใกล้ความเร็วแสงนี้ มีพลังน้อยกว่าอนุภาคที่ชนกันในธรรมชาติเป็นอย่างมาก  

         
และ หากการชนกันของอนุภาคทำให้โลกหายนะแล้ว การชนกันของอนุภาคในธรรมชาติของโลก ที่เกิดขึ้นยาวนานกว่าหมื่นล้านปี นับตั้งแต่เกิดบิ๊กแบงก์เมื่อ 13,700 ล้านปีก่อน ก็จะทำให้โลกวินาศไปนานแล้ว นอกจากนี้ รังสีคอสมิกที่มาจากนอกโลก อันเกิดจากการชนกันของอนุภาค จนเกิดพลังงานที่สูงกว่าเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีมาก ถึงอย่างนั้นก็ไม่ทำให้เกิดผลร้ายแก่โลกแต่อย่างใด 

         
ส่วนข้อวิตกที่ว่าจะเกิดหลุมดำกลืนกินโลก เซิร์น ก็ชี้แจงว่า หลุมดำขนาดเล็กที่เกิดจากการชนกันของอนุภาคจะหายไปในเวลาอันสั้น เพราะหลุมดำที่ว่านี้เกิดขึ้นจากการชนกันของ "ควาร์ก" และ "กลูออน" ซึ่งอยู่ในอนุภาคโปรตรอน ดังนั้น จึงสลายไปอยู่ในรูปของอนุภาคที่สร้างหลุมดำนั้นขึ้นมาได้ ช่วงอายุของหลุมดำเล็กจึงสั้นมากๆ 

         
อย่างไรก็ตาม แม้นักวิทยาศาสตร์หลายคนเกรงว่า อาจก่อให้เกิดหลุมดำขนาดใหญ่กลืนพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกหายไปทั้งหมด หรือท้ายที่สุดแล้วการลงทุนมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทเพื่อหาจุดกำเนิดของจักรวาลอาจลงท้ายด้วยการที่ไม่พบอะไรเลย …ถึงกระนั้น ก็ไม่อาจหยุดความสนใจใคร่รู้ของมนุษย์โลกได้.



sanpad52 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 9 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 49 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 16 พ.ย. 2551 (01:23)

เครื่องเบ้อเริ่มเลย แต่ศึกษาสิ่งที่อาจจะเึล็กที่สุด แล้วอาจได้ผลลัพธ์ที่อาจคาดเดาไม่ได้ ส่งลกระทบอย่างใหญ่หลวง น่าสนใจสำหรับคนที่สนใจ (ยังไงกัน) หลุมดำก็เห็นกันอยู่ทุกวัน "นักการเมือง" คงจะไม่ใช่นะเพระว่าเขาทำเพื่อประชาชนอย่างจริงใจ ไม่คิดโกง แต่ผู้หญิงสวยๆดึงดูดยิ่งกว่าหลุมดำอีก ไม่เกี่ยวนะครับ แต่นิดนึง{#emotions_dlg.d6}


จันทร์ครึ่งดวง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 37 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 7 ธ.ค. 2551 (19:26)

สวัสดีครับ พี่ๆผู้มีความรู้ทุกท่าน ผมอ่านบทความนี้ครั้งแรกเมื่อ 07/12/51 ก็เข้าใจไม่เข้าใจบ้าง ตามประสาคนไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย ผมยังไม่ได้ไปอ่านความคืบหน้าของการทดลองนะครับ แต่ ผมแค่อยากถามว่า หลุมดำ จะดูดทุกสิ่งหายไปได้จริงหรอ แล้วดูดไปอัดแน่นจะถึงที่สุดใช่ไหมครับถึงจะหยุด จะดูดแล้วหายไปเลยผมไม่เชื่อหรอก( หมายถึงหายไปจากจักรวาลนี้หน่ะครับ )
      ก็แต่อีกแหละ มีข้อสังสัยอีกว่า พลังงานจากดวงอาทิตย์ ที่จะหมดไปเนี่ยเพราะว่าก๊าซไฮโดรเจนได้ใช้หมด ใช่ไหมครับ แล้วก๊าซไฮโดรเจนที่ใช้ไปหายไปมันหายจากจักรวาลเลยใช่ไหมครับ โดยที่ได้ผลตอบแทนมาเป็นพลังงานความร้อนที่เรารู้ว่าร้อนในช่วงเวลาหนึ่งเองใช่หรือเปล่า ใครก็ได้ครับที่มีความรู้ช่วยตอบผมที่นะครับ เพราะผมคิดว่าสิ่งที่น่ากลัว หลุมดำ คือ การหายไปของพลังงาน อ่ะครับ 
       อีกอย่างถ้า คำตอบของ หลุมดำกลายเป็น ดาวเคราะห์ความหนาแน่นสูง (คงไม่เป็นอนันต์นะ หรอกผมคิดว่านะ) แล้วมันกลับมาขยายตัวได้ ไหม ถ้าไม่ได้ อีกไม่นานจักรวาลก็คงมืดไปหมด ผมว่าดีแล้วครับที่มีการพิสูจน์ ว่า หลุมดำ มันเป็นแค่ทฤษฎีเท่านั้น ที่มีความเพี้ยนมากๆเท่านั้น เชื่อมาได้ 30 ปี หาคำตอบสักที จะได้ไม่ต้องกลายเป็นความคิดผิดๆ สักที
      ถ้าใครคิดว่าแค่อนุภาคแค่ 2 อนุภาค จะดูดโลกทั้งโลกนะ แสงอาทิตย์ที่มันชนโลกทุกวันมันไม่มีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าหรอครับ ถูกต้องไหม ความเร็วจริงชนจริง 
     ผู้มีความรู้ท่านได้สามารถตอบได้กรุณา ส่งอีเมล์คำตอบ มาที่ 
    zerowink_3@hotmail.com หรือ ตอบในบทความนี้ก็ได้ครับ


     อะไรที่ยังไม่พิสุจน์ชนถึงจนสูงสุดก็อย่าเพิ่งเชื่อ
    พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า แม้คำพูดของท่านเองเราก็อย่าเพิ่งเชื่อ

     ถ้าเราความเชื่อว่าชาติหน้าเป็นจริง ไม่มีวันหรอกครับที่ ดวงจิต ของเราจะแตกดับได้ จักรวาลก็ไม่มีวันแตกดับฉันนั้น ( โลกด้วย ) ทุกสิ่งมีอยู่และจะไม่หายไป ไหนเพียงแต่อยู่ในรูปอื่น เท่านั้น 
     "ศาสนาพุทธ" "สุดยอด" ครับ


aroonsawad เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 23 พ.ค. 2552 (01:34)

ผมก้ออยากรู้เหมือนกันว่าทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ย เกิดมาได้ไง


แต่ก้อไม่รู้ว่าเค้าจะรู้กันได้ไง ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เอฟเวอร์รี่ติง จิงกะเบล เนี่ย


มันเกิดมาเมื่อหลายหมื่นล้านปีก่อน (เค้าคงมีวิธีคำนวณแหละ) แต่ก้อเชื่อว่าคงมีทางรู้ได้


เพราะผมเชืท่อในวิทยาศาสตร์ มันน่าเชื่อถือนะครับ ถ้าไม่น่าเชื่อถือแล้ว โลกเราคงไม่พัดทะนามาขนาดนี้


ไม่มีเครื่องมือเครื่องใช้ไฮเทคขนาดนี้ คิดดูดิ อยู่ตั้งไกลยังคุยกันได้ เห็นภาพกันได้ด้วยแน่ะ และอีกหลายๆอย่างเยอะแยะมากมายที่พัดทะนาขึ้นจากวิทยาศาสตร์


ก้อเปนคนหนึ่งที่รอคอยการไขความลับครั้งนี้ ถ้าไม่ได้มากก้อน้อย แต่คงมีอะไรตื่นเต้นในบทเรียนวิทยาศาสตร์แหละคราวนี้


ปล. ผมอยู่มอปลายคับ


nosa เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 42 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 24 พ.ค. 2552 (22:38)

ผมก็อยากรู้ผลเร็วๆ  เหมือนกัน

และอยากรู้ว่า เค้าจะเจออะไรที่พวกเค้า ต้องการ รึเปล่า


big_zaa เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 27 พ.ค. 2552 (17:05)

คห.ที่ 16
ผมไม่ได้อยากแย้งหรอกครับ ผมยอมรับในความแตกต่างในความเชื่อของมนุษย์ครับ ผมขอแสดงความคิดเห็นว่า

เมื่อสนทนาธรรม การตอบปัญหาทุกอย่างเมื่อถามอะไรไป มักได้คำตอบว่า "พระเจ้ากำหนดไว้แล้วให้เป็นเช่นนั้น" "พระเจ้าทดสอบความอดทนของเรา" "เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมา" "ในคำภีร์ระบุไว้ชัดเจน" แนวทางล้วนแต่เป็นคำตอบที่ไร้ข้อพิสูจน์

วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ ความเชื่อแบบที่พิสูจน์ได้ มีอยู่จริงครับ กว่าจะได้มาก็ต้องทดลอง พิสูจน์กันก่อน มีการล้มล้างความคิดที่ผิดได้ตลอดเวลาครับ หากพิสูจน์ได้ว่าความคิดใหม่นั้นถูก เครื่อง LHC นี่ก็เป็นแนวทางปกติของวิทยาศาสตร์ครับ

ผมเชื่อในความกลัวของมนุษย์เป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดศาสนาครับ
ผมเชื่อว่ามนุษย์ใช้จินตนาการสร้างพระเจ้าขึ้นมา 
ผมเชื่อว่าถ้าพระเจ้ามีจริง ถึงกับสร้างจักรวาลได้ พระเจ้าก็น่าจะมีพลังงานที่มหาศาลมากๆ  แต่เราไม่เคยสัมผัสอะไรได้จริงจากพลังงานนั้น มีแต่การปรุงแต่งจิตใจให้เชื่อในพระเจ้าล้วนๆ
ผมเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ที่เราค้นคว้ากันอยู่ทุกวันนี้ จนมองไปแล้วแทบไม่มีจุดสิ้นสุด สักวันมันจะมีประะโยชน์สูงสุดก็แค่ "ใช้รักษาการอยู่รอดของเผ่าพันธ์มนุษย์"

ผมไม่เคยเอาไปเถียงกับใครเรื่องนี้ เข้าใจในเรื่องของความเชื่อมันไปลบหลู่กันไม่ได้แน่นอน แค่แสดงความคิด เพราะถึงยังไงผมก็สนับสนุนให้มีพระเจ้าอยู่ดี เพราะเป็นกุศโลบายของคนยุคก่อนที่มองเห็นแล้วว่า มนุษย์ยากนักที่จะดีได้ด้วยตนเอง
"ถ้าไม่มีพระเจ้าแล้ว สังคมมนุษย์จะเต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมทางจิตใจขั้นรุนแรง"


chiap17 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 90 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 5 ก.ค. 2552 (23:25)

เหลือเชื่อจังเลยครับ   


ปวริศร เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 7 ส.ค. 2552 (22:55)
อยากรู้เร็วๆจัง

















































วรดร เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 20 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 15 ส.ค. 2552 (17:04)

ขอบคุณมากครับที่ให้ความรู้ดีๆแบบนี้  พอดีกำลังสนใจเรื่องของควอนตัมอยู่พอดีครับ
อืม...ถ้า LHC ทำสำเร็จขึ้นมาเราก็จะสามารถพิสูจน์จุดกำเนิดของเอกภพทั้งหมดได้ใช่หรือเปล่าครับ งั้นเราก็จะรู้ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดเลยและสามารถพิสูจน์ได้หรือเปล่าผมไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจถูกต้องมั้ยครับ


charttk01 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 19 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 22 ส.ค. 2552 (15:43)

ตอบคำถาม คห.ที่ 16

ไม่ควรที่จะเอาเรื่องทาง ศาสนา มาอธิบาย หรือแปลความในงานที่เกี่ยวกับ
วิทยาศาสตร์นี้ก่อนนะครับ   เพราะทั้งสองเรื่องมีแนวทางที่ค่อนข้างแตกต่างกัน  และที่สำคัญที่สุดคือ ความเชื่อของมนุษย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน การที่คุณหรือ ใครๆจะอธิบายความหมายของ ศาสนาที่มีต่อวิทยาศาสตร์ หรือ วิทยาศาสตร์ ที่มีต่อ ศาสนา จะต้องเป็นคนที่มีความรู้และเข้าใจทั้งสองเรื่องอย่างดี และสามารถ ทำให้คนอื่นเข้าใจได้ หรืออื่นๆประกอบอีก

เช่นเรื่อง LHC นักวิทย์ศาสตร์บอกว่า มีสิทธิ์ที่จะสามารถไขความลับจักรวาลได้นั้น ความหมายเค้าไม่ได้หมายถึงขนาดที่จะ พิสูจน์ความมีอยู่ของพระเจ้านะครับ เค้าแค่พิสูจน์ว่า จักรวาลนี้มีกระบวนการเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านวิทย์ศาสตร์อีก คนละเรื่องกับเรื่อง พระเจ้าสร้างโลก สร้างมนุษย์เลยครับ คุณอาจจะถามว่า แล้วการสร้างจักรวาลไม่เกี่ยวกับ พระเจ้าตรงไหน cern พยายามหาคำตอบว่าจักรวาลถูกสร้างมาได้อย่างไร ก็เหมือนกับ สงสัยว่า พระเจ้าสร้างทุกสิ่งมาได้อย่างไร

ผมก็จะตอบท่านว่า เราไม่ได้สงสัย และศึกษาพระเจ้า แต่เราศึกษาแหละพยายามหาคำตอบสิ่งที่พระเจ้าสร้างมาตังหาก  แม้แต่ที่ วาติกัน ยังมีหอดูดาวเลยนะครับ หรือแม้แต่ สืบถึงอดีตกันจริงๆ นักวิทยาศาสตร์ หรือความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ถูกปูพื้นมาจาก สังคมมุสลิม ในภูมิภาค ตะวันออกกลางนะครับ ( เค้าว่างั้นนะ )

และอีกอย่าง ตามทฎษฏี ขณะนี้วิทยาศาสตร์ ก็พอจะรู้แล้วว่า จักรวาล มันถูกสร้างมาได้อย่างไร เหลือก็แต่การพิสูจน์ ให้ชัดเจนนี้เท่านั้น

แต่ต่อให้ cern ทำโครงการนี้ สำเร็จ ผลพิสูจน์ก็ยังไม่สามารถ พิสูจน์ได้เต็ม 100 อย่างดีก็ทำได้แค่ ชายขอบของการสร้างจักรวาลเท่านั้นแหละครับ

ปล. อย่าคิดว่า การเอาอนุภาคมาวิ่งชนกันแค่นี้ มันจะไปรู้อะไร แค่นั้นนะครับ เพราะมันก็เหมือนกับ เด็กประถมมันถามว่า ดวงอาทิตย์มันประกอบไปด้วยฮี่เลี่ยมได้ยังไง เราไม่เคยเดินทางไปถึงดวงอาทิตย์สักหน่อย

ตัวอย่างความสงสัย สองประการนั้นผมหมายถึงว่า อย่าดูถูก วิธีการทางวิทยาศาสตร์ว่าเห็นว่า ทำกันง่ายๆ แค่นั้นนะครับ  มันระเอียด ซับซ้อนมากกว่าที่เค้า สรุปให้เราฟังเยอะ (เค้าพยายาม สรุปให้เราเข้าใจ) และมันก็ชัดในในผลลัพธ์ด้วย

จักรวาลถูกไขความลับได้แน่นอนครับ ไม่รุ่นเราก็รุ่นลูก แต่เมื่อนักวิทย์ศาสตร์ไขได้ปุ๊บ ความมลับเบื้องหลังจักรวาล อีกมากมายมหาศาสก็จะพรั่งพรู่เข้ามา จนขนาดทำให้นักวิทย์  คิดหนักว่า  " ตรูคิดผิดอ้ะ ป่าวเนี้ย ที่ศึกษามัน "

ปล. ผมเองก็เป็นชาวพุทธ ตั้งแต่เด็กจนโต ผมก็เห็นว่า ศาสนากับวิทย์ศาสตร์ ไม่ได้ต่างกันเลยครับ  แต่สิ่งที่ทำให้ต่างกัน คือ มนุษย์


spintronics เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 4 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


เปี้ยว
(พิเชษฐ กิจธารา)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 12,313 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 9 ปี
แบ่งปันความรู้ 1,205 ครั้ง
ได้รับดาว 318 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
สำนักงานวิชาการดอทคอม:  โทรศัพท์ : 02-5832802 , 02-5820595
Fax : 02-5832802
อีเมล์ : 

ติดต่อลงโฆษณากับวิชาการดอทคอม : 

086-4907600 , 089-8613727, 084-7619653 , 0864452683
อีเมล์ฝ่ายขาย :  sales@vcharkarn.com
99/29 ชั้น 6 ยูนิต เอ หมู่ 4 ถ.แจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด
จ.นนทบุรี 11120
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. Some rights reserved.
Page generated in1.1521 seconds !