|
||
|
|
|
แนวทางการพัฒนาพลังงานทางเลือกสำหรับภาคขนส่งในประเทศ
ศ.ดร.ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ (34,413 views) first post: Mon 20 April 2009 last update: Tue 21 April 2009
การขนส่งในประเทศไทยยังพึ่งพาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นหลัก ตราบใดที่เรายังมีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก จะทำให้เกิดผลกระทบหลายๆ ด้าน เช่น ความมั่นคงของแหล่งพลังงาน, ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะก๊าซเรือนกระจก ปัจจุบันจึงมีแนวทางในการพัฒนาแหล่งพลังงานอื่นๆ
|
ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของงานสื่อสารสังคม (สกว.) กับวิชาการดอทคอม
ที่มา : ประชาคมวิจัย ฉบับพิเศษที่ 12
www.trf.or.th
ศ.ดร.ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์
ประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการวิจัย
การขนส่งในประเทศไทยยังพึ่งพาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นหลัก น้ำมันดีเซลและเบนซินมีสัดส่วนการใช้รวมกันกว่าร้อยละ 90 การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ก่อให้เกิดผลกระทบหลายๆ ด้าน เช่น ความมั่นคงของแหล่งพลังงาน, ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะก๊าซเรือนกระจก ประเทศจีนและอินเดียใช้น้ำมันปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การประหยัดพลังงานของประเทศยังมีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายการประหยัดพลังงานให้มีประสิทธิผลมากขึ้น โดยมีเป้าหมายให้การใช้พลังงานเพิ่มได้ในอัตราที่ไม่สูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ภาครัฐควรวางมาตรการประหยัดพลังงานในรูปแบบต่างๆ อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะภาคขนส่ง ซึ่งมีอุปสงค์พลังงานสูงสุดและใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นเชื้อเพลิงเกือบทั้งหมด
รัฐบาลได้กำหนดนโยบายและมาตรการเพื่อเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างต่ำร้อยละ 8 ของพลังงานเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ ถึงแม้ในระยะแรกจะเน้นการใช้แก๊สธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานทดแทนหลักสำหรับภาคขนส่ง เพื่อให้มีความมั่นคงด้านพลังงาน แต่แก๊สธรรมชาติยังเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้าด้วย จึงต้องเร่งส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล เพื่อทดแทนน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลให้ได้มากขึ้น
เนื่องจากแก๊สโซฮอล์มีหลายประเภททั้ง อี 10, อี 20 และ อี 25 ไบโอดีเซลมีทั้ง บี 2 และบี 5 นอกจากนี้ ยังมีเครื่องยนต์ไฮบริดและรถไฟฟ้า เป็นทางเลือกอีก จึงควรมีการศึกษาและวิเคราะห์ให้รอบคอบก่อน แล้วจึงกำหนดนโยบายพลังงานทางเลือกที่ชัดเจนและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ อีกทั้งให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้ผลิตวัตถุดิบ อุตสาหกรรม และผู้ใช้รถด้วย
ข้อเสนอแนะในการพัฒนาพลังงานทดแทนสำหรับภาคขนส่ง
แก๊สธรรมชาติ
1. เร่งขยายสถานีแก๊สธรรมชาติในกรุงเทพและปริมณฑล และขยายการวางท่อจ่ายแก๊สให้ครอบคลุมเมืองหลักอื่นๆ ของประเทศ
2. เลิกอุดหนุนการใช้แอลพีจีในภาคขนส่ง ซึ่งมีแก๊สธรรมชาติเป็นทางเลือกที่ดีอยู่แล้ว เพื่อให้แอลพีจีใช้เพียงพอในครัวเรือน โดยเฉพาะในการหุงต้ม
อีโคคาร์
3. ควรเร่งให้มีการผลิตทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล เพื่อทั้งตลาดในประเทศและประเทศสมาชิกในเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Ares, AFTA) เนื่องจากอีโคคาร์กินน้ำมันน้อย และปล่อยมลพิษต่ำ
แก๊สโซฮอล์
4. การใช้แก๊สโซฮอล์ (gasohol) ที่ผสมเอทานอลร้อยละ 20, อี 20 ทั่วประเทศ น่าจะทำได้ ถ้ามีมาตรการส่งเสริมการผลิตเอทานอล ให้มีปริมาณพอสำหรับ อี 20 และควรยกเลิกการใช้เบนซิน 91 และ 95 ในที่สุด
5. การใช้แก๊สโซฮอล์ อี 85 ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสม เนื่องจากยังมีจุดอ่อนที่สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะการผลิตเอทานอลจะได้พลังงานสุทธิต่ำ และยังมีปริมาณไม่พอ ปริมาณอัลดีไฮด์จากการเผาไหม้จะสูงขึ้นมาก และประเทศในเขตการค้าเสรีอาเซียนไม่ใช้เครื่องยนต์ อี 85 จึงอาจสร้างปัญหาให้แก่อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ
6. การกลั่นเอทานอลให้เข้มข้นในระยะต้นด้วยแสงอาทิตย์ ซึ่งได้มีการพัฒนาแล้วในประเทศ ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตเอทานอลบริสุทธิ์
ไบโอดีเซล
7. เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซล รุ่นยูโร 4 ใช้น้ำมันน้อยและปล่อยมลพิษน้อยกว่าเครื่องยนต์เบนซิน จึงควรเร่งส่งเสริมการใช้ บี 5 ทั่วประเทศ โดยการขยายผลผลิตน้ำมันปาล์มและน้ำมันพืชอื่น เช่น สบู่ดำ ซึ่งมิได้เป็นพืชอาหาร เพื่อนำมาผลิตไบโอดีเซล ทั้งโดยพันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering) และการดัดแปลงพันธุกรรม (Genetic Modification,GM)
พลังงานทางเลือกอื่น ๆ
8. สนับสนุนการนำเข้ารถยนต์ไฮบริด (hybrid) ที่ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ดัวยการลดภาษีให้ต่ำพอ
9. ส่งเสริมให้ผลิตรถยนต์ไฮบริด แบบปลั๊กอิน ( plug-in) ในประเทศ
10. ส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมทั้งแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออน ในประเทศ
11. ศึกษาความเหมาะสมของเซลเชื้อเพลิงในระยะยาว
12. เปลี่ยนโครงสร้างภาษีรถยนต์ โดยใช้การกินน้ำมันและปริมาณมลพิษที่ปล่อยเป็นหลัก
13. กำหนดภาษีคาร์บอน เพื่อนำมาสนับสนุนพลังงานทางเลือก