
|
||||||
|
||||||
|
|
|
สุข-ทุกข์ ของผู้ผลิตเอทานอลในสหรัฐอเมริกา
ในขณะที่น้ำมันมีราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เอทานอลจึงเป็นพลังงานทดแทนทางเลือกใหม่สำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน
|
ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของ JGSEE กับวิชาการดอทคอม
URL : www.jgsee.kmutt.ac.th
ดร. อธิคม บางวิวัฒน์
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นไปสูงๆความตื่นตัวที่จะหันมาใช้พลังงานทดแทนอย่างเช่น เอทานอลก็มีมาก มีการสร้างโรงงานผลิตเอทานอลเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก นักลงทุนจำนวนมากแห่กันไปจับจองซื้อหุ้นของบริษัทต่างๆที่ทำธุรกิจทางด้านนี้กันอย่างล้นหลาม แม้แต่ บิลล์ เกตส์ ก็ลงทุนไปถึง 84 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อซื้อหุ้น 27% ของบริษัทแปซิฟิกเอทานอล(Pacific Ethanol) ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายหนึ่งในแคลิฟอร์เนียร์เมื่อปี ค.ศ.2005 (ข่าวจาก Financial Times) อนาคตของธุรกิจเอทานอลดูสดใสไปพร้อมๆ กับราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น เพราะยิ่งราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นเท่าไร ความต้องการเชื้อเพลิงทดแทนยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อราคาน้ำมันดิบลดลงอย่างรวดเร็ว เช่นในวันนี้ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ราว 55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หลายๆอย่างจึงเปลี่ยนไป ภาพอนาคตอันสวยหรูงดงามของพลังงานทดแทนดูหมองลง ราคาหุ้นของบริษัทในกลุ่มธุรกิจเอทานอลตกลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน อันที่จริงราคาน้ำมันดิบไม่ใช่ตัวแปรตัวเดียวที่มีผลต่อราคาของเอทานอล ยังมีตัวแปรอื่นที่น่าสนใจและมีผลต่อกำไรขาดทุนของธุรกิจนี้อย่างมากนั่นคือ ราคาวัตถุดิบนั่นเอง ในสหรัฐอเมริกาวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตเอทานอลเป็นข้าวโพด เมื่อราคาข้าวโพดซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการผลิตเอทานอลสูงขึ้น ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทต่างๆ ในกลุ่มธุรกิจก็ลดลง ขณะนี้เกือบทุกบริษัทที่ทำธุรกิจนี้ในสหรัฐอเมริกากำลังตกอยู่ในสภาวะลำบาก ถึงขนาดบางบริษัทกำลังล้มละลาย

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่รัฐให้การสนับสนุนการผลิตและการใช้เอทานอลอย่างจริงจัง มีทั้งการออกกฎหมายให้เครดิตภาษี ตัวอย่างเช่น ก่อนปี ค.ศ.2003 มีการเก็บภาษีนำเข้าเอทานอล มีการให้เครดิตภาษีกับผู้ผลิตเอทานอลรายเล็ก มีการห้ามใช้ MTBE ในรัฐแคลิฟอร์เนียร์ ให้เงินช่วยเหลือการก่อสร้างโรงงาน ในปี ค.ศ.2005 ประธานาธิบดีบุชประกาศให้การช่วยเหลือด้านการเงินกับพลังงานหมุนเวียน รัฐมินเนโซตาประกาศใช้ E20 ในปี ค.ศ.2006 ประธานาธิบดีบุชประกาศว่าจะลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง 75% ภายในปี 2025 ต้นปี ค.ศ.2007 ประธานาธิบดีบุชประกาศว่าจะลดการใช้น้ำมันลง 20% ใน 10 ปีข้างหน้า ปลายปี ค.ศ. 2007 มีการตั้งเป้าหมายให้ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ 36,000 ล้านแกลลอนให้ได้ภายในปี ค.ศ.2020 ในปี ค.ศ.2008 รัฐแมสซาซูเซตส์เป็นรัฐแรกที่ยกเว้นภาษีสรรพสามิตให้กับเซลลูโลสิคเอทานอล (Cellulosic ethanol)
ความช่วยเหลือจากรัฐเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมเอทานอลในสหรัฐอเมริกา มีการประเมินว่าเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางและภายในรัฐเองรวมเป็นเงิน 9,200 ถึง 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ.2008 การช่วยเหลือนี้มีให้ตั้งแต่เริ่มปลูกข้าวโพด ในกระบวนการผลิตเอทานอล ในระหว่างขนส่งและจัดเก็บ ตลอดจนการบริโภค ในช่วงการเพาะปลูกข้าวโพดมีการสนับสนุนให้ใช้พื้นที่เพาะปลูกโดยไม่คิดค่าเช่า ลดภาษีให้กับคนงานในอุตสาหกรรมนี้ มีการช่วยเหลือในด้านราคาต้นพันธุ์ น้ำ และพลังงานที่ใช้ในการเพาะปลูก ในกระบวนการผลิตมีการสนับสนุนด้วยเครดิตภาษี ยกเว้นภาษี ประมาณกันว่าจะมีการให้เครดิตภาษีสรรพสามิตถึง 48,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงปี ค.ศ.2006 ถึง 2012 ในจำนวนนี้ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นการช่วยเหลือไบโอดีเซล มีการเก็บภาษีนำเข้าของเอทานอล เป็นการช่วยไม่ให้เอทานอลราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาแข่งกับผลผลิตภายในประเทศ ในการก่อสร้างถังเก็บและท่อขนส่งเอทานอลก็ได้รับเครดิตภาษีในรัฐต่างๆ ซึ่งเป็นการช่วยลดต้นทุนในการก่อสร้างและการขนส่ง เพื่อเป็นการเพิ่มการบริโภคเอทานอลรัฐได้กำหนดมาตรฐานการจัดซื้อรถยนต์ให้เป็นรถที่สามารถใช้เชื้อเพลิงชีวภาพได้ รวมถึงการลดภาษีเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับรถยนต์
ความช่วยเหลือของภาครัฐทำให้อุตสาหกรรมเอทานอลได้รับผลกำไรดีมากในช่วงแรก ตั้งแต่กลางปี ค.ศ.2005 จนถึงปลายปี ค.ศ.2006 ความแตกต่างของราคาเอทานอลกับต้นทุนข้าวโพดที่ใช้ในการผลิตเอทานอล 1 แกลลอน อยู่ที่ราว 1 เหรียญสหรัฐหรือมากกว่า ช่วงเวลานั้นต้นทุนข้าวโพดที่ใช้ในการผลิตเอทานอล 1 แกลอน อยู่ที่ 0.8 ถึง 1 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ราคาขายเอทานอลอยู่ที่ประมาณ 2 เหรียญสหรัฐ ในบางช่วงก็สูงกว่านั้น ช่วงกลางปี ค.ศ.2006 ราคาขายเอทานอลพุ่งขึ้นไปถึง 4 เหรียญสหรัฐ ต่อแกลลอน ทำให้เกิดผลต่างถึง 3 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน (ดูกราฟได้ FT.com ในหัวข้อข่าว Interative feature : Ethanol boom and bust) หลังจากนั้นความแตกต่างของราคาขายเอทานอลกับต้นทุนข้าวโพดก็เริ่มแคบลงเรื่อยๆ เหลืออยู่ราว 0.5 เหรียญสหรัฐในระหว่างปี ค.ศ.2007 และแคบลงไปกว่านั้นอีกในช่วงครึ่งปีแรกของปี ค.ศ.2008 ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ราคาทั้งสองเกือบจะเป็นราคาเดียวกัน นั่นคือกำไรจากการขายเอทานอลแทบจะไม่มี

เมื่อเร็วๆ นี้เอง บริษัทหลายบริษัทในอุตสาหกรรมเอทานอลที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากทั้งราคาขายเอทานอลที่ตกลงมาอยู่ราว 2-3 เหรียญสหรัฐ อันมีผลจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในไตรมาส 3 ของปีนี้ ราคาขายเฉลี่ยลดลงจาก 2.45 เหรียญสหรัฐ มาเป็น 1.80 เหรียญสหรัฐ และราคาต้นทุนข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลที่สูงขึ้นในระดับเดียวกันราว 2-3 เหรียญสหรัฐ ต่อการผลิตเอทานอล 1 แกลลอน บริษัทวีราซันเอนเนอร์ยี (Vera Sun Energy) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเอทานอลรายหนึ่ง เข้าไปจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี ค.ศ.2005 กลับมาได้รับผลกระทบจากการขาดทุนอย่างรุนแรงในไตรมาส 3 ปีนี้ เนื่องมาจากบริษัทได้ทำสัญญาซื้อข้าวโพดล่วงหน้าไว้ในราคาที่สูงเพราะกลัวว่าข้าวโพดจะมีราคาสูงขึ้นไปกว่านั้น แต่ปรากฎว่าราคาเอทานอลลดลงต่ำมาก จึงเกิดขาดทุนอย่างใหญ่หลวง มูลค่าทรัพย์สินของบริษัทลดลงเกือบ 98% เมื่อเทียบกับทรัพย์สินของบริษัทในช่วงที่ราคาเอทานอลอยู่ในระดับสูงเมื่อ ปี ค.ศ.2006 บริษัทจึงล้มละลายและต้องขอความคุ้มครองภายใต้ Chapter 11 ตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกา Joseph Hansen ซึ่งเป็น CFO ของบริษัทแปซิฟิกเอทานอล กล่าวว่าในไตรมาส 3 ของปีนี้ บริษัทขายเอทานอลได้มากขึ้น และในราคาที่สูงกว่าเมื่อเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว แต่ต้นทุนของข้าวโพดที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้นได้กลบรายได้ที่เพิ่มจากการขายเอทานอลเสียหมด ซึ่งขณะนี้บริษัทแปซิฟิกเอทานอลก็กำลังอยู่ในระหว่างเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับผู้ให้กู้ (ข่าวจาก The Sacramento Bee : www.sacbee.com ) อย่างไรก็ตามผู้ผลิตเอทานอลยังมีความเชื่อมั่นว่าประธานาธิบดีคนใหม่ Obama จะยังคงให้การสนับสนุนในอุตสาหกรรม Biofuels ต่อไป
นักวิเคราะห์ได้ให้ความเห็นว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการที่ราคาของเอทานอลปรับเปลี่ยนรุนแรงใน 2-3 ปีที่ผ่านมา คือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด เพราะโรงงานผลิตเอทานอลส่วนใหญ่ ถูกควบคุมโดยสหกรณ์เกษตรกรซึ่งโรงงานเหล่านี้สร้างขึ้นเมื่อปลายปี ค.ศ.2005 ในขณะที่ราคาเอทานอลยังสูงอยู่ ส่วนใหญ่ได้ทุนคืนหมดแล้ว ในขณะนี้เกษตรกรก็ยังได้ประโยชน์จากราคาข้าวโพดที่สูงขึ้น รวมถึงราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับข้าวโพด อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับประโยชน์คือ นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่ซื้อหุ้นของบริษัทผลิตเอทานอลในช่วงปี ค.ศ.2005 และสามารถทำกำไรได้มากเมื่อราคาเอทานอลพุ่งขึ้นสูงสุดเมื่อกลางปี ค.ศ.2006 คาดกันว่ากำไรในช่วงนั้นทำให้โรงงานส่วนใหญ่ได้ทุนคืนใน 1-2 ปีเท่านั้นเอง บางบริษัทมีผลตอบแทนถึง 10 เท่าของเงินลงทุนในช่วงเวลานั้น ส่วนผู้เสียประโยชน์ก็เป็นนักลงทุนบางกลุ่มที่เข้ามาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เมื่อสายเกินไป บิลล์เกตส์สูญเสียเงินไปราวครึ่งหนึ่งของเงินลงทุน 84 ล้านเหรียญสหรัฐจากการลงทุนในแปซิฟิกเอทานอล เจ้าของปศุสัตว์ต้องจ่ายเงินค่าอาหารสัตว์มากขึ้นจากราคาข้าวโพดที่แพงขึ้น ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือราคาเนื้อสัตว์ที่ใช้บริโภคก็แพงตามไปด้วย ประชาชนซึ่งเป็นผู้จ่ายภาษีต้องบริโภคเนื้อสัตว์ที่แพงขึ้น เงินภาษีที่จ่ายไป ถูกนำไปสนับสนุนบริษัทที่ผลิตเอทานอลซึ่งกำลังขาดทุนอย่างหนัก แต่ส่วนหนึ่งได้ถูกชดเชยด้วยราคาน้ำมันผสมเอทานอลที่ลดลง
ทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับประเทศอื่นๆ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเอทานอล
หมายเหตุ
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ได้รับการสนับสนุนจากสำนักพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สบว.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน บทความนี้ เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง