สู่ความมั่นคงแห่งพลังงานที่ยั่งยืน On the road to energy security in a sustainable way

สู่ความมั่นคงแห่งพลังงานที่ยั่งยืน On the road to energy security in a sustainable way

ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของวารสารสื่อพลัง และ วิชาการ.คอม
http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx


          ตั้งแต่มนุษย์ค้นพบวิธีกลั่นน้ำมันดิบในศตวรรษที่ 19 โลกก็ดูราวกับหมุนไปอย่างรวดเร็วด้วยพลังงานจากใต้พื้นพิภพและนับวัน   น้ำมันดิบหรือปิโตรเลียมก็เข้ามามีบทบาทต่อมนุษย์มากขึ้น   เมื่อมองดูรอบตัวชีวิตของเราตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงยามนิทราต้องเกี่ยวข้อกบผลผลิตอันเนื่องมาจากทรัพยากรธรรมชาติชนิดนี้ในทางใดทางหนึ่งเสมอ   ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงที่ในการประกอบอาหาร   เชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ภาชนะพลาสติก อุปกรณ์ไฟฟ้า เสื้อผาใยสังเคราะห์ ตลอดจนเวชภัณฑ์และเครื่องสำอาง ฯลฯ ที่สำคัญ   น้ำมันเป็นพลังงานที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมให้เจริญรุดหน้า

          กระทั่ง พ.ศ. 2516 เมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันโลกขึ้นเป็นครั้งแรกโดยมีสาเหตุจากสงครามระหว่างชาติอาหรับกับอิสราเอล   ภายหลังสงครามกลุ่มประเทศอาหรับออกมาตรการหยุดการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล   และลดอัตราการผลิตลงร้อยละ 25 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น 3 เท่า ภายในเวลาเพียงแค่ชั่วคืน วิกฤตการณ์น้ำมันในครั้งนี้ทำให้ทุกประเทศตระหนักถึงความจริงที่ว่า ขณะเดียวกับที่เรานำน้ำมันฟอสซิลมาใช้ประโยชน์ในวิถีชีวิต เรากับถูกพันธนาการด้วยทรัพยากรนี้อย่างแน่นหนาจนอาจจะขาดได้   และวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2521 ตามมาด้วยวิกฤตการณ์อีกครั้งใน พ.ศ.2542 ก็ได้ตอกย้ำความจริงดังกล่าวให้ปรากฏชัดเจนขึ้น

          อย่างไรก็ตาม   วิกฤตการณ์น้ำมันในอดีตทั้งหมดนั้น   อาจดูเล็กน้อยลงไปถนัดตา เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2551 อันเป็น “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ที่ทำลายทุกสถิติที่ผ่านมาจาการขยายตัวอย่างมากของเศรษฐกิจในประเทศจีนและอินเดียซึ่งผกผันกับปริมาณน้ำมันสำรองที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ รวมทั้งปัญหาการเก็งกำไรของนักลงทุน   สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศผู้ผลิต   ตลอดจนภัยธรรมชาติ   ส่งผลให้ราคาน้ำมันในเดือนกรกฎาคมพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 145 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ต่อมาเมื่อวิกฤตการณ์เศรษฐกิจสร้างความระส่ำระสายไปทั่วโลก   ทำให้อุปสงค์ในการใช้น้ำมันลดลง   ราคาน้ำมันที่ไต่เพดาลสูงเมื่อกลางปีกลับลดลงกว่าครึ่ง   นับเป็นความผันผวนอย่างรุนแรงสูดที่คาดเดาและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

          เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดจากปัจจัยบนพื้นดินที่มนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้น ทว่า สิ่งสำคัญที่สร้างความหวั่นไหวทางพลังงานได้ยิ่งกว่า คือ ปริมาณน้ำมันที่อยู่ใต้ธรณี   นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานหลายคนพูดถึงภาวะ Peak oil ซึ่งหมายถึงภาวะที่การผลิตน้ำมันจากซากฟอสซิลได้มาถึงจุดสูงสุด และหลังจากนั้นจะเริ่มลดการผลิตลงจนกระทั่งน้ำมันแห้งเหือด   ยังไม่มีผู้ใดคาดการณ์ได้อย่างแท้จริงว่า ขณะนี้โลกได้เดินทางมาถึงจุด Peak oil หรือยัง   หรือเลยจุดนั้นมาแล้วและกำลังอยู่ในช่วง “ขาลง” ของการผลิต เพราะไม่มีใครล่วงรู้ว่า ลึกลงไปใต้พื้นธรณี   โลกยังเหลือปริมาณขอทองคำสีดำนี้อยู่เท่าใด   ทั้งยังยากที่จะคาดเดาต่อไปว่าหลังจากน้ำมันหมดโลกแล้ว   มนุษย์จะดำเนินชีวิตต่อไปเช่นไร

          แต่ที่แน่ๆ คือ จากวิกฤตที่ไม่ว่าจะเกิดจากเหตุปัจจัยใดก็ตาม หลายประเทศได้เคลื่อนไหวดำเนินการค้นหาแหล่งน้ำมันเพิ่มเติม พร้อง ๆ กับคิดค้นหาพลังงานใหม่ขึ้นมาทดแทนพลังงานจากฟอสซิล   เพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตการณ์น้ำมันที่จะต้องมาถึงวันใดก็วันหนึ่ง...ในอนาคต

ไทยกับความมั่นคงทางพลังงาน

          สำหรับประเทศไทย  น้ำมันเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อภาคการผลิตของประเทศนี่นับวันยิ่งขยายตัวและเจริญเติบโตส่งผลให้มีความต้องการบริโภคน้ำมันสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันไทยก็มีความตระหนักรู้ถึงสถานการณ์ของตนเองในฐานะผู้บริโภคที่มีแหล่งทรัพยากรพลังงานอยู่ในมืออยู่เพียงน้อยนิด   ช่วงก่อน พ.ศ.2521 กิจการเกี่ยวกับปิโตรเลียมของประเทศอยู่ภายใต้การบริหารจัดการโดยบริษัทต่างชาติ ซึ่งอยู่นอกเหนือการกำกับดูแลของรัฐบาล   เมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันของโลก บริษัทไม่ทำตามสัญญาโดยส่งน้ำมันดิบซึ่งได้รบโควต้ามาในนามรัฐบาลอกขายในตลาดต่างประมากว่า   ทั้งองค์การที่เกี่ยวกับปิโตรเลียมของรัฐในสมัยนั้นไม่อาจดำเนินธุรกิจปิโตรเลียมได้อย่างครบวงจร   ขาดทั้งความรู้และเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่านั้น   ยังขาดเครือข่ายของตนเองในการติดต่อขอซื้อน้ำมันจากต่างประเทศ   อุปสรรคปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลให้ประเทศไทยขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง   ภาพป้ายประกาศน้ำมันหมดตามสถานีบริการน้ำมันเป็นภาพที่แสดงถึงภาวะความยากลำบากของประเทศที่ยังติดแน่นอยู่ในความทรงจำของใครหลายคนที่ร่วมเหตุการณ์ในยุคนั้น   เป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้รัฐต้องหาทางแก้ไขและป้องกันการเกิดวิกฤตปัญหาซ้ำรอย

          พ.ศ. 2521 รัฐบาลในเวลานั้นได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการแก้ไขสถานการณ์และลดความเสี่ยงเรื่องขาดแคลนพลังงาน   ตลอดจนต้องการสร้างอำนาจต่อรองกับบริษัทน้ำมันต่างชาติ   จึงได้ก่อตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยขึ้น โดยมอบหมายภารกิจหลังซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นภารกิจเฉพาะหน้าในเวลานั้น คือ รับผิดชอบด้านดารจัดหาน้ำมันเพื่อสนองต่อความต้องการใช้น้ำมันในประเทศอย่างเร่งด่วน   ในราคาที่เหมาะสมเป็นธรรม รวมทั้งได้ดำเนินการจัดหาและพัฒนาพลังงานภายในประเทศคือก๊าซธรรมชาติ   เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ   ลดการสูญเสียเงินตรา   โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพึงพาตนเองทางด้านพลังงานได้ในระดับหนึ่งเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงต่อการเจริญเติบโตของประเทศ

          ตลอดระยะเวลา 30  ปีที่ผ่านมา   นอกจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยซึ่งแปรรูปเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ใน พ.ศ. 2544  จะเป็นกลไกสำคัญที่สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศไทยได้ในระดับหนึ่งแล้ว   ยังเล็งเห็นว่า การพัฒนาศักยภาพให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริงและมั่นคงนั้น   จำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจปิโตรเลียมอย่างครบวงจรและต่อเนื่อง   ดังนั้น ปตท.   จึงได้พัฒนาพลังงานของชาติอย่างเป็นระบบและรัดกุมในทุกมิติทั้งในด้านการจัดหาและสำรองน้ำมัน   สำรวจแหล่งทรัพยากรวางโครงข่ายการขนส่งก๊าซธรรมชาติ สร้างโรงแยกก๊าซเพื่อสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ก๊าซธรรมชาติเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเคมีต่าง ๆ ฯลฯ ปัจจุบัน ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ปตท. ได้พัฒนาศักยภาพและเทคโนโลยี   รวมทั้งเร่งขยายโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อให้ประชาชนสามารถวางใจได้ว่ามีพลังงานเพียงพอต่อการบริโภค   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมีอัตราส่วนการใช้มากที่สุด   และรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อย่างไม่ขาดแคลน   นอกจากนั้นสภาวะพลังงานจากฟอสซิลที่ลดลงน้อยลง   ทำให้ ปตท. มุ่งส่งเสริมให้คนในชาติใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด   รวมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   เพื่อช่วยบรรเทาปัญหามลพิษและภาวะโลกร้อนที่โลกกำลังเผชิญอยู่ด้วย

          อย่างไรก็ดี ณ วันนี้ในขณะที่โลกยังตกอยู่ในคามหวาดระแวงต่อความอ่อนไหวของราคาน้ำมัน   ประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีอัตราการบริโภคน้ำมันสูงเป็นอันดับที่ 15 ของโลกแล้วต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศมากถึงร้อยละ80 ย่อมต้องได้รับผลกระทบนี้อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงราคาน้ำมันที่ขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 40 บาทต่อลิตร   เมื่อกลาง พ.ศ. 2551 ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อภาคการขนส่งของไทยซึ่งมีสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงสูงกว่ากิจกรรมอื่นๆ เท่านั้น   แต่ยังส่งผลกระทบเกี่ยวพันไปทุกภาคส่วน   ที่สำคัญคือทำให้เกิดก๊าซแอลพีจีซึ่งเดิมใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับหุงต้มในครัวเรือนมาเป็นเชื้อเพลิงในภาคคมนาคมขนส่งมากขึ้น   การใช้เชื้อเพลิงผิดวัตถุประสงค์นี้มีมากเสียจนเกิดเป็นปัญหาการขาดแคลนก๊าซแอลพีจีในที่สุด   ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ภาคครัวเรือนและภาคการผลิตสินค้าอาหารอันเป็นภาคส่วนที่ใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้เป็นปัจจัยสำคัญเท่านั้น   ยังทำให้ไทยต้องน้ำเข้าก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี และก่อให้เกิดหนี้สินจำนวนมหาศาลจากการตรึงราคาก๊าซแอลพีจีที่ไทยต้องนำเข้ามาในราคาที่สูงกว่าราคาขายให้แก่ประชาชน

       ปริมาณความต้องการใช้และการจัดหาน้ำมันดิบ
Consumption   and   procurement   of   crude   oil

มกราคม-ตุลาคม 2551                                     ปริมาณ : ล้านลิตร

                           2550/2007                           2551/2008
การผลิต                     6,436.344                          6,88.578
การนำเข้า                  39,026.704                         40,399.188

ที่มาข้อมูล : กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน

          แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี   สถานการณ์คูเหมือนจะกลับสู่สภาพปกติ   แต่นักวิเคราะห์หลายคนเตือนว่า   ไม่มีใครสามารถประกันได้ว่า   ราคาน้ำมันจะไม่สูงขึ้นอีก

          ดังนั้นสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำในเวลานี้คือ เร่งพัฒนาพลังงานอื่นๆ ขึ้นมาทดแทนการนำเข้าน้ำมันและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าที่สุด

อนาคตพลังงานไทยเพื่อความยั่งยืน

“ถ้าน้ำมันเชื้อเพลิงหมดแล้วก็ยังใช้เชื้อเพลิงอย่างอื่นได้มีแต่ต้องขยัน ต้องหาวิธีที่จะทำให้เชื้อเพลิงเกิดขึ้นมาใหม่...” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2548

          การแสวงหาและพัฒนา “พลังงานทดแทน” เป็นทางออกของปัญหาที่หลายประเทศเริ่มวางแผนเป็นนโยบายแห่งชาติและปฏิบัติอย่างจริงจังมาตั้งแต่วิกฤติการณ์น้ำมันโลกครั้งแรก   ทางออกนี้น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการก้าวไปสู่โลกแห่งอนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน   ดังจะเห็นตัวอย่างในหลายๆ ปะเทศที่ดำเนินการปลดโซ่ตรวนแห่งการพึ่งพาน้ำมันแต่เพียงอย่างเดียว   เช่น บราซิล ออสเตรเลีย รัสเซีย กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย และกลุ่มสหภาพยุโรป ฯลฯ

          สำหรับนโยบายด้านพลังงานของประเทศไทยก็มีการปรับแนวทางที่สอดรับกับสถานการณ์โลก   ดังเช่นการแสวงหาแหล่งพลังงานภายในประเทศ เช่น ก๊าซธรรมชาติมาทดแทนการนำเข้าน้ำมันอย่างไรก็ตาม   ก๊าซธรรมชาติก็เป็นพลังงานจากฟอสซิลที่มีวันหมดเช่นกัน ดังนั้น รัฐบาลจึงสนับสนุนและให้ความสำคัญต่อมาตรการพัฒนาพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกมาใช้ประโยชน์มากขึ้น   ทั้งพลังงานไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์ NGV ชีวมวลและพลังงานขยะ   รวมถึงศึกษาพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานจากธรรมชาติ เช่น น้ำ ลม แสงอาทิตย์ เป็นต้น และขณะนี้ กระทรวงพลังงานกำลังผลักดันให้แผนพลังงานทดแทน 15 ปี (พ.ศ. 2551-2565) ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการ่างแผนขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ

          นอกจากการทุ่มเทสติปัญญาและทุนทรัพย์ในการวางนโยบายพลังงาน   ตลอดจนวางยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมและแสวงหาพลังงานทดแทนแล้ว   สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ   เราจำเป็นต้องสร้างระบบจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ   นั่นหมายถึงลดการใช้พลังงานลงด้วยการจัดการทางสังคมและเทคโนโลยี   โดยวางยุทธศาสตร์และมาตรการทางสังคมอย่างชายฉลาด   เพื่อปรับวิธีคิดให้คนไทยตระหนักถึงการดำเนินชีวิตบนรากฐานความคิดเพื่อสาธารณะมากขึ้น เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

          วิธีการที่แยบยลวิธีหนึ่งก็คือ การดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่จะเชื่อมโยงวิถีชีวิตของผู้คน สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมือง   ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน   นอกจากนั้น สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การจัดการความรู้เรื่องการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและถ่ายทอดเผยแพร่ความรู้นั้นสู่คนไทยพร้อมส่งเสริมให้เกิดการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน   เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องนี้ให้กลายเป็น “วัฒนธรรม” ของคนทั้งชาติ ยกตัวอย่างเช่น การปลูกฝังเรื่องการบริโภคแต่สิ่งที่จำเป็น และใช้ประโยชน์จากสิ่งต่าง ๆ อย่างรู้ค่า ด้วยการให้ความรู้และตระหนักในความจริงของสิ่งเหล่านั้นว่า กว่าจะได้มาแต่ละชิ้น เบื้องหลังการผลิตต้องใช้พลังงานในแต่ละกระบวนมากเพียงใด   เมื่อใช้อย่างคุ้มค่าก็จะนำมาสู่การลดการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยลงโดยอัตโนมัติ หรือการจัดเส้นทางการเดินรถที่สะดวกเป็นพิษแก่กระบวนการขนส่งมวลชน   รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบการขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยม   เพื่อดึงดูดให้คนทิ้งรถส่วนตัวมาใช้รถสาธารณะ เป็นต้น ความสำเร็จของแนวคิดนี้   จำเป็นต้องอาศัยการจัดการในระดับนโยบาย   จัดปรับแนวคิดและพฤติกรรมของคนให้ไปในทิศทางเดียวกันรวมทั้งการจัดกิจกรรมขอองค์กร สถาบันต่างๆ เพื่อกระตุ้นและสนับสนุนให้การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า   และนี่คืออนาคตของชาติที่คนไทยทุกคนมีส่วนร่วมกันสร้างขึ้นได้ด้วยตนเอง

          จริงอยู่ที่เราไม่อาจฝืนกฎของธรรมชาติได้วันหนึ่งข้างหน้า   น้ำมันก็คงจะหมดไปทว่าสิ่งที่เราสามารถทำได้อย่างแน่นอนคือการเริ่มปรับเปลี่ยนที่ตัวเอง   หากเราตระหนักถึงคุณค่าของพลังงาน และลดเลิกการใช้ชีวิตแบบฟุ่มเฟือยอย่างที่เป็นอยู่   เราก็มีพลังงานเหลือใช้ไปจนชั่วลูกชั่วหลาน และแก่นแท้ของความร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจังต่างหาก   ที่จะเป็นรากฐานแห่งความมั่นคงด้านพลังงานของชาติที่ยั่งยืนและแท้จริง

tags :

บทความอื่นๆ