|
||
|
|
|
งานวิจัยการพัฒนาตัวรองรับสารเร่งปฏิกิริยา(Catalyst) - Growing Research
น่าแปลกไม่น้อยที่ชื่อ รางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่นสกว.-สกอ. ฟังดูไม่คุ้นหูสักเท่าไรสำหรับคนจำนวนมาก ทั้งที่รางวัลนี้เป็นรางวัลระดับชาติสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีการมอบมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2547แล้ว
|
อาจวรงค์ จันทมาศ

งานวิจัยที่มีสิทธิ์ได้รับรางวัลนี้อาจไม่ใช่ผลงานทางวิทยาศาสตร์ แต่อาจเป็นบทวิเคราะห์ทางด้านสังคมศาสตร์หรือมนุษย์ศาสตร์ที่มีผลกระทบและมีความชัดเจนต่อสังคม
ไม่แน่ใจนักว่าควรเปรียบรางวัลนี้กับรางวัลไหนในวงการอื่นๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรางวัลนี้ไม่เปิดให้ผู้สนใจสมัครเข้าขอรับรางวัล แต่ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา(สกอ.)จะทำการคัดเลือกคัดสรรค์ผู้ได้รับรางวัลเองจากจำนวนนักวิจัยหลายร้อยคน
คนหลายร้อยคนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ
หากเป็นกีฬาก็เหมือนการระดมนักวิ่งฝีเท้าจัดจากทั่วประเทศมาเลือกเฟ้นหาสุดยอดนักวิ่งอีกที
วิชาการดอทคอมคิดว่าคงน่าเสียดายสุดๆ ถ้าชื่อของนักวิจัยรุ่นใหม่ที่ผลงานถูกคัดคั้นกลั่นกรองมาในระดับ “หนึ่งในหลายร้อย”จะฟังดูไม่คุ้นหูไปด้วย
ก่อนที่จะมีการประกาศผลและมอบรางวัลในปี 2551 นี้
ลองมาอุ่นเครื่องกันด้วยความคิดกรุ่นๆของ ผศ.ดร. บรรเจิด จงสมจิตร จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้ที่ได้รับรางวัลเมื่อปีที่แล้วกันก่อนไหม

5 ปี...
เป็นระยะเวลาที่อาจารย์บรรเจิดใช้ในการบ่มเพาะงานวิจัยเรื่อง
“การศึกษาสมบัติการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของเมทัลโลซีนบนตัวรองรับจากการโคพอลิเมอร์ไรเซชันของเอทิลีนกับแอลฟาโอเลฟิน”
อย่าเพิ่งตกใจจนหันหน้าหนี บอกตามตรงว่าชื่องานวิจัยนี้ทำให้พวกเราผงะเหมือนกันในตอนแรก แต่พอคุยไปสักพักอาจารย์ก็ทำให้พวกเราคุ้นเคยและเริ่มเข้าใจมันมากขึ้น
จะลองสรุปความเกี่ยวกับงานวิจัยชิ้นนี้ให้ฟังคร่าวๆ
งานวิจัยของอาจารย์บรรเจิดเกี่ยวกับการพัฒนาตัวรองรับสารเร่งปฏิกิริยา(Catalyst)
ตัวเร่งปฏิกิริยา(catalyst)คือสารที่สามารถทำให้ปฏิกิริยาเคมีที่โดยปกติจะดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเกิดปฏิกิริยาขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในบางการทดลอง นักวิจัยจะพยายามทำให้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ว่าไปเกาะอยู่กับวัสดุบางอย่างเพื่อให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นในลักษณะที่ต้องการ โดยวัสดุที่ตัวเร่งปฏิกิริยาไปเกาะอยู่นั้นเรียกว่า ตัวรองรับ
ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้พยายามพัฒนาตัวรองรับเพื่อให้ปฏิกิริยาเคมีสามารถเกิดได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น โดยปฏิกิริยาเคมีที่อาจารย์บรรเจิดสนใจนั้นเกี่ยวกับการผลิตสารพอลิเมอร์จำพวกเม็ดพลาสติก
“อัตราการเกิดปฏิกิริยาที่มากขึ้นจะส่งผลให้ความเร็วในการผลิตเม็ดพลาสติกที่ใช้ในอุตสาหกรรมมากขึ้นไปด้วย” อาจารย์เริ่มเล่าถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการวิจัยให้พวกเราฟัง
งานวิจัยชิ้นนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดงานวิจัยด้านเมทัลโลซีนบนตัวรองรับ ซึ่งนับได้ว่าเป็นมิติใหม่ของอุตสาหกรรมการผลิตพอลิเมอร์ชนิดต่างๆ
ในปัจจุบันในเมืองไทยยังไม่มีการประยุกต์งานวิจัยชิ้นนี้ในเชิงอุตสาหกรรม ทว่าในกระบวนการผลิตพลาสติกของบางประเทศมีการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาในลักษณะของงานวิจัยนี้แล้ว ซึ่งอาจารย์มองว่าสาเหตุหนึ่งที่เมืองไทยเรายังไม่ได้ปรับเปลี่ยนและนำกระบวนการใหม่ๆไปใช้อย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงตัวเร่งปฏิกิริยา(Catalyst)ย่อมหมายถึงการเปลี่ยนแปลงระบบต่างๆภายในอุตสาหกรรมครั้งใหญ่
“ด้วยเศรษฐกิจและสถานการณ์ในปัจจุบัน ยังเป็นเรื่องยากที่จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบอุตสาหกรรมการทำพลาสติกในบ้านเรา” อาจารย์บรรเจิดให้ความเห็น
คุยมาถึงตรงนี้พวกเราหยุดพักการถามเรื่องงานวิจัยของอาจารย์ไปถามเรื่องการเรียน
“ตอนเป็นเด็กไม่ได้ชอบวิทยาศาสตร์เป็นพิเศษ รู้สึกแค่กลางๆ” คำตอบนี้ทำให้พวกเราฉงนเล็กน้อย เพราะงานวิจัยแน่นคุณภาพที่ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆอย่างต่อเนื่องนั้นทำให้พวกเราคิดไปว่าอาจารย์คงชอบวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็กๆ
อาจารย์บรรเจิดจบปริญญาตรีทางด้านเคมี ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วได้รับทุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นทุนของรัฐบาลไทยให้ไปศึกษาต่อปริญญาโท-เอก ทางด้านวิศวกรรมเคมีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยอาจารย์จบปริญญาโทที่ Colorado School of Mines และจบปริญญาเอกที่ University of Pittsburgh
ที่จริงแล้วอาจารย์บรรเจิดเคยได้รับรางวัลทางการวิจัยมาก่อนแล้ว
- KOKES student award at 17th North American Catalysis Conference, Toronto, Canada 2002
- รางวัลผลงานวิจัยดีเด่น กองทุนรัชฎาภิเษกสมโภช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี 2547 เรื่อง “การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาเมทัลโลซีนแบบมีตัวรองรับสำหรับการสังเคราะห์
พอลิโอเลฟิน” เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราช กุมารี
- รางวัลผลงานวิจัยดีมาก กองทุนรัชดาภิเษกสมโภช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี 2548 เรื่อง “คุณลักษณะและสมบัติการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาโคบอลต์บนตัวรองรับชนิดต่าง ๆ”
- และล่าสุดรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่นสกว.-สกอ. ประจำปี 2550
นอกจากนั้นยังได้รับเชิญให้เป็นผู้ตรวจประเมินบทความวิจัยในวารสารระดับนานาชาติมากมาย อยากรู้จริงๆว่าอะไรทำให้คนๆหนึ่งชื่นชอบวิชาเคมีจนสามารถปลูกผลงานวิจัยให้เจริญเติบโตและออกดอกออกผลสวยงามในระดับนี้ได้ “ชอบเคมี เพราะมันเป็นอะไรที่เห็นผลลัพธ์ได้เร็ว คือเห็นผลจากการทดลองได้ชัดเจน” อาจารย์บอกสั้นๆถึงความชอบเคมีที่งอกงามขึ้นตอนเรียนวิชาเคมีในระดับปริญญาตรี พวกเราถามต่อว่า สิ่งที่ร่ำเรียนมาตอนเด็กๆอาจารย์ใช้มันในการทำวิจัยแค่ไหน

“กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทุกขั้นตอนที่เรียนมาตอนมัธยมได้นำมาใช้ในการวิจัยทั้งหมด”
อาจารย์หมายความตั้งแต่กระบวนการสังเกต การตั้งคำถาม การสร้างสมมุติฐาน การทดลองจนถึงการสรุปผล เมื่อเราถามต่อว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นตอนไหนที่สำคัญที่สุด
อาจารย์บรรเจิดตอบทันทีว่า “การตั้งคำถาม”
“คำถามที่ดีควรเป็นคำถามที่เราสามารถหาคำตอบได้”บอกมาอย่างนี้เลยทำให้พวกเราอดสงสัยอีกไม่ได้ว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีคำถามที่ดีอยู่ในใจในเมื่อเรายังไม่ได้ลงมือทำการวิจัย!
อาจารย์จึงเฉลยให้พวกเราฟังว่า “นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องค้นคว้า หาข้อมูลในตอนเริ่มต้นอย่างละเอียด คือต้องดูว่าสิ่งที่เรากำลังสนใจจะทำวิจัยมีใครกำลังทำอยู่บ้างและเขาทำกันไปถึงไหนแล้ว”
“มันทำให้เรารู้ว่าเราสามารถทำอะไรเพิ่มเติมใหม่ๆที่ไม่ซ้ำกับสิ่งที่มีคนเคยทำแล้ว และนั่นทำให้เราพอมองเห็นว่าเราจะสามารถทำได้แค่ไหน”
เรียกได้ว่าเป็นการประเมินสถานการณ์ให้ดี
อาจารย์บรรเจิดยึดหลักว่าว่าการตั้งคำถามในการทำวิจัยนั้นควรทำเพื่อตอบโจทย์บางอย่าง เช่นตอบความต้องการของสังคมหรือความต้องการท้องตลาด
“ที่จริงก็ไม่ถึงกับเป็นการตอบโจทย์ทางเศรษฐศาสตร์เสียทีเดียว แต่ควรตอบโจทย์ที่ทำวิจัยไปแล้วเห็นผลคือ มีประโยชน์”
หลายคนที่อยากเป็นนักวิจัยอาจเริ่มสงสัยว่าถ้าอยากเป็นนักวิจัยระดับนี้ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง
“คุณสมบัติสำคัญของนักวิจัยไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นความอยากรู้อยากเห็นและความขยัน” เสียงอาจารย์บรรเจิดเน้นย้ำถึงจุดนี้ ในสมัยที่เรียนที่ปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอนเย็นหลังเลิกเรียนอาจารย์จะหาเวลาเข้าห้องสมุดเพื่อทำการบ้านและอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ
“การทดลองเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการทำวิจัย มันเป็นการนำทฤษฎีที่เราเคยเรียนมาประยุกต์ มาทดลองดูว่า มันสามารถใช้การได้แค่ไหน”
ในการทำงานวิจัยอาจารย์ไม่ต้องการให้เด็กนักศึกษามาเชื่อฟังและทำตามที่บอกไปเสียทุกอย่าง อาจารย์ชอบเด็กที่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้
“ในตอนแรกการเรียนแบบนั่งฟังในชั้นเรียนนั้นต้องเชื่ออาจารย์ไปก่อน แต่เวลาทำวิจัยเราต้องมีความคิดเป็นของตัวเอง”
ฟังเหมือนอาจารย์บรรเจิดทิ้งท้ายไว้ให้พวกเราได้เก็บบางสิ่งไปคิดด้วยตัวเอง