vcharkarn
Username : Password : จำไว้ตลอด | ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
facebooktwitter
กับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap) ภัยร้ายจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ (204,255 views) first post: Sun 26 October 2008 last update: Wed 18 February 2009
ในขณะที่รัฐบาลกำลังปวดหัวกับทั้งปัญหาการเมือง และเศรษฐกิจถดถอยจากสหรัฐอเมริกา แต่สิ่งที่มาตรการของรัฐที่ได้ประกาศใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจจะพบกับปัญหากับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap) ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวในวงการเศรษฐศาสตร์ วันนี้เราจะมาคุยกันครับว่า

หน้าที่ 1 - กับดัก กับ สภาพคล่อง

          ในขณะที่รัฐบาลกำลังปวดหัวกับทั้งปัญหาการเมือง และเศรษฐกิจถดถอยจากสหรัฐอเมริกา ที่เรียกว่า พิษแฮมเบอร์เกอร์ หรือ ซับไพร์ม แต่สิ่งที่มาตรการของรัฐที่ได้ประกาศใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจจะพบกับปัญหากับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap) ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวในวงการเศรษฐศาสตร์ วันนี้เราจะมาคุยกันครับว่ากับดักสภาพคล่องคืออะไรครับ


          คำว่ากับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap) เป็นปัญหาที่น่าปวดหัวในทางเศรษฐศาสตร์เนื่องจากเป็นปัญหาที่แก้ยากมาก โดยมีประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงหลายครั้งในหลายประเทศ รวมทั้งในประเทศไทยหลังวิกฤติการณ์เศรษฐกิจปี 2540 คำว่า “กับดักสภาพคล่อง” ได้มีการพูดถึงตั้งแต่สมัยของ จอห์น เมนาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) เมื่อ 75 ปีก่อน และได้เริ่มมีการพูดกันมากขึ้น ในวงวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ของสหรัฐเร็วๆ นี้


          กับดักสภาพคล่อง แยกออกเป็นสองคำนะครับคือคำว่า “กับดัก (Trap)” และคำว่า “สภาพคล่อง (Liquidity)” คำว่ากับดักนี่เราไม่ต้องอธิบายนะครับว่าคืออะไร เพราะว่าเราคงทราบอยู่แล้ว แต่คำว่าสภาพคล่อง แปลง่ายๆ ก็คือเรามีสภาพคล่องในทางการเงินแค่ไหน ถ้าเรามีเงินสดเยอะก็แปลว่าเรามีสภาพคล่องเยอะ จะใช้อะไรก็ไม่ต้องกลัว คำว่าสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจแปลว่าในระบบเศรษฐกิจมีเงินสดอยู่เยอะ โดยส่วนใหญ่จะฝากไว้ที่ธนาคาร หรือไม่ก็เก็บไว้ที่บ้าน เช่น ฝังตุ่มเป็นต้น แต่พอสองคำมารวมกันแปลว่าเราติดกับดักที่เรามีเงินสดในระบบเศรษฐกิจเยอะ ฟังแล้วงงใช่มั๊ยครับ มาดูตัวอย่างจริงกันดีกว่าครับ
             



หน้าที่ 2 - เศรษฐกิจถดถอย กับกับดักสภาพคล่อง

          โดยปกติแล้วเวลาเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) แปลว่าการทำมาหากินฝืดเคือง หรือไม่ก็ทำมาค้าขายไม่ขึ้น เพราะว่าคนไม่ใช้เงินซื้อสินค้าหรือบริการ โดยปกติจะมีอยู่สองสถานการณ์คือ 1) คนไม่มีเงินจะซื้อ และ 2) มีเงินแต่ไม่ยอมใช้ โดยปกติการแก้ปัญหาเศรษฐกิจถดถอยที่ใช้กันทั่วไปคือใช้เครื่องมือของนโยบายการเงินก็คือดอกเบี้ย และนโยบายการคลังคือการใช้จ่ายของภาครัฐให้ขาดดุลงบประมาณ และการลดภาษี ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาโดยการแทรกแซงจากภาครัฐ เป็นทฤษฎีของ จอห์น เมนาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) จนคนที่ชื่นชอบทฤษฎีนี้จะเรียกตัวเองว่าเคนเซี่ยน (Keynesian) ซึ่งการลดดอกเบี้ย และการใช้นโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อให้เงินงบประมาณได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ ของภาครัฐ ภาคธุรกิจกู้เงินออกมาลงทุนเพราะว่าดอกเบี้ยต่ำ ประชาชนผู้บริโภคก็มีเงินใช้ และกล้าใช้เงิน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถออกมาจากภาวะถดถอยนี้ได้


          จากข้างต้นท่านผู้อ่านจะเห็นว่าการแก้ปัญหาดังกล่าวก็เป็นนโยบายที่ไม่ซับซ้อน แต่ในบางสถานการณ์จะเป็นปัญหาของกับดักสภาพคล่องคือแม้ว่าจะลดดอกเบี้ยจนเตี้ยสุดๆ หรือแม้แต่กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายของภาครัฐแล้ว แต่เศรษฐกิจยังไม่หลุดออกจากภาวะถดถอย ทั้งๆ ที่ปริมาณเงินในสถาบันการเงินมีล้น พร้อมที่จะให้กู้ (ตอนนี้ในระบบสถาบันการเงินของไทยมีเงินสดที่เป็นสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) แต่ที่แปลกคือไม่มีคนกู้ (มีเงินแต่ไม่ยอมใช้) สาเหตุหลักๆ ก็คือ


          1) นักธุรกิจจะลงทุนอะไรก็แล้วแต่ไม่ได้พิจารณาเฉพาะแต่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำเท่านั้น แต่ฟังก์ชั่นของการตัดสินใจยังขึ้นอยู่กับว่ามีตลาดหรือไม่ และคนซื้อจะซื้อหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาของข้อ 2) ข้างล่างนี้
          2) ผู้บริโภคไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร กำเงินสดไว้ดีกว่า และคิดว่าแม้แต่หุ้นก็อย่าไปซื้อเลย ร่วงกระฉูดซะขนาดนั้น เผื่อเศรษฐกิจเจ๊ง อย่างน้อยก็มีเงินสดไว้ใช้

                                 



หน้าที่ 3 - สภาวะเมื่อเกิดกับดักสภาพคล่อง

จากข้างต้น ปัญหา 1) และ 2) เป็นปัญหาวนลูป วนไปวนมาๆๆๆ จนเวียนหัว (ลองคิดตามไปสิครับ แล้วจะเวียนหัว) ไม่ว่าจะลดดอกเบี้ยต่ำแค่ไหน เรื่องจริงเกิดขึ้นมาแล้วนะครับ ในประเทศญี่ปุ่นได้เข้าสู่ภาวะกับดักสภาพคล่อง ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 หลังจากที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2533 แล้วคิดว่าฟื้นตัวในปี 2538 แล้วฟุบลงไปอีกหลังจากนั้น (ขนาดที่ว่าดอกเบี้ยเท่ากับศูนย์แล้ว คนยังเอาเงินไปฝังตุ่มที่บ้านดีกว่า) แล้วก็เหมือนกับประเทศไทย ซึ่งเศรษฐกิจได้หดตัวอย่างรุนแรง ในปี 2541 หลังจากนั้น การลดดอกเบี้ยก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเศรษฐกิจไม่สนองตอบต่อการลดอัตราดอกเบี้ยเสียแล้ว สถาบันการเงิน มีเงินฝากไหลเข้ามากกว่าการกู้ออก ปริมาณเงินกู้ลดลง แต่ปริมาณเงินฝากเพิ่มขึ้น เมื่อถึงจุดนี้ ธนาคารกลางจึงไม่มีเครื่องมืออะไรอีกแล้ว ที่จะนำมาใช้เพื่อที่จะหยุดยั้ง ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในประเทศ
                                       
        การใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณ และนโยบายดอกเบี้ยต่ำ ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างหนักไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซ้ำยังเกิดปัญหากับดักสภาพคล่อง เนื่องจากประชาชน และภาคธุรกิจเห็นแล้วว่าการที่ภาครัฐใช้นโยบายดังกล่าว แปลว่าสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ยังไงก็ไม่เสี่ยงดีกว่า ซึ่งแตกต่างจากสมัยโบราณ เนื่องจากในสมัยนั้นข้อมูลข่าวสารไม่ได้กระจายเร็วขนาดนี้ พูดง่ายๆ ก็คือเป็นปัญหาด้านจิตวิทยาครับ


ปัญหาข้างต้นกำลังจะเกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยในปี 2552 ครับ เนื่องจากผู้บริโภค และภาคธุรกิจขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจอนาคต อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยอย่างรุนแรง หรือที่เราเรียกว่าพิษแฮมเบอร์เกอร์ แม้ว่ารัฐบาลไทยจะออกมาตรการมาช่วยเรื่องความเชื่อมั่นแล้วก็ตาม ล่าสุดหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยกำลังจะเข็นนโยบายการรับประกันเงินฝาก 100% ออกมา เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นในสถาบันการเงิน และไม่ไปรุมถอนเงินออกจากธนาคาร หรือเอาเงินไปฝากธนาคารแล้วกลัวธนาคารเจ๊ง



หน้าที่ 4 - จิตวิทยากับกับดักสภาพคล่อง

การลดดอกเบี้ยดังกล่าว จะมีผลกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไฮเทคทั้งสินค้าเพื่อการลงทุนและสินค้าเพื่อการบริโภค เช่น รถยนต์ โทรทัศน์ ซึ่งสินค้าเหล่านี้หรือการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าเหล่านี้ของผู้บริโภค ถือว่าเป็น "ค่าใช้จ่ายประเภทที่ต้องวินิจฉัย" (Discretionary Expenditure) ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ หรือจะซื้อก็ได้ไม่ซื้อก็ได้ เพราะเป็นประเภทสินค้าที่ไม่ใช่สินค้าจำเป็นในการดำรงชีวิตหรือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และซื้อครั้งหนึ่งก็ไม่ต้องซื้ออีกนาน ทำให้การหมุนของกระแสเงินสดไปได้ไม่มากอย่างที่คิด (หมายถึงจำนวนรอบของการที่เงินหมุนผ่านมือประชาชน) ซึ่งจะไม่เกิดประโยชน์มากนักในการแก้ปัญหากับดักสภาพคล่อง


จากข้างต้นจะเห็นว่าการแก้ปัญหากับดักสภาพคล่องนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นทางจิตวิทยา และต้องใช้เวลานานในการออกจากสภาวะแบบนี้ได้ ยิ่งเรามาเจอกับปัญหาการเมืองซ้ำเติมด้วย เราก็คงต้องเตรียมตัวกับภาวะกับดักสภาพคล่องนี้ครับ


ที่มา: กับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap) ภัยร้ายจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์



========
เกี่ยวกับผู้เขียน

ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง อาจารย์
วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ (CEO Hroyy Inc.) ดร. วรัญญู จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ (ทศ. 106) ปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วศ. 34) ปริญญาเอกสาขา Computational Mechanics จาก Imperial College มหาวิทยาลัยลอนดอน ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษในหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เช่น หลักสูตร MBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศยาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และหลักสูตรปริญญาโท สาขาบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นต้น



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง



จำนวน 8 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 2 28 ต.ค. 2551 (23:33)

จริง ๆ อย่างที่อาจารย์เขียนก็แปลกนะคะสภาพคล่องในประเทศเหลือ แต่สถาบันการเงินก็เข้มงวดกับการขยายสินเชื่อให้กับธุรกิจที่มีปัญหา ก็เลยยิ่งมีปัญหาหนักเข้าไปอีก
ป.ล. อาจารย์เขียนเรื่องเศรษฐศาสตร์บ่อยจัง


jongjin เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน6 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 3 28 ต.ค. 2551 (23:41)

ตอบคุณปุ๊ก จงจินต์นะครับ

สบายดีนะครับ ไม่ทราบว่าทำ IS ไปถึงไหนแล้ว สอบรุ่นที่ผ่านมาตกกันกระจายตามฟอร์มของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เรา

จริงๆ แล้วมันก็เป็นไก่กับไข่นะครับ สถาบันการเงินนี่จริงๆ ก็อยากปล่อยนะครับ แต่ก็ต้องดูว่าปล่อยไปแล้วจะได้เงินคืนมั๊ย พอไปดูภาคเอกชนที่มาขอสินเชื่อก็พบว่าดูแล้วไม่น่าจะรอด เพราะว่าไม่น่าจะมีลูกค้า เพราะว่าเศรษฐกิจไม่ดี แต่พูดจริงๆ ในภาวะแบบนี้หาคนที่ทำมาค้าขึ้นได้ยากมาก สภาพคล่องมันก็ล้นอยู่ดีแหละครับ

ส่วนคนมีเงินก็ไม่ลงทุนดีกว่า เพราะว่าไปขวาหรือซ้ายก็เจ็บตัวหมด ขนาดบางคนลงกองทุน LTF หรือ RMF รอบนี้เงินยังหายไป 40% เลยครับ ก็ไม่เอาเงินออกมาลงทุน หรือว่าเก็บเงินไว้ดีกว่า

สภาพนี้เกิดแบบรุนแรงมาแล้วที่ประเทศญี่ปุ่นนะครับ

 วรัญญู

ปล. เขียนเรื่องเศรษฐศาสตร์บ่อย เพราะว่าไม่รู้จะเขียนอะไรดีไงครับ ฮ๋าๆ


Dr Yu เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน126 ครั้ง - ดาว 245 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 5 30 ต.ค. 2551 (02:05)

อาจารย์ครับ

แล้วแบบนี้เราจะไม่ตายกันหมดเหรอครับเนี่ย ถ้าเศรษฐกิจถดถดยทั้งโลกแบบนี้

ตอนนี้ผมเองก็เสียวเหมือนกัน กำเงินสดแน่น ถ้าอะไรที่ไม่จำเป็นผมจะไม่ซื้อเลยครับ

 Vincent


vincent_lin74 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 6 30 ต.ค. 2551 (02:09)

เรียน คุณ Vincent

ก็ต้องตั้งสติกันดีๆ นะครับ เกี่ยวกับภาวะแฮมเบอร์เกอร์นี้

นโยบายภาครับจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการลดผมกระทบจากหนักให้กลายเป็นเบา เราก็คงค้องรอนะครับว่านโยบายจะเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ดูตอนนี้มันลอยๆ ยังไงก็ไม่ทราบ

ที่ทำน่ะ ถูกแล้วครับ ซื้อแต่ของที่จำเป็น ของแบรนด์เนมก็ตัดออกไปก่อนขากชีวิตประจำวันครับ

 วรัญญู


Dr Yu เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน126 ครั้ง - ดาว 245 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 8 1 พ.ย. 2551 (19:33)

ยิ่งอ่าน ยิ่งคิด จะแก้ปัญหานี้อย่างไร 
นโยบายการคลัง ก็ไม่ค่อยเป็นผล แค่ผ่อนหนักเป็นเบาเท่านั้น
งั้น ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นล่ะ เศรษฐกิจบ้านเราจะดีขึ้นไหม
ถ้าใช่ ก็ง่ายเลย  เราก็ไปช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ (วิกฤต subprime) ดิ
ถือเป็นโอกาสทองในการไปซื้อบ้านในสหรัฐเลยนะ อันนี้ล้อเล่น..

แต่จริง ๆ แล้วปัญหาทุกวันนี้มันกระจายไปทั่ว ชนิดว่า  ชาวบ้านธรรมดา
รู้สึกได้อย่างชัดเจนและก็หวั่นเกรงกับปัญหาปากท้องที่จะตาม
ถ้ารัฐบาลแก้เรื่องนี้ช้า  ชาวบ้าน คนธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำย่ำแย่ที่สุดเป็นแน่

ก็แค่ประชาชนคนหนึ่ง


jaruwan เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน5 ครั้ง - ดาว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 19 6 มี.ค. 2552 (14:20)
สวัสดีครับอาจารย์
ตอนนี้ผมกำลังเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์พอดีเลยครับ
และวันนี้อาจารย์เค้าก็ได้พูดถึงเรื่องนี้อยู่พอดีเช่นกัน
ทีแรกผมไม่ค่อยเข้าใจ เพราะว่าอาจารย์แค่พูดถึงเฉย ๆ ไม่ได้อธิบายอะไรมากเช่นนี้
ตอนนี้ผมพอจะมีความเข้าใจในเรื่อง "Liquidity Trap" มากขึ้นแล้วครับ
อยากขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ได้แบ่งปันความรู้ให้แก่ผู้ที่ต้องการอย่างผม และกับคนอื่น ๆ อีกหลาย ๆ คนครับ
พอดีผมพึ่งเข้ามาใช้เว็บนี้เป็นวันแรก เลยไม่รู้ว่าจะสามารถติดต่อกับอาจารย์ได้โดยตรงได้ยังไงบ้าง?? เพราะผมคิดว่า ผมยังมีเรื่องที่อยากเรียนถามอีกค่อนข้างเยอะเลยครับ
ไม่ทราบว่า ทางอาจารย์พอที่จะบอก E-mail ของอาจารย์ให้แก่ผมหน่อยจะได้หรือไม่ครับ หากนี่เป็นการรบกวนเกินไป หรือว่าอาจารย์ไม่สะดวกที่จะให้ก็ไม่เป็นไรครับผมเข้าใจ
ท้ายนี้ ผมหวังว่า อาจารย์คงจะมีอะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับหลักวิชาความรู้ดี ๆ เช่นนี้ออกมาให้เป็นกรณีศึกษาเพิ่มเติมอีกเยอะ ๆ นะครับ ขอบคุณครับ
lion107 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 20 23 เม.ย. 2552 (14:32)

ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆเช่นนี้


charlymeesuk เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน13 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 21 6 มี.ค. 2553 (05:34)
ขอบคุณครับ
daanaina เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน68 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว




Dr Yu
(ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 34,329 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 5 ปี
แบ่งปันความรู้ 126 ครั้ง
ได้รับดาว 245 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • scimath
  • ฟิสิกส์ราชมงคล
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
  • ติดต่อลงโฆษณา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อสำนักงานวิชาการ
  • หน้าแรกวิชาการดอทคอม
  • วิชาการดอทคอมคือใคร
  • กฎ กติกา มารยาท
  • ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : star@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-9620127
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in20.6891 seconds !