เว็บเพื่อการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย) | เว็บสื่อวิทย์ฯ ดีเด่น 2549(กระทรวงวิทย์) | เว็บการศึกษายอดผู้ชมสูงสุด 2549-2551(TrueHits) facebooktwitter
เหตุแห่งปัญหามลพิษ : มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์
onopen (37,977 views) first post: Tue 28 April 2009 last update: Tue 28 April 2009
ปัญหามลพิษต่างๆ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลมาจากการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งนับวันจะมีความรุนแรงและแพร่กระจายไปทั่วโลก ผลพวงจากมลพิษที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายทั้งแก่ผู้ก่อและต่อเพื่อนมนุษย์รอบข้างรวมทั้งต่อโลกของเราอย่างมากมาย

หน้าที่ 1 - เหตุแห่งปัญหามลพิษ : มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์

ขอขอบคุณผู้เขียน :  ภราดร ปรีดาศักดิ์
http://www.onopen.com/




           ปัญหามลพิษ (รวมทั้งการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) อันเป็นผลมาจากการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งกิจกรรมด้านการผลิตและการบริโภคของบรรดามนุษย์บนโลกใบนี้นับวันจะทวีความรุนแรงและแพร่กระจายไปทั่ว ผลพวงจากมลพิษที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายทั้งแก่ผู้ก่อและต่อเพื่อนมนุษย์รอบข้างที่อาจไม่มีส่วนได้ด้วยเลย

                         
           ประเทศไทยของเรา แนวโน้มของปัญหานี้ไม่ได้ต่างไปจากกระแสโลกเท่าใดนัก ดังจะเห็นได้จากกรณีที่กลุ่มชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ร่วมกันฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากโครงการลงทุนของรัฐและเอกชนที่เกิดขึ้นแล้ว รวมทั้งการต่อต้านการลงทุนในอีกหลายโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต อาทิ โครงการเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าแม่เมาะ, เหมืองตะกั่วที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี, โครงการท่อส่งก๊าซที่จังหวัดสงขลา, โรงงานถลุงเหล็กที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้คือกรณีที่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดปล่อยมลพิษเกินขีดที่ประชาชนในบริเวณข้างเคียงจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข จนศาลปกครองจังหวัดระยองได้มีคำสั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศให้พื้นที่อำเภอมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ เป็นต้น

           นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวจากกรณีที่เป็นข่าวคราวใหญ่โตระดับกระฉ่อนเมืองเท่านั้น ยังมีปัญหาจากผลกระทบของการปล่อยมลพิษที่เกิดขึ้นในที่อื่นๆ อีกมากมายแทบนับไม่ถ้วน ตั้งแต่ระดับเบาะๆ แค่สร้างความรำคาญเพียงเล็กน้อยไปจนถึงระดับรุนแรงขั้นทำอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของผู้คน หรือตั้งแต่ระดับการแผ่ขยายในวงแคบๆ ไปจนถึงการสร้างผลกระทบในวงกว้าง

           ไม่ว่าใครจะมองเหตุแห่งปัญหาของการเกิดมลพิษเกินระดับว่าเกิดจากอะไรก็ตามที สำหรับนักเศรษฐศาสตร์แล้ว ได้มีการวิเคราะห์และสรุปว่าปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะกลไกตลาดไม่ทำงาน หรือเรียกตามศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ว่า "ความล้มเหลวของตลาด" (market failure) ซึ่งหมายความว่าลำพังของกลไกตลาด หรือระบบราคาจะไม่สามารถชักนำให้หน่วยเศรษฐกิจต่างๆ ใช้ทรัพยากรเพื่อกิจกรรมทั้งหลายอย่างมีประสิทธิภาพ หรือเกิดสวัสดิการสูงสุดแก่สังคมได้นั่นเอง ทั้งนี้เนื่องจากกิจกรรมของปัจเจกบุคคลหนึ่งๆ ได้ก่อให้เกิดผลกระทบภายนอก (externalities) ขึ้นในสังคม แต่ก่อนที่เราจะเข้าใจว่าผลกระทบภายนอกทำให้ตลาดล้มเหลวและก่อให้เกิดปัญหามลพิษขึ้นได้อย่างไรนั้น เรามาทำความรู้จักกับมันกันก่อน

           ผลกระทบภายนอกหมายถึงผลของการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งที่ตกกระทบไปยังหน่วยเศรษฐกิจอื่นๆ ที่มิได้เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นโดยตรง ผลกระทบภายนอกที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นต้นทุนหรือผลประโยชน์ทั้งที่อยู่ในรูปของตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน ผลกระทบภายนอกที่เป็นความเสียหายหรือต้นทุนเรียกว่าผลกระทบภายนอกเชิงลบ (negative externality) ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตน้ำตาลปล่อยกากของเสียลงในแม่น้ำลำคลองยังผลให้น้ำเน่าเสีย ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมฝั่งได้รับความเสียหายเนื่องจากความสกปรกของน้ำ พวกเขาต้องหันไปใช้น้ำจากแหล่งอื่นซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือลงทุนลงแรงเพิ่มขึ้น

                               

           ในขณะเดียวกันก็อาจจะต้องทนทุกข์กับการสูดกลิ่นเหม็นของน้ำเน่า ไม่เช่นนั้นก็ต้องติดตั้งเครื่องกรองอากาศ หรืออพยพย้ายหนีไปอยู่ที่อื่น ส่วนคนที่เคยเลี้ยงชีพด้วยการจับปลาหรือเลี้ยงสัตว์น้ำในแหล่งน้ำแห่งนั้นอาจจะจับปลาหรือเลี้ยงปลาได้น้อยลง ผลกระทบภายนอกที่ยกตัวอย่างนี้เป็นผลกระทบภายนอกเชิงลบจากการผลิต ซึ่งในกรณีของปัญหามลพิษในบ้านเราที่ได้เกริ่นไว้ในตอนต้นของบทความนี้ล้วนจัดเป็นผลกระทบภายนอกเชิงลบจากการผลิตทั้งสิ้น

           ผลกระทบภายนอกเชิงลบอาจเกิดขึ้นจากการบริโภคก็ได้ เรียกว่าผลกระทบภายนอกเชิงลบจากการบริโภค เช่น กรณีที่เพื่อนบ้านของท่านเปิดเครื่องรับวิทยุหรือส่งเสียงดังจนรบกวนการอ่านหนังสือของท่าน ทำให้อ่านหนังสือไม่เข้าใจ ต้องใช้เวลาอ่านหลายเที่ยว หรืออาจจะอ่านไม่ได้เลย หรือกรณีที่สิงห์อมควัน (แล้วพ่นควัน) คิดเผื่อแผ่ควันบุหรี่ให้ท่านได้สูดดมโดยไม่ต้องสูบและเปลืองเงินซื้อตอนที่ท่านยืนคอยรถเมล์อยู่ ทั้งๆ ที่แท้เป็นการพ่นยาพิษให้ท่านมากกว่า เป็นต้น

           มาถึงตอนนี้เชื่อแน่ว่าทุกท่านคงต้องยอมรับว่า กิจกรรมที่ก่อผลกระทบภายนอกในเชิงลบ หรือที่เรียกตามภาษาที่เข้าใจง่ายๆ ว่า "ทำให้ชาวบ้านเขาเดือดร้อน" ย่อมเป็นประเด็นปัญหาอย่างแน่นอน แม้ผู้ที่ก่อผลกระทบจะมองไม่เห็นว่าเป็นปัญหาก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นปัญหาต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้น

           ส่วนผลกระทบภายนอกที่อยู่ในรูปของผลประโยชน์เรียกว่าผลกระทบภายนอกเชิงบวก (positive externality) ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งจากการผลิตและการบริโภคเช่นกัน ตัวอย่างที่เกิดจากการผลิต ได้แก่กรณีของฟาร์มเลี้ยงผึ้งที่ตั้งอยู่ใกล้สวนผลไม้ได้รับประโยชน์จากเจ้าของสวนผลไม้ เพราะผึ้งได้ดูดน้ำหวานจากเกสรของดอกไม้ ในขณะเดียวกันเจ้าของสวนผลไม้ก็ได้ประโยชน์จากการเลี้ยงผึ้ง เพราะผึ้งจะช่วยผสมเกสรทำให้ได้ผลไม้มากขึ้น ส่วนตัวอย่างของผลกระทบภายนอกเชิงบวกจากการบริโภค ได้แก่การที่เพื่อนบ้านปลูกต้นไม้ไว้ในบริเวณบ้านของเขา แต่ได้ช่วยให้บ้านของเราพลอยได้รับความร่มรื่นไปด้วย เป็นต้น (แต่ถ้าเกิดต้นไม้ที่เพื่อนบ้านปลูกไว้ปลิดกิ่งทิ้งใบลงมาในบริเวณบ้านของเรา หรือไม่ก็ไปบดบังทิวทัศน์อันงดงามเสีย ก็ถือว่าการปลูกต้นไม้นั้นเป็นการก่อผลกระทบภายนอกเชิงลบจากการบริโภค)

           ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ปริมาณการผลิตสินค้าหรือบริการใดๆ ก็ตามจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพ หรือสวัสดิการสังคมสูงสุดก็ต่อเมื่อปริมาณการผลิตนั้นอยู่ ณ ระดับที่ทำให้ต้นทุนสังคมส่วนเพิ่ม (social marginal cost) เท่ากับผลประโยชน์สังคมส่วนเพิ่ม (social marginal benefit) พอดี กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือระดับที่ทำให้ผลประโยชน์สุทธิของสังคมสูงสุด
                                     

           ถ้าเรามีความเชื่อในสมมติฐานที่ว่าการตัดสินใจกระทำการใดๆ ของปัจเจกบุคคลมีเป้าหมายที่การแสวงหาผลประโยชน์สุทธิส่วนตนสูงสุดแล้ว เราจะสามารถทำนายพฤติกรรมของบุคคลนั้นได้ว่า ถ้าไม่มีใครมาบังคับ เขาย่อมคำนึงถึงต้นทุนและผลประโยชน์ส่วนตัวที่เขาจะได้รับเท่านั้น โดยมิได้คำนึงว่าต้นทุนหรือผลประโยชน์จากการกระทำนั้นจะตกไปยังบุคคลอื่นหรือไม่ ดังนั้นต้นทุนหรือผลประโยชน์ที่เกิดกับบุคลอื่น (ผลกระทบภายนอก) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสังคมจึงอยู่นอกกระบวนการตัดสินใจของเขา

           ในกรณีผลกระทบภายนอกเชิงลบ (เช่นการปล่อยมลพิษ) ต้นทุนส่วนตัวหรือต้นทุนของเอกชนจะต่ำกว่าต้นทุนของสังคม และถ้าให้ผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้ผลิตคือผลประโยชน์ของสังคมหรือไม่มีผลกระทบภายนอกเชิงบวกแล้ว เอกชนจะตัดสินใจเลือกปริมาณกิจกรรมในระดับที่ทำให้ต้นทุนเอกชนส่วนเพิ่ม (private marginal cost) เท่ากับผลประโยชน์เอกชนส่วนเพิ่ม (private marginal benefit) พอดี ซึ่งก็คือระดับที่ทำให้ผลประโยชน์สุทธิส่วนตัวสูงสุดนั่นเอง

           โดยธรรมชาติแล้ว ต้นทุนส่วนเพิ่มจากผลิตสินค้าแต่ละหน่วย ไม่ว่าจะเป็นของเอกชน หรือที่ตกกับบุคคลภายนอกจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณการผลิต ในขณะที่ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการผลิตสินค้าหน่วยหลังๆ จะค่อยๆ ลดลงตามลำดับ ในเมื่อต้นทุนส่วนสังคมส่วนเพิ่มสูงกว่าต้นทุนเอกชนส่วนเพิ่ม ระดับที่เอกชนจะได้รับผลประโยชน์สุทธิสูงสุดนั้นย่อมเกินขีด หรือเลยระดับที่สังคมจะได้รับผลประโยชน์สุทธิสูงสุด ถ้ามองในแง่สังคมก็แปลว่าเอกชนผลิตสินค้า (ปล่อยมลพิษ) มากเกินไปนั่นเอง และนี่คือเหตุแห่งการเกิดมลพิษล้นเกิน

           เมื่อเราเข้าใจถึงเหตุแห่งปัญหาแล้ว การแก้ปัญหาย่อมมีทิศทางและสามารถกำหนดเครื่องมือในการแก้ไขปัญหานั้นให้เหมาะสมได้ ซึ่งผู้เขียนจะนำความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการแก้ปัญหามลพิษมานำเสนอในโอกาสต่อไปครับ



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง




onopen
(www.onopen.com)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 3,200 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 52 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน


Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • thaigoodview
  • scimath
  • ฟิสิกส์ราชมงคล
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
  • ติดต่อลงโฆษณา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อสำนักงานวิชาการ
  • หน้าแรกวิชาการดอทคอม
  • วิชาการดอทคอมคือใคร
  • กฎ กติกา มารยาท
  • ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : smile@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-5820595
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in9.4743 seconds !