เว็บเพื่อการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย) | เว็บสื่อวิทย์ฯ ดีเด่น 2549(กระทรวงวิทย์) | เว็บการศึกษายอดผู้ชมสูงสุด 2549-2551(TrueHits) facebooktwitter
ตลาดในวิชาเศรษฐศาสตร์คืออะไร
Espresso (37,257 views) first post: Fri 19 September 2008 last update: Fri 19 September 2008
มนุษย์เราไม่สามารถผลิตสินค้และบริการทุกอย่างมาตอบสนองความต้องการของตนได้ จึเกิดการแลกเปลี่ยนสินค้า และเกิดตลาด ที่มีการพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน

หน้าที่ 1 - ประเภทตลาด

Espresso




 



                                                

                 การรู้จักลักษณะของตลาดในความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์ จะช่วยให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย มีความรู้ และสามารถตัดสินใจในการบริโภคและการผลิตได้ดีขึ้น เพราะผู้ซื้อจะรู้ว่าตัวเองมีอำนาจต่อรอง และเลือกซื้อสินค้าได้เต็มที่มากน้อยแค่ไหน ในขณะที่ผู้ขายจะรู้ว่าตัวเองจะสามารถตั้งราคาได้มากน้อยแค่ไหน และจะมีกำไรเท่าไร ซึ่งนับเป็นพื้นฐานความรู้ที่ดีอีกเรื่องหนึ่งสำหรับผู้ที่สนใจในวิชาเศรษฐศาสตร์

                 ตลาดในความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์ หมายถึง ที่ ๆ มีกิจกรรมการตกลงซื้อขายสินค้า บริการ รวมทั้งปัจจัยการผลิต เช่น แรงงาน ซึ่งจะกินความหมายกว้างกว่าตลาดที่เรารู้จักกันอยู่ทั่วไป โดยตลาดอาจมีได้หลายแบบ ตั้งแต่ตลาดภายในประเทศ ตลาดขายส่ง ตลาดขายปลีก ตลาดต่างประเทศ ตลาดผลผลิต ตลาดปัจจัยการผลิต ตลาดการเงิน ตลาดเงินตราต่างประเทศหรือตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้ยินกันบ่อยๆ  รวมไปถึงตลาดซื้อขายล่วงหน้า เช่น ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า เป็นต้น ซึ่งการที่ตลาดมีอยู่หลายแบบ เพราะเป็นการกำหนดจากผู้เรียกว่าจะเรียกตลาดโดยแบ่งตามหลักเกณฑ์อะไร เช่น หลักเกณฑ์ตามขอบเขตทางภูมิศาสตร์ ตามชนิดของสินค้าที่ขายอยู่ในตลาด หรือตามสภาพของการซื้อขายที่เกิดขึ้น รวมทั้งหลักเกณฑ์อื่น ๆ 
                  จะเห็นได้ว่าตลาดในวิชาเศรษฐศาสตร์จะมีความหมายกว้างกว่าตลาดที่เราเห็นอยู่ทั่วๆ ไป เนื่องจากอาจจะไม่จำเป็นต้องมีตัวสถานที่ซื้อขายที่เป็นตลาดจริง ๆ ก็ได้ แต่ที่สำคัญคือ ตัวกิจกรรมในการซื้อขายมากกว่า

                 โครงสร้างของตลาดในทางเศรษฐศาสตร์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ตามลักษณะของผู้ซื้อ ผู้ขาย และลักษณะการดำเนินกิจกรรมในตลาด ได้แก่

1. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfectly competitive market)
2. ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ (Imperfectly competitive market) ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ได้อีก 2 ประเภทได้แก่ 
           1) ตลาดผูกขาดที่แท้จริง (Pure monopoly market)
           2) ตลาดกึ่งแข่งขัน กึ่งผูกขาด (Monopolistic competitive market)
วิธีดูว่าตลาดเป็นแบบใด ให้ดูลักษณะของผู้ซื้อ ผู้ขาย และลักษณะการดำเนินกิจกรรมในตลาดที่สำคัญได้แก่ การตั้งราคาของผู้ขาย ดังนี้



  ประเภทตลาด ลักษณะที่สำคัญ
ตลาดแข่งขันสมบูรณ์
(จากลักษณะที่สำคัญ 5 ประการดังกล่าว ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขาย ต่างก็ไม่มีใครสามารถกำหนดราคาตลาดได้ จึงเป็น Price taker ตัวอย่างสินค้าที่ใกล้เคียงกับตลาดนี้มากที่สุด ได้แก่ ตลาดสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา เป็นต้น)
1) มีจำนวนผู้ซื้อผู้ขายที่มากจนทำให้การซื้อหรือการขายของคนใดคนหนึ่งไม่สามารถส่งผลกระทบให้ราคาตลาดเปลี่ยนแปลงไปได้
2) สินค้ามีลักษณะใกล้เคียงกันมาก หรือเป็นสินค้าที่เหมือนกันทุกประการ (Homogeneous product)
3) ผู้ขายหรือผู้ผลิตสินค้ารายใหม่ สามารถเข้าสู่ตลาดได้โดยง่าย ไม่มีอุปสรรค (No barrier to entry)
4) ผู้ขายสามารถเคลื่อนย้ายสินค้าไปยังที่ต่าง ๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (Free mobility)
5) ผู้ซื้อและผู้ขายต่างก็มีข้อมูลข่าวสารในตลาดอย่างสมบูรณ์และเท่าเทียมกัน (Perfect information)
ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์
ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์  
- ตลาดผูกขาดที่แท้จริง
(จากลักษณะของตลาด ทำให้การตั้งราคาขายของสินค้าสามารถถูกผูกขาดได้โดยผู้ผลิตเพียงคนเดียว จึงเป็น Price maker)
1) มีผู้ผลิตเพียงรายเดียว (Monopolist)
2) สินค้ามีลักษณะที่ไม่เหมือนใคร ไม่สามารถหาสินค้าอื่นมาแทนได้อย่างใกล้เคียง  (Differentiate product)
3) สามารถกีดกันการเข้ามาของผู้ผลิตรายใหม่ๆ ได้ (Barrier to entry) ซึ่งมีทั้งการผูกขาดตามธรรมชาติของการผลิต ตัวอย่างสินค้าเช่น กิจการโทรศัพท์บ้าน หรือไฟฟ้า ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนสูงมาก เป็นต้น หรืออาจเกิดการผูกขาดจากนโยบายรัฐ เช่น การผลิตบุหรี่ หรือ สลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นต้น
- ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด
(ยิ่งผู้ผลิตสามารถทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้ามีความแตกต่างกันมากเท่าไร จะยิ่งมีอำนาจในการตั้งราคาและผูกขาดได้มากเท่านั้น แต่หากตั้งราคาสูงมากเกินไป ผู้ซื้ออาจจะหันไปซื้อสินค้าของผู้ผลิตรายอื่นแทนก็ได้ เนื่องจากสามารถหาสินค้าทดแทนกันได้)

      ตลาดนี้มีลักษณะหลายข้อที่เหมือนตลาดแข่งขันสมบูรณ์ คือ มีจำนวนผู้ซื้อและผู้ขายมาก ผู้ผลิตรายใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่าย แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ สินค้าของผู้ผลิตแต่ละรายมีความแตกต่างกัน ซึ่งอาจจะแตกต่างกันจริง ๆ ในหน้าตาของสินค้า หรืออาจะไม่แตกต่างกันเลย แต่ผู้ซื้อถูกผู้ผลิตทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าแตกต่างกัน เช่น กระเบื้องมุงหลังคา ยาสระผม สบู่ น้ำอัดลม ไก่ทอด เสื้อผ้าสำเร็จรูป นาฬิกา เป็นต้น ซึ่งวิธีทำให้สินค้าของตนแตกต่างจากคนอื่น อาจทำได้โดยการโฆษณา การตอกย้ำถึงความแตกต่างของสินค้าของตนจากสัญลักษณ์ของสินค้า เช่น  รถยนต์ยี่ห้อต่าง ๆ เป็นต้น




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง




Espresso
()

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 7,180 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 2 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 86 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน


Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • thaigoodview
  • scimath
  • ฟิสิกส์ราชมงคล
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
  • ติดต่อลงโฆษณา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อสำนักงานวิชาการ
  • หน้าแรกวิชาการดอทคอม
  • วิชาการดอทคอมคือใคร
  • กฎ กติกา มารยาท
  • ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : smile@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-5820595
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in16.8024 seconds !