vcharkarn
Username : Password : จำไว้ตลอด | ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
facebooktwitter
งานวิจัยการพัฒนาตัวรองรับสารเร่งปฏิกิริยา(Catalyst) - Growing Research
อาจวรงค์ จันทมาศ (9,299 views) first post: Mon 8 September 2008 last update: Mon 8 September 2008
น่าแปลกไม่น้อยที่ชื่อ “รางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่นสกว.-สกอ.” ฟังดูไม่คุ้นหูสักเท่าไรสำหรับคนจำนวนมาก ทั้งที่รางวัลนี้เป็นรางวัลระดับชาติสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีการมอบมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2547แล้ว

หน้าที่ 1 - งานวิจัย

อาจวรงค์ จันทมาศ




                                              
                                             
                    งานวิจัยที่มีสิทธิ์ได้รับรางวัลนี้อาจไม่ใช่ผลงานทางวิทยาศาสตร์ แต่อาจเป็นบทวิเคราะห์ทางด้านสังคมศาสตร์หรือมนุษย์ศาสตร์ที่มีผลกระทบและมีความชัดเจนต่อสังคม  
                    ไม่แน่ใจนักว่าควรเปรียบรางวัลนี้กับรางวัลไหนในวงการอื่นๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรางวัลนี้ไม่เปิดให้ผู้สนใจสมัครเข้าขอรับรางวัล แต่ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา(สกอ.)จะทำการคัดเลือกคัดสรรค์ผู้ได้รับรางวัลเองจากจำนวนนักวิจัยหลายร้อยคน
                    คนหลายร้อยคนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ 
                    หากเป็นกีฬาก็เหมือนการระดมนักวิ่งฝีเท้าจัดจากทั่วประเทศมาเลือกเฟ้นหาสุดยอดนักวิ่งอีกที
                    วิชาการดอทคอมคิดว่าคงน่าเสียดายสุดๆ ถ้าชื่อของนักวิจัยรุ่นใหม่ที่ผลงานถูกคัดคั้นกลั่นกรองมาในระดับ “หนึ่งในหลายร้อย”จะฟังดูไม่คุ้นหูไปด้วย
                    ก่อนที่จะมีการประกาศผลและมอบรางวัลในปี 2551 นี้
ลองมาอุ่นเครื่องกันด้วยความคิดกรุ่นๆของ ผศ.ดร. บรรเจิด  จงสมจิตร จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้ที่ได้รับรางวัลเมื่อปีที่แล้วกันก่อนไหม
                                             
5 ปี...
                    เป็นระยะเวลาที่อาจารย์บรรเจิดใช้ในการบ่มเพาะงานวิจัยเรื่อง
                    “การศึกษาสมบัติการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของเมทัลโลซีนบนตัวรองรับจากการโคพอลิเมอร์ไรเซชันของเอทิลีนกับแอลฟาโอเลฟิน”
อย่าเพิ่งตกใจจนหันหน้าหนี บอกตามตรงว่าชื่องานวิจัยนี้ทำให้พวกเราผงะเหมือนกันในตอนแรก แต่พอคุยไปสักพักอาจารย์ก็ทำให้พวกเราคุ้นเคยและเริ่มเข้าใจมันมากขึ้น

จะลองสรุปความเกี่ยวกับงานวิจัยชิ้นนี้ให้ฟังคร่าวๆ

งานวิจัยของอาจารย์บรรเจิดเกี่ยวกับการพัฒนาตัวรองรับสารเร่งปฏิกิริยา(Catalyst)
                    ตัวเร่งปฏิกิริยา(catalyst)คือสารที่สามารถทำให้ปฏิกิริยาเคมีที่โดยปกติจะดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเกิดปฏิกิริยาขึ้นอย่างรวดเร็ว 
                    ในบางการทดลอง นักวิจัยจะพยายามทำให้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ว่าไปเกาะอยู่กับวัสดุบางอย่างเพื่อให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นในลักษณะที่ต้องการ โดยวัสดุที่ตัวเร่งปฏิกิริยาไปเกาะอยู่นั้นเรียกว่า ตัวรองรับ

                    ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้พยายามพัฒนาตัวรองรับเพื่อให้ปฏิกิริยาเคมีสามารถเกิดได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น โดยปฏิกิริยาเคมีที่อาจารย์บรรเจิดสนใจนั้นเกี่ยวกับการผลิตสารพอลิเมอร์จำพวกเม็ดพลาสติก
                    “อัตราการเกิดปฏิกิริยาที่มากขึ้นจะส่งผลให้ความเร็วในการผลิตเม็ดพลาสติกที่ใช้ในอุตสาหกรรมมากขึ้นไปด้วย” อาจารย์เริ่มเล่าถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการวิจัยให้พวกเราฟัง
                    งานวิจัยชิ้นนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดงานวิจัยด้านเมทัลโลซีนบนตัวรองรับ ซึ่งนับได้ว่าเป็นมิติใหม่ของอุตสาหกรรมการผลิตพอลิเมอร์ชนิดต่างๆ
                    ในปัจจุบันในเมืองไทยยังไม่มีการประยุกต์งานวิจัยชิ้นนี้ในเชิงอุตสาหกรรม ทว่าในกระบวนการผลิตพลาสติกของบางประเทศมีการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาในลักษณะของงานวิจัยนี้แล้ว ซึ่งอาจารย์มองว่าสาเหตุหนึ่งที่เมืองไทยเรายังไม่ได้ปรับเปลี่ยนและนำกระบวนการใหม่ๆไปใช้อย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงตัวเร่งปฏิกิริยา(Catalyst)ย่อมหมายถึงการเปลี่ยนแปลงระบบต่างๆภายในอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ 

                                                    
   
                    “ด้วยเศรษฐกิจและสถานการณ์ในปัจจุบัน ยังเป็นเรื่องยากที่จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบอุตสาหกรรมการทำพลาสติกในบ้านเรา” อาจารย์บรรเจิดให้ความเห็น
คุยมาถึงตรงนี้พวกเราหยุดพักการถามเรื่องงานวิจัยของอาจารย์ไปถามเรื่องการเรียน 
                    
                    “ตอนเป็นเด็กไม่ได้ชอบวิทยาศาสตร์เป็นพิเศษ รู้สึกแค่กลางๆ” คำตอบนี้ทำให้พวกเราฉงนเล็กน้อย เพราะงานวิจัยแน่นคุณภาพที่ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆอย่างต่อเนื่องนั้นทำให้พวกเราคิดไปว่าอาจารย์คงชอบวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็กๆ
                    อาจารย์บรรเจิดจบปริญญาตรีทางด้านเคมี ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วได้รับทุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นทุนของรัฐบาลไทยให้ไปศึกษาต่อปริญญาโท-เอก ทางด้านวิศวกรรมเคมีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยอาจารย์จบปริญญาโทที่  Colorado School of Mines และจบปริญญาเอกที่ University of Pittsburgh

                                             

ที่จริงแล้วอาจารย์บรรเจิดเคยได้รับรางวัลทางการวิจัยมาก่อนแล้ว
                    - KOKES student award at 17th North American Catalysis Conference, Toronto, Canada 2002
                    - รางวัลผลงานวิจัยดีเด่น กองทุนรัชฎาภิเษกสมโภช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี 2547 เรื่อง “การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาเมทัลโลซีนแบบมีตัวรองรับสำหรับการสังเคราะห์
พอลิโอเลฟิน” เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราช    กุมารี
                    - รางวัลผลงานวิจัยดีมาก กองทุนรัชดาภิเษกสมโภช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี 2548 เรื่อง “คุณลักษณะและสมบัติการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาโคบอลต์บนตัวรองรับชนิดต่าง ๆ”
                    - และล่าสุดรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่นสกว.-สกอ. ประจำปี 2550
 
                    นอกจากนั้นยังได้รับเชิญให้เป็นผู้ตรวจประเมินบทความวิจัยในวารสารระดับนานาชาติมากมาย   อยากรู้จริงๆว่าอะไรทำให้คนๆหนึ่งชื่นชอบวิชาเคมีจนสามารถปลูกผลงานวิจัยให้เจริญเติบโตและออกดอกออกผลสวยงามในระดับนี้ได้  “ชอบเคมี เพราะมันเป็นอะไรที่เห็นผลลัพธ์ได้เร็ว คือเห็นผลจากการทดลองได้ชัดเจน” อาจารย์บอกสั้นๆถึงความชอบเคมีที่งอกงามขึ้นตอนเรียนวิชาเคมีในระดับปริญญาตรี  พวกเราถามต่อว่า สิ่งที่ร่ำเรียนมาตอนเด็กๆอาจารย์ใช้มันในการทำวิจัยแค่ไหน 
                                             
                    “กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทุกขั้นตอนที่เรียนมาตอนมัธยมได้นำมาใช้ในการวิจัยทั้งหมด”
อาจารย์หมายความตั้งแต่กระบวนการสังเกต การตั้งคำถาม การสร้างสมมุติฐาน การทดลองจนถึงการสรุปผล เมื่อเราถามต่อว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นตอนไหนที่สำคัญที่สุด
อาจารย์บรรเจิดตอบทันทีว่า “การตั้งคำถาม” 
                     “คำถามที่ดีควรเป็นคำถามที่เราสามารถหาคำตอบได้”บอกมาอย่างนี้เลยทำให้พวกเราอดสงสัยอีกไม่ได้ว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีคำถามที่ดีอยู่ในใจในเมื่อเรายังไม่ได้ลงมือทำการวิจัย!
                    อาจารย์จึงเฉลยให้พวกเราฟังว่า “นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องค้นคว้า หาข้อมูลในตอนเริ่มต้นอย่างละเอียด คือต้องดูว่าสิ่งที่เรากำลังสนใจจะทำวิจัยมีใครกำลังทำอยู่บ้างและเขาทำกันไปถึงไหนแล้ว” 
                     “มันทำให้เรารู้ว่าเราสามารถทำอะไรเพิ่มเติมใหม่ๆที่ไม่ซ้ำกับสิ่งที่มีคนเคยทำแล้ว และนั่นทำให้เราพอมองเห็นว่าเราจะสามารถทำได้แค่ไหน”
                      เรียกได้ว่าเป็นการประเมินสถานการณ์ให้ดี

                      อาจารย์บรรเจิดยึดหลักว่าว่าการตั้งคำถามในการทำวิจัยนั้นควรทำเพื่อตอบโจทย์บางอย่าง เช่นตอบความต้องการของสังคมหรือความต้องการท้องตลาด 
                    “ที่จริงก็ไม่ถึงกับเป็นการตอบโจทย์ทางเศรษฐศาสตร์เสียทีเดียว แต่ควรตอบโจทย์ที่ทำวิจัยไปแล้วเห็นผลคือ มีประโยชน์”
 หลายคนที่อยากเป็นนักวิจัยอาจเริ่มสงสัยว่าถ้าอยากเป็นนักวิจัยระดับนี้ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง 
                    “คุณสมบัติสำคัญของนักวิจัยไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นความอยากรู้อยากเห็นและความขยัน” เสียงอาจารย์บรรเจิดเน้นย้ำถึงจุดนี้ ในสมัยที่เรียนที่ปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอนเย็นหลังเลิกเรียนอาจารย์จะหาเวลาเข้าห้องสมุดเพื่อทำการบ้านและอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ 
                    “การทดลองเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการทำวิจัย มันเป็นการนำทฤษฎีที่เราเคยเรียนมาประยุกต์ มาทดลองดูว่า มันสามารถใช้การได้แค่ไหน”
                    ในการทำงานวิจัยอาจารย์ไม่ต้องการให้เด็กนักศึกษามาเชื่อฟังและทำตามที่บอกไปเสียทุกอย่าง อาจารย์ชอบเด็กที่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ 
                    “ในตอนแรกการเรียนแบบนั่งฟังในชั้นเรียนนั้นต้องเชื่ออาจารย์ไปก่อน แต่เวลาทำวิจัยเราต้องมีความคิดเป็นของตัวเอง”
ฟังเหมือนอาจารย์บรรเจิดทิ้งท้ายไว้ให้พวกเราได้เก็บบางสิ่งไปคิดด้วยตัวเอง



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง



จำนวน 1 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 2 6 มี.ค. 2553 (05:31)
ขอบคุณครับ
daanaina เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน68 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว




pongpang_jr
(ป๋องแป๋ง)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 4,949 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 3 ปี
แบ่งปันความรู้ 1 ครั้ง
ได้รับดาว 51 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • scimath
  • ฟิสิกส์ราชมงคล
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
  • ติดต่อลงโฆษณา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อสำนักงานวิชาการ
  • หน้าแรกวิชาการดอทคอม
  • วิชาการดอทคอมคือใคร
  • กฎ กติกา มารยาท
  • ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : star@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-9620127
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in18.685 seconds !