ตอบปัญหาธรรมะ

ตอบปัญหาธรรมะ

พระหล้า เขมปัตโต


            คำถาม หลวงปู่คะ ดิฉันจะต้องปฏิบัติเช่นไรคะ จึงจะได้เกิดมาในภพภูมิของศาสนาพุทธ เกิดมาในภพภูมิของมนุษย์อีก การไม่ขอเกิดมาอีกนะดีเยี่ยมที่สุดน่ะเจ้าคะ แต่บุญบารมีของดิฉันจะมีมากพอที่จะทำให้ดิฉันไม่ต้องมาเกิดอีกหรือไม่ แต่ดิฉันจะเร่งเพียรพยายามร่งสะสมบุญนะเจ้าคะ เพราะถึงอย่างไรในภพนี้ ดิฉันก็ได้เกิดมาในภพภูมิของมนุษย์แล้ว ก็อย่าได้เสียชาติเกิด ต้องเร่งสะสมบุญไปเรื่อยๆ เร่งทำความเพียรเจริญสติตลอดเวลา เวลาที่ดิฉันต้องออกไปธุรกิจ หรือต้องขึ้นรถลงเรือไปไหนๆ ดิฉันมักจะคิดว่า ถ้าดิฉันเกิดตายไปตอนนี้ ดิฉันได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว ดิฉันก็เลยเกิดความรู้สึกว่า เออ...นี่เรายังไม่ได้ทำอะไรกับเขาเท่าไหร่เลย ก็จะต้องมาตายซะแล้ว เพราะความตายเกิดได้ทุกขณะ ดิฉันนึกถึงความตายอย่างนี้ตลอดเวลา จะเรียกว่าดิฉันได้เจริญมรณานุสติ ใช่ไหมเจ้าคะ

            คำตอบ เมื่อหลานๆ เห็นภัยในวัฏฎสงสารอย่างเต็มที่แล้ว มันก็เป็นผู้มีวาสนาอยู่ในตัว สามารถทำตนให้พ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติได้โดยแท้ เพราะคนเราเมื่อเห็นทุกข์เป็นหลักของหัวใจแล้ว นั่นก็คือ ศึล สมาธิ ปัญญานั่นเอง เมื่อเห็นอยู่เนืองๆ ติดต่ออยู่ไม่ขาดสาย เป็นข้อวัตรของจิตใจที่ชอบด้วย หนักเข้าก็เบื่อหน่ายคลายความเมาในวัฎฎสงสารแบบเย็นๆ รอบคอบ เรียกว่า ปัญญาชอบในวิปัสสนา

            อนึ่ง บุคคลผู้จะเกิดเป็นมนุษย์อีกติดกันในชาติต่อไป เป็นผู้ถึงไตรสรณคมน์เท่านั้นก็พอแล้ว เพราะโหรเอกพระบรมศาสดาองค์ท่านทายไว้ว่า บุคคลผู้ถึง พุทธ ธรรม สงฆ์ เป็นสรณะแล้ว มีคติเป็นสอง ไม่มนุษย์ก็เทวดา มันเป็นของไม่ยากของผู้ทรงศรัทธา แต่ก็ตรงกันข้ามกลายเป็นของยากผู้ที่ไม่ศรัทธา ความดีคนดีทำได้ง่าย ความชั่วคนดีทำได้ยาก ความชั่วคนชั่วทำได้ง่าย ความดีคนชั่วทำได้ยาก สิ่งเหล่านี้เป็นของจริงมาแต่ดึกดำบรรพ์

            ไม่พูดอีกก็จริงอีก พูดอยู่ไม่หยุดก็จริงอยู่ไม่หยุด และก็การเกิดในศาสนาพุทธนั้น เมื่อเราถึงไตรสรณคมน์แล้ว มันก็มีพืชไว้แล้ว ถึงแม้มีภพมีชาติอีก มันก็ไปเกิดในมนุษย์พุทธศาสนานั่นเอง ไม่ต้องสงสัยเลยนา

            การเกิดเป็นเทวดาเทวบุตร และพรหมมีทุกข์น้อยกว่ามนุษย์ก็จริงอยู่แล้ว แต่เมื่อมันอยู่ใต้อำนาจแห่งความไม่เที่ยงแล้ว ก็จัดว่าเป็นทุกข์เสมอกันในด้านปรมัตถ์ และก็มรรคผลนิพพานก็มีในชั้นเทวโลก และพรหมโลกเหมือนกัน บางท่านก็ภาวนาติดต่ออยู่ในภพนั้นๆ สร้างบารมีอยู่ในภพนั้นๆ ก็เป็นพระอริยบุคคลได้เหมือนมนุษย์เรานี่เอง มันก็ล่าช้าอยู่แต่สัตว์เดรัจฉาน เปรตทุกจำพวก และสัตว์นรกทุกจำพวกเท่านั้น

            "จะอย่างไรก็ตาม เราไม่ตีตนตายก่อนไข้ เราจะไม่หวังภพต่อไปในอนาคตอีก เราจะจองขาดผูกขาดเพื่อพ้นทุกข์ทั้งปวงในปัจจุบันชาติ เพื่อจะตัดปัญหาความมุ่งหวังหลายทางให้เหลือแต่ทางเดียว ปัญหามันจะน้อยลง ความประสงค์ก็ไม่มาก แม้ว่าเราจะภาวนาเห็นตัวกองทุกข์ขณะจิตเดียว หรือพุทโธคำเดียว ก็มีคุณค่ามากกว่าที่ปรารถนาในภพต่อไป การปรารถนาในภพต่อๆ ไปตั้งล้านๆ ขณะจิต ก็ไม่เท่าขณะจิตเดียวที่หวังพ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติ"

            การจองคิว การสมาทาน เจตนา ความประสงค์ ความต้องการ และความอธิษฐานทั้งหลายเหล่านี้เรียกชื่อต่างกัน แต่ก็มีความหมายอันเดียวกันแห่งรสชาติ ฉะนั้นความต้องการพ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติ เป็นพระสติพระปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญาอีกด้วย มีพลังมาก แต่เราบัญญัติไม่เป็น ก็กล่าวตู่ตนว่า ศีลไม่มีในเจตนา

            ที่แท้นั้น เจตนาหัง ภิกขะเว สีลัง วันทามิ เจตนาไปทางดีนั่นเองเป็นตัว ศีล สมาธิ ปัญญา กลมกลืนกันในขณะเดียว เหมือนเชือกสามเกลียวที่เราเรียกว่า ปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรมนั่นเอง ไม่ใช่อื่นไกลเลย จะบัญญัติหรือไม่บัญญัติก็ไม่เป็นปัญหา ขอให้ภาวนาติดต่ออยู่ไม่ขาดสายให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเป้าอันเดียวกัน พร้อมลมหายใจออก - เข้า นิวรณ์ทั้งหลายมันตั้งอยู่ไม่ได้ดอก

            "ผู้รักใคร่ภาวนาอยู่เป็นเนืองนิจ เรียกว่า ผู้นั้นบารมีแก่กล้าแล้ว ท่านผู้ใดขี้เกียจก็ให้ทราบเถิดว่าบารมียังอ่อนเหลวไหลมาก ฉะนั้นจึงไม่ควรนั่งควรนอนให้บารมีแก่กล้า" คำว่านั่งนอน นอนทั้งกายทั้งใจด้วย นั่งก็เหมือนกันยืนเดินนั่งนอนเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถเฉยๆ

            แต่ด้านจิตใจและศรัทธาไม่เปลี่ยนออกจากพุทธ ธรรม สงฆ์ ไปไหนเลย จะทำท่า ไม่ทำท่า ก็ไม่เป็นปัญหา

            คล้ายกับเกลือ จะอยู่ถ้วย หรืออยู่ชาม หรืออยู่ที่ไหนก็ตาม ก็รักษาความเค็มของตนไว้อยู่อย่างนั้น

            จะอย่างไรก็ตาม ขอให้แบ่งเวลาภาวนา อย่าให้เสียวันเสียคืน จิตใจหากจะสูงขึ้นเอง ไม่ต้องบ่นหา จะชนะความหลงของตนแน่แท้

บทความอื่นๆ