การเลือกสถานที่ตั้งโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์

การเลือกสถานที่ตั้งโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์

สัมภาษณ์ ผศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์
สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร(SIIT)
มหาวิทยาลัยธรรมสาสตร์

โดย วิรุฬหกกลับ


                        การเลือกสถานที่ตั้งโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์

          ก่อนจะมีการสร้างโรงงานิวเคลียร์ขึ้นมาสักแห่ง ต้องผ่านกระบวนการ ขั้นตอนต่างๆมากมายทั้งการศึกษาความเป็นไปได้ในประเด็นต่างๆ รวมไปถึงการก่อสร้างที่ต้องใช้งบประมาณอย่างสูง ดังนั้นการดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังเพราะหากถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้นมาในขั้นเตรียมการขึ้น นั้นหมายถึง จำนวนเม็ดเงินมหาศาลที่ต้องหายไปและเวลาที่ได้ทุ่มเทเตรียมการมานับแรมปีก็จะต้องสูญเปล่าไปด้วยเช่นกัน 

          ในแต่ละปีประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานจำนวนมากกว่าร้อยละ 60 ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในประเทศประเทศไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการผลิตพลังงานเป็นจำนวนกว่าปีละประมาณ 1.37 ล้านล้านบาทคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช  ได้ให้ความเห็นชอบบรรจุโครงการโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan, PDP 2007)โดยกำหนดให้มี นิวเคลียร์ในปีพ.ศ. 2563 และพ.ศ. 2564  จำนวนปีละ 2000 เมกกะวัตต์ รวมจำนวน 4000 เมกกะวัตต์ พร้อมทั้งได้ทำการตั้งคณะกรรมการเพื่อเตรียมการศึกษาความเหมาะสมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการนี้ใน 13-15 ปีข้างหน้า

          การเลือกสถานที่ในการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่นำมาพิจารณาถึงความเหมาะสมว่าจะมีการตั้งโรงงานไฟฟ้าขึ้นหรือไม่  โดยปัจจัยสำคัญในการเลือกสถานที่ตั้งในเบื้องต้นคือการผสมผสานกันระหว่างความปลอดภัยและความคุ้มทุนทางด้านเศรษฐศาสตร์ สำหรับการเลือกสถานที่ตั้งของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ สามารถแบ่งได้เป็น 4 ระยะ

                                     
                                        ผศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์

1.  การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม (Candidate Zone)
 
          ในขั้นตอนการเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ จะเป็นการพิจารณาถึงข้อมูลต่างๆอย่างกว้างๆ โดยอาศัยข้อมูลจากแผ่นที่เชิงซ้อนเป็นหลัก ทั้งแผ่นที่ทางด้าน ด้านประชากร ด้านภูมิประเทศ แหล่งท่องเที่ยว แหล่งอนุรักษ์ ฯลฯ มาประมวลเข้าด้วยกันเพื่อหาพื้นที่ที่มีเหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

          “การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม หรืออ Candidate Zone จะเป็นการเลือกพื้นที่กว้างๆ เช่น ในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก็อาจจะมีหลายพื้นที่เช่นในอำเภอ หัวหิน กุยบุรี ปราณบุรีที่เป็นพื้นที่ชายฝั่งที่เหมาะสม เกณฑ์ในการเลือกก็แล้วแต่คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา แผ่นที่ซึ่งนำมาใช้ในขั้นตอนนี้จะเป็นแผ่นที่ที่สเกลใหญ่หน่อยอยู่ที่ประมาณ 2.5ล้าน ต่อ 1 ส่วน”

          แหล่งน้ำถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งในการเลือก Candidate Zone เนื่องจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์จำเป็นต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมากโดย ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ประมาณการณ์ว่าจะมีการใช้น้ำอย่างต่ำ 2000 ตันต่อวัน ดังนั้นแหล่งน้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการนำมาพิจารณาสถานที่ตั้ง  และหากมีน้ำไม่เพียงเพียงก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้

          “โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องมีปริมาณน้ำที่แน่นอน โดยปรกติมีไม่กี่แห่งในบ้านเรา ก็คือตามชายฝั่งกับแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ซึ่งเราก็มีแค่ทะเลสาบสงขลา และ พื้นที่ชายฝั่ง ส่วนเขื่อนต่างๆ เราก็ต้องกันน้ำไว้ใช้ในการเกษตรหากเอามาใช้ประโยชน์ทางด้านโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็คงจะไม่ได้
          แหล่งน้ำเป็นปัจจัยแรกที่เรานำมาพิจารณา รวมถึงเกาะต่างๆ ด้วย ซึ่งเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกอย่างยิ่งเพราะว่าเกาะเนี่ย มันไม่มีผู้คน แต่ว่าอาจจะต้องเสียงบประมาณในการปรับพื้นที่พอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาและการปรับพื้นที่ริมทะเล อันนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก  ประเทศไทยมีเกาะเยอะที่ไม่ห่างจากพื้นที่ชายฝั่งมากนัก สร้างแล้วก็เชื่อมแหล่งพลังงานเข้าไป ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน”
Candidate Zone เป็นการพิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างกว้างๆในขั้นตอนนี้สามารถแบ่งพื้นที่ที่นำมาพิจารณาทั้งหมดได้ 3 ลักษณะคือ

1.1 พื้นที่คัดออก (Exclusion Area)
พื้นที่ในกลุ่มนี้เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะในการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์  

          “พื้นที่คัดออกจะเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งเมื่อเจอก็ต้องตัดทิ้งไปไม่นำมาพิจารณา เช่น  รอยแยกตัวของเปลือกโลกที่ยังสามารถเคลื่อนที่ได้ ภูเขาไฟ แหล่งชุมชน พื้นที่สงวน เช่น ป่าสงวน อุทยาน  ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้จะไม่นำมาพิจารณาและตัดออกไปเลย”

1.2 พื้นที่หลีกเลี่ยง (Avoidance Area)
เป็นพื้นที่ที่อาจจะสามารถสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ได้แต่ไม่เหมาะสมนัก จึงต้องทำการหลีกเลี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงเช่น รอยแยกขนาดใหญ่ของเปลือกโลกแต่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ ,คลื่นใต้น้ำ ,ลักษณะภูมิประเทศ เช่น ภูเขา, แหล่งท่องเที่ยว  และ พื้นที่สูง เป็นต้น 

          “นอกจากปัจจัยต่างๆที่จำเป็นแล้วพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ก็จะไม่นำมาพิจารณาเพื่อความปลอดภัยสูงสุด เช่น พื้นที่ที่เคยเกิดภัยธรรมชาติ เรามีการศึกษากลับไปในอดีตด้วยว่าพื้นที่ไหนเคยเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่มีความเสี่ยงเราก็จะไม่เอามาพิจารณา แม้ว่า มันจะมีระบอบความปลอดภัยโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีระบบที่ดีแต่หากพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่เสี่ยงเราก็จะต้องหลีกเลี่ยง เพื่อป้องกันความผิดพลาดให้มากที่สุด เราต้องกันไว้ก่อน พวกพื้นที่ทีเคยเกิดแผ่นดินไหว หลุมยุบคือมีการยุบตัวของดิน ประชาชนหนาแน่น  ดินถล่ม เราก็จะหลีกเลี่ยงไม่นำมาพิจารณา แต่อย่างในประเทศญี่ปุ่นเขาเป็นแนวแผ่นดินไหวทั้งหมดเขาอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่เราหลีกเลี่ยงได้ก็จะหลีกเลี่ยงในพื้นที่เสี่ยงภัยเหล่านี้
หรือในกรณีของลักษณะภูมิประเทศมีความไม่เหมาะสมเช่นเป็นภูเขา  ถ้าจะสร้างจริงๆก็สร้างได้ แต่เราก็ต้องมีการจัดการพื้นที่ให้เหมาะสมเสียก่อนนั้นก็หมายถึงต้นทุนที่จะตามมาในการจัดการ”

                            
               พื้นที่ชายฝั่งซึ่งเหมาะสมในการเลือกเป็นสถานที่ตั้งโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์
                         ภาพจาก
http://www.maps-thailand.com/

1.3 พื้นที่เหมาะสม (Preference Area) เป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ได้ โดยจะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆที่จำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เช่น   แหล่งน้ำ ,เส้นทางคมนาคมและขนส่ง เป็นต้น
          โดยข้อมูลในด้านต่างๆ จะถูกรวบรวมและแสดงบนแผนที่ เพื่อใช้ในการพิจารณาหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ เพื่อใช้ในการพิจารณาในระยะการเลือกสถานที่ตั้งที่เป็นไปได้ของโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ต่อไป

2 การเลือกสถานที่ตั้งที่เป็นไปได้ (Potential Site)
          ขั้นตอนนี้เป็นการนำ Candidate Zone มาทำการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ละเอียดมากขึ้น โดยในขั้นตอนนี้จะใช้แผ่นที่ในการพิจารณาที่มีความละเอียดมากขึ้นด้วยเช่นกัน 
           “ในขั้นตอนนี้เราจะนำข้อมูลของพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาพิจารณาลงลึกไปอีกโดยอาศัยข้อมูลจากแผ่นที่เชิงซ้อนที่มีความละเอียดประมาณ 2.5แสน:1ส่วน ดูว่าชั้นหินเป็นยังไง แหล่งน้ำเป็นยังไงเป็นพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมหรือเปล่า เช่นเรากำหนดขนาดไว้ที่ 2,000 ไร่เพราะฉะนั้นใน 1 Candidate Zone อาจจะมีพื้นที่ซึ่งมีความเป็นไปได้ในหลายจุดเราก็จะเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้แล้วใช้ใช้กระบวนการคัดออก (Screening method) ในการคัดออกอีกที”

          เมื่อมีการสำรวจภาคสนามในพื้นที่เป้าหมายทั้งทางด้าน ธรณีวิทยา แหล่งโบราณคดี ระบบนิเวศวิทยาทั้งทางน้ำและทางบก ฯลฯ ก็จะนำข้อมูลดังกล่าวมาพิจารณาโดยการใช้กระบวนการคัดออก (Screening method) กระบวนการดังกล่าวเป็นการตัดพื้นที่ออกไปหาก

- การวิเคราะห์โดยใช้เกณฑ์ข้อห้าม (Fatal flaw analysis) พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามกฎเกณฑ์ ในการเลือกของ IAEA หรือข้อห้ามจากประเทศอื่นๆ
- ข้อตกลงของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Consensus of multidisciplinary siting staffs) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่มาพิจารณาร่วมกัน

กระบวนการคัดออกทำให้ได้สถานที่ตั้งที่เป็นไปได้ (Potential Site)ที่มีความเป็นไปได้สูงและมีพื้นที่ที่แคบลง

3.การเลือกสถานที่ตั้งที่เหมาะสม (Candidate Site)

 ขั้นตอนนี้จะเป็นการนำพื้นที่ซึ่งที่เป็นไปได้หรือ Potential Site มาพิจารณา โดยการให้คะแนนเพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมมากที่สุดในการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือเรียกว่า กระบวนการ การจัดลำดับ (Ranking method)

          “จะนำปัจจัยต่างๆมาพิจารณาเช่น พื้นที่เป็นชั้นหินแข็ง แข็งมากก็ 5 แต้ม แข็งน้อยลงมาก็ 4 แต้ม  แข้งน้อยแต่ยังพอรับได้ อาจจะได้ 1แต้ม ประชากร  หรือ ปัจจัยอื่น ก็จะมีการประเมินเช่นเดียวกัน แล้วเราจะให้คะแนน วิธีนี้เรียก Ranking method
          ในการจัดลำดับนี้ มันจะอยู่ที่ปัจจัยที่เราให้ความสำคัญด้วยอย่างเช่นให้คะแนนเกี่ยวกับปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์เยอะ ก็อาจจะให้เศรษฐศาสตร์ 50 เปอร์เซ็นต์  วิศวกรรม 25 สิ่งแวดล้อม 25 มันจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตรงนี้ด้วย หรือว่าจะให้เท่ากันหมดเลยทุกปัจจัยก็ได้ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากได้อะไรมากที่สุด บางทีจะมีสถานที่ที่ติด 1 ใน 5 ในทุกปัจจัย อันนี้ก็จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ”

4.การประเมินสถานที่ตั้งที่เหมาะสม (Evaluation of Candidate Site)
 เมื่อได้พื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดแล้วจากการขบวนการจัดลำดับขั้นตอนสุดท้ายคือการศึกษาอย่างละเอียดทั้งข้อมูลจากแผ่นที่และข้อมูลภาคสนาม

                               
                                           โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์
                                ภาพจาก blogazine.prachatai.com

          ทั้ง 4 ขั้นตอนเป็นระบบที่นานาประเทศใช้ในการเลือกสถานที่ตั้งของการสร้างโรงงานนิวเคลียร์ในอดีตนั้นประเทศไทยเราเคยทำการศึกษาถึงพื้นที่สร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์มาแล้ว 2 ครั้ง

          ครั้งแรกคือ ในปี พ.ศ 2519 การศึกษาในครั้งนั้นได้พื้นที่บริเวณอ่าวไผ่ จังหวัดชลบุรี แต่ประจวบกับเราได้ค้นพบหาสธรรมชาติในอ่าวไทยทำให้โครงการดังกล่าวก็พับไป 

          ครั้งที่สอง เป็นการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในปี พ.ศ. 2538 ซึ่งในขณะนั้น ได้ สถานที่ตั้งที่เหมาะสม (Candidate Site)มาหลายพื้นที่แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกไป

           ในปัจจุบันเป็นการนำข้อมูลจากปีพ.ศ. 2538 มาศึกษาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงานไฟฟ้าในประเทศไทย 

          “ของไทยเราในปัจจุบันมีการจ้างที่ปรึกษาต่างประเทศเข้ามาทบทวนในกรณีการเลือกCandidate Site เพิ่งจะดำเนินการไป เป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ที่เขากำลังทำขั้นตอนที่ 3 อยู่
การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี้ ใช้เวลา 3-4 ปี ใช่ว่าบอกว่าเอาวันนี้แล้วสร้างได้เลยเราต้องไปเข้าคิวเพื่อรอสร้างแล้วกว่าที่จะประมูลได้ให้ใครมาทำ กว่าที่จะเริ่มดำเนินกาอาจต้องใช้เวลา เป็น 10-15 ปี เราก็ต้องเตรียมบุคลากรของเราอีก อย่างต่ำทั้งวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์นี้ก็ต้องมีเกือบ 200 คน ตลอดผู้เชี่ยวชาญทางด้านอื่นอีก ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิวเคลียร์เราจะหามาจากไหน บ้านเรานี้แทบจะไม่มีเลย  อันนี้ก็เตรียมการทั้งหมด แต่ทุกอย่างก็ขึ้นกับประชาชนจะเอาไหมเอาซึ่งจะมีการททำประชาพิจารณ์กันอีกที”

          การเลือกพื้นที่ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เพราะการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นมาสักแห่งจำต้องใช้งบประมาณที่สูงและการศึกษาการเก็บรวบรวมข้อมูลในหลายๆด้าน ดังนั้นนั้นจึงต้องมั่นใจว่าต้องได้พื้นที่ที่ความเหมาะสมและมีไม่มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

tags :

บทความอื่นๆ