|
||
|
|
|
ประชานิยม vs เคนส์ กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ (96,026 views) first post: Tue 3 February 2009 last update: Sun 1 March 2009
ตอนนี้มีหลายคนกำลังตั้งข้อสงสัยว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในขณะนี้เป็นสิ่งที่ทุกประเทศในโลกกำลังทำกันอยู่จริงหรือ
|
ตอนนี้มีหลายคนกำลังตั้งข้อสงสัยว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในขณะนี้เป็นสิ่งที่ทุกประเทศในโลกกำลังทำกันอยู่จริงหรือ ซึ่งตอนนี้เอะอะอะไรก็บอกว่าต้องอัดเงินเข้าสู่ระับบเศรษฐกิจ เช่น การแจกเงินเข้ากระ๋เป๋าคนละสองพันบาท หรือการฝึกอบรมคนตกงานแล้วแถมเงินเดือนให้โดยไม่มีเงื่อนไข หรือการให้เรียนฟรี 15 ปี ฯลฯ ซึ่งเราคงจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงคำว่าเรากำลังใช้นโยบายประชานิยมกันอย่างเอิกเกริกกันอยู่้ครับ
ทีนี้เคยมีหลายคนสับสนว่าในภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบนี้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะอัดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจด้วยนโยบายประชานิยมจริงหรือไม่ จริงๆ แล้วในอดีตมีนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ จอห์น เมอร์นาด เคนส์ (John Maynard Keynes) เ ป็นต้นตำรับทฤษฎีที่ว่าเมื่อยามเศรษฐกิจของประเทศถดถอย ไม่มีใครกล้าใช้จ่ายหรือลงทุน รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ลงทุน เพื่อสร้างการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ ภายหลังก็ได้มีนักเศรษฐศาสตร์ใช้หลักของเคนส์ไปประยุกต์ต่อยอด เช่น การลงทุนของภาครัฐเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจควรจะลงทุนในรูปแบบใด ก็พบว่ารูปแบบที่ดีที่สุดก็คือการลงทุนในโครงการที่สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง รถไฟฟ้า เขื่อน ฯลฯ เ นื่องจากโครงการเหล่านี้จะส่งผลต่อการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจอย่างน้อยสองถึงสามปีแบบต่อเนื่อง กว่าจะเห็นผลว่าเศรษฐกิจดีขึ้นผิดหูผิดตา ก็จะใช้เวลาประมาณสองสามปีครับ

แต่พอมาพูดถึงนโยบายประชานิยม ลักษณะของการกำหนดนโยบายจะเป็นการเอาใจประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งนโยบายประชานิยมนี่จะค่อนไปทางรัฐสวัสดิการ คือลดแลกแจกแถม รัฐบาลเป็นผู้อุดหนุนประชาชนทั้งหมด ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนะครับ หากประเทศนั้นมีระบบโครงสร้างภาษีที่เป็นธรรม และมีฐานภาษีที่กว้าง ซึ่งก็จะสอดคล้องว่าเงินภาษีที่จ่ายไปก็จะกลับเข้าสู่ประชาชนอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่อาศัยหลักการคนจ่ายภาษีมีไม่กี่คน แต่เอาเงินภาษีไปกระจายอุดหนุนคนทั้งประเทศ ซึ่งการดำเนินการของรัฐบาลในปัจจุบันนี่ก็เข้าข่ายนโยบายประชานิยมแบบเต็มๆ แต่บังเอิญเอามาใช้กันแบบไม่ดูโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศ ที่เรายังจำเป็นต้องสร้างความสามารถในการแข่งขันอีกมาก นอกจากนี้ผมค่อนข้างเชื่อมั่นว่าเงินที่รัฐบาลโปรยไปมันจะเหมือนกับการปั๊มหัวใจให้กระตุก แต่ไม่ได้รักษาโรคจริงๆ ถ้ารักษาโรคได้จริง ก็คงต้องตอบคำถามได้ดังนี้ครับ
1. การใช้จ่ายเงินของรัฐได้สร้างงานอย่างต่อเนื่องหรือไม่
2. โครงการที่ลงทุนไปได้สร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวหรือไม่
ถ้าตอบไม่ได้ซักข้อนึงก็เป็นอันจบกันครับ ก็จะเ ห็นได้ว่านโยบายประชานิยมกับทฤษฎีของเคนส์ แทบจะอยู่กันคนละขั้ว ประชานิยมคือการอัดเม็ดเงิน หรืออุดหนุนค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนโดยตรง แต่ทฤษฎีของเคนส์นี่จะเน้นไปที่การลงทุนของรัฐเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะไปเน้นที่การลงทุนในโครงการที่สร้างงาน
ดังที่ผมได้เคยกล่าวไว้ในคอลัมม์ Big Surprise!! มาตรการคืนเงินประกันสังคม 2,000 บาท ว่า Keyword ที่สำคัญของความเชื่อมั่นคือ
1. สำหรับประชาชนคนทั่วไปคือ มีความรู้สึกว่าจะมีงานทำตลอด หรือมีคนจ้างให้เราทำงานไปเรื่อยๆ จนเกิดความเชื่อมั่นว่าใช้เงินไปก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเงินก็มาอีก จึงกล้าใช้เงิน
2. สำหรับธุรกิจทั่วไป มียอดขายเพิ่ม มีรายได้เพิ่ม และมีแนวโน้มว่าจะมีลูกค้ามาเรื่อยๆ ไปอีกนาน จึงจะกล้ารับคนงานเพิ่ม และกล้าลงทุน
ซึ่งความเชื่อมั่นจะเกิดในภาวะที่ไม่มีใครลงทุนแบบนี้ ก็ต้องเป็นภาครัฐล่ะครับที่ต้องลงทุนในโครงการที่มีการสร้างงานในระยะยาว แต่ปัญหาบ้านเราที่แตกต่างกับประเทศอื่นก็คือ บ้านเราตอนนี้การเมืองไม่นิ่งรัฐบาลก็ต้องเน้นนโยบายที่เห็นผลเร็ว เพราะว่าจะโดนแซะเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ (แต่รัฐบาลนี้มีเส้น ไม่น่าจะต้องกลัวอะไร) แต่สำหรับประเทศแบบสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดียังไงก็อยู่ครบสี่ปีแน่นอน ดังนั้นเค้าจึงกล้าเดินหน้าในนโยบายที่เห็นผลช้า แต่ได้ประสิทธิภาพมากกว่าครับ
ที่มา: ประชานิยม vs เคนส์ กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ